วิตามินซี (Vitamin C) สรุปประโยชน์การแพทย์จาก 113 งานวิจัย!

วิตามินซี (Vitamin C) วิตามินที่ละลายในน้ำที่จำเป็นซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถผลิตได้

วิตามินซี

วิตามินซี (Vitamin C) มีชื่อทางเคมีซึ่งเป็นตัวที่ออกฤทธิ์คือ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และร่างกายไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์เองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับโดยการรับประทานอาหาร ซึ่งการเสริมวิตามินซีอาจทำได้โดยการเพิ่มการรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ เช่น ส้ม กีวี มะละกอ แตงโม องุ่น แคนตาลูป บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก หรือรับประทานวิตามินซีในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary supplement)

ปัจจุบันมีการนำมาวิตามินซีมาใช้ในทางคลินิกอย่างแพร่หลาย ทั้งการป้องกันและการรักษาโรคต่าง ๆ ในบทความนี้จะมากล่าวถึงประโยชน์ของวิตามินซีทางการแพทย์กันอย่างละเอียดตามงานวิจัย รวมถึงผลเสียและข้อควรระวังของการใช้วิตามินซี

อาหารที่ให้วิตามินซีมากที่สุด

รวมผักและผลไม้ที่ให้วิตามินซีมากที่สุดต่อ 100 กรัม จากมากไปน้อย ตามข้อมูลของ USDA FoodData Central และข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย ได้แก่

  • คาคาดูพลัม (Kakadu plum) เป็นผลไม้พื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย ใน 100 กรัม จะให้วิตามินซี 2,907 มก.
  • อะเซโรลาเชอร์รี่ (Acerola Cherry) 100 กรัม ให้วิตามินซี 1,680 มก.
  • โรสฮิป (Rose Hips) หรือ ผลกุหลาบป่า 100 กรัม ให้วิตามินซี 426 มก.
  • มะขามป้อม 100 กรัม ให้วิตามินซี 276 มก.
  • ฝรั่ง 100 กรัม ให้วิตามินซี 228 มก.
  • พริกหวานสีเหลือง 100 กรัม ให้วิตามินซี 184 มก.
  • แบล็กเคอร์แรนต์ (Blackcurrant) 100 กรัม ให้วิตามินซี 181 มก.
  • ผักคะน้า 100 กรัม ให้วิตามินซี 147 มก.
  • พาร์สลีย์ (Parsley) 100 กรัม ให้วิตามินซี 133 มก.
  • ผักปวยเล้ง 100 กรัม ให้วิตามินซี 120 มก.
  • เงาะโรงเรียน 100 กรัม ให้วิตามินซี 97 มก.
  • ผักเคล (Kale) 100 กรัม ให้วิตามินซี 93.4 มก.
  • พริกหวานสีเขียว 100 กรัม ให้วิตามินซี 80.4 มก.
  • กีวี 100 กรัม ให้วิตามินซี 74.7 มก.
  • ลิ้นจี่ 100 กรัม ให้วิตามินซี 71.5 มก.
  • ลูกพลับ 100 กรัม ให้วิตามินซี 66 มก.
  • บรอกโคลี 100 กรัม ให้วิตามินซี 64.9 มก.
  • กะหล่ำดาว (Brussels sprouts) 100 กรัม ให้วิตามินซี 62 มก.
  • มะละกอ 100 กรัม ให้วิตามินซี 60.9 มก.
  • ส้ม 100 กรัม ให้วิตามินซี 59.1 มก. (ส้ม 1 ผล หนักประมาณ 140 กรัม ให้วิตามินซีประมาณ 82.7 มก.)
  • สตรอว์เบอร์รี 100 กรัม ให้วิตามินซี 58.8 มก (สตรอว์เบอร์รี 1 ถ้วย ให้วิตามินซีประมาณ 84.7 มก.)
  • มะนาว 100 กรัม ให้วิตามินซี 53 มก.
  • ถั่วลันเตา 100 กรัม ให้วิตามินซี 40 มก.
  • มะม่วง 100 กรัม ให้วิตามินซี 36.4 มก.
  • เกรปฟรุต 100 กรัม ให้วิตามินซี 31.2 มก.
  • มะเขือเทศ 100 กรัม ให้วิตามินซี 13.7 มก.
  • แคนตาลูป 100 กรัม ให้วิตามินซี 10.9 มก.
  • กล้วย 100 กรัม ให้วิตามินซี 8.7 มก.
  • แครอท 100 กรัม ให้วิตามินซี 5.9 มก.
  • แอปเปิ้ล 100 กรัม ให้วิตามินซี 4.6 มก.

ประโยชน์ของวิตามินซี

มีการศึกษาและงานวิจัยมากมายที่ระบุว่าวิตามินซีอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ดังนี้

  1. มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต่อต้านและลดระดับอนุมูลอิสระได้ เมื่ออนุมูลอิสระในร่างกายลดลงและกลับมาอยู่ในระดับปกติ ความเสี่ยงของโรคที่มาจากการอักเสบและความเสียหายเรื้อรังของเซลล์ภายในร่างกายก็จะลดลง พูดง่าย ๆ ก็คือ วิตามินซีมีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ป้องกันการถูกทำลายและการตายของเซลล์ต่าง ๆ วิตามินซีจึงอาจส่งผลดีต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น ลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมันหลายชนิด เช่น LDL, ลดการเกิดสารไนโตรซามีน (Nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง, ช่วยป้องกันการถูกทำลายของเซลล์บุหลอดเลือดด้านใน (Endothelia cell) จึงดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น
    • อนุมูลอิสระเป็นสารที่เกิดขึ้นจากกลไกธรรมชาติในร่างกายร่วมกับการมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้น หากร่างกายมีอยู่มากเกินไปก็จะทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลของร่างกายหรือภาวะเครียดออกซิเดชั่น (Oxidative Stress) ทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ กระตุ้นการอักเสบของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงของโรคและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงหรือโรคเรื้อรังไปจนถึงโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง
  2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาพบว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ช่วยเสริมความแข็งแรงและป้องกันความเสียหายของเม็ดเลือดขาวที่เป็นผลมาจากอนุมูลอิสระ โดยรวมจึงทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หรือสูบบุหรี่ ที่พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ก็จะทำให้เกิดโรคหรืออาการของโรครุนแรงขึ้นได้
    • เม็ดเลือดขาวเป็นหนึ่งในสารภูมิต้านทาน (Antibody) ของร่างกาย มีหน้าที่ในการต่อต้านและกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย เมื่อกำจัดเชื้อโรคแปลกปลอมสำเร็จ เม็ดเลือดขาวก็จะจดจำวิธีการตอบสนองต่อเชื้อโรคชนิดนั้น ๆ และส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น โดยจะช่วยลดความรุนแรง ความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือการป่วยจากเชื้อชนิดเดิมได้
  3. ผลิตคอลลาเจน วิตามินซีช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน คอลลาเจนเป็นองค์ประกอบโครงสร้างที่สำคัญในผนังหลอดเลือด เหงือก ผิวหนัง และกระดูก ทำให้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่ฟื้นตัวจากบาดแผลหรือการผ่าตัด วิตามินซียังช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเสริมและอาหารจากพืช (คอลลาเจนประกอบขึ้นเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในผิวหนัง กระดูกอ่อน เส้นเอ็น และหลอดเลือด การมีคอลลาเจนเพียงพอไม่เพียงแต่ทำให้ผิวและข้อต่อแข็งแรง แต่ยังช่วยรักษาความดันโลหิตของคุณโดยการรักษาหลอดเลือดแดงและเส้นเลือดของคุณให้แข็งแรง)
  4. อาจช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้น (เล็กน้อย) วิตามินซีเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว (Tyrosinase inhibitor) ออกฤทธิ์โดยการไปลดจำนวนของสารควิโนน (Quinones) ที่เป็นตัวเปลี่ยนไปเป็นเม็ดสีผิวที่ทำให้ผิวคล้ำหรือดำ นอกจากนี้วิตามินซียังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดสารอนุมูลอิสระที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิว และช่วยป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดที่เป็นตัวทำให้ผิวคล้ำ เพราะฉะนั้นตามหลักการเสริมวิตามินซีจึงน่าจะช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าการเสริมวิตามินซีในรูปของอาหารเสริมจะช่วยให้ขาวกระจ่างใสขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป
