แมกนีเซียม#

แมกนีเซียม (Magnesium) คือ สารอาหารที่จำเป็นและเป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงาน การทำงานของระบบประสาท การควบคุมความดันโลหิต การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ฯลฯ การขาดธาตุแมกนีเซียมในอาหารพบได้ทั่วไปในสังคมยุคใหม่ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะสุขภาพอื่น ๆ

ร่างกายผู้ใหญ่มีแมกนีเซียมประมาณ 25 กรัม โดย 50-60% อยู่ในกระดูกและส่วนที่เหลือส่วนใหญ่อยู่ในเนื้อเยื่ออ่อน ด้วยเหตุนี้ การประเมินระดับแมกนีเซียมในร่างกายจึงเป็นเรื่องยากเนื่องจากแมกนีเซียมส่วนใหญ่อยู่ภายในเซลล์หรือในกระดูก (แต่วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือการตรวจวัดความเข้มข้นของแมกนีเซียมในเลือด แม้ว่าจะมีระดับเพียงเล็กน้อยก็ตาม)

แมกนีเซียมมีหลายรูปแบบทางเคมี เช่น แมกนีเซียมออกไซด์ แมกนีเซียมคลอไรด์ แมกนีเซียมกลูโคเนต แมกนีเซียมซิเตรตแมกนีเซียมออโรเตต และอื่น ๆ อีกมากมาย

ประโยชน์ของแมกนีเซียม#

1. ส่งเสริมปฏิกิริยาทางเคมีหลายร้อยอย่างในร่างกาย แมกนีเซียมมีอยู่ทั่วไปในร่างกาย ทุกเซลล์ในร่างกายของเราจะมีแร่ธาตุชนิดนี้และต้องใช้มันเพื่อให้ร่างกายทำงานได้ โดยแมกนีเซียมเป็นปัจจัยร่วมในระบบเอนไซม์มากกว่า 300 ระบบที่ควบคุมปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย รวมถึงการสังเคราะห์โปรตีน การทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต จำเป็นสำหรับการผลิตพลังงาน มีส่วนช่วยในการพัฒนาโครงสร้างของกระดูกและจำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ DNA, RNA และสารต้านอนุมูลอิสระกลูตาไธโอน มีบทบาทในการขนส่งแคลเซียมและโพแทสเซียมไอออนผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญต่อการนำกระแสประสาท การหดตัวของกล้ามเนื้อ และจังหวะการเต้นของหัวใจปกติ เป็นต้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์ของโพแทสเซียม (Potassium) จากงานวิจัย !

2. ป้องกันและรักษาการขาดแมกนีเซียม การรับประทานแมกนีเซียมเสริมมีประโยชน์ในการรักษาและป้องกันการขาดแมกนีเซียม ซึ่งการขาดแมกนีเซียมนั้นเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ (ภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำหมายถึงระดับแมกนีเซียมในเลือดน้อยกว่า 0.75 มิลลิโมล/ลิตร) (2)

3. เป็นยาระบายและยาลดกรดที่มีประสิทธิภาพ แมกนีเซียมมีประโยชน์ทั้งเป็นยาระบายสำหรับอาการท้องผูกและช่วยเตรียมลำไส้ให้พร้อมสำหรับกระบวนการทางการแพทย์ และแมกนีเซียมบางรูปยังสามารถใช้เป็นยาลดกรดช่วยลดอาการแสบร้อนกลางอกได้ (มีฤทธิ์ช่วยปรับกรดในกระเพาะอาหารให้เป็นกลาง) โดยเฉพาะแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ที่ดูเหมือนจะออกฤทธิ์ได้เร็วที่สุด (2, 3, 4)

4. อาจเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย การเสริมแมกนีเซียมอาจช่วยเพิ่มพลังงานและความทนทานในหมู่นักกีฬาได้ (2) เนื่องจากแมกนีเซียมมีหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลในเลือดไปสู่กล้ามเนื้อเพื่อให้พลังงานและช่วยกำจัดแลคเตตในเลือดที่สะสมระหว่างการออกกำลังกายและมีผลทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า (5) อย่างไรก็ตาม การศึกษายังให้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม โดยการศึกษาที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

  • การศึกษาในผู้หญิง 2,570 คน ที่พบว่าการบริโภคแมกนีเซียมที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับมวลกล้ามเนื้อและกำลังที่เพิ่มขึ้น (6)
  • การศึกษาในนักวิ่งขายที่ได้รับแมกนีเซียมต่อวันต่ำ พบว่าการเสริมแมกนีเซียมวันละ 500 มก. เป็นเวลา 7 วัน ก่อนการวิ่งเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร อาการปวดกล้ามเนื้อลดลง 32% ใน 24 ชั่วโมงแรก และลดลง 53% ในสามวันหลังการวิ่ง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (7)
  • การศึกษาในนักศึกษาวิทยาลัยที่มีสุขภาพดีจำนวน 22 คน พบว่าการเสริมแมกนีเซียมไกลซิเนตวันละ 350 มก. (ให้แมกนีเซียม 50 มก.) เป็นเวลา 8 วันก่อนการทดสอบ สามารถช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย (DOMS) ได้ ส่วนประสิทธิภาพการออกกำลังกายก็ดีขึ้นด้วยเล็กน้อย (8)
  • การศึกษาในนักปั่นจักรยานอาชีพที่รับประทานแมกนีเซียมวันละ 400 มก. เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่ากล้ามเนื้อมีการฟื้นตัวดีขึ้นและช่วยป้องกันความเสียหายของกล้ามเนื้อหลังการแข่งขัน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (9)
  • การศึกษาที่พบว่าอาหารเสริมแมกนีเซียมอาจมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการออกกำลังกายในผู้ที่ร่างกายขาดแมกนีเซียมและในผู้สูงอายุ (10)

5. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน แมกนีเซียมมีบทบาทในการทำงานของเบต้าเซลล์ในตับอ่อน มีอิทธิพลต่อการหลั่งอินซูลินและมีผลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การขาดแมกนีเซียมสามารถนำไปสู่การหลั่งอินซูลินไม่เพียงพอ การใช้กลูโคสที่บกพร่อง และการดื้อต่ออินซูลินได้ ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนทำให้เกิดการพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 (11)

  • การศึกษาพบว่าระดับแมกนีเซียมที่ต่ำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเกิดโรคเบาหวาน และการเสริมแมกนีเซียมสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มความไวของอินซูลินได้ (12) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ดื้อต่ออินซูลินและ/หรือขาดแมกนีเซียม (13, 14) และ/หรือในสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (15, 16)
  • การศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมมากขึ้นนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของการเกิดโรคเบาหวานในผู้ใหญ่และเด็กที่มีน้ำหนักตัวเกิน (2)
  • การศึกษาที่พบว่าอาหารเสริมแมกนีเซียมสามารถช่วยเพิ่มความไวของอินซูลินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (17)
  • การบริโภคแมกนีเซียมที่สูงขึ้นจากอาหารและจากอาหารเสริมนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของการเกิดโรคเมตาบอลิซึม เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันสูง (ผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำจะมีโอกาสเป็นโรคเหล่านี้มากกว่าผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมปกติ 6-7 เท่า) (2)

6. ความดันโลหิตสูง อาหารเสริมแมกนีเซียมสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตสูง (ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ) (18) โดยเฉพาะในผู้ที่ขาดแมกนีเซียม (19) และในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง (20)

  • การให้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดดำหรือการฉีดถือเป็นการรักษาทางเลือกสำหรับการลดความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์ (ภาวะครรภ์เป็นพิษ Pre-eclampsia และ Eclampsia) ซึ่งรวมถึงอาการชัก โดยการศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่าการให้แมกนีเซียมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของอาการชักที่เกิดจากภาวะดังกล่าวได้ (2)

7. อาจส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญต่อการทำให้หัวใจและหลอดเลือดของคุณมีสุขภาพแข็งแรง จากการศึกษาพบว่าการบริโภคแมกนีเซียมที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และความดันโลหิตสูงที่ลดลง (21) เนื่องจากแมกนีเซียมมีหน้าที่ช่วยควบคุมความเข้มข้นของแคลเซียม จึงช่วยเพิ่มการผ่อนคลายและยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดแข็งแรงและป้องกันความดันโลหิตสูง และแมกนีเซียมยังปรับปรุงการทำงานของบุผนังหลอดเลือดด้วยการกระตุ้นการปลดปล่อยไนตริกออกไซด์ (NO) โดยตรง (22) อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกงานวิจัยจะให้ผลลัพธ์เหมือนกัน เพราะงานวิจัยอื่น ๆ พบว่าการเพิ่มปริมาณแมกนีเซียมในอาหารไม่ส่งผลต่อความเสี่ยงต่อโรคหัวใจที่ลดลงหรือมีความเชื่อมโยงกัน (2) จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

8. ส่งเสริมสุขภาพกระดูก แมกนีเซียมมีความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพกระดูกและช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก เพราะ 50-60% ของแมกนีเซียมทั้งหมดในร่างกายนั้นพบได้ในกระดูก โดยจากการศึกษาพบว่าผู้ที่ขาดแมกนีเซียมจะมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน (23) และมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการกระดูกหักได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า (24) ส่วนการศึกษาอื่นมีดังนี้

  • การบริโภคแมกนีเซียมที่มากขึ้นสัมพันธ์กับความหนาแน่นของกระดูกบริเวณสะโพกและกระดูกต้นขา (ที่ไวต่อการแตกหัก) ที่เพิ่มขึ้น (25)
  • การรับประทานแมกนีเซียมเสริมดูเหมือนจะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในผู้หญิงสูงอายุที่เป็นโรคกระดูกพรุนได้ (2)
  • การรับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนร่วมกับแมกนีเซียม แคลเซียม และวิตามินรวม ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกในผู้หญิงสูงอายุได้ดีกว่าการรับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว (2)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์ของแคลเซียม (Calsium) จากงานวิจัย !

