วิตามินดี#

วิตามินดี (Vitamin D) หรือเรียกอีกอย่างว่า “แคลซิเฟอรอล” (Calciferol) คือ วิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งผิวหนังของเราสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เมื่อได้รับแสงแดด อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถได้รับวิตามินดีจากอาหารตามธรรมชาติ เช่น ในปลาที่มีไขมันมาก เห็ด รวมถึงวิตามินดีในรูปแบบของอาหารเสริม เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายมีระดับวิตามินดีในเลือดที่เพียงพอ (ประมาณ 90% ของวิตามินดีในร่างกายถูกสังเคราะห์ขึ้นจากแสงแดด และที่เหลืออีก 10% เท่านั้นที่มาจากการรับประทานอาหาร)

การเสริมวิตามินดีอาจเกี่ยวข้องกับประโยชน์หลายอย่างตั้งแต่สุขภาพกระดูกและฟัน การทำงานของภูมิคุ้มกัน ความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ที่ลดลง ไปจนถึงช่วยปรับปรุงเรื่องอารมณ์ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าประโยชน์เกือบทั้งหมดจะจำกัดอยู่ในเฉพาะที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ และการเสริมในวิตามินดีในระดับที่เพียงพอมักให้ประโยชน์มากกว่าเสริมในปริมาณมาก

แม้ประเทศไทยจะเป็นเมืองแดด แต่จากการสำรวจกลับพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ขาดวิตามินดี โดยในเด็กและผู้สูงอายุจะมีอัตราการขาดวิตามินดีประมาณ 33%, ในผู้หญิงคือ 43% และในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมากที่สุดคือ 93% (ในขณะที่ผู้ชายจะมีอัตราการขาดวิตามินดีเพียง 14%)

ส่วนการขาดวิตามินดีอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยที่ทำให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดน้อยลง เช่น การใช้ครีมกันแดด ทำงานกลางคืน อาศัยอยู่แต่ในบ้าน การทำงานในเมืองใหญ่ มีสีผิวคล้ำ ฯลฯ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการได้รับวิตามินดีจากแหล่งอื่นอย่างอาหารหรืออาหารเสริมจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ที่ผู้คนต่างมีความกังวลเรื่องผิวคล้ำเสียและกลัวการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง (1)

วิตามินดีเป็นหนึ่งในวิตามินที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด เพราะมันไม่ใช่วิตามินดีจริง ๆ แต่เป็นฮอร์โมน ซึ่งหมายความว่าร่างกายของเราจะเปลี่ยนเป็นฮอร์โมน นอกจากนี้วิตามินดียังมีสสารที่แตกต่างกันถึง 5 ชนิด แต่มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่มีความสำคัญต่อมนุษย์ ได้แก่ วิตามินดี3 (Cholecalciferol) และวิตามินดี2 (Ergocalciferol)

โดยสรุปแล้ววิตามินดีเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการมีสุขภาพโดยรวมที่ดี คนส่วนใหญ่อาจขาดวิตามินดีได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การได้รับวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสมอาจมีประโยชน์มากกว่าการเสริมในปริมาณมาก

วิตามิน D2 และ D3 ต่างกันอย่างไร?#

วิตามินดี2 และวิตามินดี3 เป็นสองรูปแบบที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มากที่สุด โดยวิตามินดี2 จะได้มาจากพืช (เห็ด) ส่วนวิตามินดี3 จะได้มาจากสัตว์เป็นหลัก หรือร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นเองได้เมื่อผิวหนังสัมผัสกับแสงแดด ทั้งวิตามินดี2 และดี3 ไม่ว่าจะได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมจำเป็นต้องมีการแปลงในตับและไตของเราก่อนที่ร่างกายจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้

  • วิตามินดี2 (Vitamin D2) หรือที่เรียกว่า เออร์โกแคลซิเฟอรอล (Ergocalciferol) พบได้ตามธรรมชาติในเห็ดที่ได้รับแสงแดด (เห็ดไมตาเกะเป็นหนึ่งในแหล่งวิตามินดี 2 ที่ดีที่สุดที่ 786 IU ต่อถ้วย) ในกระบวนการผลิตวิตามินดี2 จะมีราคาถูกกว่าวิตามินดี3 จึงเป็นอีกรูปแบบที่พบได้บ่อยพอ ๆ กับวิตามินดี3
  • วิตามินดี3 (Vitamin D3) หรือที่เรียกว่า คอเลแคลซิเฟอรอล (Cholecalciferol) สร้างขึ้นเมื่อคอเลสเตอรอลในผิวหนังของเราสัมผัสกับแสงแดด และพบได้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยจากอาหารที่มาจากสัตว์บางชนิด เช่น ปลาที่มีไขมันสูง ตับ เนื้อวัว ชีส ไข่แดง สำหรับวิตามินดี3 ในรูปแบบอาหารเสริมจะทำมาจากการสกัดคอเลสเตอรอลจากลาโนลินที่ได้จากขนแกะ แล้วนำไปทำปฏิกิริยาทางเคมีเพื่อให้ได้ 7-dehydrocholesterol จากนั้นจึงทำการฉายรังสีเพื่อสร้าง D3 หรือ Cholecalciferol (มีวิตามินดี3 อีกแบบที่สกัดจากไลเคน สำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ)

สำหรับอาหารเสริมวิตามินดี แนะนำให้เลือกซื้ออาหารเสริมวิตามินดี3 (Cholecalciferol) เนื่องจากมีศักยภาพมากกว่าวิตามินดี2 สามารถจับกับตัวรับวิตามินดีได้ดี และยังดูดซึมได้ดีกว่าและเปลี่ยนเป็น Active D ที่ร่างกายสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรงได้ง่ายกว่า (2)

แนะนำให้เสริม วิตามินดี3 (Cholecalciferol) แทนการเสริมวิตามินดี2 (Ergocalciferol) เนื่องจากวิตามินดี3 มีแนวโน้มว่าจะช่วยเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของวิตามินดี#

ต่อไปนี้คือประโยชน์ของวิตามินดีในทางแพทย์ที่อาจเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกการศึกษาจะให้ผลลัพธ์สอดคล้องกัน และประโยชน์ส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเพื่อยืนยันถึงประสิทธิภาพดังกล่าว

1. กระดูกแข็งแรง วิตามินดีส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้และรักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดให้เพียงพอ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างแร่ธาตุในกระดูกให้แข็งแรง (3) และการขาดวิตามินดีในระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ได้ ผู้ใหญ่ทุกคนจึงควรได้รับวิตามินดีและแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอและจากอาหารเสริมหากจำเป็น ส่วนผู้สูงอายุควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความต้องการและความจำเป็นในการเสริมสารอาหารทั้งสองนี้ เพื่อรักษาสุขภาพกระดูกและป้องกันหรือรักษาโรคกระดูกพรุน (1)

สำหรับทารกและวัยเด็กซึ่งเป็นช่วงที่กระดูกเติบโตอย่างรวดเร็ว ในวัยนี้จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินดีในปริมาณที่เพียงพอเช่นกัน เพราะการขาดวิตามินดีเรื้อรังในเด็กอาจทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน (Rickets) ทำให้กระดูกและข้อต่อมีรูปร่างผิดปกติหรือขาโก่งเนื่องจากกระดูกอ่อนตัว (4) เช่นเดียวกับในผู้ใหญ่ที่การขาดวิตามินดีเรื้อรังจะทำให้เกิดภาวะกระดูกอ่อนในผู้ใหญ่ (Osteomalacia)

อย่างไรก็ตาม การเสริมวิตามินดีอาจมีผลต่อกระดูกอย่างจำกัดเฉพาะในผู้ขาดวิตามินดี การรักษาระดับวิตามินดีในเลือดให้อยู่ที่ระดับใกล้เคียง 24 ng/mL พบว่าให้ประโยชน์มากที่สุดในการลดความเสี่ยงของกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังหักในผู้สูงอายุ และความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นหากร่างกายมีระดับวิตามินดีน้อยหรือมากจนเกินไป

  • ในผู้ใหญ่ ไม่ใช่ทุกการศึกษาจะแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการเสริมวิตามินดีในการช่วยลดความเสี่ยงต่อกระดูกหัก อย่างการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งในสหรัฐอเมริกาได้ข้อสรุปว่าการเสริมวิตามินดีทุกวันในกลุ่มคนวัยกลางคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีสุขภาพดี เป็นเวลา 5.3 ปี ไม่มีผลในการช่วยลดความเสี่ยงต่อกระดูกหักเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (5) ส่วนตัวอย่างการศึกษาที่พบว่าได้ผล คือ การเสริมวิตามินดี 800IU หรือมากกว่า อาจช่วยป้องกันกระดูกสันหลังและสะโพกหักในคนอายุ 65 ปีขึ้นไป (6) โดยพบว่าอัตราการหักของกระดูกสะโพกลดลง 30% ในผู้ที่ทานวิตามินดี 792-2,000 IU เทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับหรือได้รับในปริมาณน้อย และการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ระดับวิตามินดีในเลือดที่สูงกว่า 24 ng/mL มีประโยชน์มากที่สุดในการลดความเสี่ยงของกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังหัก และการรับประทานบ่อย ๆ เป็นรายวันหรือสัปดาห์มีประโยชน์มากกว่าการเสริมทุกปี ในทำนองเดียวกัน การศึกษาในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 70-97 ปีที่ซิดนีย์ พบว่ากลุ่มที่มีระดับวิตามินดี 24-29 ng/mL จะมีโอกาสเกิดภาวะกระดูกหักได้น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีระดับต่ำกว่า 14.4 ng/mL และสูงกว่า 29.2 ng/mL ที่จะมีโอกาสเกิดกระดูกหัก 3.5 และ 2.7 เท่าตามลำดับ ซึ่งข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อวิตามินดีในร่างกายน้อยหรือมากเกินไป (7)
  • ในผู้หญิงสูงอายุ/สตรีวัยหมดประจำเดือน พบว่าการเสริมวิตามินดีร่วมกับแคลเซียมสามารถช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือนได้ รวมถึงยังช่วยรักษาการคงตัวของฟันในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม หากระดับวิตามินดีในเลือดใกล้เคียงหรือสูงกว่า 20 ng/mL การเสริมวิตามินดีจะไม่มีประโยชน์ต่อกระดูกอีกต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นในการศึกษาที่ควบคุมด้วยยาหลอกในกลุ่มสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีระดับวิตามินดีเฉลี่ย 20-30 ng/mL ที่การเสริมวิตามินดี3 วันละ 4,000 IU เป็นเวลา 6 เดือน ไม่มีผลช่วยลดการสูญเสียของมวลกระดูก (8) หรือในการศึกษาในผู้หญิงสูงอายุที่มีอายุเฉลี่ย 67 ปี ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดเพียงพอ และการเสริมวันละ 400-4,800 IU ไม่มีผลช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (9) ทำนองเดียวกับการศึกษาในวิสคอนซินที่พบว่าการเสริมวิตามินดีทั้งในขนาดต่ำกว่าและสูงกว่า 800IU ไม่มีผลต่อความหนาแน่นของกระดูก และยังไม่ส่งผลดีต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อ หรือการช่วยลดโอกาสการหกล้ม (10)
  • ในเด็กทารก การศึกษาใหม่ ๆ พบว่าเด็กที่เสริมวิตามินดี 400IU ทุกวันจนถึงอายุ 4 เดือน แม้จะมีระดับวิตามินดีในเลือดสูงกว่าเด็กที่ได้รับยาหลอก แต่ก็ไม่พบการเพิ่มขึ้นปริมาณแร่ธาตุในกระดูกหรือช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก แม้ว่าทารกเหล่านั้นจะมีภาวะขาดวิตามินดีอย่างมากก็ตาม (ต่ำกว่า 10 ng/mL) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าประโยชน์ของวิตามินดีอาจมีผลต่อการสร้างแร่ธาตุในกระดูกอย่างจำกัดในเด็กทารก (11)
  • ในเด็กอายุ 9-13 ปี พบว่าการเสริมแคลเซียมและวิตามินดีเป็นประจำ สามารถช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและความแข็งแรงของกระดูกได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (12) สอดคล้องกับการศึกษาในเด็กหญิงอายุ 10-17 ปี ที่การเสริมวิตามินดีเป็นเวลา 1 ปี ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกส่วนสะโพกได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลด้านนี้ไม่พบในเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน (13)
  • ในผู้ที่มีกระดูกหักและขาดวิตามินดีอย่างรุนแรง การศึกษาในผู้ชายอายุ 44 ปีที่กระดูกต้นขาหักและไม่สามารถรักษาให้หายได้หลังจากผ่านไปเป็นเวลา 4 ปี และมีภาวะขาดวิตามินดีรุนแรง พบว่าการรักษาด้วยการฉีดวิตามินดี 50,000 IU ทุกสัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้รับประทานวิตามินดีวันละ 400 IU ร่วมกับแคลเซียม 500 มก. สามารถช่วยรักษาภาวะกระดูกหักได้ในเวลา 8 ปีหลังการเสริมวิตามินดี (14)
  • การศึกษาในหญิงวัยหมดประจำเดือน 232 คนในประเทศจีน พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 10 ng/mL จะมีความสัมพันธ์กับความเสื่อมของหมอนรองกระดูกและอาการปวดหลังส่วนล่างที่รุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับ 30 ng/mL (15)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์ของแคลเซียม (Calcium) จากงานวิจัย !

2. ดีต่อภูมิคุ้มกัน วิตามินดีช่วยควบคุมการดูดซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสและอำนวยความสะดวกในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันตามปกติ (1) การศึกษาในหลอดทดลองชี้ให้เห็นว่าวิตามินดีมีผลเชิงบวกต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของเซลล์มนุษย์ (16) การเสริมวิตามินดีอย่างเพียงพอจึงอาจส่งผลดีต่อทำงานของภูมิคุ้มกัน

  • วิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการทำงานของภูมิคุ้มกัน การศึกษาพบความเชื่อมโยงระหว่างการขาดวิตามินดีในระยะยาวกับการเกิดโรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) ที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเชื่อมโยง (16, 17)

3. ลดการติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคหวัด และไข้หวัดใหญ่งานวิจัยบางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าวิตามินดีอาจมีประสิทธิภาพในการลดการติดเชื้อทางเดินหายใจในผู้ที่ร่างกายขาดวิตามินดี

  • การวิเคราะห์การศึกษาจำนวน 25 เรื่องเกี่ยวกับวิตามินดีเพื่อป้องกันโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ ได้ข้อสรุปว่าการเสริมวิตามินดีในขนาดปานกลางทุกวันสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันในผู้ที่ร่างกายขาดวิตามินดีมากได้ (ระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 10 ng/mL) โดยพบว่าช่วยลดการติดเชื้อได้ถึง 42% ส่วนผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดมากกว่า 10 ng/mL ความเสี่ยงในการลดการติดเชื้อจะลดลงเหลือ 25% (18)
  • การศึกษาอื่น ๆ ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีและร่างกายไม่ได้ขาดวิตามินดี พบว่าการเสริมวิตามินดีในปริมาณมาก ๆ ต่อเดือน (60,000 – 100,000 IU) ไม่ได้ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเมื่อเทียบกับยาหลอก (19, 20)
  • การศึกษาในผู้สูงอายุที่มีอายุเฉลี่ย 67 ปี และ 64% มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ (น้อยกว่า 20 ng/mL) พบว่าการเสริมวิตามินดีเฉลี่ยวันละ 2,000 IU เป็นเวลา 1 ปี (มีระดับวิตามินดีเฉลี่ย 34 ng/mL) จะมีแนวโน้มมากขึ้นถึง 48% ที่จะเกิดโรคการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน มากกว่าผู้ที่ไม่ได้วิตามินดีเพียง 400 IU ต่อวัน (มีระดับวิตามินดีเฉลี่ย 24 ng/mL) และยังพบว่าการติดเชื้อจะคงอยู่นานกว่าในผู้กลุ่มผู้ที่ได้รับวิตามินดีสูง (7 วัน เทียบกับ 5 วันในกลุ่มที่ได้รับปริมาณน้อย) สรุปคือ เสริมมากไปก็ไม่ดี (21)

4. โควิด-19 (COVID-19) การศึกษาส่วนใหญ่ (แต่ไม่ทั้งหมด) เชื่อมโยงกับระดับวิตามินดีที่เพียงพอในผู้ที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 ที่จะมีความรุนแรงของโรคที่น้อยกว่า การเข้าห้อง ICU และความต้องการใช้เครื่องช่วยหายใจ และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่ลดลง หรือในผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำ (20 ng/mL หรือต่ำกว่า) การเสริมวิตามินดีในระดับปานกลางอาจช่วยลดการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่การให้ในขนาดที่สูงมากเพียงครั้งเดียวกลับไม่ได้ช่วย และดูเหมือนจะเพิ่มความเสี่ยงแทน