    • ขนาดที่ Medthai แนะนำเพื่อความเปลี่ยนแปลงของผิวคือ ขนาด 500 มก. วันละ 2 ครั้ง (หลังอาหารเช้าและเย็น รวมเป็นวันละ 1,000 มก.) ร่วมกับการดูแลผิวอย่างเหมาะสมในทุก ๆ วัน (เช่น การทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ และการหลีกเลี่ยงแสงแดด) ก็จะได้ประโยชน์มากที่สุด (มากกว่าการทาน 1,000 มก. ครั้งเดียว) โดยอาจจะเริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสีผิวเมื่อทานอย่างต่อเนื่อง 30 วันขึ้นไป เพราะเม็ดสีของเราจะมีอายุได้ประมาณ 30 วัน จึงต้องรอให้เม็ดสีผิวเก่าที่สร้างขึ้นก่อนหน้ามีการเสื่อมสภาพหรือหลุดลอกไปก่อน
    • ต้องย้ำอีกครั้งนะครับว่านี่เป็นเพียงทฤษฎี เอาเข้าจริงทานไปก็อาจจะไม่ได้ผลเลยก็ได้ครับ เพราะผิวหนังของเรานั้นมีวิตามินซีอยู่แล้ว แม้การทานวิตามินซีเสริมจะช่วยเพิ่มระดับวิตามินซีในผิวได้ แต่เมื่อระดับวิตามินซีในเลือดเมื่อถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ทานไปมากขึ้นก็ไม่ได้ไปช่วยเพิ่มวิตามินซีที่ชั้นผิวแต่อย่างใด (ทานขนาดสูง ๆ ก็เปล่าประโยชน์ ทานขนาดน้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ จะดีกว่า)
    • ถ้าถามว่าทานแล้วจะขาวขึ้นจริงไหม? ก็ขอตอบชัด ๆ จากประสบการณ์เลยนะครับว่า “ยาก” เพราะขนาดวิตามินซีในรูปแบบฉีดเข้าเส้นเลือดที่เห็นคนไปฉีด ๆ กันมายังแทบไม่ค่อยเห็นผล กับแบบเม็ดคงเป็นไปได้ยากมากครับ และงานวิจัยยืนยันก็ยังไม่มี (เคยมีการศึกษาในใต้หวัดสำหรับวิตามินซีแบบฉีดว่าสามารถช่วยลดเม็ดสีผิวในผู้ป่วยที่ล้างไตได้ ซึ่งในความเป็นจริงเราคงไปนอนฉีดทุกวันไม่ได้ ส่วนอีกการศึกษาก็มีพบว่าเมื่อได้รับวิตามินซีแบบฉีดแล้วรอยดำจากการทำเลเซอร์ดูจางลง แต่นี่เป็นรายงานจากคนไข้เพียง 1 เคส 1 คนเท่านั้นครับ และรอยดำที่ดีขึ้นอาจไม่ใช่มาจากวิตามินซีก็ได้ครับ) เพราะฉะนั้นอย่าหวังผลในเรื่องนี้มาก แต่ส่วนที่พอจะมีหวังได้บ้างเล็กน้อยก็คงจะเป็นเรื่องของผิวดูมีสุขภาพดีเปล่งปลั่ง ป้องกันผิวเสียจากยูวี และการช่วยลดริ้วรอยก่อนวัยเสียมากกว่า
  5. ดีต่อสุขภาพผิวและริ้วรอย วิตามินซีมีอยู่ในผิวหนังตามธรรมชาติ มีบทบาทในการสังเคราะห์คอลลาเจนและช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระได้ [1] (ในวัยชราหรือในผู้ที่ผิวถูกทำลายจากอนุมูลอิสระมักมีระดับวิตามินซีในเลือดที่ต่ำกว่าปกติ [2]) และงานวิจัยส่วนใหญ่ในประเด็นนี้มักทำการศึกษาในรูปแบบครีมหรือเซรั่มสำหรับทาผิวมากกว่ารูปแบบรับประทาน โดยมีการศึกษาที่สำคัญดังนี้
    • การเสริมวิตามินซีในรูปแบบรับประทานพบว่า สามารถช่วยปกป้องกันผิวจากรังสียูวี (UV) เมื่อทานร่วมกับวิตามินอี และช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นหรือผิวเสียก่อนวัยได้ [3],[4] แต่บางงานวิจัยก็ระบุว่ามีผลน้อย และยังมีข้อสรุปไม่ชัดเจน
    • การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า การใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของวิตามินซีและวิตามินอี สามารถช่วยลดความเสียหายต่อผิวหนังที่เกิดจากรังสียูวีได้เมื่อเทียบกับการใช้ครีมกันแดดเพียงอย่างเดียว [5],[6],[7] ส่วนการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินซีเพียงอย่างเดียวดูเหมือนว่าจะไม่มีประโยชน์ในการป้องกันรอยแดงจากรังสียูวีเมื่อเทียบกับสูตรยาหลอก [8]
    • การศึกษาขนาดเล็กในผู้หญิง (อายุเฉลี่ย 55 ปี) พบว่าการใช้เซรั่มวิตามินซี 5% ทาวันละครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน ช่วยให้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวหยาบกร้าน ผิวหย่อนคล้อย ดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเซรั่มที่ไม่มีวิตามินซี [9]
    • การวิจัยในห้องปฏิบัติการโดยใช้หนังสัตว์ พบว่าการดูดซึมของวิตามินซีในรูปแบบทาจะได้ผลดีที่สุดเมื่อผลิตภัณฑ์มีค่า pH น้อยกว่า 3.5 และมีความเข้มข้นของวิตามินซีที่ 10-20% [10] แต่ปัญหาคือผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มักไม่ได้บอกรายละเอียดเหล่านี้เอาไว้ และโปรดทราบว่าวิตามินซีรูปแบบทาไม่สามารถซึมผ่านผิวชั้นบนสุด (Stratum corneum) ได้ง่าย และรูปแบบทาไม่ได้ช่วยเพิ่มระดับวิตามินซีในผิวหนังหากว่าร่างกายมีระดับวิตามินซีในเลือดที่อิ่มตัวอยู่แล้ว (ซึ่งเกิดเมื่อรับประทานวิตามินซีวันละ 500 มก.) [1]
  6. ป้องกันภาวะขาดวิตามินซี (Vitamin C deficiency) ภาวะนี้อาจพบได้ในผู้รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีไม่เพียงพอ หรือพบในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ การสูบบุหรี่ ภาวะแอลกอฮอล์เรื้อรัง และภาวะเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคหอบหืด โรคไตวายเรื้อรัง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น และภาวะขาดวิตามินซียังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน ทำให้แผลหายช้าในผู้ป่วยที่มีแผล (การสมานแผลอาจลดลง) เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ส่วนอาการแรกเริ่มของการขาดวิตามินซีมักจะไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อาจทำให้มีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีอาการปวดตามแขนขา หายใจสั้น ข้ออักเสบ เป็นต้น ซึ่งการได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอต่อวันสามารถช่วยป้องกันโรคหรืออาการเหล่านี้ได้
    • เลือดออกตามไรฟัน (Scurvy) การขาดวิตามินซีเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟันได้ โดยจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ (27 µmol/L หรือต่ำกว่าในผู้ใหญ่) หรือได้รับวิตามินซีจากการบริโภคอาหารต่ำ (เพียงวันละ 30-60 มก. ในผู้ใหญ่) สัมพันธ์กับการเกิดอาการเลือดออกตามไรฟัน และการเสริมวิตามินซีเฉลี่ยวันละ 222 มก. เป็นเวลา 41 วัน สามารถช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟันได้ (นักวิจัยแนะนำว่าปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งหรือ 110 มก. ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะเป็นปริมาณที่มากกว่า RDA ที่แนะนำในผู้ใหญ่) อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีระดับวิตามินซีในเลือดอยู่ในระดับปกติ คือ 48-70 µmol/L อาหารเสริมวิตามินซีจะไม่ได้ช่วยลดอาการเลือดออกตามฟัน [11]
    • ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก การขาดวิตามินซีส่งผลต่อการดูดซึมของธาตุเหล็ก และหากร่างกายขาดธาตุเหล็กก็อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) ได้ ซึ่งจะทำให้มีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง อ่อนเพลีย ใจสั่น ง่วงนอน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ วูบหน้ามืด ตัวซีด ผมร่วง ผิวแห้ง เล็บผิดปกติ ฯลฯ [12]
    • เล็บผิดปกติ การศึกษาพบว่าการขาดวิตามินซีอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพเล็บ เช่น ทำให้เล็บเว้าลงจนคล้ายรูปช้อน (Koilonychia), เล็บอ่อนและบางทำให้งอหรือหักได้ง่าย (Hapalonychia) [13] ซึ่งอาจเป็นเพราะวิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็ก และการขาดธาตุเหล็กส่งผลต่อสุขภาพเล็บ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาใดแสดงให้เห็นได้ว่า การเสริมวิตามินซีจะช่วยให้เล็บมีสุขภาพดีขึ้นทั้งในคนปกติหรือในคนที่ร่างกายขาดวิตามินซีหรือธาตุเหล็ก [14]