9. ต้านการอักเสบ การศึกษาพบว่าการบริโภคแมกนีเซียมที่ต่ำสัมพันธ์กับระดับการอักเสบที่เพิ่มขึ้น (26) และการขาดแมกนีเซียมนั้นเชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบ (27)

  • อาหารเสริมแมกนีเซียมสามารถช่วยลดระดับ C-reactive protein (CRP) ซึ่งเป็นโปรตีนที่บ่งบอกถึงการอักเสบในร่างกายและใช้ประเมินการอักเสบในร่างกายในผู้ที่มีอาการอักเสบเรื้อรังได้ (28) สอดคล้องกับการศึกษาอื่นที่พบว่าอาหารเสริมแมกนีเซียมอาจช่วยลด CRP และตัวบ่งชี้การอักเสบอื่น ๆ เช่น interleukin-6 (7)

10. ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น การเสริมแมกนีเซียมผ่านอาหารหรืออาหารเสริมสามารถช่วยให้การนอนหลับของคุณดีขึ้นและรักษาอาการนอนไม่หลับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับหรือในผู้ที่ขาดแมกนีเซียม (29, 30) เนื่องจากแมกนีเซียมควบคุมสารสื่อประสาทหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ เช่น GABA (31) ส่วนการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

  • การศึกษาในผู้ใหญ่เกือบ 4,000 คน พบว่าการบริโภคแมกนีเซียมที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับคุณภาพการนอนและระยะเวลาการนอนหลับที่ดีขึ้น (32)
  • การศึกษาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคนอนไม่หลับพบว่าอาหารเสริมแมกนีเซียมสามารถช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้นโดยเฉลี่ย 17 นาที (33)
  • การบริโภคแมกนีเซียมในสตรีเพิ่มขึ้นอาจมีประโยชน์ในระยะยาวที่จะช่วยลดโอกาสหลับในตอนกลางวัน (34)

11. อาจช่วยลดความเครียดและอาการวิตกกังวล การศึกษาพบว่าการขาดแมกนีเซียมอาจทำให้เกิดเครียดได้ง่ายขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการวิตกกังวลตามมา (35) และแมกนีเซียมอาจช่วยลดอาการวิตกกังวลและความเครียดได้ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม โดยการศึกษาบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าแมกนีเซียมสามารถช่วยรักษาและป้องกันอาการวิตกกังวล (36) สอดคล้องกับการศึกษาอื่น ๆ เช่น

  • การศึกษาในผู้ใหญ่ชาวอิหร่าน 3,172 คน พบว่าการบริโภคแมกนีเซียมเพิ่มขึ้นจะมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่ลดลง (37)
  • การศึกษาขนาดเล็กที่ให้ผู้เข้าร่วมรับประทานแมกนีเซียม 248 มก. ทุกวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดอาการวิตกกังวลได้อย่างมีนัยสำคัญ (38)
  • การศึกษาที่พบว่าอาหารเสริมแมกนีเซียมอาจช่วยลดอาการวิตกกังวลเล็กน้อยถึงปานกลางได้ (2)

12. อาจช่วยลดอาการซึมเศร้า แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมองและอารมณ์ ระดับที่ต่ำมักสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดภาวะซึมเศร้า (39) และการเสริมแมกนีเซียมอาจช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ (40) ตัวอย่างการศึกษา เช่น

  • การศึกษาขนาดเล็กที่พบว่า การรับประทานแมกนีเซียม 500 มก. ทุกวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (41)
  • การศึกษาในผู้ใหญ่ 126 คน แสดงให้เห็นว่าการรับประทานแมกนีเซียม 248 มก. ต่อวัน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ช่วยลดอาการซึมเศร้าและอาการวิตกกังวลได้ (42)

13. อาจช่วยลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน การศึกษาพบว่าผู้ที่เป็นไมเกรนมีแนวโน้มที่จะมีภาวะขาดแมกนีเซียมมากกว่าคนอื่น ๆ และการรับประทานแมกนีเซียมในขนาดสูงดูเหมือนจะช่วยลดความถี่ของการเกิดอาการปวดหัวไมเกรน รวมถึงความรุนแรงของไมเกรนได้ (43, 44, 45, 46) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่าแมกนีเซียมอาจไม่มีผลต่อไมเกรน (2)

  • การเสริมแมกนีเซียมซัลเฟต 1 กรัม สามารถช่วยบรรเทาอาการไมเกรนเฉียบพลันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาทั่วไป ซึ่งในที่นี้คือการใช้ยาเดกซาเมทาโซนและเมโทโคลพราไมด์ร่วมกัน (47)

14. บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนในสตรี (PMS) การรับประทานแมกนีเซียมเสริมดูเหมือนจะช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) เช่น อาการปวดประจำเดือน อาการท้องอืด อารมณ์แปรปรวน และไมเกรนได้ (2, 48, 49, 50) แต่ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม

  • การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าการรับประทานแมกนีเซียม 300 มก. ทุกวัน สามารถช่วยลดอาการท้องอืด ซึมเศร้า และอาการวิตกกังวลในนักศึกษาหญิงที่มีอาการ PMS ได้ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (51)

15. อาจช่วยป้องกันตะคริว การเสริมแมกนีเซียมเพื่อลดการเกิดตะคริวมีผลลัพธ์ที่ผสมกัน แม้ว่าบางหลักฐานจะชี้ว่ามีประโยชน์ก็ยังพบว่ามีประโยชน์น้อย ตัวอย่างเช่น การศึกษาที่พบว่ากลุ่มที่ได้รับแมกนีเซียมมีความถี่ของการเกิดตะคริวน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก 86% ต่อ 60.5% และมีความรุนแรงของอาการที่เป็นตะคริวน้อยกว่า 69.8% ต่อ 48.8% (52) ส่วนการศึกษาในผู้สูงอายุที่เป็นตะคริวในตอนกลางคืนบ่อย ๆ ไม่พบว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าทางหลอดเลือดจะช่วยลดความถี่ ความเจ็บปวด และระยะเวลาที่เป็นตะคริวเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกแต่อย่างใด (53) หรือการเสริมแมกนีเซียมซิเตรต 900 มก. ไม่พบประโยชน์ในการลดการเกิดตะคริวที่ขาในตอนกลางคืน (54)

16. โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) งานวิจัยบางชิ้นพบว่าระดับแมกนีเซียมในเลือดที่ต่ำสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคข้อเข่าเสื่อมรวมถึงความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การศึกษาในประเทศจีนในผู้ใหญ่ 2,855 คน พบว่าผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมในเลือดมากกว่า 2.43 mg/dL (ช่วงปกติคือ 1.8-2.6 mg/dL) มีความเสี่ยงต่อโรคข้อเสื่อมลดลง 28% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ (55)

17. ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้และทวารหนัก การศึกษาวิจัยพบว่าการรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมมากขึ้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งลำไส้และมะเร็งทวารหนัก (2)

18. ช่วยควบคุมระดับวิตามินดี การได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอ สามารถช่วยรักษาระดับวิตามินดีในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ (ควบคุมไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไป) โดยการศึกษาในสเปนในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งหลายคนได้รับอาหารที่มีแมกนีเซียมต่ำ และ/หรือมีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ และส่วนใหญ่มีระดับวิตามินดีในเลือดไม่เพียงพอ พบว่าการเสริมแมกนีเซียมวันละ 500 มก. เป็นเวลา 2 เดือน จะช่วยเพิ่มระดับวิตามินดีได้โดยเฉลี่ย 3 ng/mL (56)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์ของวิตามินดี (Vitamin D) จากงานวิจัย !

19. การสูญเสียการได้ยิน การรับประทานแมกนีเซียมเสริมดูเหมือนว่าจะช่วยป้องกันการสูญเสียการได้ยินในผู้ที่ได้ยินเสียงดัง และช่วยปรับปรุงการสูญเสียการได้ยินในผู้ที่สูญเสียการได้ยินกะทันหันที่ไม่เกี่ยวข้องกับเสียงดัง และการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยให้การสูญเสียการได้ยินกะทันหันดีขึ้นได้เช่นกัน (2)

20. ประโยชน์อื่น ๆ ของแมกนีเซียมทางการแพทย์ (2) :

  • การเสริมแมกนีเซียมอาจช่วยให้อาการเหนื่อยล้าของผู้ที่มีภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome) ดีขึ้น
  • การรับประทานแมกนีเซียมคลอไรด์และแมกนีเซียมออกไซด์ อาจช่วยลดระดับ LDL และระดับคอเลสเตอรอลรวมได้เล็กน้อย และยังช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี HDL ได้เล็กน้อยในผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง
  • การให้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดดำมีประโยชน์ต่อการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ (Torsades de pointes) ซึ่งเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรงอย่างหนึ่งที่หัวใจห้องล่างเต้นเร็วและมีลักษณะเฉพาะที่เห็นได้จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • การรับประทานแมกนีเซียมเสริมดูเหมือนจะช่วยลดอาการเจ็บหน้าอกและลิ่มเลือดในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease) ได้
  • การรับประทานแมกนีเซียมเสริมดูเหมือนว่าจะช่วยลดอาการของโรคลิ้นหัวใจไมตรัลย้อย (Mitral valve prolapse) ในผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำได้
  • หลักฐานปัจจุบันบ่งชี้ว่าการให้แมกนีเซียมเสริมแก่หญิงตั้งครรภ์ก่อนการคลอดก่อนกำหนดสามารถช่วยลดความเสี่ยงของสมองพิการในทารก (Cerebral palsy) ได้
  • การศึกษาวิจัยพบว่าการเสริมแมกนีเซียมทุกวันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของปอดในเด็กที่เป็นโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis)
  • การศึกษาพบว่าการรับประทานแมกนีเซียมร่วมกับกรดมาลิกดูเหมือนจะช่วยลดอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับโรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) ได้ นอกจากนี้ การรับประทานแมกนีเซียมซิเตรตทุกวันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ยังช่วยทำให้อาการบางอย่างของโรคดังกล่าวดีขึ้นด้วยเช่นกัน
  • การให้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดดำ (IV) ดูเหมือนจะช่วยลดความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดเอามดลูกออก (Hysterectomy), ช่วยลดอาการปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (Cluster headache) หรืออาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงข้างเดียวที่ปวดแบบแปล๊บ ๆ เป็นชุด ๆ บริเวณกระบอกตาหรือขมับข้างเดียว, ช่วยลดความเจ็บปวดที่เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทเนื่องจากมะเร็ง, ช่วยป้องกันการหดเกร็งของหลอดเลือดในผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกซึ่งเกิดจากการหดเกร็งของหลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงหัวใจ (Vasospastic angina), ช่วยให้อาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ดีขึ้น, ช่วยรักษาอาการหอบหืดเฉียบพลัน (Asthma) และอาจมีประโยชน์สำหรับการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ (Irregular heartbeat หรือ Arrhythmias)
  • บางคนนำแมกนีเซียมมาทาบนผิวหนังเพื่อรักษาแผลที่ผิวหนัง ฝี ตุ่มน้ำใส และเร่งการสมานแผล หรือนำมาใช้เป็นลูกประคบเย็นเพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังอย่างรุนแรงที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (ไฟลามทุ่ง) หรือใช้เป็นลูกประคบร้อนเพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังที่ฝังลึก
  • นอกจากนี้แมกนีเซียมยังอาจมีประโยชน์อีกหลายเรื่อง แต่หลักฐานสนับสนุนยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพ เช่น การช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับในผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง, ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากพิษของอะลูมิเนียมฟอสไฟด์, อาจช่วยรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD) ในเด็กที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำ, ช่วยลดความดันโลหิตได้เล็กน้อยในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเล็กน้อยถึงปานกลาง, อาจช่วยป้องกันการเกิดซ้ำของนิ่วในไต, อาจช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรังเมื่อให้ทางหลอดเลือดดำ, ลดอาการแข็งเกร็งของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS), แมกนีเซียมรูปแบบอมอาจช่วยลดอาการเจ็บคอจากท่อช่วยหายใจหลังการผ่าตัด, อาจช่วยลดอาการตะคริวที่ขาในระหว่างการตั้งครรภ์, อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองในผู้ชาย, อาจช่วยลดโอกาสเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน เป็นต้น
คนส่วนใหญ่มักรับประทานแมกนีเซียมในรูปแบบของอาหารเสริมเพื่อป้องกันการขาดแมกนีเซียม ใช้เป็นยาระบายสำหรับอาการท้องผูกหรือใช้เป็นยาลดกรดสำหรับอาหารไม่ย่อยของกรด (น้อยคนที่รับประทานด้วยวัตถุประสงค์อย่างอื่น แม้ว่าแมกนีเซียมอาจให้ประโยชน์หลายอย่างก็ตาม)