  • การศึกษาหลายชิ้นเชื่อมโยงกับระดับวิตามินดีที่ต่ำกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการติดเชื้อ COVID-19 (22, 23) การศึกษาในเม็กซิโกกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนจำนวน 302 คน (ไม่มีประวัติเป็นโรคโควิด-19 และจำนวน 64% มีภาวะขาดวิตามินดี) พบว่าการเสริมวิตามินดี3 วันละ 4,000 IU เป็นเวลา 30 วัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ได้ 77% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก และลดความเสี่ยงได้ 80% ในคนที่ร่างกายขาดวิตามินดี (24) อย่างไรก็ตาม แม้การเสริมวิตามินดีอาจช่วยป้องกันโควิด-19 ในผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ แต่ก็ไม่อาจช่วยป้องกันในผู้ที่ได้รับวัคซีนหรือผู้ที่มีระดับวิตามินดีเพียงพอ (25)
  • ระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20 ng/mL มีความสัมพันธ์กับอาการระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงมากขึ้น และ/หรือมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตจาก COVID-19 มากขึ้น (26, 27) อย่างไรก็ตาม การรับประทานวิตามินดีในขนาดสูงเฉลี่ยวันละ 1,800 IU ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ (28) และระดับวิตามินดีที่สูงเกินอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ดังการศึกษาในปี 2022 ในกลุ่มคน 472 คนที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 พบว่าความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตใน 28 วันจะเพิ่มขึ้น 137% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 10 ng/mL และเพิ่มขึ้น 365% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีที่ 40 ng/mL เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีระดับวิตามินดีในเลือดพอดีระหว่าง 20-30 ng/mL (29)
  • มีหลักฐานที่หลากหลายว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 จะได้รับประโยชน์จากการเสริมวิตามินดีหรือไม่ โดยการศึกษาที่พบว่ามีประโยชน์ เช่น การศึกษาในเบลเยียมที่ผู้ป่วยโควิด-19 ขาดวิตามินดี และการเสริมวิตามินดีช่วยลดระยะเวลาการรักษาตัวในโรงพยาบาลจาก 8 วันเหลือ 4 วัน และช่วยลดระยะเวลาการให้ออกซิเจนเสริมลง 42% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก แต่ไม่พบความแตกต่างของระยะเวลาที่เป็นไข้หรือจำนวนการเข้าห้อง ICU หรือระยะเวลาที่อยู่ในห้อง ICI หรือช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลง (30) ส่วนการศึกษาที่ไม่พบประโยชน์ เช่น การศึกษาในรัฐยูทาห์ที่การให้วิตามินดีแก่ผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 134 คนที่มีระดับวิตามินดีเฉลี่ย 37 ng/mL ไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาที่อาการจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับยาหลอก (31) สอดคล้องกับอีกการศึกษาที่การให้วิตามินดีเพียงครั้งเดียว 100,000 IU หรือ 200,000 IU ไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ความเสี่ยงในการเข้าห้อง ICU หรือการเสียชีวิตในผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ (32, 33)

5. โรคมะเร็ง สำหรับมะเร็งทุกชนิด โดยทั่วไปมีข้อสรุปว่าการเสริมวิตามินดีในผู้ที่มีระดับวิตามินดีเพียงพออยู่แล้วไม่ได้ช่วยลดอุบัติการณ์โดยรวมการของการเกิดมะเร็ง แต่การเสริมวิตามินดีอาจช่วยลดการลุกลามของเนื้องอกและการเสียชีวิตได้ในบางคนที่ป่วยเป็นมะเร็งอยู่ และการเสริมวิตามินดีในปริมาณมากน้อยครั้ง ดูเหมือนจะไม่เกิดเป็นประโยชน์เหมือนการเสริมเป็นรายวันในปริมาณน้อยลง (34) อย่างไรก็ตาม การรักษาระดับวิตามินดีในเลือดให้อยู่ในระดับเพียงพอหรือสูงกว่า 20 ng/mL (แต่ไม่สูงมาก) อาจช่วยความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้ (1)

  • มะเร็งทุกชนิด การศึกษาในกลุ่มผู้ที่มีสุขภาพดีอายุเฉลี่ย 75 ปี จำนวน 2,157 คน ที่ไม่มีประวัติเป็นมะเร็ง โดย 40.7% มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20 ng/mL พบว่าการเสริมวิตามินดี 3 วันละ 2,000 IU ช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลามได้ 24% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก และหากฝึกความแข็งแรง เสริมโอเมก้า 3 ร่วมด้วยจะลดความเสี่ยงได้ถึง 61% (35) และยังมีรายงานที่ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้หญิงที่มีระดับวิตามินดีมากกว่า 40 ng/mL เมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับต่ำกว่า 20 ng/mL จะมีความสัมพันธ์กับการความเสี่ยงของมะเร็งที่ลุกลามที่ลดลง 65% ยกเว้นมะเร็งผิวหนัง (36) อย่างไรก็ตาม ตรงข้ามกับการศึกษาในชาวอเมริกันที่มีอายุมากจำนวน 25,871 คน (ส่วนใหญ่มีระดับวิตามินดีในเลือดเพียงพอ) ที่ได้รับวิตามินดีวันละ 2,000 IU เป็นเวลา 5.3 ปี ไม่พบว่าช่วยลดการลุกลามของมะเร็งและการเสียชีวิตจากมะเร็งเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (37) ส่วนการวิเคราะห์การทดลอง 13 เรื่องที่รวมทั้งผู้ที่ขาดและไม่ขาดวิตามินดี (อยู่ในช่วง 15-33 ng/mL) แสดงให้เห็นว่าการเสริมวิตามินดีตั้งแต่วันละ 400-20,000 IU ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเมื่อติดตามผลเป็นเวลา 3-19 ปี และสอดคล้องกับการศึกษาอื่นที่ไม่พบการลดลงของการเกิดโรคมะเร็งเมื่อเสริมวิตามินดีในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีระดับวิตามินดีสูงอยู่แล้ว (38)
  • มะเร็งเต้านม การศึกษาผู้หญิง 1,666 คน (อายุเฉลี่ย 59 ปี) ที่เป็นมะเร็งเต้านมพบว่ากลุ่มผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงจะมีอัตราการรอดชีวิตโดยรวมสูงสุดเมื่อติดตามผลเป็นเวลา 7 ปี โดยอัตราการเสียชีวิตจะเป็น 19% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 17 ng/mL ต่อ 14% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีสูงกว่า และจากการคำนวณในกลุ่มผู้ที่มีระดับวิตามินดี 17-25 ng/mL และมากกว่า 25 ng/mL จะมีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่าที่ 22% และ 28% ตามลำดับ (39) ทำนองเดียวกับการศึกษาทางคลินิก 5 ชิ้นที่พบว่าผู้หญิงที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงในขณะที่วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมจะมีโอกาสรอดชีวิตมากเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำสุด (40) อย่างไรก็ตาม การศึกษาในผู้หญิงวัย 80 ที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่มีระดับวิตามินดีในเลือดเพียงพอ พบว่าการเสริมวิตามินดี3 ในขนาดสูง (40,000 IU) ทุกวันเป็นเวลา 2-6 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ไม่ได้ช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเนื้องอกเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก อีกทั้งกลุ่มที่ได้รับวิตามินดียังรู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าด้วย (41)
  • มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การศึกษาในสเปนพบว่าระดับวิตามินดีในเลือดที่ต่ำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และเมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับวิตามินดี 30 ng/mL ขึ้นไป ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น 63% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือด 15-20 ng/mL, เพิ่มขึ้น 67% ในผู้ที่มีระดับ 10-15 ng/mL และเพิ่มสูงขึ้นเป็น 83% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 10 ng/mL (42)
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พบว่าระดับวิตามินดีที่สูง สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงในระดับปานกลางของเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (43) โดยจากการทบทวนการศึกษาจำนวน 17 ชิ้นเปรียบเทียบความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พบว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือด 20-25 ng/mL ความเสี่ยงจะสูงขึ้น 31% ในผู้ที่มีระดับต่ำกว่า 12 ng/mL แต่ความเสี่ยงจะลดลง 19% ในผู้ที่มีระดับ 30-35 ng/mL และลดลง 27% ในผู้ที่มีระดับ 35-40 ng/mL (44) ตรงกันข้ามกับการศึกษาขนาดใหญ่เป็นเวลาปีในสหรัฐอเมริกา (อาสาสมัครส่วนใหญ่มีระดับวิตามินดีเพียงพอ) ที่พบว่าการเสริมวิตามินดี 3 วันละ 1,000 IU และ/หรือแคลเซียม 1,200 มก. ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกที่ลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะก่อนเป็นมะเร็ง (45)
  • มะเร็งตับอ่อน การศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าวิตามินดีอาจยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับอ่อนได้ และการทบทวนการศึกษาขนาดใหญ่ 5 ชิ้นสรุปได้ว่าระดับวิตามินดีในเลือดที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับอ่อนที่ลดลง และเมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับวิตามินดีน้อยกว่า 20 ng/mL ความเสี่ยงจะลดลง 25% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดี 20-29 ng/mL และลดลง 29% ในกลุ่มผู้ที่มีระดับสูงกว่า 30 ng/mL (46)
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าวิตามินดีช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากในการศึกษาในห้องปฏิบัติการได้ การศึกษาบางชิ้นชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างระดับวิตามินดีกับความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก ตัวอย่างเช่น การศึกษาขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่พบว่าทั้งระดับวิตามินดีในเลือดที่ต่ำและสูงต่างมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยผู้วิจัยแนะนำว่าช่วง 23-29 ng/mL คือช่วงที่เหมาะสมสำหรับการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก (47) สอดคล้องกับอีกการศึกษาในผู้ชายอายุ 40-79 ปีที่เข้ารับการตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก แล้วพบว่าในผู้ที่ระดับวิตามินดีที่ต่ำกว่า 20 ng/mL มีความสัมพันธ์กับโอกาสที่การตรวจจะพบมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น (48)
  • มะเร็งผิวหนัง การศึกษาในผู้ที่เป็นมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (Melanoma) ที่เพิ่งตัดเอาเนื้อร้ายออก พบว่าไม่มีความแตกต่างในการรอดชีวิตทั้งในกลุ่มที่เสริมและไม่เสริมวิตามินดีในช่วง 3 ปี (เสริมในขนาดสูงครั้งละ 100,000 IU ทุก 50 วัน) แม้ในช่วงก่อนเริ่มการรักษาผู้ป่วยจะมีระดับวิตามินดี 18 ng/mL หรือต่ำกว่าก็ตาม (49)

6. โรคเบาหวาน การรักษาระดับวิตามินดีในเลือดให้เพียงพออย่างน้อย 25 ng/mL อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2, ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบุคคลที่มีวิตามินดีเพียงพอ (1)

  • ระดับวิตามินดีในเลือดที่สูงขึ้นจนถึงระดับหนึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ลดลง โดยการศึกษาในคน 2,000 คน พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดี 24-31 ng/mL มีความเสี่ยงต่ำสุดที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในขณะที่ผู้ที่มีระดับระหว่าง 17-24 ng/mL จะมีความเสี่ยงมากกว่า 2.5 เท่า และความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 3.5 เท่าในผู้ที่มีระดับต่ำกว่า 17 ng/mL นอกจากนี้ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดที่สูงกว่า 31 ng/mL ยังพบว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นด้วยเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีระดับ 24-31 ng/mL (50)
  • การศึกษาในคนอ้วนที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20 ng/mL มีแนวโน้มที่จะดื้อต่ออินซูลินมากกว่าคนอ้วนที่ร่างกายมีระดับวิตามินดีเพียงพอถึง 12 เท่า (51) นอกจากนี้ การศึกษาในผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วนที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน ยังพบว่าระดับวิตามินดีในเลือดอย่างน้อย 26 ng/mL ดูเหมือนจะจำเป็นต่อการเผาผลาญกลูโคสในร่างกาย และในผู้ที่มีวิตามินดีระดับนี้ยังมีระดับไขมันในร่างกาย กลูโคสในเลือด อินซูลิน และไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่าผู้หญิงที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำด้วย (52) สอดคล้องกับอีกการศึกษาในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ (10 ng/mL) แต่ยังไม่ได้เป็นเบาหวาน พบว่าการเสริมวิตามินดี3 10,000 IU 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 เดือน ช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้เล็กน้อยจากค่าเฉลี่ย 2.63 เหลือ 2.4 และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารได้เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (53) อย่างไรก็ตาม การทดลองที่ควบคุมด้วยยาหลอกในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและมีวิตามินดีในเลือดต่ำ กลับพบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 3,000 IU เป็นเวลา 6 เดือน ไม่ได้ช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือการทำงานของอินซูลินดีขึ้น (54)
  • การศึกษาในญี่ปุ่นในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำเฉลี่ย 13 ng/mL พบว่ากลุ่มที่ได้รับวิตามินดี3 วันละ 420 IU เป็นเวลา 1 ปี มีผลช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารจากค่าเฉลี่ย 88.3 เป็น 85.3 mg/dL และคะแนน HOMA-IR ที่ใช้วัดความดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลินก็ลดลงจาก 1.17 เป็น 0.84 (55)
  • การวิจัยเชิงสังเกตได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างระดับวิตามินดีในเลือดที่เพียงพอกับความเสี่ยงที่ลดลงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (56) ส่วนการศึกษาขนาดใหญ่ที่ควบคุมด้วยยาหลอกเป็นเวลา 2.5 ปี ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและมีระดับวิตามินดีในเลือดเพียงพอ พบว่าการได้รับวิตามินดีวันละ 4,000 IU ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ในกลุ่มย่อยที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 12 ng/mL กลับพบว่ามีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกถึง 62% (57)
  • การศึกษาในผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำมาก (เฉลี่ย 10 ng/mL) พบว่าการรับประทานวิตามินดี3 หลังอาหารเช้า เฉลี่ยวันละประมาณ 2,140 IU เป็นเวลา 3 เดือน ทำให้ความไวต่ออินซูลินดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (58)
  • การศึกษาในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับวิตามินดีเพียงพอ (20 ng/mL ขึ้นไป) พบว่าการเสริมวิตามินดีอาจไม่มีประโยชน์ และไม่ได้ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น (59, 60) ในขณะที่การศึกษาในผู้เป็นโรคนี้ที่มีอาการปลายประสาทอักเสบร่วมด้วย แต่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ (เฉลี่ย 15 ng/mL) พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 5,000 IU เป็นเวลา 8 สัปดาห์นอกเหนือจากการรักษาด้วยยามาตรฐาน ช่วยลดความเจ็บปวดโดยรวมเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยามาตรฐานเพียงอย่างเดียว (61)
  • ในโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การเสริมวิตามินดีและแคลเซียมร่วมกัน อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้หญิงที่เป็นโรคนี้ โดยการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ เมื่อได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มก. ร่วมกับวิตามินดี3 50,000 IU ในช่วงเริ่มต้น และอีก 50,000 IU ในสัปดาห์ที่ 3 มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ และมีระดับอินซูลินในเลือดลดลงและเพิ่มความไวต่ออินซูลิน (62)

7. โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิต และคอเลสเตอรอล การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับระดับวิตามินดีในเลือดที่ลดลง การให้เสริมวิตามินดีขนาดปานกลาง 600-1,000 IU ในผู้ที่ขาดวิตามินดี (ต่ำกว่า 15-20 ng/mL) แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิต คอเลสเตอรอล และความแข็งแรงของหลอดเลือดที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่การเสริมในขนาดที่สูงขึ้น เช่น 2,000 IU พบว่าให้ประโยชน์น้อยกว่าและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