    • การอักเสบของข้อ การขาดวิตามินซีอาจทำให้เกิดอาการคล้ายกับอาการอักเสบ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ โดยมีรายงานว่าผู้ป่วยจำนวน 10คน (อายุ 3-20 ปี) ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก (Juvenile arthritis) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) มีระดับวิตามินซีในเลือดที่ต่ำผิดปกติ และการเสริมวิตามินซีวันละ 250-1,000 มก. สามารถช่วยให้ผู้ป่วยทั้ง 10 คนหายจากอาการดังกล่าวได้ [15] สอดคล้องกับอีก 2 การศึกษาที่พบว่าวิตามินซีอาจช่วยหยุดการทำลายของข้อที่อักเสบได้ [16],[17]
    • การขาดสารอาหารมีผลลดการทำงานของเยื่อบุผนังหลอดเลือดที่เหมาะสมและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง (Pulmonary arterial hypertension) โดยมีรายงานเรื่องนี้ในชายอายุ 60 ปีที่มีภาวะการขาดวิตามินซีอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบาก ขาบวม และอาการอื่น ๆ ของการขาดวิตามินซีที่ระบุไว้ข้างต้น แต่เมื่อให้การรักษาด้วยการเสริมวิตามินซี 1,000 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 เดือน อาการดังกล่าวก็หายไป (ระดับวิตามินซีในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 5.7 µmol/L เป็น 85 µmol/L) [18]
  7. ลดความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นหวัด การรับประทานวิตามินซีเป็นประจำสามารถช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้เล็กน้อย (ส่วนการเสริมเมื่อเป็นหวัดไม่มีประโยชน์) และอาจช่วยป้องกันการเป็นหวัดได้ในบางกรณี เช่น ในกลุ่มคนที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก หรือในช่วงฤดูหนาว (ปริมาณที่ Medthai แนะนำสำหรับไข้หวัดคือ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น) ส่วนรายละเอียดการศึกษาที่สำคัญดังนี้
    • วิตามินซีช่วยในการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรคและช่วยให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น โดยจากการศึกษาพบว่า การเสริมวิตามินซีวันละ 250 มก. เป็นอย่างน้อย สามารถช่วยเพิ่ม Neutrophils chemotaxis (เป็นตัวป้องกันหลักของร่างกายจากเชื้อโรคต่าง ๆ) ได้ประมาณ 20% และผลด้านนี้จะดีขึ้นถ้าทานร่วมกับวิตามินอี [19]
    • การเสริมวิตามินซีเป็นประจำช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นหวัดได้ โดยที่ในเด็กจะมีแนวโน้มได้ประโยชน์มากกว่าผู้ใหญ่ และการเสริมวิตามินซีวันละ 2,000 มก. อาจมีประสิทธิภาพดีกว่าการเสริมวันละ 1,000 มก. ในการลดความรุนแรงและระยะเวลาการเป็นหวัด แต่เมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพและความปลอดภัยแล้ว ขนาดมาตรฐานที่แนะนำสำหรับหวัดคือวันละ 1,000 มก. [20]
    • การทบทวนการศึกษาจำนวน 44 ชิ้น พบว่าการเสริมวิตามินซีก่อนเป็นหวัด (โดยปกติคือวันละ 1,000 มก.) สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการหวัดได้เล็กน้อยประมาณ 5% และช่วยให้หายจากอาการหวัดได้เร็วขึ้นประมาณ 8% ในผู้ใหญ่และ 14% ในผู้หญิง เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก ส่วนการเสริมวิตามินซีหลังจากที่เป็นหวัดไปแล้วพบว่าไม่มีประโยชน์ คือ ไม่ได้ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นหวัดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก [21] อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาที่พบว่าการเสริมวิตามินซีในขนาดสูงวันละ 6,000-8,000 มก. ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเป็นหวัด สามารถช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นหวัดได้ แต่การเสริมวิตามินซีในขนาด 3,000-4,000 มก. พบว่าไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วย [20]
    • จากการวิเคราะห์การทดลองทางคลินิก 9 ฉบับ (ระหว่างปี 1950-2001) สรุปได้ว่า การเสริมวิตามินซีเป็นประจำวันละ 1,000 มก. หรือน้อยกว่า หรือการเสริมวิตามินซีในขนาดที่สูงขึ้นเป็นวันละ 3,000-4,000 มก. ในช่วงที่เป็นหวัด อาจช่วยลดระยะเวลาที่เป็นหวัดลงได้เล็กน้อย (ประมาณครึ่งวัน) และลดอาการหนาวสั่นและเจ็บหน้าอกได้เล็กน้อย แต่ไม่ได้ช่วยให้อาการคัดจมูกหรืออาการเจ็บคอดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก [22]
    • การศึกษาทั่วไปพบว่า การเสริมวิตามินซีก่อนเป็นหวัดไม่สามารถช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดได้ ยกเว้นในกลุ่มที่มีภาวะความเครียดทางกายภาพ เช่น ผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนัก เช่น นักกีฬามาราธอน นักสกี หรือทหาร จะสามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นหวัดได้ถึง 52% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (หากรับประทานวิตามินซีก่อนเป็นหวัดหลายวัน) [21]
    • การศึกษาเล็ก ๆ ในผู้ชายที่มีสุขภาพดีและไม่สูบบุหรี่ (อายุ 18-35 ปี) ที่มีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำถึงปานกลาง (น้อยกว่า 45 µmol/L) พบว่าการเสริมวิตามินซี 500 มก. วันละ 2 ครั้งเช้าและเย็น ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน จะมีโอกาสเป็นหวัด “ในช่วงฤดูหนาว” น้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (7 ต่อ 11 คน) และช่วยลดระยะเวลาการป่วยเป็นหวัดลง 59% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก [23]
  8. ลดอาการภูมิแพ้ วิตามินซีสามารถช่วยลดระดับการผลิตฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นตัวการของอาการที่ไม่พึงประสงค์ของโรคภูมิแพ้ได้ โดยมีการศึกษาที่พบว่าการเสริมวิตามินซีวันละ 2,000 มก. เป็นเวลา 1 เดือนขึ้นไป สามารถช่วยลดระดับฮีสตามีนได้ประมาณ 38% และมีผลช่วยให้ลดการกำเริบและอาการของภูมิแพ้ดีขึ้น [24] สอดคล้องกับอีกการศึกษาที่ให้วิตามินซีสูงในขนาด 7,500 มก. ทางเส้นเลือด แล้วพบว่าระดับฮีสตามีนลดลงประมาณ 50% [25] และยังสัมพันธ์กับอาการภูมิแพ้ที่ลดลงอีกด้วย เช่น น้ำมูกไหล ตาม คัน กระสับกระส่าย ปัญหาเรื่องการนอนหลับ [26]
  9. อาการเมาเรือ วิตามินซีอาจมีประสิทธิภาพในการแก้อาการเมาเรือ (โดยเฉพาะในผูหญิงและผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 27 ปี) โดยไม่มีผลข้างเคียง เพราะระดับฮีสตามีนที่สูงขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเมาเรือ [27]
  10. โควิด 19 (COVID-19) เนื่องจากวิตามินซีมีบทบาทช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง อาหารเสริมวิตามินซีจึงได้รับการส่งเสริมโดยแพทย์บางท่านเพื่อใช้ป้องกัน COVID-19 จากการติดเชื้อ SARS-CoV-2 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าการได้รับวิตามินซีเกินความต้องการในแต่ละวันจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 หรือช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของโรคเมื่อป่วยได้
    • การศึกษาในผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 214 คน พบว่าการรับประทานวิตามินซีวันละ 8,000 มก. (แบ่งทานวันละ 2-3 มื้อหลังอาหาร) ไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาของอาการโควิดได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการรักษามาตรฐานตามปกติ และผู้ที่ได้รับวิตามินซียังมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการคลื่นไส้ ท้องร่วง และปวดท้องมากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการรับประทานวิตามินซีในขนาดสูง และยังไม่พบประโยชน์เมื่อทำการเสริมวิตามินซีร่วมกับสังกะสีหรือซิงค์ (Zinc) ในขนาดสูงวันละ 50 มก. หรือเสริมซิงค์เพียงอย่างเดียวก็ตาม [28] สอดคล้องกับการศึกษาในกลุ่มชายและหญิงจำนวน 98 คน (อายุ 40 ปีขึ้นไป) ที่ป่วยเป็น COVID-19 และมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งเมื่อให้รับประทานวิตามินซี 1,000 มก. ทุกวันเป็นเวลา 14 วันหลังมีอาการได้ 6 เดือน ก็ไม่พบว่าวิตามินซีจะช่วยลดระยะเวลาที่ป่วยหรือความรุนแรงของโรคแต่อย่างใดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก [29]