คำแนะนำและข้อควรรู้#

  • ปริมาณที่แนะนำ : ปริมาณแมกนีเซียมที่ควรได้รับต่อวันคือ 410–420 มก. สำหรับผู้ชาย และ 310–360 มก. สำหรับผู้หญิง
  • อาหารที่ให้แมกนีเซียม : แมกนีเซียมมีอยู่ทั่วไปในอาหารจากพืช สัตว์ และในเครื่องดื่มบางชนิด โดยเฉพาะในพืชตระกูลถั่วและธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ดีที่ให้แมกนีเซียมสูง
  • อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง : อาหารที่ให้แมกนีเซียมสูงเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ เมล็ดฟักทองคั่ว, เมล็ดเจีย, อัลมอนด์คั่วแห้ง, ผักโขมต้มสุก, เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วแห้ง, ถั่วลิสงคั่วน้ำมัน, นมถั่วเหลือง, ถั่วดำสุก, ถั่วแระญี่ปุ่น, เนยถั่ว, มันฝรั่งอบทั้งเปลือก, ข้าวกล้อง, โยเกิร์ต, กล้วย, ปลาแซลมอน, นม, ลูกเกด, ขนมปังโฮลวีต, อะโวคาโด, อกไก่, เนื้อวัว, บรอกโคลี, ข้าวขาวหุงสุก, แอปเปิล, แครอท
  • การขาดแมกนีเซียม : แม้อาหารหลายอย่างจะให้แมกนีเซียม แต่คนส่วนใหญ่เกือบครึ่งกลับได้รับแมกนีเซียมในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อวัน โดยเฉพาะในวัยรุ่นและผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป รวมถึงการมีภาวะหรือโรคบางอย่างก็อาจทำให้ร่างกายขาดแมกนีเซียมได้เช่นกัน เช่น ผู้ติดสุรา ผู้เป็นโรคเบาหวาน โรคระบบทางเดินอาหาร ผู้ใช้ยาบางอย่าง (เช่น Nexium และ Prilosec) ผู้ที่มีความผิดปกติของตับและไต เป็นต้น
  • ความเสี่ยงของการขาดแมกนีเซียม : การได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพออาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นเล็กน้อย, เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและกระดูกหัก, กระดูกอ่อนแอและการเจริญเติบโตไม่ดีในเด็ก, เกิดผื่นผิวหนังและผมหงอกในผู้ชาย, อารมณ์เปลี่ยนแปลงและอาการปวดก่อนมีประจำเดือนจะรุนแรงกว่าปกติในผู้หญิง โดยสัญญาณเริ่มต้นของการขาดแมกนีเซียมได้แก่ มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย และอ่อนแรง
  • ผู้ที่ควรได้รับแมกนีเซียมเสริม : ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ, ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำและมักมีอาการอ่อนล้าหมดแรง, ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด, ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดดื้อต่ออินซูลิน
    • หากเรารับประทานอาหารตามปกติครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะถั่ว เมล็ดธัญพืช และผักใบเขียวเป็นประจำก็มีแนวโน้มสูงว่าร่างกายจะได้รับแมกนีเซียมเพียงพออยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากคุณได้รับแมกนีเซียมจากอาหารน้อยกว่า 300-400 มก./วัน คุณอาจพิจารณาเลือกรับประทานอาหารเสริมแมกนีเซียมได้ ซึ่งโดยทั่วไปแมกนีเซียมเสริมในขนาด 200 มก./วัน ก็น่าจะเพียงพอและปลอดภัย
  • อาหารเสริมแมกนีเซียม : อาหารเสริมแมกนีเซียมมีปริมาณตั้งแต่ 60-500 มก./เม็ด แต่เราแนะนำให้เลือกซื้อในขนาด 100 หรือ 200 มก./เม็ด ก็เพียงพอแล้วสำหรับความต้องการรายวัน และไม่แนะนำให้รับประทานเกิน 350 มก./วัน (สำหรับผู้ใหญ่) เว้นแต่ว่าจะใช้เพื่อรักษาภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำหรือตามแพทย์สั่ง
  • รูปแบบแมกนีเซียมในอาหารเสริม : ที่พบได้จะมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น Magnesium oxide, Magnesium hydroxide, Magnesium citrate, Magnesium aspartate, Magnesium glycinate, Magnesium orotate, Magnesium L-threonate, Magnesium chloride, Magnesium lactate, Magnesium malate, Magnesium sulfate, Magnesium taurate, Magnesium carbonate
    • แมกนีเซียมซิเตรตดูเหมือนจะเป็นรูปแบบที่มีการดูดซึมสูงสุด รองลงมาคือแมกนีเซียมแลคเตต แมกนีเซียมคลอไรด์ แมกนีเซียมกลูโคเนต และแมกนีเซียมไกลซิเนตดูเหมือนจะมีการดูดซึมที่ดีเช่นกัน