  • การศึกษาเชิงสังเกตพบความสัมพันธ์ระหว่างระดับวิตามินดีที่สูงขึ้นและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) และการเสียชีวิตที่ลดลง ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์การศึกษาเชิงสังเกต 34 เรื่องที่ติดตามผู้เข้าร่วม 180,667 คน (อายุเฉลี่ยมากกว่า 50 ปี) เป็นเวลา 1.3-32 ปี ผลการวิจัยพบว่าระดับวิตามินดีในเลือดมีความสัมพันธ์ผกผันกับจำนวนการเกิดโรค CVD ทั้งหมด (รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง) และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต (63) สอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่าระดับวิตามินดีที่ต่ำเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการขาดวิตามินดีก่อให้เกิดโรคเหล่านี้หรือเพียงแค่บ่งบอกถึงสุขภาพที่ไม่ดีเมื่อเกิดโรคเรื้อรังดังกล่าว (64)
  • การศึกษาในผู้ชายที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 15 ng/mL พบว่าจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีระดับวิตามินดี 30 ng/mL หรือสูงกว่า ทำนองเดียวกับการศึกษาที่ใช้เวลา 6 ปี ในผู้ใหญ่ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 30 ng/mL จะมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ และโรคเบาหวาน มากกว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีที่สูงกว่านี้ (65) หรือการศึกษาที่ติดตามผู้ชายและผู้หญิงจำนวน 230,000 คน (อายุเฉลี่ย 48 ปี) เป็นเวลา 5 ปี พบว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดจะสูงขึ้น 35% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 15 ng/mL (66)
  • การขาดวิตามินดีเชื่อมโยงกับความดันโลหิตสูงในเด็กและวัยรุ่น โดยการศึกษาในปี 2018 พบว่าระดับวิตามินดีในเลือดมีความสัมพันธ์กับดัชนีความแข็งของหลอดเลือดแดง (67)
  • การศึกษาในผู้สูงอายุที่ร่างกายไม่ได้ขาดวิตามินดีที่ได้รับวิตามินดีวันละ 2,000 IU เป็นเวลาเฉลี่ย 5.3 ปี พบว่าไม่มีการลดลงของการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (68) ทำนองเดียวกับการศึกษาในอังกฤษที่การเสริมวิตามินดีวันละ 2,000-4,000 IU เป็นเวลา 1 ปีในผู้ที่มีสุขภาพดี ไม่มีผลที่มีนัยสำคัญของต่อความดันโลหิต การแข็งตัวของหลอดเลือดแดง หรือการทำงานของหัวใจ (69) ในทางกลับกัน การศึกษาขนาดใหญ่ก่อนหน้านี้ 2 งานที่แสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่ได้รับวิตามินดีวันละ 600 IU ขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองน้อยกว่า 16% ในช่วงเวลาประมาณ 20 ปี เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับรับวิตามินดีน้อยกว่าวันละ 100 IU แต่ไม่พบประโยชน์แบบเดียวกันในกลุ่มผู้หญิง (70)
  • แม้ระดับวิตามินดีที่ต่ำมักเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตที่สูงขึ้น แต่จากการทบทวนอย่างครอบคลุมของการทดลอง 46 ชิ้น สรุปได้ว่าวิตามินดีไม่มีผลในการลดความดันโลหิตและไม่ควรใช้เป็นยาลดความดันโลหิต เช่น การศึกษาในปี 2013 ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่การเสริมวิตามินดี3 เฉลี่ยวันละ 1,100 IU เป็นเวลา 1 ปี ไม่มีผลต่อความดันโลหิต สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระดับคอเลสเตอรอล (71)
  • การศึกษาในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักตัวเกินและเป็นโรคอ้วน พบว่าการเสริมวิตามินดี3 วันละ 1,000 IU เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ทำให้คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) เพิ่มขึ้น 7% อย่างไรก็ตาม คอเลสเตอรอลรวมก็เพิ่มขึ้น 1.7% และคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) เพิ่มขึ้น 4% แต่ที่น่าสนใจคือ ไขมันในร่างกายลดลงถึง 9.6% แม้น้ำหนักตัวจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม (72) ส่วนการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นและนานขึ้นเป็นเวลา 2 ปี ในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับวิตามินดี3 วันละ 400 IU และแคลเซียมคาร์บอเนต 1,000 มก. พบค่า LDL ลดลง 4.5 mg/dL แต่ไม่มีผลต่อคอเลสตอรอลรวม HDL และไตรกลีเซอไรด์ (73)
  • การศึกษาขนาดเล็กในวัยรุ่นที่เป็นโรคอ้วน (ส่วนใหญ่ร่างกายไม่ได้ขาดวิตามินดี) ที่ได้รับวิตามินดี3 เฉลี่ยวันละ 3,333 IU เป็นเวลา 3 เดือน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของหลอดเลือดและระดับอินซูลินและกลูโคส แต่พบการเพิ่มขึ้นของไตรกลีเซอไรด์ 32% และคอเลสเตอรอลรวม 9% (74) หรือในการศึกษาขนาดใหญ่ที่ควบคุมด้วยยาหลอกในผู้สูงอายุที่การให้วิตามินดี3 เดือนละ 100,000 IU เป็นเวลา 3 ปี พบว่าอุบัติการณ์เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดไม่ได้ลดลง แม้จะในผู้ที่มีขาดวิตามินดีก็ตาม (75) อย่างไรก็ตาม การศึกษาเป็นเวลา 16 สัปดาห์ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินและขาดวิตามินดี (เฉลี่ย 15 ng/mL) พบว่าการได้รับวิตามินดีในขนาดสูง 60,000 หรือ 120,000 IU เดือนละครั้ง ช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือดประมาณ 8-10% ในขณะที่การให้ในขนาดที่ต่ำกว่าหรือ 18,000 IU ต่อเดือนไม่พบผลกระทบดังกล่าว (76)

8. โรคภูมิแพ้ (Allergies) ระดับวิตามินดีในเลือดที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ที่ลดลงในเด็กและวัยรุ่น โดยจากการทบทวนข้อมูลการศึกษารวมกว่า 6,000 คน พบว่าเด็กและวัยรุ่นที่มีระดับวิตามินดีในเลือดน้อยกว่า 15 ng/mL จะพบอาการแพ้จากสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ได้บ่อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีระดับวิตามินดีในเลือด 30 ng/mL หรือมากกว่า (77) ส่วนการศึกษาอื่น ๆ ได้แก่

  • การศึกษาแบบปกปิดสองทาง (Double-blind) ในผู้ชายและผู้หญิง 68 คน (อายุเฉลี่ย 29 ปี) ในอิหร่านที่เป็นโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล (โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้) ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ (เฉลี่ย14.4 ng/mL) พบว่าผู้ที่รับประทานวิตามินดี3 เพียงครั้งเดียวในขนาด 50,000 IU ต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2 เดือน นอกเหนือจากยาต้านฮิสตามีน (Cetirizine) พบว่าผู้ป่วยมีอาการคันจมูก จาม และน้ำมูกไหลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับยาต้านฮิสตามีนเพียงอย่างเดียว (78)
  • การเสริมวิตามินดีในระหว่างการตั้งครรภ์และเสริมให้ทารก พบว่าช่วยลดความเสี่ยงของอาการแพ้ไรฝุ่นและลดการไปพบแพทย์ในช่วงวัยเด็ก (79)
  • The American Academy of Allergy Asthma and Immunology (AAAAI) ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของการได้รับวิตามินดีต่ำและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของอาการแพ้ ตัวอย่างเช่น เด็กที่อาศัยอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรจะมีอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคภูมิแพ้น้อยกว่า (80)

9. โรคหอบหืด (Asthma) การเสริมวิตามินดีในระดับปานกลางอาจทำให้อาการของโรคหอบหืดในเด็กดีขึ้นและในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืดที่ไม่สามารถควบคุมได้ และการเสริมวิตามินดีก่อนคลอดอาจลดความเสี่ยงต่อโรคหอบหืดในเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์นี้ดูเหมือนจะจำกัดเฉพาะผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำมาก (น้อยกว่า 10 ng/mL) โดยมีรายละเอียดการศึกษาดังนี้

  • การเสริมวิตามินดีช่วยลดอัตราการกำเริบของโรคหอบหืดในผู้ป่วยที่ต้องรักษาด้วยยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ แต่มีผลเฉพาะในผู้ที่มี ระดับวิตามินดีต่ำมากเท่านั้น คือ น้อยกว่า 10 ng/mL และไม่พบประโยชน์ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีสูงกว่านี้ (81)
  • การศึกษาขนาดเล็กที่ไม่ได้ควบคุมด้วยยาหลอกในผู้ที่เป็นโรคหืดอายุ 65 ปีขึ้นไป พบว่าการเสริมวิตามินดี3 วันละ 2,000 IU เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยให้อาการของโรคหอบหืดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (82) ขัดแย้งกับการศึกษาทางคลินิกในปี 2014 ที่พบว่าการเสริมวิตามินดีในขนาดสูง (วันละ 4,000 IU) ไม่ได้ช่วยลดอาการกำเริบและเพิ่มความสำเร็จในการรักษาในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืดเรื้อรังและมีภาวะขาดวิตามินดี (83)
  • การศึกษาในประเทศญี่ปุ่นในกลุ่มเด็กนักเรียนที่เป็นโรคหอบหืด พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 800 IU เป็นเวลาสองเดือน ทำให้การควบคุมโรคหอบหืดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าการให้ยาหลอก (84) ในทางตรงข้าม การศึกษาที่ควบคุมด้วยยาหลอกในเด็ก 192 คนที่เป็นโรคหอบหืด พบว่าการเสริมวิตามินดีในปริมาณที่สูงมาก (วันละ 4,000 IU) เป็นเวลา 48 สัปดาห์ ไม่ได้ลดจำนวนวันก่อนที่จะเกิดอาการกำเริบครั้งต่อไป หรือช่วยลดการใช้ยาสูดพ่นสเตียรอยด์ (85)
  • การทบทวนการศึกษาในปี 2016 รวม 7 เรื่อง พบว่าการเสริมวิตามินดีโดยเฉลี่ยวันละ 900 IU ช่วยลดอาการกำเริบโดยเฉลี่ยที่ต้องใช้ยาสูดพ่นลงจาก 0.44 เป็น 0.22 และช่วยลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเมื่อเกิดอาการขอวโรคหอบหืดลงจาก 6% เป็น 3% (86)
  • การศึกษาในสหรัฐอเมริกากับหญิงตั้งครรภ์ 806 คนที่ขาดวิตามินดีและมีระดับวิตามินดีต่ำ พบว่าการเสริมวิตามินดี3 วันละ 400 IU ตั้งแต่อายุครรภ์ 10-18 สัปดาห์ต่อเนื่องไปจนกระทั่งคลอด พบว่าโอกาสที่เด็กจะเป็นโรคหอบหืดในช่วงในช่วง 6 ปีแรกของชีวิตต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก (87)

10. ลดการอักเสบ การศึกษาในชาวอเมริกันหลายพันคนพบว่าการเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดให้อยู่ในระดับไม่เกิน 21 ng/mL อาจช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้ โดยพบว่า C-reactive protein (CRP) ซึ่งเป็นโปรตีนที่บ่งชี้การอักเสบมีระดับที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ในระดับที่เกินกว่า 21 ng/mL พบว่าไม่เกิดประโยชน์ (88) สอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่าการได้รับวิตามินดีในปริมาณ 30,000 IU ต่อเดือน และ 60,000 IU ต่อเดือน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของตัวบ่งชี้การอักเสบ (89) และดูเหมือนว่าประโยชน์ช่วยลดการอักเสบจะมีผลชัดเจนในผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 8 ng/mL แต่อาจไม่มีประโยชน์ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีเพียงพออยู่แล้ว (90)

11. อาจสนับสนุนการลดน้ำหนัก การศึกษาเชิงสังเกตพบว่าน้ำหนักตัวที่มากขึ้นสัมพันธ์กับระดับวิตามินดีที่ลดลง และผู้ที่เป็นโรคอ้วนมักมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ อย่างไรก็ตาม การทดลองทางคลินิกในปัจจุบันยังไม่สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการเสริมวิตามินดีจะช่วยลดน้ำหนักได้ (1, 91)

  • การเสริมวิตามินในผู้ที่เป็นโรคอ้วนที่มีภาวะขาดวิตามินดีร่วมกับการวางแผนการกินเพื่อช่วยลดน้ำหนักโดยควบคุมปริมาณพลังงานที่บริโภคเข้าไปในร่างกาย มีผลช่วยลดน้ำหนักและมวลไขมันได้มากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก (91) และการศึกษาที่พบว่าการเสริมแคลเซียมร่วมกับวิตามินดีเสริมทุกวันจะช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก (92)
  • การศึกษาส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าวิตามินดีไม่มีบาทในการควบคุมน้ำหนัก เช่น การศึกษาในผู้ชายและหญิงที่มีสุขภาพแข็งแรงที่พบว่าการเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดจาก 13 เป็น 24 ng/mL มีผลทำให้มวลกล้ามเนื้อไม่รวมไขมันเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ปอนด์ แต่ไม่ได้ช่วยลดค่าดัชนีมวลกายหรือมวลไขมันในร่างกาย (93) ทำนองเดียวกับการศึกษาเป็นระยะเวลา 12 เดือนที่พบว่าการเสริมวิตามินดี3 ไม่มีผลต่อน้ำหนักหรือมวลไขมันในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วนที่ควบคุมอาหารและออกกำลังกายแบบแอโรบิก 5 วันต่อสัปดาห์ (94)

12. โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) บางหลักฐานพบว่าการเสริมวิตามินดีจะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ เช่น การศึกษาในทหารผ่านศึกษาที่มีอาการปวดเรื้อรังและที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำที่พบว่าการเสริมวิตามินดีช่วยให้นอนหลับเร็วขึ้นโดยเฉลี่ย 10 นาที และเพิ่มระยะเวลาการนอนหลับประมาณ 30 นาที อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้มีการควบคุมและไม่ทราบว่าผลการนอนหลับที่ดีขึ้นมาจากอาหารเสริมหรือเนื่องจากอาการปวดเรื้อรังที่ลดลงตามเวลา (95) ส่วนการศึกษาที่ขัดแย้งกัน เช่น งานวิจัยที่ชี้ว่าการเสริมวิตามินดีในปริมาณสูงอาจรบกวนการผลิตเมลาโทนิน การศึกษาที่พบว่าระดับวิตามินดีในเลือดที่มากกว่า 32 ng/mL อาจทำให้คุณภาพการนอนหลับแย่ลง หรือการศึกษาควบคุมด้วยยาหลอกในนอร์เวย์ในคนจำนวน 189 คนที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำเฉลี่ย 14 ng/mL ที่พบว่าการเพิ่มระดับเป็น 34 ng/mL ด้วยการเสริมวิตามินดี3 ไม่ได้ช่วยเพิ่มระยะเวลาการนอนหลับหรืออาการนอนหลับ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (96)

13. ภาวะซึมเศร้าและอารมณ์ ระดับวิตามินดีที่ต่ำกว่า 20 ng/mL และการบริโภควิตามินดีที่ลดลง (น้อยกว่า 100 IU) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงและความรุนแรงของภาวะซึมเศร้าในบางกรณี (97, 98) อย่างไรก็ตาม การเสริมวิตามินดีไม่ได้แสดงให้เห็นว่าช่วยคนส่วนใหญ่ที่มีภาวะซึมเศร้า หรือในแม้แต่คนที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำก็ตาม นอกจากนี้ การได้รับวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลงได้ โดยมีการศึกษาที่สำคัญดังนี้

  • การทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์การศึกษาเชิงสังเกต 14 เรื่อง ซึ่งรวมผู้ใหญ่ทั้งหมด 31,424 คน พบความสัมพันธ์ระหว่างระดับวิตามินดีต่ำกับภาวะซึมเศร้า (99) ระดับวิตามินดีที่ต่ำอาจทำให้อาการของโรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia), อาการวิตกกังวล (Anxiety) และภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงขึ้น (100) และการทบทวนการศึกษารวม 25 การทดลองที่มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 7,534 คน พบว่าในผู้ที่มีอารมณ์ด้านลบที่ได้รับวิตามินดีเสริมพบว่ามีอาการดีขึ้น และอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าที่ขาดวิตามินดีได้ (101) อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์การทดลอง 9 เรื่อง ที่มีผู้เข้าร่วมเป็นผู้ใหญ่รวม 4,923 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือมีภาวะซึมเศร้า พบว่าอาการไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังการเสริมวิตามินดี (102)
  • ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีเพียงพอ (20 ng/mL หรือมากกว่า) การศึกษาพบว่าการเสริมวิตามินดีไม่ได้ช่วยลดการเกิดภาวะซึมเศร้า (103, 104) ส่วนการศึกษาในออสเตรเลียในผู้สูงอายุ 20,487 คน (อายุเฉลี่ย 69 ปี) พบว่าการเสริมวิตามินดี3 เดือนละ 60,000 IU เป็นเวลา 5 ปี ไม่มีประโยชน์ต่อภาวะซึมเศร้า และในกลุ่มคนที่มีระดับวิตามินดีเพียงพอแต่ไม่ได้รับยาต้านอาการซึมเศร้า ยังพบว่าการเสริมวิตามินดีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้ต้านอาการซึมเศร้ามากขึ้นด้วย 10% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (105)
  • การศึกษานำร่องในสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ชี้ให้เห็นว่าการเสริมวิตามินดี2 ในขนาดสูงสัปดาห์ละ 50,000 IU ช่วยให้ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอาการซึมเศร้ารุนแรงมีอารมณ์ดีขึ้นอย่างนัยสำคัญ (106) สอดคล้องกับการศึกษาในอิหร่านในคนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะซึมเศร้าเล็กน้อยถึงปานกลางและมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ พบว่าการเสริมวิตามินดี3 วันละ 4,000 IU เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยลดอาการซึมเศร้าลงได้เฉลี่ย 27.5% ซึ่งมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกที่อาการลดลงเพียง 10.8% (107) อย่างไรก็ตามในผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำ แต่ไม่ได้มีโรคเบาหวาน อย่างการศึกษาในเดนมาร์กในคนที่เป็นโรคซึมเศร้าพบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 2,800 IU เป็นเวลา 6 เดือน ไม่ได้ช่วยลดภาวะซึมเศร้า แม้กับผู้ที่ขาดวิตามินดีมากก็ตาม (108) สอดคล้องกับการศึกษาในเนเธอร์แลนด์ในผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าปานกลางและมีระดับวิตามินดีค่อนข้างต่ำ (18 ng/mL) ที่การเสริมวิตามินดีวันละ 1,200 IU ก็ไม่พบประโยชน์เช่นกัน (109)