    • การเสริมวิตามินซีวันละ 1,000-6,000 มก. ก่อนติด COVID-19 ดูเหมือนว่าจะมีประโยชน์เล็กน้อยกับผู้ป่วยที่ติดโควิดที่มีอาการวิกฤตและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ (ช่วยลดระยะเวลาในการช่วยหายใจโดยเฉลี่ย 25%) [30] ส่วนอีกการศึกษาในประเทศจีน (อายุเฉลี่ย 66 ปี) พบว่าการเสริมวิตามินซีในขนาดที่สูงมาก ๆ คือวันละ 24,000 มก. (ทางเส้นเลือด) เป็นเวลา 7 วัน ทำให้ออกซิเจนในเลือดดีขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ช่วยลดวันที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือการตายในช่วง 28 วันหลังเข้ารับการรักษาเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก [31]
    • การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยหนักจากโรค COVID-19 และมีอาการช็อก จำนวน 15 คน (อายุเฉลี่ย 72 ปี) พบว่าอัตราการเสียชีวิตก็ยังสูงมากถึง 80% แม้จะให้วิตามินซีวันละ 3,000 มก. เป็นเวลา 2-5 วัน พร้อมกับการรักษาด้วยยามาตรฐานก็ตาม [32]
  11. ลดความดันโลหิต จากการทบทวนการศึกษาจำนวน 29 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิตามินซีวันละ 500 หรือ 1,000 มก. พบว่าความดันโลหิตตัวบน (SBP) ลดลงเฉลี่ย 3.84 mmHg และความดันโลหิตตัวล่าง (DBP) ลดลงเฉลี่ย 1.48 mmHg [33] สอดคล้องกับอีกการศึกษาในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่พบว่า ความดันตัวบนลดลงมากกว่า 4.85 mmHg และตัวล่าง 1.67 mmHg (การศึกษานี้ ไม่พบว่าวิตามินซีมีผลโดยตรงในการป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) ซึ่งอาจเป็นเพราะการทดลองมีระยะสั้นเกินไป) อย่างไรก็ตาม การลดความดันโลหิตด้วยการเสริมวิตามินซีนั้นช่วยได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับการใช้ยามาตรฐานที่จะลดความดันโลหิตได้ประมาณ 10 mmHg
    • การศึกษาของ Mullan BA และคณะ พบว่าการเสริมวิตามินซีวันละ 500 มก. เป็นเวลา 1 เดือน สามารถช่วยลดความดันโลหิตและความแข็งตัวของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้ [34]
  12. ลดระดับน้ำตาลในเลือด การศึกษาในปี 2018 ในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน โดยทั้ง 27 คนเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าการเสริมวิตามินซี 500 มก. วันละ 2 ครั้ง (1,000 มก./วัน) เป็นเวลา 4 เดือน นอกจากจะช่วยลดความดันโลหิตเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอกแล้ว (ความดันตัวบน (SBP) ลดลงเฉลี่ย 7 mmHg และความดันตัวล่าง (DBP) ลดลงเฉลี่ย 5 mmHg)) ยังช่วยลดปริมาณน้ำตาลกลูโคสหลังรับประทานอาหารได้ถึง 36% และมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงน้อยลงไป 2.8 ชั่วโมงในแต่ละวัน (แต่ไม่มีผลต่อค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) [35]
    • การศึกษาในปี 2017 พบว่าในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีระดับวิตามินซีในเลือดน้อยกว่าผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติอย่างมีนัยสำคัญ และมีความต้องการวิตามินซีที่มากกว่าตยปกติ และการศึกษายังพบด้วยว่า ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ที่สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่เสี่ยงเป็นเบาหวาน ก็พบระดับวิตามินซีในเลือดต่ำเช่นกัน และร่างกายจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้น [36]
    • การศึกษาที่เก่ากว่าในปี 2007 พบว่าการเสริมวิตามินซีวันละ 1,000 มก. ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS), ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c), ไตรกลีเซอร์ไรด์ (TG), คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และระดับฮอร์โมนอินซูลินลดลงอย่างนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่าง อย่างไรก็ตาม การให้วิตามินซีวันละ 500 มก. ไม่พบการเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ [37]
  13. โรคหัวใจและหลอดเลือด ด้วยวิตามินซีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ, มีฤทธิ์ลดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมันชนิด LDL และมีฤทธิ์ป้องกันการถูกทำลายจากเซลล์บุหลอดเลือดด้านใน จึงเชื่อว่าการเสริมวิตามินซีอาจเป็นประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยมีการศึกษาที่พบว่าการได้รับวิตามินซีจากอาหารน้อยมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อย่างไรก็ตาม เมื่อศึกษาผลของการใช้วิตามินซีในรูปของอาหารเสริมยังไม่สามารถสรุปได้ เนื่องจากการศึกษาในปัจจุบันให้ผลขัดแย้งกัน แต่เชื่อว่าการเสริมวิตามินซีน่าจะมีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงนี้ในผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินซี [20]
    • การเสริมวิตามินซีวันละ 500 มก. สามารถช่วยลดภาวะหลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำอีกหลังจากการขยายหลอดเลือดด้วยวิธี Angioplasty [38]
  14. โรคไขมันพอกตับ (Non-alcoholic fatty liver disease : NAFLD) การรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง (มากกว่าวันละ 146 มก.) สัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคไขมันพอกตับ (NAFLD) ที่ลดลง 29% เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวิตามินซีต่ำ (น้อยกว่าวันละ 75 มก.) [39]
    • การศึกษาในประเทศจีนในคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไขมันพอกตับ (NAFLD) จำนวน 84 คน ซึ่งไม่มีใครขาดวิตามินซี พบว่าการรับประทานวิตามินซีวันละ 200, 1,000 หรือ 2,000 มก. ก่อนอาหารเป็นเวลา 12 สัปดาห์ บ่งชี้ว่าการทำงานของตับดีขึ้น (AST, ALT และ/หรือ GGT) โดยกลุ่มที่ให้ในขนาด 1,000 มก. พบว่าได้ประโยชน์สูงสุด [40]
  15. ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ การศึกษาในระยะยาว (ประมาณ 14 ปี) พบว่าความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจะต่ำเมื่อมีระดับวิตามินซีในเลือดมากกว่า 15.33 µmol/L และความเสี่ยงจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึง 45.99-59.62 µmol/L โดยที่ระดับวิตามินซีในเลือดที่มากกว่านี้จะไม่ลดความเสี่ยงลงอีก ส่วนความเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดก็พบว่ามีลักษณะคล้ายกัน แต่กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งจะยังลดลงได้อย่างต่อเนื่องแม้จะมีระดับวิตามินซีในเลือดที่สูงขึ้นหรือสูงกว่า 60.19 µmol/L [41] อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาที่แยกออกมาที่พบว่าระดับวิตามินซีในเลือดที่สูงกว่า 60 µmol/L มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นแทน (แทนที่จะลดลง) เมื่อเทียบกับระดับวิตามินซีในเลือดที่ต่ำกว่า (อ่านข้อเพิ่มเติมในหัวข้อ “ผลข้างเคียง/ข้อควรระวัง” ด้านล่าง)
    • ผู้สูงอายุที่รับประทานวิตามินซีและวิตามินอีเสริมมีอัตราการตายจากโรคก่อนเวลาอันควรน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เสริม [42] สอดคล้องกับการศึกษาในแคลิฟอร์เนียที่พบว่า ผู้ที่เสริมวิตามินซีมากกว่าวันละ 750 มก. มีอัตราการตายจากโรคก่อนเวลาอันควรลดลง 60% [43]