    • แมกนีเซียมออกไซด์และแมกนีเซียมคาร์บอเนตมีการดูดซึมที่ต่ำมาก จึงไม่แนะนำให้ใช้เพื่อเพิ่มระดับแมกนีเซียมในร่างกาย
    • แมกนีเซียมคาร์บอเนต แมกนีเซียมคลอไรด์ แมกนีเซียมกลูโคเนต แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ และแมกนีเซียมออกไซด์ อาจมีผลเป็นยาระบาย
    • ในรูปแบบของแมกนีเซียมซิเตรตและแมกนีเซียมแลคเตตพบผลข้างเคียงเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและอาการท้องร่วงได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแมกนีเซียมรูปแบบอื่น ส่วนการเสริมด้วยแมกนีเซียมคาร์บอเนตและแมกนีเซียมออกไซด์ดูเหมือนจะพบรายงานการเกิดผลข้างเคียงได้บ่อยขึ้น
    • นอกจากนี้แมกนีเซียมยังเป็นส่วนประกอบหลักในยาบางชนิด เช่น ยาระบาย, ยาลดกรด รวมถึงอาหารเสริมบางชนิด
  • การอ่านฉลากอาหารเสริมแมกนีเซียม : ควรอ่านฉลากอาหารเสริมแมกนีเซียมอย่างระมัดระวัง โดยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแมกนีเซียมจะต้องระบุ “รูปแบบของแมกนีเซียมที่ใช้” และ “ปริมาณของแมกนีเซียมที่แท้จริง” เอาไว้ เพราะปริมาณแมกนีเซียมที่แท้จริงในแมกนีเซียมกลูโคเนต (Magnesium gluconate) จะมีอยู่เพียง 5.8%, ในแมกนีเซียมคลอไรด์เฮกซาไฮเดรต (Magnesium chloride hexahydrate) เพียง 12%, ในแมกนีเซียมซิเตรต (Magnesium citrate) เพียง 11.2% (หรือ 16.2% หากอยู่ในรูปของไตรแมกนีเซียมไดซิเตรต), ในแมกนีเซียมไกลซิเนต (Magnesium glycinate) เพียง 14.1%, ในแมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium sulfate) เพียง 20.2%, ในแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium hydroxide) เพียง 41.67% และในแมกนีเซียมออกไซด์ (Magnesium oxide) เพียง 60.3%
    • ตัวอย่าง : อาหารเสริมแมกนีเซียมยี่ห้อหนึ่งระบุปริมาณแมกนีเซียมในฉลากว่า “Magnesium (as Citrate) (115 mg) 720 mg” ซึ่งเมื่อมองแวบแรกเราอาจจะเข้าใจผิดได้ว่ามีแมกนีเซียม 720 มก. แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะแมกนีเซียมที่ใช้นั้นอยู่ในรูปแบบของ “แมกนีเซียมซิเตรต” ที่จะให้แมกนีเซียมที่จริงเพียง 11-16% เท่านั้น อาหารเสริมแมกนีเซียมยี่ห้อนี้จึงมีแมกนีเซียมที่แท้จริงอยู่เพียง 115 มก./เม็ด
  • ความปลอดภัย : อาหารเสริมแมกนีเซียมมักไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง แต่ในบางคนอาจทำให้เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องร่วงได้ ส่วนการบริโภคแมกนีเซียมมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการกระหายน้ำ ความดันโลหิตต่ำ ง่วงซึม กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหายใจช้าลง อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหากได้รับแมกนีเซียมจากอาหารที่รับประทานตามปกติ (แมกนีเซียมส่วนเกินในร่างกายจะถูกกำจัดโดยไต ดังนั้นความเสี่ยงต่อความเป็นพิษของแมกนีเซียมจากอาหารจึงค่อนข้างต่ำ)
  • ยาที่ทำปฏิกิริยากับแมกนีเซียม : ยาหลายชนิดอาจทำปฏิกิริยากับอาหารเสริมแมกนีเซียมหรือส่งผลต่อระดับของแมกนีเซียม ผู้ที่รับประทานยาเหล่านี้เป็นประจำควรปรึกษาเกี่ยวกับการบริโภคแมกนีเซียมกับแพทย์ก่อนเสมอ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ, ยาขับปัสสาวะ, ยาลดกรด, ยาต้านการแข็งตัวของเลือด, ยาคลายกล้ามเนื้อ, ยารักษาโรคกระดูกพรุนบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates), ยารักษาอาการชักกาบาเพนติน (Gabapentin), ยาไดจอกซิน (Digoxin), ยาสำหรับโรคเบาหวาน (Sulfonylureas), ยาสำหรับความดันโลหิตสูง (CCBs), ยาขับปัสสาวะ (Potassium-sparing diuretics) นอกจากนี้การเสริมสังกะสีในปริมาณที่สูงมากจากอาหารเสริม (142 มก./วัน) สามารถขัดขวางการดูดซึมของแมกนีเซียมและทำลายสมดุลของแมกนีเซียมในร่างกายได้