14. โรคอัลไซเมอร์ ภาวะสมองเสื่อม ความจำเสื่อม และการทำงานของสมองที่ลดลง โดยสรุปแล้วการรักษาระดับวิตามินดีในเลือดไว้อย่างน้อย 20 ng/mL อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้ และการเสริมวิตามินดีในขนาดปานกลางดูเหมือนจะช่วยปรับปรุงการทำงานของสมองในผู้สูงอายุที่ขาดวิตามินดีและมีความบกพร่องทางสติปัญญาได้เล็กน้อย แต่ในขนาดสูงไม่ได้ช่วยอะไร และการเสริมวิตามินดีก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มการทำงานของสมองในผู้ใหญ่ที่ไม่ได้มีความบกพร่องทางสติปัญญา

  • การศึกษาติดตามผลในผู้สูงอายุ 1,658 คนในสหรัฐอเมริกาเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 5.6 ปี พบว่าความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20 ng/mL โดยเมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับวิตามินดี 20 ng/mL ขึ้นไป ผู้ที่มีระดับวิตามินดี 10-20 ng/mL จะมีโอกาสเกิดมีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์มากกว่า 53% และ 69% ตามลำดับ และในผู้ที่มีระดับต่ำกว่า 10 ng/mL จะมีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์มากกว่า 125% และ 122% ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าระดับที่สูงกว่า 20 ng/mL ไม่น่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้อีก (110)
  • การศึกษาในฝรั่งเศสในกลุ่มผู้หญิงอายุ 75 ปีขึ้นไป พบว่าการได้รับวิตามินดีจากอาหารในปริมาณมากเฉลี่ยวันละ 444 IU จะมีโอกาสน้อยลงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ (น้อยกว่า 77% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ได้รับวิตามินดีน้อย) (111) ทำนองเดียวกับการศึกษาในผู้มีสุขภาพดีอายุเฉลี่ย 73 ปีที่ติดตามผลเป็นเวลา 11.4 ปี พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 20 ng/mL จะมีความเสี่ยงเพิ่มเป็น 3 เท่าต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ ผู้ที่มีระดับต่ำกว่า 10 ng/mL การทํางานของสมองยังเสื่อมถอยลงอีกด้วย (112)
  • การศึกษาในผู้ใหญ่เป็นระยะเวลาเฉลี่ย 4.8 ปี พบว่าอัตราการการทำงานของสมอง เช่น ความจำ ทักษะด้านความคิด (ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์) ลดลงในกลุ่มผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20 ng/mL (113)
  • การทดลองทางคลินิกเป็นเวลา 12 เดือนในประเทศจีนกับผู้สูงอายุ 181 คนที่มีภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (MCI) พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 400 IU พร้อมอาหารหรือหลังอาหาร ส่งผลให้การทำงานสมองเรื่องการรับรู้ดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (114) สอดคล้องกับการศึกษาในผู้สูงอายุเช่นกันที่พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 800IU เป็นเวลา 12 เดือน ช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานของสมองโดยรวมให้ดีขึ้น 1.81% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกที่ลดลง 3.28% (115) อย่างไรก็ตาม การทดลองในผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยที่ส่วนใหญ่มีระดับวิตามินดีเพียงพออยู่แล้ว ไม่พบประโยชน์ของการเสริมวิตามินดีในขนาดสูง 10,000 IU สามครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 เดือน (116) และการเสริมในขนาดสูงเป็นเวลา 4 เดือนไม่ได้พบประโยชน์ในด้านนี้ในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำเฉลี่ย 13.6 ng/mL เช่นกัน (117) หรือการให้ขนาด 60,000 IU ต่อเดือน เป็นเวลา 5 ปี แก่ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีและมีระดับวิตามินดีในเลือดเพียงพอ 20 ng/mL ขึ้นไป ไม่ได้ช่วยปรับปรุงการทำงานของสมองด้านความรู้ความเข้าใจหรือช่วยชะลอความบกพร่องทางสติปัญญาเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก (118)

15. โรคพาร์กินสัน การศึกษาในประเทศฟินแลนด์ชี้ให้เห็นว่าระดับวิตามินดีที่สูงขึ้นสามารถช่วยป้องกันโรคพาร์กินสันได้ โดยผู้ที่มีระดับวิตามินดีสูงหรือมากกว่า 20 ng/mL จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสันต่ำกว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 10 ng/mL ถึง 65% (119)

16. ภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ (Frailty) การศึกษาพบว่าระดับวิตามินดีในเลือดที่ต่ำหรือสูงนั้นสัมพันธ์กับเกิดภาวะเปราะบาง โดยการศึกษาในผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีระดับวิตามินดีในเลือดระหว่าง 20-29.9 ng/mL จะมีความเสี่ยงน้อยกว่า โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น 47% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำกว่า 15 ng/mL, เพิ่มขึ้น 24% ในผู้ที่มีระดับต่ำกว่า 20 ng/mL และเสี่ยงเพิ่มขึ้น 32% ในผู้ที่มีระดับสูงกว่า 29.9 ng/mL (120) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Institute of Medicine ที่ระบุว่าวิตามินดีระดับ 20 ng/mL ถือเป็นระดับที่เพียงพอและระดับที่สูงกว่า 30 ng/mL อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงบางประการ (121) โปรดทราบว่าการเสริมวิตามินดีในขนาดสูงในผู้สูงอายุที่ไม่ได้ขาดวิตามินดี ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ (122)

17. โรคออทิสติกสเปกตรัม (ASD) ระดับวิตามินดีในเลือดที่ต่ำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดโรคออทิสติกสเปกตรัม โดยการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเสริมวิตามินดีแก่เด็กที่เป็นโรคออทิสติกสเปกตรัมและร่างกายขาดวิตามินดีอาจช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้ แต่ไม่มีหลักฐานว่าการเสริมวิตามินดีจะมีประโยชน์ต่อเด็กที่เป็นโรคนี้แต่ร่างกายไม่ได้ขาดวิตามินดี

  • การศึกษาในเนเธอร์แลนด์พบว่าเด็กที่คุณแม่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 10 ng/mL ในระหว่างการตั้งครรภ์ มีแนวโน้มที่เด็กที่คลอดออกมาจะเป็นออทิสติกเมื่ออายุ 6 ขวบ เพิ่มขึ้น 3.8 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่มีคุณแม่ตั้งครรภ์มีระดับวิตามินดีที่เพียงพอ (20 ng/mL) (123) สอดคล้องกับการศึกษาในจีนที่พบว่าเด็กทารกที่มีระดับวิตามินดีต่ำมาก เมื่อแรกเกิดจะมีแนวโน้มเป็นโรคออทิสติกสเปกตรัมเมื่ออายุ 3 ขวบได้มากกว่าเด็กที่มีระดับวิตามินดีปานกลาง (7 ng/mL เทียบกับ 16 ng/mL ในเด็กที่ไม่ใช่ออทิสติก) และมีการคาดการณ์ว่าความเสี่ยงจะน้อยที่สุดเมื่อเด็กมีระดับวิตามินดีในเลือดอยู่ที่ 19.2 g/mL (124)
  • การรักษาเด็กที่เป็นโรคออทิสติกสเปกตรัมในอียิปต์ (อายุ 3 ถึง 10 ปี) ด้วยการเสริมวิตามินดีในขนาดสูงวันละ 5,000 IU ในรูปแบบหยด เป็นเวลา 4 เดือน ส่งผลให้อาการของโรคลดลง ในขณะที่เด็กที่ได้รับยาหลอกไม่มีการเปลี่ยนแปลง (125) สอดคล้องกับการศึกษาในอิหร่านกับเด็ก 43 คนที่เป็นโรคออทิสติกสเปกตรัม (อายุเฉลี่ย 9 ปี) ซึ่งส่วนใหญ่ขาดวิตามินดี พบว่าการให้เสริมวิตามินดีวันละ 300 IU (สูงสุด 6,000 IU/วัน) เป็นเวลา 15 สัปดาห์ ช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้ในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม การเสริมวิตามินดีไม่ได้ช่วยปรับปรุงพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น สมาธิสั้น หงุดหงิด พูดจาไม่เหมาะสม หรือชอบเก็บตัว (126)

18. เสริมทักษะการวางแผน การวางกลยุทธ์ และการรับรู้ การศึกษาในนอร์เวย์ที่ศึกษาในวัยรุ่นที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20 ng/mL พบว่าทำคะแนนแบบทดสอบที่ใช้ประเมินผลการทำงานของผู้บริหาร (Tower of Hanoi และ Tower of London test) ได้แย่กว่า และยังพบว่าการเสริมวิตามินดี3 วันละ 1,520 IU เป็นเวลา 3 เดือน สามารถช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานที่เกี่ยวกับการบริหารได้ (127) ส่วนการศึกษาในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 42 คนที่เป็นโรคอ้วนพบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 2,000 IU ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการมองเห็น ความจำในการทำงาน และการเรียนรู้ที่ดีขึ้น (ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับในขนาดน้อย 600 IU และกลุ่มที่ได้รับในขนาดสูง 4,000 IU และดูเหมือนกลุ่มหลังที่ได้รับในขนาดสูงจะมีปฏิกิริยาการตอบสนองที่ช้าลงด้วย) (128)

19. ปวดศีรษะ/ไมเกรน ระดับวิตามินดีในเลือดที่ต่ำกว่า 20 ng/mL มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจะเกิดอาการปวดศีรษะได้บ่อยและมีอาการไมเกรนเพิ่มขึ้น โดยการศึกษาในกลุ่มชายวัยกลางคนจำนวน 2,601 คนในฟินแลนด์ พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำที่สุด (ต่ำกว่า 12 ng/mL) มีแนวโน้มที่จะมีอาการปวดศีรษะบ่อยกว่าผู้ที่มีระดับเลือดสูงกว่าถึง 2 เท่า (129) ส่วนอีกการศึกษาในเกาหลี ในคนจำนวน 157 คนที่เป็นไมเกรน พบว่าอาการปวดหัวเกิดขึ้นได้ในคนที่ขาดวิตามินดี (ต่ำกว่า 20 ng/mL) บ่อยกว่าในคนที่ไม่ขาดถึงวิตามินดีถึง 20% (130)

20. โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute otitis media) การศึกษาในเด็กอายุ 1-5 ปีที่มีประวัติการติดเชื้อที่หูซ้ำ ๆ เด็กที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงจะมีความเสี่ยงลดลงที่จะเกิดโรคนี้ และการศึกษายังพบว่าการให้วิตามินดีวันละ 1,000 IU เป็นเวลา 4 เดือน ทำให้ระดับวิตามินดีเพิ่มขึ้นจาก 26 ng/mL เป็น 37 ng/mL และมีความเสี่ยงลดลงอย่างเห็นได้ชัดที่จะเกิดการติดเชื้อในหูหรือเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (131)

21. การสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุจำนวน 1,123 คน (อายุเฉลี่ย 76 ปี) พบว่าระดับวิตามินดีที่ต่ำอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดประสาทหูเสื่อมตามอายุ (AHL) (132)

22. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) แม้การวิจัยจะชี้ให้เห็นว่าการขาดวิตามินดีเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ (133) แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าการเสริมวิตามินดีจะช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยการทบทวนขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) สรุปได้ว่าในผู้ที่มีสุขภาพดีนั้น ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภควิตามินดีกับการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค MS (134)

  • การศึกษาในฟินแลนด์พบว่าการที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 12.02 ng/mL ในระหว่างการตั้งครรภ์ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค MS ในเด็กสูงกว่า 90% เมื่อเทียบกับคุณแม่ที่มีระดับวิตามินดีอยู่ในระหว่าง 12.02-20.03 ng/mL (135)
  • ระดับวิตามินดีในเลือดที่ต่ำสัมพันธ์กับการกลับมาเป็นซ้ำของโรค MS (136, 137)
  • การเสริมวิตามินดีอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยารักษาโรค MS หรือยา Interferon ß-1b ได้ (138) อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองทางคลินิกหลายชิ้นที่ตรวจผลของการเสริมวิตามินดีต่อความก้าวหน้าของโรคและอัตราการกำเริบของโรคในผู้ที่เป็นโรค MS ซ้ำและมีระดับวิตามินดีต่ำที่ได้รับการรักษาด้วยยา Interferon ß-1a หรือ Interferon ß-1b กลับไม่พบประโยชน์ (139, 140, 141)

23. โรคเหงือกอักเสบ (Periodontal disease) เนื่องจากวิตามินดีมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพกระดูกและภูมิคุ้มกัน จึงมีการสันนิษฐานว่าการขาดวิตามินดีอาจนำไปสู่โรคเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์ (การติดเชื้อและการอักเสบของเหงือกและกระดูกรอบฟัน) และการรักษาการขาดวิตามินดีอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ โดยมีรายงานเกี่ยวกับผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบชนิดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและมีระดับวิตามินดีต่ำ พบว่าการเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดก่อนให้การรักษาสามารถช่วยให้ทันตแพทย์สามารถรักษาโรคนี้ได้ (142)

24. โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) การศึกษาที่ควบคุมด้วยยาหลอกในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจำนวน 240 คน พบว่าการรับประทานวิตามินดี3 (ประมาณวันละ 2,000 IU) ช่วยลดอาการกำเริบในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีประโยชน์ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีเพียงพออยู่แล้ว (143) สอดคล้องกับการศึกษาอื่น เช่น การศึกษาในเบลเยียมที่พบว่าการเสริมวิตามินดี (100,000 IU ทุก 4 สัปดาห์) ช่วยลดการกำเริบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่เฉพาะในผู้ป่วยที่เริ่มมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 10 ng/mL (144) และการศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ในกลุ่มผู้สูงอายุจำนวน 775 คน ที่เป็นโรค COPD และโรคหอบหืด พบว่าการเสริมวิตามินดี3 ไม่ได้ช่วยลดความการกำเริบของโรค ยกเว้นในคนที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 10 ng/mL (145)

25. โรคโครห์น (Crohn’s disease) การวิจัยบางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เป็นโรคโครห์นมักมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ และระดับวิตามินดีที่ต่ำอาจเกี่ยวข้องกับความรุนแรงของโรค (146) โดยการศึกษาขนาดเล็กในกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางและมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ พบว่าการเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดจากค่าเฉลี่ย 16 เป็น 40 ng/mL ในระยะเวลา 24 สัปดาห์ ทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง (ประเมินความรุนแรงโดยใช้ดัชนี CDAI ที่ลดลงจาก 230 เหลือ 118 คะแนน) (147)

26. โรคไขมันพอกตับ (NAFLD) ระดับวิตามินดีที่ต่ำสัมพันธ์กับการเกิดโรคไขมันพอกตับ ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบ แผลเป็นในเนื้อตับ และโรคตับแข็ง (148) การศึกษาเบื้องต้นในผู้ที่เป็นโรคไขมันพอกตับจำนวน 40 คน และมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ (เฉลี่ย 11.8 ng/mL) พบว่าเมื่อให้วิตามินดี3 ปริมาณ 20,000 IU ต่อสัปดาห์ (ประมาณวันละ 2,857 IU) ไขมันที่ตับลดลงประมาณ 5% หลังจากผ่านไปเพียง 4 สัปดาห์ (149)

27. ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) การศึกษาแบบสุ่มในกลุ่มสตรีที่มีน้ำหนักตัวเกิน 58 คน (อายุเฉลี่ย 24 ปี) ที่มีภาวะขาดวิตามินดีและ PCOS พบว่าการรับประทานวิตามินดี3 50,000 IU สัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีระดับฮอร์โมนพาราไธรอยด์และเทสโทสเตอโรนลดลง ช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมน SHBG ลดความรุนแรงของอาการขนดก มีปริมาณรังไข่เพิ่มขึ้น และทำให้รอบเดือนปกติสม่ำเสมอมากขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้อาจหมายถึงสุขภาพการเจริญพันธุ์ที่ดีขึ้น (150)

28. เนื้องอกมดลูก (Uterine fibroids) การศึกษาของผู้หญิงอายุ 35-49 ปี พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีสูงกว่า 20 ng/mL มีโอกาสเป็นเนื้องอกในมดลูกต่ำกว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำถึง 32% และในทำนองเดียวกัน ยังพบว่าผู้หญิงที่ได้รับแสงแดดอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อวันจะมีโอกาสเกิดเนื้องอกน้อยกว่าผู้หญิงที่ได้รับแสงแดดน้อยกว่าถึง 40% (151)

29. ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (OAB) การศึกษาพบว่าระดับวิตามินดีที่ต่ำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเกิดภาวะ OAB (152) เช่นเดียวกับการศึกษาขนาดเล็กในจอร์แดนที่พบว่าผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินดีอย่างรุนแรง (ต่ำกว่า 10 ng/mL) มีแนวโน้มที่จะมีอาการกระเพาะปัสสาวะไวเกินมากกว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีสูงกว่า 30 ng/mL และการให้วิตามินดีสัปดาห์ละ 50,000 IU เป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ ช่วยให้ผู้ป่วย OAB มีอาการดีขึ้น (153) ในขณะที่การศึกษาอื่นในผู้ที่มีระดับวิตามินดีเพียงพอพบว่าการเสริมวิตามินดีช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ด (UUI) ได้ไม่ต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (154)

30. กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) การศึกษาเล็ก ๆ ในผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือนและมีระดับวิตามินดีในเลือดเฉลี่ย 27 ng/mL พบว่าการให้วิตามินดี3 ปริมาณสูงเพียงครั้งเดียว (300,000 IU) ช่วยลดอาการปวดในช่วงสองรอบประจำเดือนถัดไปได้ 41% ส่วนอีกการศึกษาในกลุ่มวัยรุ่นที่ขาดวิตามินดีอย่างมาก (ต่ำกว่า 10 ng/mL) ที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการ PMS พบว่าการเสริมวิตามินดีในขนาดสูง (เริ่มต้น 200,000 IU แล้วตามด้วย 25,000 I.U. ทุก 2 สัปดาห์) เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ช่วยลดความรู้สึกหงุดหงิดลงจาก 130 เหลือ 70, ร้องไห้ง่าย ลดจาก 41 เหลือ 30, และความรู้สึกเศร้า ลดจาก 51 เหลือ 31 ในขณะที่ไม่พบความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (155)

31. ดีต่อการตั้งครรภ์ การศึกษาพบว่าระดับวิตามินดีที่เพียงพอและ “พอดี” ในระหว่างตั้งครรภ์มีความสัมพันธ์กับการเติบโตของทารกที่ดีขึ้นและลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ และเบาหวานขณะตั้งครรภ์ รวมถึงยังช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคุณแม่ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและลดความบกพร่องของฟันในเด็ก อย่างไรก็ตาม วิตามินดีในปริมาณที่สูงขึ้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อหรือการเข้าห้องอภิบาลของทารกแรกเกิดที่เกิดภาวะวิกฤต (NICU) หรือทำให้พัฒนาการทางการเคลื่อนไหวหรือสติปัญญาของเด็กดีขึ้น โดยการศึกษาที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

  • ระดับวิตามินดีในเลือดของหญิงตั้งครรภ์มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของทารก โดยพบว่าน้ำหนักแรกเกิดและเส้นรอบศีรษะของทารกจะเพิ่มขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์มีระดับวิตามินดี 15 ng/mL ขึ้นไป (156)
  • การศึกษาในผู้หญิง 8,468 คนในประเทศจีน พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดปกติ คือ 20-30 ng/mL มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์น้อยกว่าที่มีระดับวิตามินดีในเลือดที่ต่ำกว่า 20 ng/mL (9.73% ต่อ 12% ตามลำดับ) (157)
  • การเสริมวิตามินดีในปริมาณที่สูงมากกับหญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับวิตามินดีปกติอยู่แล้ว (60,000 IU เพียงครั้งเดียว) และหญิงตั้งครรภ์ที่ร่างกายขาดวิตามินดี (ระดับน้อยกว่า 10 ng/mL) เดือนละ 120,000 IU พบว่ามีโอกาส 44% ที่จะมีอาการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ และ/หรือเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ตรงกันข้ามกับอีกหญิงตั้งครรภ์อีกกลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามินดีที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเพียง 20.3% (ผู้วิจัยแนะนำว่าควรให้วิตามินดีในขนาดต่ำและให้ทุกวันจะดีกว่าการให้ในขนาดที่สูงมากเป็นรายครั้ง) (158)
  • การศึกษาในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ 392 คน ในสหรัฐฯ ที่ร่างกายมีระดับวิตามินดีเพียงพอ พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 3,000 IU ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักทารกแรกเกิดต่ำ การเข้าห้อง NICU การหายใจลำบากหรือการติดเชื้อของทารก เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เสริมแต่วิตามินดี อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าในกลุ่มที่เสริมมีโอกาสสูญเสียการตั้งครรภ์น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่เสริม (159)
  • การศึกษาที่พบว่าเด็กเมื่ออายุ 6 ขวบที่คุณแม่ได้รับวิตามินดีในปริมาณสูงจะมีความหนาแน่นของกระดูกมากกว่าและมีความเสี่ยงที่จะเกิดความบกพร่องของเคลือบฟันน้อยกว่ากลุ่มเด็กที่คุณแม่ได้รับวิตามินดีเพียง 400 IU (160, 161)

32. หมดประจำเดือนเร็ว การได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอจากอาหารมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของการหมดประจำเดือนเร็วก่อนอายุ 45 ปี โดยการศึกษาในผู้หญิงมากกว่า 80,000 คน พบว่าผู้หญิงที่ได้รับวิตามินดีจากอาหารสูง (528 IU ต่อวัน) มีความเสี่ยงน้อยกว่า 17% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับวิตามินดีจากอาหารน้อย (148 IU ต่อวัน) อย่างไรก็ตาม การได้รับวิตามินจากอาหารเสริมไม่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลง (162)

33. โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย การศึกษาในกลุ่มผู้ชาย 111 คนที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศและมีระดับวิตามินดีต่ำ (เฉลี่ย 14 ng/mL) เป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่า กลุ่มที่รับประทานยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Tadalafil) ร่วมกับวิตามินดี3 4,000 IU มีการแข็งตัวของอวัยวะเพศและความต้องการทางเพศมากขึ้น (163) สอดคล้องกับการศึกษาในจีนที่พบว่า การเสริมวิตามินดี3 ร่วมกับไวอากร้า ช่วยปรับปรุงสมรรถภาพทางเพศได้ดีกว่าที่ได้รับยาไวอากร้าเพียงอย่างเดียว (39% ต่อ 16%) (164)

34. กล้ามเนื้อและความแข็งแรง การเสริมวิตามินดีปานกลาง (วันละ 800-1,000 IU ต่อวัน) อาจช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีในระดับต่ำ แต่ดูเหมือนจะไม่พบประโยชน์ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีเพียงพออยู่แล้ว และวิตามินดีในปริมาณที่สูงขึ้นอาจส่งผลเสียต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ ส่วนในผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อยกว่า ผลของการเสริมวิตามินดีก็อาจจะได้ผลเฉพาะในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำเท่านั้น

  • การศึกษาในผู้สูงอายุที่ขาดวิตามินดี (เฉลี่ย 15 ng/mL) และมีประวัติการหกล้ม พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 1,000 IU มีสัมพันธ์กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนล่างที่เพิ่มขึ้น 25.3% (165) สอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 800 IU ในผู้สูงอายุที่ขาดวิตามินดี ทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางตรงข้าม การเสริมวิตามินดีในปริมาณมากเพียงครั้งเดียว (300,000 IU) กลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (166) และงานวิจัยอื่น ๆ ได้รายงานถึงผลเสียของการเสริมวิตามินดีในขนาดสูง เช่น การศึกษาในเดนมาร์กที่พบว่าการเสริมวิตามินดี3 วันละ 2,800 IU เป็นเวลา 3 เดือน ทำให้ความแข็งแรงลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (167) หรือการศึกษาในผู้สูงอายุที่มีระดับวิตามินดีเพียงพออยู่แล้วที่พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 2,000-4,000 IU ไม่มีผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแต่อย่างใด (168) หรือการเสริมในขนาดต่ำวันละ 800 IU หรือสูงวันละ 1,667 IU เป็นเวลา 17 สัปดาห์ ก็ไม่พบว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงได้อย่างมีนัยสำคัญในผู้ที่มีระดับวิตามินดีเพียงพออยู่แล้ว (169) นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่พบว่าการเสริมวิตามินดี3 วันละ 2,000 IU แสดงให้เห็นว่าความแข็งแรงของขาลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (170)
  • การทบทวนการศึกษาทางคลินิกรวม 7 ฉบับ ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18-40 ปีที่มีระดับวิตามินดีต่ำ (เฉลี่ย 12.3 ng /mL) พบว่าการเสริมวิตามินดีในขนาดสูงวันละ 2,000 IU เป็นเวลา 1-6 เดือน มีผลช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนและขา (171) อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกการศึกษาจะพบประโยชน์ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ เพราะมีการศึกษาที่ควบคุมด้วยยาหลอก (อายุเฉลี่ย 44 ปี) ที่พบว่าวิตามินดีไม่มีผลช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แม้จะพบว่ามวลกล้ามเนื้อไม่รวมไขมันจะเพิ่มขึ้น 1 ปอนด์ก็ตาม (172) สอดคล้องกับการศึกษาในกลุ่มชาย 39 คน (อายุเฉลี่ย 23 ปี) ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ (เฉลี่ย 14 ng/mL) ที่เริ่มเข้าโปรแกรมฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พบว่าการรับประทานวิตามินดี3 วันละ 8,000 IU เป็นเวลา 3 เดือน ไม่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหรือมวลกล้ามเนื้อไม่รวมไขมัน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้การฝึกร่วมกับยาหลอก ซึ่งผู้วิจัยระบุว่ามันอาจเกิดประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินดีอย่างรุนแรงเท่านั้น (น้อยกว่า 10 ng/mL) (173)

35. ลดอาการปวดหลัง การศึกษาในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวเกินและเป็นโรคอ้วนในออสเตรเลียที่มีอาการปวดหลังและขาดวิตามินดี พบว่าการเสริมวิตามินดีในขนาดสูง (เริ่มต้น 100,000 IU ตามด้วย 4,000 IU ต่อวัน เป็นเวลา 16 สัปดาห์) ช่วยลดอาการปวดหลังในกลุ่มผู้ขาดวิตามินดีอย่างรุนแรง (ต่ำกว่า 12 ng/mL) ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่มีผลในผู้ที่มีระดับวิตามินดีสูงกว่า 12 ng/mL (174)

36. ลดการหกล้มในผู้สูงอายุ การเสริมวิตามินดีในปริมาณปานกลางเพื่อแก้ไขระดับวิตามินดีในเลือดที่ไม่เพียงพอ อาจช่วยเพิ่มความสมดุลและลดความเสี่ยงของการหกล้มในผู้สูงอายุที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำได้ แต่ปริมาณที่สูงเกินอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ

  • การศึกษาในผู้หญิงที่มีระดับวิตามินดีไม่เพียงพอ (น้อยกว่า 20 ng/mL) ที่แบ่งการทดลองออกเป็นหลายกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่ได้รับวิตามินดีวันละ 400 ไปจนถึง 4,800 IU และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก การศึกษาพบว่าในช่วง 1 ปี กลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีอัตราการหกล้ม 58% ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับวิตามินดี 1,600-3,200 IU มีอัตราการหกล้มน้อยสุดคือ 30% ส่วนกลุ่มที่ได้รับวิตามินดีต่ำหรือสูงกว่านี้ไม่ได้ช่วยลดอัตราการหกล้มน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกแต่อย่างใด โดยผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือด 32-38 ng/mL จะมีอัตราการหกล้มต่ำสุด (21%) ในขณะที่อัตราการหกล้มจะสูงมาก (72%) ในกลุ่มที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงเกินไป คือ 38-47 ng/mL (175) สอดคล้องกับอีกการศึกษาที่พบว่าระดับวิตามินดีที่สูงมากเกินไป (44.2 ng/mL) ดูเหมือนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหักในผู้สูงอายุแทน (176) นอกจากนี้ การเสริมวิตามินดีไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงในหารหกล้มของผู้สูงอายุที่มีระดับวิตามินดีในเลือดเพียงพออยู่แล้ว (177)
  • การศึกษาในผู้สูงอายุที่มีระดับวิตามินดีเพียงพอ พบว่าการเสริมวิตามินดีวันะ 1,000, 2,000 หรือ 4,000 IU (ระดับวิตามินดีเพิ่มขึ้นจาก 22 เป็น 32, 35 และ 48 ng/mL ตามลำดับ) จะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 87% ที่จะหกล้มอย่างรุนแรง, เพิ่มขึ้น 166% ที่จะหกล้มเป็นครั้งแรก และเสี่ยงเพิ่มขึ้น 148% ที่การหกล้มทำให้ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับวิตามินดีเพียงวันละ 200 IU (เพิ่มเป็นระดับ 27 ng/mL) (178, 179) สอดคล้องกับการศึกษาในผู้หญิงสูงวัยที่มีความเสี่ยงต่อหกล้มและกระดูกหักที่มีระดับวิตามินดีเพียงพอ พบว่าการเสริมวิตามินในขนาดสูงปีละ 500,000 IU จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม 31% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกในช่วง 3 เดือนแรก (180)

37. โรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า (BPPV) มีสมมติฐานว่าการขาดวิตามินดีอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค BPPV เนื่องจากการศึกษาในอังกฤษพบว่าโรคนี้จะพบได้บ่อยในช่วงเดือนที่ร่างกายได้รับวิตามินดีต่ำ หรือการศึกษาในโปรตุเกสในคนที่มีประวัติเป็นโรคนี้ การเสริมวิตามินดีวันละ 5,000 IU (ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20 ng/mL) หรือวันละ 800 IU (ในผู้ที่มีระดับสูงกว่า 20 ng/mL) ในช่วง 12 เดือน พบว่าไม่มีใครเกิดอาการ BPPV ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามินดีแต่ละคนเกิดอาการประมาณ 1-3 ครั้ง ซึ่งหลักฐานนี้บ่งชี้ว่าวิตามินดีอาจช่วงป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค BPPV ได้ (181) สอดคล้องกับอีกการศึกษาในกลุ่มทดลองที่มีขนาดใหญ่กว่าที่พบว่าการเสริมวิตามินดี 400 IU และแคลเซียมคาร์บอเนต 500 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 เดือน มีโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของ BPPV ต่ำกว่า 24% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (182)

38. ภาวะทนการอยู่ในท่ายืนไม่ได้ (Orthostatic intolerance) เป็นภาวะที่ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะหรือเป็นลมขณะยืน โดยบางการศึกษาในผู้มีภาวะนี้และขาดวิตามินดี พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 2,000-5,000 IU เป็นเวลา 2 เดือน สามารถช่วยระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะสามารถทนต่อการยืนได้ประมาณ 15 นาที อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่มีกลุ่มควบคุม จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการเสริมวิตามินดีจะมีประโยชน์ต่อภาวะนี้หรือไม่ (183) และยังขัดแย้งกับอีกการศึกษาในผู้สูงอายุที่พบว่าการเสริมวิตามินดีไม่ได้ช่วยลดอาการของภาวะดังกล่าว (184)

39. โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) เป็นภาวะที่มีอาการปวดเรื้อรังตามกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเนื้อเยื่ออ่อนทั่วร่างกาย โดยการศึกษาบางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด แนะนำว่าการเสริมวิตามินดีอาจช่วยให้อาการของโรคนี้ดีขึ้น โดยมีการศึกษาที่พบว่าการเพิ่มระดับวิตามินในเลือดจากค่าเฉลี่ย 19 ng/mL เป็นประมาณ 50 ng/mL มีความสัมพันธ์กับอาการปวดของโรคที่ลดลงเล็กน้อย (ลดลง 20 จุดจากระดับ 100 จุด) (185) แต่ก็มีการศึกษาในกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้แต่มีระดับวิตามินดีในเลือดปกติก็ไม่พบว่าการเสริมวิตามินดี3 สัปดาห์ละ 50,000 IU เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ไม่ได้ช่วยให้อาการต่าง ๆ ของโรคดีขึ้นแต่อย่างใดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (186)

40. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) ระดับวิตามินดีที่ต่ำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่สูงขึ้น และอาจเกี่ยวข้องกับความรุนแรงและการลุกลามของโรคอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น และการรับประทานวิตามินดีให้พอประมาณอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้

  • การศึกษาในประเทศจีนพบว่าระดับเฉลี่ยของวิตามินดีของผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อยู่ที่ 17.2 ng/mL ในขณะที่กลุ่มควบคุมที่ไม่เป็นโรคอยู่ที่ 23.2 ng/mL โดยในบรรดาผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ ระดับวิตามินดีที่ลดลงมีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดข้อบวม ข้ออ่อน ปวดข้อ และข้อแข็งในตอนเช้า รวมทั้งโรคกระดูกพรุนและโรคกระดูกพรุน (187)
  • การศึกษาในฝรั่งเศสในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ระยะแรกจำนวน 643 คน พบว่าความรุนแรงของโรคมากขึ้นในผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินดี (น้อยกว่า 10 ng/mL) เมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับวิตามินดีที่สูงกว่า และการขาดวิตามินดียังสัมพันธ์กับโอกาสการเกิดความพิการที่มากขึ้นด้วย (188)

41. โรคลมพิษ (Urticaria) การศึกษา 12 สัปดาห์ที่ควบคุมด้วยยาหลอกในกลุ่มผู้ป่วยลมพิษเรื้อรัง 120 คนในอินเดียที่ขาดวิตามินดี (เฉลี่ย 14 ng/mL) พบว่าการเสริมรับวิตามินดี3 ปริมาณ 60,000 IU ทุกสองสัปดาห์ (เฉลี่ยวันละ 4,286 IU) ช่วยลดความรุนแรงของโรคและระดับของสารไซโตไคน์ในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ (189)

42. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) การศึกษาพบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดมากกว่า 20 ng/mL จะมีความรุนแรงของโรคน้อยกว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ ในขณะที่ระดับที่สูงกว่า 30 ng/mL ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ (190) สอดคล้องกับการศึกษาในประเทศอียิปต์ในกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้ชนิดรุนแรงจำนวน 86 คน พบว่าการรับประทานวิตามินดี3 วันละ 1,600 IU เป็นเวลา 3 เดือน นอกเหนือจากการทาครีมไฮโดรคอร์ติโซน 1% วันละ 2 ครั้ง ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับการใช้ครีมไฮโดรคอร์ติโซนเพียงอย่างเดียว (191)

43. ผู้ใช้ยาสแตติน (Statin) ในผู้ที่ใช้ยากลุ่มสแตตินเพื่อลดคอเลสเตอรอล การรักษาระดับวิตามินดีในเลือดให้เพียงพอด้วยการเสริมวิตามินดีอาจมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น

  • อาจช่วยเสริมประสิทธิภาพของยาสแตติน โดยอาจมีผลช่วยลดคอเลสเตอรอลรวม ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) จึงอาจใช้เป็นการรักษาเสริมในผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้ (192)
  • การใช้ยาสแตตินอาจลดของประสิทธิภาพการออกกำลังกายได้ และการเสริมวิตามินดีอย่างเพียงพอร่วมด้วยอาจช่วยลดผลกระทบในเรื่องนี้ได้ (193)
  • ร่างกายจำเป็นต้องใช้วิตามินดีมากขึ้นเมื่อคุณรับประทานยาสแตติน เพราะจากการศึกษาการให้วิตามินดีแก่ผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำ พบว่าในผู้ที่ใช้ยาสแตตินจะมีระดับวิตามินดีในเลือดเพิ่มขึ้นน้อยกว่าผู้ที่ไม่ใช้ยาสแตตินประมาณ 21.4% ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำแนะนำให้เสริมวิตามินดีในปริมาณที่สูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยในกลุ่มผู้ใช้ยาสแตติน (194)

44. ลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวม จากการทบทวนการศึกษาได้ข้อสรุปว่า การเสริมวิตามินดี3 อาจช่วยลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวมของผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญถึง 11% (ในขณะที่วิตามินดี2 ไม่มีผล) และยังพบว่าประมาณ 13% ของการเสียชีวิตทั้งหมดอาจมีสาเหตุมาจากระดับวิตามินดีที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (195) ส่วนการศึกษาอื่น ๆ ได้แก่

  • การศึกษาติดตามผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีกว่า 300,000 คน เป็นเวลาเฉลี่ย 8.9 ปี พบว่าความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในช่วงเวลานั้นจะลดลงเมื่อระดับวิตามินดีในเลือดเพิ่มขึ้นเป็น 24 ng/mL (หรือ 19 ng/mL สำหรับการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง) (196)
  • การศึกษาติดตามในชายชาวยุโรปจำนวน 1,970 คน (อายุ 40-79 ปี) เป็นเวลาเฉลี่ย 12.3 ปี พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำมากหรือน้อยกว่า 9.3 ng/mL จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 83% เมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับระดับวิตามินดีสูง (197)
  • การวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ป่วย 3,509 รายที่ฟื้นตัวจากการผ่าตัดที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจ พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงจะมีโอกาสน้อยกว่าที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงหลังการผ่าตัด รวมถึงการเสียชีวิต โดยเมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 13 ng/mL ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจะลดลงเหลือ 65% ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือด 13-20 ng/mL, ลดลงเหลือ 53% ในผู้ที่มีระดับ 20-27 ng/mL และลดลงเหลือ 44% ในผู้ที่มีระดับ 27-36 ng/mL แต่ที่น่าสนใจคือ ในผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงกว่า 36 ng/mL โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจะไม่ได้ลดลงไปมากกว่านี้และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 49% แทน (198)
อาหารเสริมวิตามินดีเกี่ยวข้องกับประโยชน์หลายอย่าง แต่ดูเหมือนประโยชน์ส่วนใหญ่จะจำกัดเฉพาะในผู้ที่ร่างกายขาดวิตามินดี ในคนส่วนใหญ่การเสริมวิตามินดีจากอาหารเสริมอาจไม่จำเป็น และการเสริมในขนาดที่สูงมากอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย

หมายเหตุ : 40 IU (หน่วยสากล) = 1 mcg (ไมโครกรัม) หรือ 400 IU = 10 mcg

ข้อควรรู้และคำแนะนำ#

  • ต้องออกแดดกี่นาที ? : การออกแดดประมาณ 10-15 นาที หรืออย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์โดยไม่ทาครีมกันแดดก็เพียงพอที่ร่างกายจะได้รับวิตามินดีแล้ว
  • แหล่งที่มาของวิตามินดี 2 ได้แก่: เห็ด, อาหารเสริมวิตามินดี2 และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีวิตามินดี2 (เช่น อาหารเช้าซีเรียลสูตรสำหรับทารก มาการีน น้ำส้ม นม)
  • แหล่งที่มาของวิตามินดี 3 ได้แก่: แสงแดด, เนย, ชีส, ไข่แดง, ตับ, ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และน้ำมันปลา, อาหารเสริมวิตามินดี3, อาหารเสริมวิตามินดี3 ที่ทำจากไลเคน (สำหรับผู้ทานมังสวิรัติ), และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีวิตามินดี3 (เช่น อาหารเช้าซีเรียลสูตรสำหรับทารก มาการีน น้ำส้ม นม)
  • อาหารให้ที่ให้วิตามินดีสูง (เรียงจากมากไปน้อย) ได้แก่ น้ำมันตับปลา, ปลาเทราต์, ปลาแซลมอน, เห็ดขาวดิบ, นม, นมถั่วเหลือง, นมอัลมอนด์, นมข้าวโอ๊ต, ซีเรียล, ปลาซาร์ดีน
  • ปริมาณที่แนะนำต่อวัน : สำหรับคนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 1-70 ปี (รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงนมบุตร) คือ วันละ 600 IU (15 mcg) และวันละ 800 IU (20 mcg) สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป ส่วนการรับประทานเพื่อป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป คือ วันละ 800-1,000 IU พร้อมอาหารเสริมแคลเซียม (1)
  • รูปแบบอาหารเสริมวิตามินดี : แนะนำให้เลือกซื้อวิตามินดี3 (Cholecalciferol) แทนวิตามินดี2 (Ergocalciferol) เนื่องจากวิตามินดี3 มีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
  • ขนาดที่แนะนำ : ขนาดที่แนะนำโดยทั่วไปต่อวันสำหรับวิตามินดีในรูปแบบอาหารเสริมคือวันละ 400-600 IU สำหรับการเสริมวิตามินดี3 ที่สูงขึ้นในระดับปานกลาง คือ วันละ 1,000–2,000 IU ก็ถือว่าเพียงพอต่อความต้องการสำหรับคนส่วนใหญ่และ ส่วนขนาดสูงสุดที่ยอมรับได้ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา คือ วันละ 4,000 IU ไม่ควรเกินจากนี้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้
  • คำแนะนำในการรับประทาน : ควรรับประทานอาหารเสริมวิตามินดีพร้อมกับมื้ออาหารที่มีไขมันเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึม เนื่องจากวิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน
  • ผู้ที่มีแนวโน้มขาดวิตามินดี : แม้ร่างกายจะสามารถสร้างวิตามินดีเองได้ แต่บางคนก็มีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีได้มากกว่าคนอื่น ๆ ได้แก่ :
    • ขาดการได้รับแสงแดด เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่เมืองหรือพื้นที่ที่มีมลพิษสูง ผู้ที่ทำงานกลางคืน พนักงานออฟฟิศ
    • หลีกเลี่ยงแสงแดดหรือใช้ครีมกันแดด เพราะกลัวเรื่องผิวเสียหรือเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
    • สีผิว เพราะเม็ดสีในผิวหนังจะเป็นลดความสามารถในการดูดซับรังสี UVB จากดวงอาทิตย์ ทำให้คนผิวคล้ำหรือผิวดำจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดดน้อยกว่าคนผิวขาวอย่างมาก
    • ผู้สูงอายุ เพราะความสามารถของผิวหนังในการสังเคราะห์วิตามินดีจะลดลงตามอายุ ประกอบกับผู้สูงอายุมักใช้เวลาอยู่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่
    • ผู้ที่เป็นโรคอ้วน เพราะระดับไขมันในร่างกายที่สูงจะจำกัดความสามารถของร่างกายในการดูดซึมวิตามินดีจากผิวหนัง (วิตามินดีจำนวนมากจะถูกขังอยู่ในเนื้อเยื่อไขมันมากกว่าที่จะนำไปใช้ในเลือด)
    • ศาสนาหรือวัฒนธรรม เช่น ผู้หญิงที่สวมฮิญาบในศาสนาอิสลามที่ต้องสวมผ้าคลุมศีรษะ อาจทำให้ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอที่ผิวหนังจะสร้างวิตามินดีได้
    • อื่น ๆ เช่น ผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเป็นเวลานานหรือเกิดจากแม่ที่ขาดวิตามินดี, ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมไขมัน, ผู้ที่ทำบายพาสกระเพาะอาหาร, ผู้ที่เป็นโรคคลั่งผอม, ผู้ที่เป็นโรคตับหรือโรคไตเรื้อรัง, ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการสังเคราะห์หรือการเสื่อมสลายของวิตามินดี (เช่น Carbamazepine, Efavirenz, Phenobarbital, Phenytoin, Primidone, Rifampin)
  • อาการของการขาดวิตามินดี : คนส่วนใหญ่ที่มีภาวะขาดวิตามินดีมักจะไม่มีอาการแสดง และอาการของการวิตามินดีในช่วงแรกก็มักไม่ชัดเจน ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองขาดวิตามินดี จนกระทั่งไปตรวจสุขภาพหรือแพทย์สั่งให้ตรวจเลือดเพื่อหาระดับวิตามินดี สำหรับอาการที่อาจพบได้ คือ อาการเหนื่อยล้า ปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อกระตุก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกระดูก ปวดข้อหรือข้อฝืด กระดูกเปราะบางหรือเกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุ โรคกระดูกอ่อน หรือโรคกระดูกพรุน เกิดการติดเชื้อได้บ่อย (เช่น หวัดหรือไข้หวัดใหญ่) มีภาวะซึมเศร้า ผมร่วง สุขภาพช่องปากไม่ดี บาดแผลที่ผิวหนังใช้เวลานานในการรักษา (199)
    • นอกจากนี้ หากการขาดวิตามินดียังไม่ได้รับการแก้ไขหรือวิตามินดีในเลือดต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดโรคหรืออาการหรือภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น โรคทางระบบประสาทหรือเกิดความบกพร่องทางความจำและความคิดในผู้สูงอายุ, ภาวะเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด, ปัญหาภูมิต้านทานผิดปกติหรือเกิดการติดเชื้อ, ภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์, โรคมะเร็งบางชนิด รวมทั้งเต้านม ต่อมลูกหมาก และลำไส้ใหญ่, โรคไต, โรคหอบหืดรุนแรงในเด็ก หรือเพิ่มความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ เป็นต้น
  • การตรวจของแพทย์ : แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินดีได้จากการตรวจเลือด หากคุณมีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ แพทย์มักจะแนะนำให้รับประทานวิตามินดีเสริม และอาจสั่งตรวจเอกซ์เรย์เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของกระดูกร่วมด้วย

ผลเสีย/ผลข้างเคียงวิตามินดี#

การเสริมวิตามินดีในรูปแบบอาหารเสริมในขนาดสูงเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดผลเสียหรือผลข้างเคียงได้ ตัวอย่างเช่น

  • การเสริมวิตามินดี 3 ขนาด 60,000 IU เดือนละครั้งเป็นเวลา 5 ปี มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุที่เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (200)
  • ระดับวิตามินดีในเลือดที่สูงเกิน (46 ng/mL) พบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เมื่อเทียบกับระดับ 30 ng/mL (201)
  • ระดับวิตามินดีในเลือดที่สูงกว่า 36 ng/mL จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด 13% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีระดับ 20-36 ng/mL (202)
  • วิตามินดีในปริมาณสูง (เฉลี่ยวันละ 4,370 IU) อาจลดการผลิตเมลาโทนินในร่างกาย ในขณะที่ผู้ได้รับขนาดในต่ำวันละ 800 IU ต่อวัน การผลิตเมลาโทนินไม่ได้ลดลง (203) สอดคล้องกับอีกการศึกษาที่พบว่าการเสริมวิตามินดีวันละ 2,000 IU เป็นเวลา 12 เดือน ทำให้คุณภาพการนอนหลับแย่ลง (204)
  • การเสริมวิตามินดีในปริมาณสูงวันละ 2,800 IU เป็นเวลา 8 สัปดาห์ แก่ผู้ที่ร่างกายไม่ได้ขาดวิตามินดี อาจเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลรวมและระดับไตรกลีเซอไรด์ได้เล็กน้อย (205)
  • การเสริมวิตามินดีในปริมาณสูง (96,000-120,000 IU) ทุก 2 เดือน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เมื่อเทียบกับการได้รับปริมาณต่ำ (400 IU) ทุกวัน (21)
  • การเสริมวิตามินดีมากเกินไป เช่น ปริมาณ 50,000 IU ต่อสัปดาห์ขึ้นไป และ/หรือทำให้มีระดับวิตามินดีในเลือดมากกว่า 50 ng/mL อาจทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง และเกิดอาการต่าง ๆ ตามมา เช่น ท้องผูก ปวดศีรษะ หงุดหงิด สับสน อ่อนแรง ปวดแขนขา เบื่ออาหาร (206)

สรุปเรื่องวิตามินดี#

วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งผิวหนังของเราจะสังเคราะห์ขึ้นเมื่อได้รับแสงแดด และยังพบได้ในอาหารตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในปลาที่มีไขมันมากและเห็ด การเสริมวิตามินดีอาจเกี่ยวข้องกับคุณประโยชน์มากมาย เช่น สุขภาพภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น สุขภาพกระดูกและฟัน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ฯลฯ การเสริมวิตามินดี3 เป็นทางเลือกที่ดีกว่าวิตามินดี2 ขนาดวิตามินดีที่แนะนำต่อวันควรอยู่ในช่วง 400-800 IU และสูงสุดไม่เกินวันละ 4,000 IU ทั้งนี้ขนาดอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอายุ เพศ และเงื่อนไขทางการแพทย์ เนื่องจากปริมาณวิตามินดีที่สูงมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมาได้