    • การเสริมวิตามินซีวันละมากกว่า 700 มก. ช่วยลดความเสี่ยงจากการตายด้วยโรคหัวใจ 62% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับวิตามินซีวันละ 60 มก. หรือน้อยกว่า [44]
  16. ลดความเสี่ยงมะเร็ง มีทฤษฎีว่าวิตามินซีอาจช่วยป้องกันมะเร็งได้จากการศึกษาเมื่อนานมาแล้วที่พบว่าการรับประทานผักและผลไม้ที่ให้ปริมาณวิตามินซีขนาด 200 มก./วัน มีความสัมพันธ์กับการลดลงของอุบัติการณ์เกิดโรคมะเร็งช่องปาก มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร (พบประโยชน์ชัดเจนที่สุดในการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร) แต่ยังไม่ชัดเจนว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากวิตามินซีหรือสารอื่น ๆ ที่มีในผักและผลไม้ ส่วนการศึกษาใหม่ ๆ เราพบว่าการใช้วิตามินซีในรูปอาหารเสริมแบบเดี่ยว ๆ ไม่ได้ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ (แต่ในรูปของอาหารปกติอาจช่วยได้) เช่น การศึกษาในผู้ชายที่มีสุขภาพดีที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป พบว่าการเสริมวิตามินซีวันละ 500 มก. และวิตามินอี 400 IU (วันเว้นวัน) ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็งทั้งหมด [45] สอดคล้องกับการศึกษาในประเทศแคนาดาในผู้ชายสูงอายุที่ไม่พบความเกี่ยวข้องใด ๆ ระหว่างการเสริมวิตามินซีทั้งจากอาหารปกติและอาหารเสริมกับอุบัติการณ์เกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากและระดับความรุนแรงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก [46]
    • การได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมมีผลช่วยลดความเสี่ยงต่อการโรคมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งเต้านม ปากมดลูก ลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง หลอดอาหาร ช่องปาก กล่องเสียง ปอด ต่อมลูกหมาก และมะเร็งกระเพาะอาหาร [47]
    • มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal cancer) การเสริมวิตามินซีวันละ 3,000 มก. ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของมะเร็งลำไส้ใหญ่ และพบว่าการบริโภควิตามินซีมากกว่าวันละ 157 มก. ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 50% [47],[48]
    • มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Bladder cancer) การเสริมวิตามินซีวันละ 500 มก. นาน 10 ปีหรือมากกว่าในผู้ชายและหญิงวัยกลางคน พบว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ [49]
    • การเสริมวิตามินซีวันละมากกว่า 10,000 มก. ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง พบว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ได้รับวิตามินซีมีชีวิตอยู่นานกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามินซี เกิดความเจ็บปวดน้อยกว่า และโดยรวมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (เมื่อเสริมวิตามินอื่น ๆ เข้าไปด้วยในปริมาณมาก คือ เบต้าแคโรทีน วิตามินอี ไนอะซิน วิตามินบีอื่น ๆ และแร่ธาตุบางอย่าง ก็พบว่ากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการเสริมวิตามินและแร่ธาตุดังกล่าว มีชีวิตอยู่ได้นานกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เสริม) [50]
    • เชื่อว่าการแพร่กระจายตัวของมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยการเสริมวิตามินซีที่มากขึ้น [51]
  17. ต้อกระจกและจอตาเสื่อม ในระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ดูเหมือนว่าการได้รับวิตามินซีในขนาดต่ำ คือ 60-250 มก. อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจกได้ ในขณะที่วิตามินซีขนาดสูงไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยง แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจกแทน นอกจากนี้ วิตามินซีในขนาด 250 มก. ยังเป็นส่วนหนึ่งของสูตร ARED2 ด้วย ซึ่งเป็นสูตรของวิตามินที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยชะลอการลุกลามของโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-related macular degeneration : AMD) ส่วนการศึกษาที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
    • การเสริมวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการลุกลามของโรคต้อกระจกได้ โดยมีการศึกษาในประเทศอังกฤษที่พบว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภควิตามินซีจากอาหารต่ำที่สุด ในผู้ที่บริโภควิตามินซีจากอาหารมากที่สุดจะมีโอกาสเกิดโรคต้อกระจกน้อยลง 19% และโอกาสเกิดต้อกระจกจะน้อยลง 33% ในอีก 10 ปีข้างหน้า ส่วนผู้ที่รับประทานวิตามินซีในรูปของอาหารเสริมรวมถึงวิตามินรวม ก็มีโอกาสน้อยลงเช่นกันที่จะเป็นโรคต้อกระจก [52]
    • การศึกษาในประเทศแคนาดาในผู้ชายที่มีสุขภาพดี พบว่าการเสริมวิตามินซีวันละ 500 มก. และวิตามินอี 400IU (วันเว้นวัน) ในระยะยาว ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคต้อกระจกได้ [53]
    • การศึกษาในระยะยาวอื่น ๆ มากกว่า 10 ปี แนะนำว่าการเสริมวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมคือ 150-250 มก. อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจกได้ และการบริโภค [54]
    • การศึกษาในระยะยาวพบว่า การเสริมวิตามินรวมในขนาดที่เหมาะสม (มีวิตามินซีรวมอยู่ด้วย 60 มก.) สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจกได้ (แต่ไม่มีผลต่อโรคจอตาเสื่อม (AMD)) ในขณะที่สูตรที่มีวิตามินซีสูง (500 มก.) พบว่าไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจก [55]
  18. ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด (Shingles) ระดับวิตามินซีในเลือดที่ต่ำ (ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 45 µmol/L) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยของโรคงูสวัดที่เรียกว่า อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นโรคงูสวัด (Postherpetic neuralgia) ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดมากในบริเวณที่เป็นผื่น แม้ว่าผื่นจากโรคจะหายไปแล้วก็ตาม [56] แต่การศึกษาพบว่า การฉีดวิตามินซีเข้าเส้นเลือดในขนาดวันละ 2.5-15 กรัม (2,500-15,000 มก.) เป็นเวลา 3-14 วัน ร่วมกับการรักษามาตรฐานตามปกติ จะช่วยลดอาการปวดและความรุนแรงจากอาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยดังกล่าวได้ [57] อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาว่าการใช้วิตามินซีในรูปแบบรับประทานจะได้ประโยชน์เหมือนวิตามินซีแบบฉีดหรือไม่
  19. รักษาแผลที่เท้า การทดลองทางคลินิกขนาดเล็กพบว่า การเสริมวิตามินซีอาจช่วยรักษาแผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานให้ดีขึ้นได้ (รวมถึงโรคหลอดเลือด และสภาวะอื่น ๆ ที่เอื้อต่อการเกิดแผลที่เท้า) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยมีระดับวิตามินซีต่ำหรือได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ โดยการศึกษานี้ได้ทำการศึกษาในผู้สูงอายุจำนวน 16 คน (อายุเฉลี่ย 60 ปี) ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 โรคหลอดเลือด หรือโรคอื่น ๆ ที่เป็นแผลที่เท้า โดยกลุ่มแรกให้ทานวิตามินซีแบบออกฤทธิ์ช้าวันละ 500 มก. เป็นเวลา 2 เดือน ส่วนอีกกลุ่มจะได้รับยาหลอก (ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งของแต่ละกลุ่มมีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ) พบว่ากลุ่มที่ได้รับวิตามินซีแผลที่เท้ามีอาการดีขึ้นทุกคน ในขณะกลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีอาการดีขึ้น แต่ไม่ทุกคน (มีจำนวน 44% ที่อาการไม่ดีขึ้น) [58]