สรุป#

สำหรับคนปกติทั่วไปเราแนะนำว่ายังควรได้รับแมกนีเซียมจากการรับประทานอาหารตามปกติมากกว่าการรับประทานในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากอาหารปกติจะมีสารอาหารและส่วนประกอบอื่น ๆ อีกมากมายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ธัญพืช อาหารโปรตีนหลายชนิดอย่างเนื้อไม่ติดมัน สัตว์ปีก ไข่ อาหารทะเล ถั่วต่าง ๆ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูง และเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล

เอกสารอ้างอิง#
  1. National Institutes of Health (NIH). “Magnesium”. (2023)
  2. RxList. “MAGNESIUM”. (2023)
  3. Nutrients. “Magnesium Sulfate-Rich Natural Mineral Waters in the Treatment of Functional Constipation-A Review”. (2020)
  4. Southern Medical Journal. “Magnesium for the next millennium”. (1999)
  5. Nutrients . “Can Magnesium Enhance Exercise Performance?”. (2017)
  6. Journal of Bone and Mineral Research. “Dietary Magnesium Is Positively Associated With Skeletal Muscle Power and Indices of Muscle Mass and May Attenuate the Association Between Circulating C-Reactive Protein and Muscle Mass in Women”. (2016)
  7. European Journal of Applied Physiology. “One week of magnesium supplementation lowers IL-6, muscle soreness and increases post-exercise blood glucose in response to downhill running”. (2019)
  8. The Journal of Strength & Conditioning Research. “Effects of Magnesium Supplementation on Muscle Soreness and Performance”. (2022)
  9. Journal of Sports Sciences. “Magnesium status and the physical performance of volleyball players: effects of magnesium supplementation”. (2014)
  10. Magnesium Research. “The effect of magnesium supplementation on muscle fitness: a meta-analysis and systematic review”. (2017)
  11. International Journal of Molecular Sciences. “Effects of Magnesium Deficiency on Mechanisms of Insulin Resistance in Type 2 Diabetes: Focusing on the Processes of Insulin Secretion and Signaling”. (2019)
  12. Nutrients. “Oral Magnesium Supplementation for Treating Glucose Metabolism Parameters in People with or at Risk of Diabetes: A Systematic Review and Meta-Analysis of Double-Blind Randomized Controlled Trials”. (2021)
  13. Diabetes & Metabolism Journal. “Oral magnesium supplementation improves insulin sensitivity in non-diabetic subjects with insulin resistance. A double-blind placebo-controlled randomized trial”. (2004)
  14. European Journal of Clinical Investigation. “Magnesium improves the beta-cell function to compensate variation of insulin sensitivity: double-blind, randomized clinical trial”. (2011)
  15. Food Science & Nutrition. “Effect of magnesium supplementation on pregnancy outcome in gestational diabetes mellitus patients: A meta-analysis of randomized controlled trials”. (2022)
  16. Gynecological Endocrinology. “Magnesium supplementation for glycemic status in women with gestational diabetes: a systematic review and meta-analysis”. (2022)
  17. International Journal of Molecular Sciences. “Effects of Magnesium Deficiency on Mechanisms of Insulin Resistance in Type 2 Diabetes: Focusing on the Processes of Insulin Secretion and Signaling”. (2019)
  18. Nutrients. “Effectively Prescribing Oral Magnesium Therapy for Hypertension: A Categorized Systematic Review of 49 Clinical Trials”. (2021)
  19. Journal of Human Hypertension. “The effect of lowering blood pressure by magnesium supplementation in diabetic hypertensive adults with low serum magnesium levels: a randomized, double-blind, placebo-controlled clinical trial”. (2009)
  20. American Journal of Hypertension. “Oral magnesium supplementation reduces ambulatory blood pressure in patients with mild hypertension”. (2009)
  21. Frontiers in Neurology. “The Effect of Magnesium Intake on Stroke Incidence: A Systematic Review and Meta-Analysis With Trial Sequential Analysis”. (2019)
  22. Nutrients. “Magnesium and Hypertension in Old Age”. (2020)
  23. BioMetal. “An update on magnesium and bone health”. (2021)
  24. PLOS ONE. “Impact of serum magnesium and bone mineral density on systemic fractures in chronic hemodialysis patients”. (2021)
  25. Bone Volume 154. “Impact of magnesium on bone health in older adults: A systematic review and meta-analysis”. (2022)
  26. Journal of Inflammation Research. “Magnesium deficiency and increased inflammation: current perspectives”. (2018)
  27. International Journal of Molecular Sciences. “Magnesium Deficiency Induces Lipid Accumulation in Vascular Endothelial Cells via Oxidative Stress—The Potential Contribution of EDF-1 and PPARγ”. (2021)