เอกสารอ้างอิง#
  1. National Institutes of Health (NIH). “VITAMIN D”. (2023)
  2. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Vitamin D2 is much less effective than vitamin D3 in humans”. (2004)
  3. National Library of Medicine. “Calcium and Phosphate Homeostasis”. (2023)
  4. Kidney International Reports. “An Overview of Rickets in Children”. (2020)
  5. The New England Journal of Medicine. “Supplemental Vitamin D and Incident Fractures in Midlife and Older Adults”. (2022)
  6. The New England Journal of Medicine. “A Pooled Analysis of Vitamin D Dose Requirements for Fracture Prevention”. (2012)
  7. Journal of Bone and Mineral Research. “U-shaped association between serum 25-hydroxyvitamin D and fracture risk in older men: results from the prospective population-based CHAMP study”. (2014)
  8. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Calcium and vitamin d supplementation in postmenopausal women”. (2013)
  9. Journal of Internal Medicine. “Effect of increasing doses of vitamin D on bone mineral density and serum N-terminal telopeptide in elderly women: a randomized controlled trial”. (2018)
  10. JAMA Internal Medicine. “Treatment of Vitamin D Insufficiency in Postmenopausal Women A Randomized Clinical Trial”. (2015)
  11. Journal of Bone and Mineral Research. “Effect of Oral Vitamin D3 Supplementation in Exclusively Breastfed Newborns: Prospective, Randomized, Double-Blind, Placebo-Controlled Trial”. (2022)
  12. Osteoporosis International. “Calcium and vitamin-D supplementation on bone structural properties in peripubertal female identical twins: a randomised controlled trial”. (2011)
  13. Bone. “Effect of vitamin D replacement on hip structural geometry in adolescents: a randomized controlled trial”. (2013)
  14. Nutrition. “The importance of vitamin D in treatment of fracture non-union: A case report”. (2021)
  15. Menopause. “Does vitamin D status influence lumbar disc degeneration and low back pain in postmenopausal women? A retrospective single-center study”. (2020)
  16. Nutrients. “Vitamin D’s Effect on Immune Function”. (2020)
  17. Nutrients. “Vitamin D: Nutrient, Hormone, and Immunomodulator”. (2018)
  18. The BMJ. “Vitamin D supplementation to prevent acute respiratory tract infections: systematic review and meta-analysis of individual participant data”. (2017)
  19. JAMA Network. “Effect of Vitamin D3 Supplementation on Upper Respiratory Tract Infections in Healthy Adults The VIDARIS Randomized Controlled Trial”. (2012)
  20. The Lancet Diabetes & Endocrinology. “The effect of vitamin D supplementation on acute respiratory tract infection in older Australian adults: an analysis of data from the D-Health Trial”. (2021)
  21. Thorax. “Double-blind randomised controlled trial of vitamin D3 supplementation for the prevention of acute respiratory infection in older adults and their carers (ViDiFlu)”. (2015)
  22. The FEBS Journal. “Low plasma 25(OH) vitamin D level is associated with increased risk of COVID-19 infection: an Israeli population-based study”. (2020)
  23. JAMA Network Open. “Association of Vitamin D Levels, Race/Ethnicity, and Clinical Characteristics With COVID-19 Test Results”. (2021)
  24. Archives of Medical Research. “Efficacy and Safety of Vitamin D Supplementation to Prevent COVID-19 in Frontline Healthcare Workers. A Randomized Clinical Trial”. (2022)
  25. The BMJ. “Effect of a test-and-treat approach to vitamin D supplementation on risk of all cause acute respiratory tract infection and covid-19: phase 3 randomised controlled trial (CORONAVIT)”. (2022)
  26. Mayo Clinic Proceedings. “Vitamin D Status Is Associated With In-Hospital Mortality and Mechanical Ventilation: A Cohort of COVID-19 Hospitalized Patients”. (2021)
  27. PLOS ONE. “Pre-infection 25-hydroxyvitamin D3 levels and association with severity of COVID-19 illness”. (2022)
  28. Nutrition. “Vitamin D supplementation and outcomes in coronavirus disease 2019 (COVID-19) patients from the outbreak area of Lombardy, Italy”. (2021)
  29. The American Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin D, vitamin D—binding protein, free vitamin D and COVID-19 mortality in hospitalized patients”. (2022)
  30. Nutrition. “Positive Effects of Vitamin D Supplementation in Patients Hospitalized for COVID-19: A Randomized, Double-Blind, Placebo-Controlled Trial”. (2022)
  31. medRxiv. “Results From the REsCue Trial: A Randomized Controlled Trial with Extended-Release Calcifediol in Symptomatic Outpatients with COVID-19”. (2022)
  32. BMC Medicine. “A single-oral bolus of 100,000 IU of cholecalciferol at hospital admission did not improve outcomes in the COVID-19 disease: the COVID-VIT-D—a randomised multicentre international clinical trial”. (2022)
  33. medRxiv. “https://www.medrxiv.org/content/10.1101/2020.11.16.20232397v1”. (2020)
  34. British Journal of Cancer. “Vitamin D supplementation and total cancer incidence and mortality by daily vs. infrequent large-bolus dosing strategies: a meta-analysis of randomised controlled trials”. (2022)
  35. Front. “Combined Vitamin D, Omega-3 Fatty Acids, and a Simple Home Exercise Program May Reduce Cancer Risk Among Active Adults Aged 70 and Older: A Randomized Clinical Trial”. (2022)
  36. PLOS ONE. “Serum 25-Hydroxyvitamin D Concentrations ≥40 ng/ml Are Associated with >65% Lower Cancer Risk: Pooled Analysis of Randomized Trial and Prospective Cohort Study”. (2016)
  37. The New England Journal of Medicine. “Vitamin D Supplements and Prevention of Cancer and Cardiovascular Disease”. (2019)
  38. JAMA Network. “Effect of Vitamin D and Calcium Supplementation on Cancer Incidence in Older Women A Randomized Clinical Trial”. (2017)
  39. JAMA Oncology. “Association of Serum Level of Vitamin D at Diagnosis With Breast Cancer Survival A Case-Cohort Analysis in the Pathways Study”. (2017)
  40. ANTICANCER RESEARCH. “Meta-analysis of Vitamin D Sufficiency for Improving Survival of Patients with Breast Cancer”. (2014)
  41. Breast Cancer Research and Treatment. “Randomized window of opportunity trial evaluating high-dose vitamin D in breast cancer patients”. (2019)
  42. Journal of the National Cancer Institute. “Plasma 25-Hydroxyvitamin D3 and Bladder Cancer Risk According to Tumor Stage and FGFR3 Status: A Mechanism-Based Epidemiological Study”. (2012)
  43. Journal of Clinical Oncology. “Association between vitamin D and risk of colorectal cancer: a systematic review of prospective studies”. (2011)
  44. Journal of the National Cancer Institute. “Circulating Vitamin D and Colorectal Cancer Risk: An International Pooling Project of 17 Cohorts”. (2018)
  45. The New England Journal of Medicine. “A Trial of Calcium and Vitamin D for the Prevention of Colorectal Adenomas”. (2015)
  46. Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention. “Plasma 25-hydroxyvitamin D and risk of pancreatic cancer”. (2012)
  47. Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention. “Plasma Vitamin D and Prostate Cancer Risk: Results from the Selenium and Vitamin E Cancer Prevention Trial”. (2014)
  48. Clinical Cancer Research. “Vitamin D Deficiency Predicts Prostate Biopsy Outcomes”. (2014)
  49. Nutrients. “Vitamin D Supplementation and Disease-Free Survival in Stage II Melanoma: A Randomized Placebo Controlled Trial”. (2021)
  50. Diabetologia. “Lower prediagnostic serum 25-hydroxyvitamin D concentration is associated with higher risk of insulin-requiring diabetes: a nested case-control study”. (2012)
  51. Diabetes Care. “Joint effects of obesity and vitamin D insufficiency on insulin resistance and type 2 diabetes: results from the NHANES 2001-2006”. (2012)
  52. The Journal of Nutrition. “Evidence for Threshold Effects of 25-Hydroxyvitamin D on Glucose Tolerance and Insulin Resistance in Black and White Obese Postmenopausal Women”. (2014)
  53. The journal of nutrition, health & aging. “Effect of Vitamin D Treatment on Glucose Homeostasis and Metabolism in Lebanese Older Adults: A Randomized Controlled Trial”. (2018)
  54. The American Journal of Clinical Nutrition. “Effect of vitamin D3 supplementation on insulin resistance and β-cell function in prediabetes: a double-blind, randomized, placebo-controlled trial”. (2019)
  55. Nutrition Research. “Vitamin D supplementation reduces insulin resistance in Japanese adults: a secondary analysis of a double-blind, randomized, placebo-controlled trial”. (2016)
  56. European Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin D and type 2 diabetes: a systematic review”. (2011)
  57. The New England Journal of Medicine. “Vitamin D Supplementation and Prevention of Type 2 Diabetes”. (2019)
  58. Cureus Journal of Medical Science. “Effect of Vitamin D3 Supplementation on Insulin Sensitivity in Prediabetes With Hypovitaminosis D: A Randomized Placebo-Controlled Trial”. (2020)
  59. European Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin D and type 2 diabetes: a systematic review”. (2011)
  60. Journal of the Endocrine Society. “Vitamin D Supplementation in Patients With Type 2 Diabetes: The Vitamin D for Established Type 2 Diabetes (DDM2) Study”. (2018)
  61. Neuropathic Pain. “The Benefits of Add-on Therapy of Vitamin D 5000 IU to the Vitamin D Levels and Symptoms in Diabetic Neuropathy Patients: A Randomized Clinical Trial”. (2021)
  62. Diabetologia. “Effects of calcium-vitamin D co-supplementation on glycaemic control, inflammation and oxidative stress in gestational diabetes: a randomised placebo-controlled trial”. (2014)
  63. The American Journal of Clinical Nutrition. “Serum 25-hydroxyvitamin D and the risk of cardiovascular disease: dose-response meta-analysis of prospective studies”. (2017)
  64. Journal of Endocrinological Investigation. “Vitamin D status and cardiovascular outcome”. (2019)
  65. American Journal of Cardiology. “Vitamin D deficiency and supplementation and relation to cardiovascular health”. (2012)
  66. Circulation. “Abstract 18102: Threshold Effect of Vitamin D Deficiency on Cardiovascular Outcomes: Below What Level of 25(OH) Vitamin D is Cardiovascular Risk Really Increased?”. (2015)
  67. Journal of Hypertension. “VITAMIN D AND BLOOD PRESSURE PARAMETERS IN CHILDREN AND ADOLESCENTS WITH ARTERIAL HYPERTENSION”. (2018)
  68. The New England Journal of Medicine. “Vitamin D Supplements and Prevention of Cancer and Cardiovascular Disease”. (2019)
  69. Journal of the American Heart Association. “Effects of Vitamin D on Blood Pressure, Arterial Stiffness, and Cardiac Function in Older People After 1 Year: BEST-D (Biochemical Efficacy and Safety Trial of Vitamin D)”. (2017)
  70. The American Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin D intake and risk of cardiovascular disease in US men and women”. (2011)
  71. JAMA Internal Medicine. “Cholecalciferol Treatment to Reduce Blood Pressure in Older Patients With Isolated Systolic Hypertension The VitDISH Randomized Controlled Trial”. (2013)
  72. Cambridge University Press. “Vitamin D3 and the risk of CVD in overweight and obese women: a randomised controlled trial”. (2012)
  73. Menopause. “Calcium/vitamin D supplementation, serum 25-hydroxyvitamin D concentrations, and cholesterol profiles in the Women’s Health Initiative calcium/vitamin D randomized trial”. (2014)
  74. Pediatric Obesity. “Effect of vitamin D3 treatment on endothelial function in obese adolescents”. (2015)
  75. JAMA Cardiology. “Effect of Monthly High-Dose Vitamin D Supplementation on Cardiovascular Disease in the Vitamin D Assessment Study A Randomized Clinical Trial”. (2017)
  76. PLOS ONE. “Dose responses of vitamin D3 supplementation on arterial stiffness in overweight African Americans with vitamin D deficiency: A placebo controlled randomized trial”. (2017)
  77. FOOD, DRUG, INSECT STING ALLERGY, AND ANAPHYLAXIS. “Vitamin D levels and food and environmental allergies in the United States: Results from the National Health and Nutrition Examination Survey 2005-2006”. (2011)
  78. European Archives of Oto-Rhino-Laryngology. “Therapeutic effect of vitamin D supplementation on allergic rhinitis”. (2019)
  79. Allergy. “Vitamin D supplementation during pregnancy and infancy reduces aeroallergen sensitization: a randomized controlled trial”. (2016)
  80. AAAAI. “Vitamin D and Food Allergy”. (2020)
  81. The Lancet Respiratory Medicine. “Vitamin D supplementation to prevent asthma exacerbations: a systematic review and meta-analysis of individual participant data”. (2017)
  82. Allergy, Asthma & Clinical Immunology. “Asthma in the elderly: a study of the role of vitamin D”. (2014)
  83. JAMA Network. “Effect of Vitamin D3 on Asthma Treatment Failures in Adults With Symptomatic Asthma and Lower Vitamin D Levels The VIDA Randomized Clinical Trial”. (2014)
  84. Allergy. “Improved control of childhood asthma with low-dose, short-term vitamin D supplementation: a randomized, double-blind, placebo-controlled trial”. (2016)
  85. JAMA Network. “Effect of Vitamin D3 Supplementation on Severe Asthma Exacerbations in Children With Asthma and Low Vitamin D Levels The VDKA Randomized Clinical Trial”. (2020)
  86. Cochrane Librar. “Vitamin D for the management of asthma”. (2016)
  87. The American Journal of Clinical Nutrition. “The Impact of Baseline 25-Hydroxyvitamin D Level and Gestational Age on Prenatal Vitamin D Supplementation to Prevent Offspring Asthma or Recurrent Wheezing”. (2023)
  88. American Journal of Cardiology. “Relation between serum 25-hydroxyvitamin D and C-reactive protein in asymptomatic adults (from the continuous National Health and Nutrition Examination Survey 2001 to 2006)”. (2012)
  89. British Journal of Nutrition. “Effect of vitamin D supplementation on selected inflammatory biomarkers in older adults: a secondary analysis of data from a randomised, placebo-controlled trial”. (2015)
  90. PNAS. “Vitamin D accelerates resolution of inflammatory responses during tuberculosis treatment”. (2012)
  91. Clinical Endocrinology. “Effect of vitamin D supplementation along with weight loss diet on meta-inflammation and fat mass in obese subjects with vitamin D deficiency: A double-blind placebo-controlled randomized clinical trial”. (2019)
  92. Cambridge University Press. “Calcium plus vitamin D supplementation and fat mass loss in female very low-calcium consumers: potential link with a calcium-specific appetite control”. (2008)
  93. Annals of Nutrition and Metabolism. “Effect of Vitamin D Supplementation on Body Composition and Physical Fitness in Healthy Adults: A Double-Blind, Randomized Controlled Trial”. (2019)
  94. The American Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin D3 supplementation during weight loss: a double-blind randomized controlled trial”. (2014)
  95. Current Pharmaceutical Design. “Vitamin D and Sleep Regulation: Is there a Role for Vitamin D?”. (2020)
  96. Sleep Medicine: X. “No improvement of sleep from vitamin D supplementation: insights from a randomized controlled trial”. (2021)
  97. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Serum 25-hydroxyvitamin D and depressive symptoms in older women and men”. (2010)
  98. .The American Journal of Clinical Nutrition “Vitamin D intake from foods and supplements and depressive symptoms in a diverse population of older women”. (2011)
  99. The British Journal of Psychiatry. “Vitamin D deficiency and depression in adults: systematic review and meta-analysis”. (2013)
  100. Pain Medicine. “Fibromyalgia Symptom Severity and Psychosocial Outcomes in Fibromyalgia Patients with Hypovitaminosis D: A Prospective Questionnaire Study”. (2020)
  101. Depression and Anxiety. “The effect of vitamin D supplement on negative emotions: A systematic review and meta-analysis”. (2020)
  102. Nutrition. “Vitamin D supplementation to reduce depression in adults: meta-analysis of randomized controlled trials”. (2015)
  103. Cambridge University Press. “Effect of vitamin D supplementation on depressive symptoms and psychological wellbeing in healthy adult women: a double-blind randomised controlled clinical trial”. (2018)
  104. JAMA Network. “Effect of Long-term Vitamin D3 Supplementation vs Placebo on Risk of Depression or Clinically Relevant Depressive Symptoms and on Change in Mood Scores A Randomized Clinical Trial”. (2020)
  105. International Journal of Geriatric Psychiatry. “Effect of vitamin D supplementation on depression in older Australian adults”. (2022)