  20. ป้องกันแผลกดทับ การเสริมวิตามินซีวันละ 1,000 มก. พบว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยผ่าตัดได้อย่างมีนัยสำคัญ [59]
  21. ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเกาต์ โดยมีงานวิจัยพบว่า กลุ่มที่ได้รับวิตามินซีจากอาหารเสริมในขนาดวันละ 1,000-1,499 มก. จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามินซีประมาณ 34% และหากรับประทานวันละมากกว่า 1,500 มก. จะลดความเสี่ยงได้มากขึ้นเป็น 45% [60] โดยสอดคล้องกับอีกงานวิจัยที่พบว่า การได้รับวิตามินซีเสริมสามารถช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคเกาต์ได้ โดยเมื่อทดลองให้วิตามินซีในหลายขนาดตั้งแต่ น้อยกว่า 90 มก., 90-249, 250-499, 500-999 และ 1000 มก. ขึ้นไป แล้วพบว่าระดับความเข้มข้นของกรดยูริกในเลือดมีค่าเท่ากับ 6.4, 6.1, 6.0, 5.7 และ 5.7 mg/dL ตามลำดับ (การเสริมวิตามินซีวันละ 400-500 มก. ดูเหมือนจะช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดได้ดี และจะไม่ลดลงอีกเมื่อให้วิตามินซีที่สูงขึ้น) [61]
  22. อาจดีต่ออารมณ์และอาการซึมเศร้า อีกบทบาทของวิตามินซีที่คนไม่ค่อยรู้ก็คือ วิตามินซีมีบทบาทช่วยในการผลิตและการทำงานของสารสื่อประสาทบางชนิด ซึ่งรวมถึงนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ที่การลดลงของสารนี้เเชื่อมโยงกับการเกิดโรคซึมเศร้า [62] แม้การศึกษาส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นว่าการเสริมวิตามินซีไม่ได้ช่วยในเรื่องนี้ แต่ก็มีบางงานวิจัยที่พบว่าการเสริมวิตามินซีอาจช่วยให้อารมณ์หรือสุขภาพจิตดีขึ้นรวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะในผู้ที่ร่างกายขาดวิตามินซี โดยมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้
    • การศึกษาแบบสังเกตในประเทศจีนในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีจำนวน 25,895 คน (อายุเฉลี่ย 49 ปี) ที่ประมาณ 2,300 คน (ประมาณ 9%) มีภาวะซึมเศร้า พบว่าการบริโภควิตามินซีในขนาดที่สูงขึ้น (มากกว่า 92.95 มก. หรือสูงกว่าปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน (RDA) เล็กน้อย สำหรับผู้ชาย (90 มก.) และผู้หญิง (75 มก.)) ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าจะลดลง 27% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่บริโภควิตามินซีต่ำ (น้อยกว่าวันละ 430 มก.) แต่การให้ในขนาดที่สูงถึงวันละ 126 มก. ไม่พบประโยชน์เพิ่มเติม [63]
    • การศึกษาในผู้ใหญ่ในนิวซีแลนด์จำนวน 128 คน ซึ่งร่างกายได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ พบว่าการรับประทานวิตามินซีวันละ 250 มก. เมื่อเทียบกับยาหลอก เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ไม่ได้ช่วยปรับปรุงเรื่องอารมณ์ซึมเศร้า ความโกรธ หรือความวิตกกังวล แต่พบว่ามี Vitality ดีขึ้นเล็กน้อย เช่น ความเหนื่อยล้าลดลง รู้สึกมีความสุขมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับอีกการศึกษาในปี 2020 ที่ให้วิตามินซีในผู้ใหญ่วันละ 250 มก. แล้วพบว่ามี Vitality ดีขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน [64]
    • การศึกษาในผู้ที่ขาดวิตามินซีจำนวน 46 คน พบว่าการให้วิตามินซี 500 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับยาหลอกแล้วพบว่าไม่ได้ช่วยเรื่องอารมณ์ซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล และความเหนื่อยล้า แต่ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน เพิ่มสมาธิ และมีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพในงานที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและต้องการสมาธิได้เล็กน้อย นอกจากนี้ยังพบว่า การขาดวิตามินซีเกี่ยวข้องกับ Vitality ในระดับที่ต่ำ [65]
  23. ใช้เสริมในผู้ที่สูบบุหรี่ เพราะในผู้ที่สูบบุหรี่ร่างกายจะมีการใช้วิตามินซีมากกว่าคนปกติ อีกทั้งในเด็กที่ผู้ปกครองสูบบุหรี่ด้วยก็พบว่าอาจมีปริมาณวิตามินซีในร่างกายที่ลดลงได้ถึง 50% ดังนั้น ผู้สูบบุหรี่หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสูบบุหรี่ควรเสริมวิตามินซีจากอาหารปกติให้มากขึ้น
  24. เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก วิตามินซีช่วยเพิ่มดูดซึมของธาตุเหล็กจากอาหารได้ดีขึ้น ซึ่งอาจมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีอาการผมร่วงที่มีสาเหตุมาจากการขาดธาตุเหล็ก รวมถึงอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก
  25. รักษาประสิทธิภาพยากลุ่มไนเตรท (Nitrates) จากข้อมูลพบว่าวิตามินซีอาจช่วยรักษาประสิทธิภาพของยาในกลุ่มไนเตรท เช่น ไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin) ที่ใช้รักษาอาการเจ็บหน้าอกและโรคหลอดเลือดหัวใจ
  26. ลดพิษจากสารเสพติดแอมเฟตามีน (Amphetamine) โดยพบว่าการเสริมวิตามินซีวันละ 2,000 มก. จะช่วยลด pH และเพิ่มความเป็นกรดให้แก่ปัสสาวะ จึงมีผลเพิ่มการขับออกแอมเฟตามีนในปัสสาวะได้ (แอมเฟตามีนมีคุณสมบัติเป็นเบสอ่อน) ในทางปฏิบัติจึงมีการนำวิตามินซีมาใช้ในผู้ป่วยที่เกิดพิษจากแอมเฟตามีน เช่น เกิดอาการโรคจิต [66]
  27. ลดการดูดซึมนิกเกิล (Nickel) งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าวิตามินซีสามารถช่วยลดการดูดซึมนิกเกิลซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายได้

สรุปประโยชน์วิตามินซีตามงานวิจัย วิตามินซีดูเหมือนจะมีประโยชน์อย่างชัดเจนในเรื่องของการช่วยป้องกันภาวะขาดวิตามินซี (เช่น เลือดออกตามไรฟัน), ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นหวัดได้เล็กน้อย, ลดอาการภูมิแพ้, ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (ถ้าใช้ในขนาดน้อย), ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์, ลดความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือด, รักษาแผลที่เท้า เป็นต้น และวิตามินซีอาจมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยลดริ้วรอยก่อนวัย ปัญหาผิวเสียจากรังสียูวี, อาจช่วยป้องกันหวัดได้ในบางกรณีหรือในบางคน รวมถึงอาจช่วยอารมณ์และอาการซึมเศร้า แต่วิตามินซีไม่น่าจะมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยให้ผิวขาว การป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือใช้ได้ผลกับโรคโควิด-19

ผลข้างเคียง/ข้อควรระวัง

  • ผลต่อระบบย่อยอาหาร เป็นผลข้างเคียงทั่วไปที่อาจพบได้เมื่อเสริมวิตามินซีในขนาดสูงตั้งแต่ 2,000 มก. ขึ้นไป โดยอาจทำให้มีอาการแสบท้อง ปวดท้อง ท้องร่วง ท้องเสีย ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน หรือมีอาการแสบร้อนกลางอกได้ โดยเป็นผลมาจากระบบย่อยอาหารไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเกิดจากการอิ่มตัวของการดูดซึมและทำให้วิตามินซีที่ไม่ได้ดูดซึมมีปริมาณมากขึ้นและอยู่ในทางเดินอาหารจนทำให้เกิดอาการข้างเคียงตามมา อย่างไรก็ตาม ขนาดของวิตามินซีที่กระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าวมักจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลตั้งแต่วันละ 2,000-10,000 มก.