  28. Current Pharmaceutical Design. “Effect of Magnesium Supplementation on Plasma C-reactive Protein Concentrations: A Systematic Review and Meta-Analysis of Randomized Controlled Trials”. (2017)
  29. Journal of Research in Medical Sciences. “The effect of magnesium supplementation on primary insomnia in elderly: A double-blind placebo-controlled clinical trial”. (2012)
  30. Magnesium Research. “Magnesium supplementation improves indicators of low magnesium status and inflammatory stress in adults older than 51 years with poor quality sleep”. (2010)
  31. Nutrients. “The Effects of Magnesium Supplementation on Subjective Anxiety and Stress—A Systematic Review”. (2017)
  32. Sleep Research Society. “Association of magnesium intake with sleep duration and sleep quality: findings from the CARDIA study”. (2022)
  33. BMC Complementary Medicine and Therapies. “Oral magnesium supplementation for insomnia in older adults: a Systematic Review & Meta-Analysis”. (2021)
  34. Nutrients. “Magnesium Intake and Sleep Disorder Symptoms: Findings from the Jiangsu Nutrition Study of Chinese Adults at Five-Year Follow-Up”. (2018)
  35. Nutrients. “Magnesium Status and Stress: The Vicious Circle Concept Revisited”. (2020)
  36. Magnesium Research. “The effects of magnesium supplementation on subjective anxiety”. (2016)
  37. British Journal of Nutrition. “The association between dietary intake of magnesium and psychiatric disorders among Iranian adults: a cross-sectional study”. (2018)
  38. PLOS ONE. “Role of magnesium supplementation in the treatment of depression: A randomized clinical trial”. (2017)
  39. Nutrients. “Magnesium Status and Stress: The Vicious Circle Concept Revisited”. (2020)
  40. PLOS ONE. “Role of magnesium supplementation in the treatment of depression: A randomized clinical trial”. (2017)
  41. Nutrients. “Effect of magnesium supplementation on depression status in depressed patients with magnesium deficiency: A randomized, double-blind, placebo-controlled trial”. (2017)
  42. PLOS ONE. “Role of magnesium supplementation in the treatment of depression: A randomized clinical trial”. (2017)
  43. Cephalalgia. “An evidence-based review of oral magnesium supplementation in the preventive treatment of migraine”. (2015)
  44. Magnesium Research. “The effects of magnesium prophylaxis in migraine without aura”. (2008)
  45. European Journal of Nutrition. “Magnesium and health outcomes: an umbrella review of systematic reviews and meta-analyses of observational and intervention studies”. (2020)
  46. Pain Physician Journal. “Effects of Intravenous and Oral Magnesium on Reducing Migraine: A Meta-analysis of Randomized Controlled Trials”. (2016)
  47. Journal of Emergency Medicine. “Comparison of therapeutic effects of magnesium sulfate vs. dexamethasone/metoclopramide on alleviating acute migraine headache”. (2015)
  48. Magnesium Research. “Magnesium in the gynecological practice: a literature review”. (2017)
  49. Clinical Drug Investigation. “Pilot study of the efficacy and safety of a modified-release magnesium 250 mg tablet (Sincromag) for the treatment of premenstrual syndrome”. (2007)
  50. Journal of Women’s Health & Gender-Based Medicine. “A synergistic effect of a daily supplement for 1 month of 200 mg magnesium plus 50 mg vitamin B6 for the relief of anxiety-related premenstrual symptoms: a randomized, double-blind, crossover study”. (2000)
  51. International Journal of Women’s Health and Reproduction Sciences. “Effectiveness of Magnesium on Menstrual Symptoms Among Dysmenorrheal College Students: A Randomized Controlled Trial”. (2021)
  52. Maternal & Child Nutrition. “Oral magnesium for relief in pregnancy-induced leg cramps: a randomised controlled trial”. (2015)
  53. The Journals of Gerontology Series A Biological Sciences and Medical Sciences. “The effect of magnesium infusion on rest cramps: randomized controlled trial”. (2011)
  54. The Journal of Family Practice. “Magnesium for the treatment of nocturnal leg cramps: a crossover randomized trial”. (1999)
  55. The Journal of Rheumatology. “Relationship between Serum Magnesium Concentration and Radiographic Knee Osteoarthritis”. (2015)
  56. Nutrients. “Response of Vitamin D after Magnesium Intervention in a Postmenopausal Population from the Province of Granada, Spain”. (2020)

ตรวจสอบทางการแพทย์ล่าสุดเมื่อวันที่ 07 ก.ค. 2023