  106. American Diabetes Association. “Vitamin D Supplementation Decreases Severity of Pain Symptoms among Women with Type 2 Diabetes and Comorbid Depression: Results from the Sunshine Study”.
  107. Diabetes & Metabolic Syndrome: Clinical Research & Reviews. “Effects of vitamin D supplementation on depressive symptoms in type 2 diabetes mellitus patients: Randomized placebo-controlled double-blind clinical trial”. (2019)
  108. BMC Research Notes. “Vitamin D3 supplementation and treatment outcomes in patients with depression (D3-vit-dep)”. (2019)
  109. The American Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin D supplementation for the prevention of depression and poor physical function in older persons: the D-Vitaal study, a randomized clinical trial”. (2019)
  110. Neurology. “Vitamin D and the risk of dementia and Alzheimer disease”. (2014)
  111. The Journals of Gerontology: Series A. “Higher Vitamin D Dietary Intake Is Associated With Lower Risk of Alzheimer’s Disease: A 7-Year Follow-up”. (2012)
  112. Alzheimer’s & Dementia. “Associations of lower vitamin D concentrations with cognitive decline and long-term risk of dementia and Alzheimer’s disease in older adults”. (2017)
  113. JAMA Neurology. “Vitamin D Status and Rates of Cognitive Decline in a Multiethnic Cohort of Older Adults”. (2015)
  114. Journal of Neurology, Neurosurgery, and Psychiatry. “Effects of vitamin D3 supplementation on cognition and blood lipids: a 12-month randomised, double-blind, placebo-controlled trial”. (2018)
  115. Journal of Alzheimer’s Disease. “Vitamin D Supplementation Improves Cognitive Function Through Reducing Oxidative Stress Regulated by Telomere Length in Older Adults with Mild Cognitive Impairment: A 12-Month Randomized Controlled Trial”. (2020)
  116. Alzheimer’s & dementia: the journal of the Alzheimer’s Association. “The SYNERGIC Trial: A Randomized Controlled Trial Assessing Multimodal Interventions to Improve Cognition in Mild Cognitive Impairment in Older Adults”. (2022)
  117. Journal of the Neurological Sciences. “Vitamin D supplementation has no effect on cognitive performance after four months in mid-aged and older subjects”. (2019)
  118. Journal of the American Geriatrics Society. “Vitamin D supplementation and cognition-Results from analyses of the D-Health trial”. (2023)
  119. Archives of Neurology. “Serum vitamin D and the risk of Parkinson’s disease”. (2011)
  120. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Circulating 25-hydroxyvitamin D levels and frailty status in older women”. (2010)
  121. National Academies Press. “Dietary Reference Intakes for Calcium and Vitamin D”. (2011)
  122. JAMA Network Open.. “Effect of Vitamin D3 and Omega-3 Fatty Acid Supplementation on Risk of Frailty An Ancillary Study of a Randomized Clinical Trial”. (2022)
  123. Molecular Psychiatry. “Gestational vitamin D deficiency and autism-related traits: the Generation R Study”. (2018)
  124. Journal of Bone and Mineral Research. “Relationship Between Neonatal Vitamin D at Birth and Risk of Autism Spectrum Disorders: the NBSIB Study”. (2018)
  125. Journal of Child Psychology and Psychiatry. “Randomized controlled trial of vitamin D supplementation in children with autism spectrum disorder”. (2018)
  126. Nutrition. “Effects of vitamin D supplementation on core symptoms, serum serotonin, and interleukin-6 in children with autism spectrum disorders: A randomized clinical trial”. (2020)
  127. Scandinavian Journal of Psychology. “Linking vitamin D status, executive functioning and self-perceived mental health in adolescents through multivariate analysis: A randomized double-blind placebo control trial”. (2017)
  128. The Journals of Gerontology: Series A. “Three Doses of Vitamin D and Cognitive Outcomes in Older Women: A Double-Blind Randomized Controlled Trial”. (2020)
  129. Scientific Reports. “Low serum 25-hydroxyvitamin D is associated with higher risk of frequent headache in middle-aged and older men”. (2017)
  130. Journal of Clinical Neurology. “Effect of Vitamin D Deficiency on the Frequency of Headaches in Migraine”. (2018)
  131. The Pediatric Infectious Disease Journal. “Vitamin D supplementation reduces the risk of acute otitis media in otitis-prone children”. (2013)
  132. The American Journal of Clinical Nutrition. “Low vitamin D status is associated with hearing loss in the elderly: a cross-sectional study”. (2021)
  133. Neurology and Therapy. “Vitamin D and Multiple Sclerosis: A Comprehensive Review”. (2018)
  134. FDA. “FDA Denies Qualified Health Claim Petition for Intake of Vitamin D to Reduce the Risk of Multiple Sclerosis in Healthy People”. (2017)
  135. JAMA Neurology. “Vitamin D Status During Pregnancy and Risk of Multiple Sclerosis in Offspring of Women in the Finnish Maternity Cohort”. (2016)
  136. Annals of Neurology. “Vitamin D status predicts new brain magnetic resonance imaging activity in multiple sclerosis”. (2012)
  137. JAMA Neurology. “Association of Vitamin D Levels With Multiple Sclerosis Activity and Progression in Patients Receiving Interferon Beta-1b”. (2015)
  138. Neurology Neuroimmunology & Neuroinflammation. “Vitamin D enhances responses to interferon-β in MS”. (2019)
  139. Neurology. “Randomized trial of daily high-dose vitamin D3 in patients with RRMS receiving subcutaneous interferon β-1a”. (2019)
  140. Neurology Neuroimmunology & Neuroinflammation. “Cholecalciferol in relapsing-remitting MS: A randomized clinical trial (CHOLINE)”. (2019)
  141. eClinicalMedicine. “High-dose vitamin D3 supplementation in relapsing-remitting multiple sclerosis: a randomised clinical trial”. (2023)
  142. Case Reports in Dentistry. “Severe, Treatment-Refractory Periodontitis and Vitamin D Deficiency: A Multidisciplinary Case Report”. (2022)
  143. The Lancet Respiratory Medicine. “Vitamin D3 supplementation in patients with chronic obstructive pulmonary disease (ViDiCO): a multicentre, double-blind, randomised controlled trial”. (2015)
  144. Annals of Internal Medicine. “High doses of vitamin D to reduce exacerbations in chronic obstructive pulmonary disease: a randomized trial”. (2012)
  145. Nutrients. “Effect of Monthly Vitamin D Supplementation on Preventing Exacerbations of Asthma or Chronic Obstructive Pulmonary Disease in Older Adults: Post Hoc Analysis of a Randomized Controlled Trial”. (2021)
  146. Current Opinion in Clinical Nutrition & Metabolic Care. “Micronutrient deficiencies in inflammatory bowel disease”. (2015)
  147. Clinical and Translational Gastroenterology. “Therapeutic Effect of Vitamin D Supplementation in a Pilot Study of Crohn’s Patients”. (2013)
  148. Alimentary Pharmacology & Therapeutics. “Meta-analysis: vitamin D and non-alcoholic fatty liver disease”. (2013)
  149. Journal of Gastrointestinal and Liver Diseases. “Effect of Short-Term Vitamin D Correction on Hepatic Steatosis as Quantified by Controlled Attenuation Parameter (CAP)”. (2016)
  150. Clinical Nutrition. “Androgens and hirsutism score of overweight women with polycystic ovary syndrome improved after vitamin D treatment: A randomized placebo controlled clinical trial”. (2021)
  151. Epidemiology. “Vitamin d and the risk of uterine fibroids”. (2013)
  152. BJU International. “Impact of serum 25-OH vitamin D level on lower urinary tract symptoms in men: a step towards reducing overactive bladder”. (2018)
  153. Neurourology and Urodynamics. “Overactive bladder and associated psychological symptoms: A possible link to vitamin D and calcium”. (2019)
  154. Journal of the American Geriatrics Society. “Comparing Vitamin D Supplementation Versus Placebo for Urgency Urinary Incontinence: A Pilot Study”. (2019)
  155. Journal of Pediatric and Adolescent Gynecology. “Vitamin D Supplementation for Premenstrual Syndrome-Related Mood Disorders in Adolescents with Severe Hypovitaminosis D”. (2016)
  156. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Maternal serum 25-hydroxyvitamin D and measures of newborn and placental weight in a U.S. multicenter cohort study”. (2013)
  157. Nutrition & Metabolism. “Sufficience serum vitamin D before 20 weeks of pregnancy reduces the risk of gestational diabetes mellitus”. (2020)
  158. Clinical Endocrinology. “Supplementation of vitamin D in pregnancy and its correlation with feto-maternal outcome”. (2015)
  159. American Journal of Obstetrics and Gynecology. “143 Does vitamin d prophylaxis prevent adverse neonatal outcomes?”. (2021)
  160. JAMA Pediatrics. “Association of High-Dose Vitamin D Supplementation During Pregnancy With the Risk of Enamel Defects in Offspring A 6-Year Follow-up of a Randomized Clinical Trial”. (2019)
  161. JAMA Pediatrics. “Maternal Vitamin D and Offspring Bone Mineral Parameters and Growth”. (2020)
  162. The American Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin D and calcium intake and risk of early menopause”. (2017)
  163. Urologia Internationalis. “Whether Adding Vitamin D to Tadalafil 5 mg Treatment Is Useful in Patients with Erectile Dysfunction and Vitamin D Deficiency?”. (2021)
  164. Journal of Men’s Health. “Treating erectile dysfunction with sildenafil alone versus combined with vitamin D3 in patients with low serum 25-hydroxy vitamin D3: a prospective randomized controlled open trial”. (2023)
  165. Osteoporosis International. “Effect of vitamin D supplementation alone on muscle function in postmenopausal women: a randomized, double-blind, placebo-controlled clinical trial”. (2015)
  166. BMC Endocrine Disorders. “The effects of single high-dose or daily low-dosage oral colecalciferol treatment on vitamin D levels and muscle strength in postmenopausal women”. (2018)
  167. Calcified Tissue International. “Effects of Vitamin D3 Supplementation on Muscle Strength, Mass, and Physical Performance in Women with Vitamin D Insufficiency: A Randomized Placebo-Controlled Trial”. (2018)
  168. Clinical Endocrinology. “The effect of high-dose vitamin D supplementation on muscular function and quality of life in postmenopausal women-A randomized controlled trial”. (2017)
  169. Redox Biology. “The influence of vitamin D supplementation and strength training on health biomarkers and chromosomal damage in community-dwelling older adults”. (2023)
  170. Journal of the American Geriatrics Society. “Effects of Vitamin D3 Supplementation on Lean Mass, Muscle Strength, and Bone Mineral Density During Weight Loss: A Double-Blind Randomized Controlled Trial”. (2016)
  171. Journal of Science and Medicine in Sport. “Effects of vitamin D supplementation on upper and lower body muscle strength levels in healthy individuals. A systematic review with meta-analysis”. (2015)
  172. Annals of Nutrition and Metabolism. “Effect of Vitamin D Supplementation on Body Composition and Physical Fitness in Healthy Adults: A Double-Blind, Randomized Controlled Trial”. (2019)
  173. European Journal of Applied Physiology. “Vitamin D supplementation does not enhance resistance training-induced gains in muscle strength and lean body mass in vitamin D deficient young men”. (2021)
  174. The Journal of Steroid Biochemistry and Molecular Biology. “Vitamin D supplementation may improve back pain disability in vitamin D deficient and overweight or obese adults”. (2019)
  175. The Journal of Steroid Biochemistry and Molecular Biology. “Medium doses of daily vitamin D decrease falls and higher doses of daily vitamin D3 increase falls: A randomized clinical trial”. (2017)
  176. JAMA Internal Medicine. “Monthly High-Dose Vitamin D Treatment for the Prevention of Functional Decline A Randomized Clinical Trial”. (2016)
  177. JAMA Internal Medicine. “Exercise and Vitamin D in Fall Prevention Among Older Women A Randomized Clinical Trial”. (2015)
  178. Annals of Internal Medicine. “The Effects of Four Doses of Vitamin D Supplements on Falls in Older Adults : A Response-Adaptive, Randomized Clinical Trial”. (2021)
  179. Journal of the American Geriatrics Society. “The effects of vitamin D supplementation on types of falls”. (2021)
  180. JAMA Network. “Annual High-Dose Oral Vitamin D and Falls and Fractures in Older Women A Randomized Controlled Trial”. (2010)
  181. Hearing, Balance and Communication. “Vitamin D deficiency and benign paroxysmal positioning vertigo”. (2019)
  182. Neurology. “Prevention of benign paroxysmal positional vertigo with vitamin D supplementation A randomized trial”. (2020)
  183. Hypertension. “Abstract P198: Vitamin D Supplementation Improves Autonomic Response To Head Up Tilt In Adolescents Suffering From Orthostatic Intolerance”. (2020)
  184. Circulation. “Abstract P125: The Effects Of Vitamin D Supplementation On Orthostatic Hypotension: Results From STURDY”. (2021)
  185. PAIN. “Effects of vitamin D on patients with fibromyalgia syndrome: A randomized placebo-controlled trial”. (2014)
  186. Clinical Rheumatology. “Efficacy and safety of weekly vitamin D3 in patients with fibromyalgia: 12-week, double-blind, randomized, controlled placebo trial”. (2021)
  187. Rheumatology. “Associations between serum 25-hydroxyvitamin D and disease activity, inflammatory cytokines and bone loss in patients with rheumatoid arthritis”. (2014)
  188. The Journal of Rheumatology. “Association Between Vitamin D Deficiency and Disease Activity, Disability, and Radiographic Progression in Early Rheumatoid Arthritis: The ESPOIR Cohort”. (2020)
  189. Clinica Chimica Acta. “Effect of vitamin D supplementation on clinical outcome and biochemical profile in South Indian population with vitamin D-deficient chronic urticarial – A randomized double-blind placebo controlled trial”. (2020)
  190. International Journal of Dermatology. “Oral vitamin D3 5000 IU/day as an adjuvant in the treatment of atopic dermatitis: a randomized control trial”. (2018)
  191. Pharmacology Research & Perspectives. “The impact of vitamin D supplementation as an adjuvant therapy on clinical outcomes in patients with severe atopic dermatitis: A randomized controlled trial”. (2020)
  192. Clinical Nutrition. “Effects of vitamin D on plasma lipid profiles in statin-treated patients with hypercholesterolemia: A randomized placebo-controlled trial”. (2015)
  193. Journal of Diabetes. “Vitamin D supplementation improves simvastatin-mediated decline in exercise performance: A randomized double-blind placebo-controlled study”. (2017)
  194. Journal of the American Geriatrics Society. “Statin Use and 25-Hydroxyvitamin D Blood Level Response to Vitamin D Treatment of Older Adults”. (2017)
  195. The BMJ. “Vitamin D and risk of cause specific death: systematic review and meta-analysis of observational cohort and randomised intervention studies”. (2014)
  196. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Vitamin D Status and Risk of All-Cause and Cause-Specific Mortality in a Large Cohort: Results From the UK Biobank”. (2020)
  197. Endocrine Abstracts. “Free 25-hydroxyvitamin D, but not free 1.25-dihydroxyvitamin D, predicts all-cause mortality in ageing men”. (2020)
  198. Anesthesia & Analgesia. “The association of serum vitamin D concentration with serious complications after noncardiac surgery”. (2014)
  199. National Library of Medicine. “Vitamin D Deficiency”. (2023)
  200. Nutrition, Metabolism and Cardiovascular Diseases. “Vitamin D supplementation and adverse skeletal and non-skeletal outcomes in individuals at increased cardiovascular risk: Results from the International Polycap Study (TIPS)-3 randomized controlled trial”. (2023)
  201. The Lancet Diabetes & Endocrinology. “The D-Health Trial: a randomised controlled trial of the effect of vitamin D on mortality”. (2022)
  202. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Vitamin D levels for preventing acute coronary syndrome and mortality: evidence of a nonlinear association”. (2013)
  203. Brain, Behavior, and Immunity. “The influence of vitamin D supplementation on melatonin status in patients with multiple sclerosis”. (2013)
  204. Preventive Medicine. “Repletion of vitamin D associated with deterioration of sleep quality among postmenopausal women”. (2016)
  205. Journal of Clinical Lipidology. “Vitamin D supplementation and lipoprotein metabolism: A randomized controlled trial”. (2018)
  206. Mayo Clinic Proceedings. “Changing Incidence of Serum 25-Hydroxyvitamin D Values Above 50 ng/mL: A 10-Year Population-Based Study”. (2015)

ตรวจสอบทางการแพทย์ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2023