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ระดับวิตามินซีในเลือดที่สูงกว่า 60 µmol/L สัมพันธ์การความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับระดับวิตามินซีในเลือดที่ต่ำกว่านี้
    • การศึกษาเชิงสังเกตในผู้ใหญ่เกือบ 10,000 คน (อายุเฉลี่ย 46 ปี) ในสหรัฐอเมริกาที่ติดตามมาประมาณ 10 ปี พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินซีในเลือดที่สูงประมาณ 60 µmol/L หรือมากกว่า (ใกล้เคียงกับระดับอิ่มตัว) จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุเพิ่มขึ้น 33%, และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับวิตามินซีในเลือดที่ต่ำกว่านี้ [67]
    • การเสริมวิตามินซีด้วยอาหารเสริมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงที่มีบริโภควิตามินซีจากอาหารในปริมาณมากอยู่แล้ว โดยมีการศึกษาเชิงสังเกตในฝรั่งเศสเป็นระยะเวลา 10 ปี ในผู้หญิง 57,403 คน พบว่าผู้หญิงที่บริโภควิตามินซีจากอาหารปกติปริมาณมากจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในวัยหมดประจำเดือนลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคน้อย แต่ในผู้หญิงที่บริโภควิตามินซีจากอาหารปกติในปริมาณมากอยู่แล้วและรับวิตามินซีจากอาหารเสริมด้วย พบว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมในวัยหมดประจำเดือน (ไม่ได้ช่วยลด) [68]
  • อาจทำให้ DNA เสียหาย มีหลักฐานในหลอดทดลอง (in-vitro) ที่พบว่าวิตามินซีอาจทำให้เกิดการผลิตสารพันธุกรรมที่สร้างความเสียหายต่อดีเอ็นเอ (DNA-damaging genotoxins) และพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ (หลายคนเชื่อว่าอาหารเสริมวิตามินซีอาจช่วยป้องกันมะเร็งได้ แต่ความเชื่อนี้กลับให้ผลตรงกันข้ามและไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นจริงในหลอดทดลอง) [69] นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน British journal Nature (โดย Dr.Victor Herbert) ที่พบว่าการเสริมวิตามินซีแบบอาหารเสริมวันละ 500 มก. อาจส่งเสริมให้เกิดความเสียหายทางพันธุกรรมหรือทำให้ DNA เสียหาย หรือทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในประเด็นนี้ยังมีความขัดแย้งกับงานวิจัยอื่น ๆ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันต่อไป และผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า ในบุคคลปกติทั่วไปที่มีสุขภาพดีไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินซีเสริม (แต่ถ้าจะเสริมก็ไม่ควรเกินวันละ 500 มก.) และแนะนำให้บริโภควิตามินซีจากอาหารปกติมากกว่า [70]
  • ขัดขวางการฝึกความอดทนและการเพิ่มของมวลกล้ามเนื้อและกระดูกจากการออกกำลังกาย ปริมาณวิตามินซีและอีที่สูงดูเหมือนจะขัดขวางประโยชน์ที่เกิดจากการออกกำลังกาย ในเรื่องของการฝึกความอดทน (Endurance training), การฝึกความแข็งแรง (Resistance (strength) training), การเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อ และการเพิ่มขึ้นของมวลกระดูก (Bone density)
    • การศึกษาในกลุ่มผู้หญิงที่มีสุขภาพดีที่เข้าร่วมโปรแกรมฝึกความแข็งแรงเป็นเวลา 10 สัปดาห์ พบว่าผู้ที่เสริมวิตามินซีวันละ 1,000 มก. ร่วมกับวิตามินอี 400 IU ไม่พบการเพิ่มขึ้นของมวลร่างกายส่วนที่ไร้ไขมัน (Fat-free mass) อย่างกล้ามเนื้อ กระดูก ในขณะที่กลุ่มได้รับยาหลอกพบว่ามีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งนักวิจัยสรุปว่า ผู้หญิงที่ต้องการเพิ่มมวลร่างกายส่วนที่ไร้ไขมัน (เพิ่มกล้ามเนื้อ) ควรหลีกเลี่ยงการเสริมวิตามินซีและอี [71]
    • การศึกษาในประเทศนอร์เวย์ เป็นเวลา 11 สัปดาห์ ในผู้ชายและหญิงที่ฝึกวิ่งและปั่นจักรยาน 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) ที่เป็นตัวช่วยเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ ในขณะที่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในผู้ที่เสริมวิตามินซี 500 มก. หรือวิตามินอีสังเคราะห์ 260 IU (ส่วนประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจนหรือ VO2 max เพิ่มขึ้นเท่า ๆ กันทั้งสองกลุ่ม) [72]
    • การศึกษาในประเทศนอร์เวย์ที่ใช้วิตามินซีและอีสูงแบบเดียวกัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ทำการศึกษาในผู้ชายสูงอายุที่มีสุขภาพดีที่เข้ารับการฝึกความแข็งแรง (Strength training) พบว่าความหนาแน่นของมวลกระดูกบริเวณหลังส่วนล่างเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกมากกว่ากลุ่มที่ได้รับวิตามินซีและอี และยังพบว่าความหนาแน่นของมวลกระดูกที่สะโพกก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่เพิ่มขึ้นเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกเท่านั้น [73]
  • เสี่ยงต้อกระจก (Cataract) แม้การเสริมวิตามินซีในขนาดไม่เกิน 250 มก. สามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคต้อกระจกได้ แต่จากการศึกษาพบว่าการเสริมวิตามินซีในขนาดสูงทุกวันอาจจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจกแทน โดยการศึกษาในประเทศสวีเดนกับผู้หญิงจำนวน 24,593 คน (อายุ 49-83 ปี) เป็นระยะเวลา 8 ปี พบว่ากลุ่มที่เสริมวิตามินซีวันละ 1,000 มก. มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับ ส่วนในผู้ที่เสริมวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปีก่อนการศึกษาพบว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 46% [74]
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตในผู้ชาย (ทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก) โดยความเสี่ยงนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ชาย แต่การได้รับวิตามินซีจากอาหารปกติไม่พบว่ามีความเสี่ยง การศึกษาในประเทศสวีเดนพบว่าความเสี่ยงของการเกิดนิ่วจะเพิ่มขึ้น 66% ในผู้ชายที่เสริมวิตามินซีในขนาด 1,000 มก. เป็นครั้งคราว และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 123% ในผู้ที่เสริมวิตามินซีสัปดาห์ละ 7 ครั้งขึ้นไป [75] สอดคล้องกับการศึกษาในสหรัฐอเมริกาที่พบว่าความเสี่ยงการเกิดนิ่วจะเพิ่มขึ้น 16% ในผู้ชายที่เสริมวิตามินซีวันละ 1,000 มก. หรือมากกว่าจากอาหารเสริม [76] ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาเชิงสังเกต 3 ชิ้น (รวมผู้หญิงมากกว่า 155,000 คน และผู้ชายมากกว่า 40,000 คน) ก็พบผลลัพธ์คล้ายกัน คือ ในผู้ที่เสริมวิตามินซี 1,000 มก. ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบผู้ที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่าวันละ 90 มก. [77]
    • เมื่อวิตามินซีหรือ Ascobic acid เข้าสู่ร่างกาย ก่อนถูกขับออกจากร่างกาย มันจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดออกซาลิก (Oxalic acid) ก่อน ซึ่งกรดนี้เมื่อรวมกับแคลเซียมที่จะถูกขับออกทางปัสสาวะ จะทำให้เกิดผลึกแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) [78] ประกอบกับวิตามินซีอาจเพิ่มการดูดซึมออกซาเลตจากอาหารได้ด้วย ซึ่งเป็นผลึกที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะหรือเกิดเป็นก้อนนิ่ว เพราะฉะนั้นในผู้ชาย โดยเฉพาะที่มีประวัติเป็นโรคนิ่วในไต หรือร่างกายมีความบกพร่องในการเผาผลาญออกซาเลต จะเป็นการดีกว่าถ้าจะหลีกเลี่ยงการเสริมวิตามินซีหรือเสริมไม่เกินวันละ 250 มก. [79]
    • อย่างไรก็ตาม วิตามินซีอาจไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดนิ่วในไตเสมอไป เพราะสาเหตุการเกิดยังได้หลายอย่าง เช่น จากอาหารบางชนิด การใช้ยา โรคบางอย่าง ฯลฯ ดังนั้น ในคนทั่วไปที่มีสุขภาพดีจึงยังสามารถเสริมวิตามินซีเพื่อบำรุงสุขภาพต่อไปได้ โดยทาง Medthai แนะนำว่า วิตามินซีวันละ 500 มก. คือขนาดที่เหมาะสม เพียงพอ และปลอดภัย
  • โรคปวดกระเพาะปัสสาวะ (Interstitial cystitis) การเสริมวิตามินซีรวมถึงผลิตภัณฑ์จากส้มอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ในผู้ที่เป็นโรคปวดกระเพาะปัสสาวะซึ่งเป็นอาการเรื้อรัง [80]
  • โรคไตจากผลึกออกซาเลต (Oxalate crystal nephropath) การเสริมวิตามินซีวันละ1,000-2,000 มก. หรือมากกว่า อาจทำให้เกิดโรคไตที่เรียกว่า “Oxalate crystal nephropathy” ซึ่งเป็นภาวะที่ผลึกออกซาเลตสะสมอยู่ในท่อเนื้อเยื่อของไต ซึ่งอาจทำให้ไตเสียหายหรือไตวายได้ [81]
  • เพิ่มความเสี่ยงที่ตับจะถูกทำลายจากยาพาราเซตามอล โดยพบว่าการเสริมวิตามินซีในขนาดสูงวันละ 3,000 มก. ร่วมกับการใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดสูง (Tylenol®) ความเสี่ยงที่ตับจะถูกทำลายจากยาพาราเซตามอลอาจเพิ่มมากขึ้น
  • เกิดการสะสมของธาตุเหล็ก เนื่องจากวิตามินซีช่วยในการดูดซึมของธาตุเหล็กจากอาหารได้ดีขึ้น ถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดการสะสมของธาตุเหล็กในปริมาณมากเกินไปจนอาจทำให้เกิดภาวะเหล็กเกินในผู้ป่วยบางรายที่ไวต่อวิตามินซีได้ เช่น Thalassemia major หรือ Hemochromatosis ที่อาจทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะได้รับความเสียหายได้ถ้าหากได้รับวิตามินซีในขนาดสูงเป็นเวลานาน ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังในการใช้วิตามินซีในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว ส่วนในคนปกติที่มีสุขภาพดีพบว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร [82]
  • อาจลดระดับธาตุทองแดงในร่างกายได้เล็กน้อย การได้รับวิตามินซีในขนาดสูงอาจทำให้ระดับธาตุทองแดงในร่างกายลดลงได้เล็กน้อย โดยจากการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่มีสุขภาพดีที่เสริมวิตามินซีขนาด 500 มก. วันละสามครั้ง (รวมวันละ 1,500 มก.) ติดต่อกันเป็นเวลาสองเดือน มีระดับโปรตีนที่เก็บและขนส่งธาตุทองแดงในร่างกาย (Ceruloplasmin) และระดับธาตุทองแดงในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [83] ส่วนการศึกษาอื่นพบว่าการเสริมวิตามินซีในขนาดที่ลดลง (5-635 มก.) เป็นระยะเวลา 1 เดือน ธาตุทองแดงในเลือดไม่ได้ลดลง (แม้ว่าในขนาด 635 มก. จะลดการทำงานของโปรตีน Ceruloplasmin) [84]
  • อาจลดประสิทธิภาพของยาต้านไวรัส HIV มีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าการเสริมวิตามินซีในขนาดสูงวันละ 1,000 มก. อาจลดประสิทธิของยาอินดินาเวียร์ (Indinavir) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี [85]
  • อาจรบกวนการดูดซึมของยาต้านซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก (Tricyclic antidepressants)
  • อาจลดประสิทธิภาพของยากลุ่มสแตติน (Statins) มีความกังวลว่าการเสริมวิตามินซีอาจลดผลของยาสแตติน โดยมีการศึกษาในผู้ที่เป็นโรคหัวใจและมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำ พบว่าการเสริมวิตามินซีวันละ 1,000 มก. ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น ๆ (วิตามินอี, เบต้าแคโรทีน และซีลีเนียม) มีผลไปลดประสิทธิภาพการลดคอเลสเตอรอลของยาซิมวาสแตติน (Simvastatin) ที่รับประทานร่วมกับไนอะซิน (Niacin) ขนาดสูง 2,000 มก. [86] อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดจากวิตามินซี, สารต้านอนุมูลอิสระอื่น หรือเกิดจากไนอะซิน
  • อาจรบกวนผลของยาวาร์ฟาริน (Warfarin) เคยมีรายงานการศึกษาในผู้ป่วยเมื่อปี 1970 ที่พบว่าการเสริมวิตามินซีอาจทำให้ฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดของยาวาร์ฟารินลดลง แต่จากการศึกษาใหม่ ๆ พบว่าการได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมกับวิตามินซีวันละ 1,000 มก. เป็นเวลา 6 เดือน ไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาวาร์ฟารินแต่อย่างใด [87] อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวแนะนำว่าผู้ที่รับประทานยาวาร์ฟาริน/ยาเจือจางเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด ควรควบคุมการทานวิตามินซีไม่ให้เกินวันละ 1,000 มก.
  • การเสริมวิตามินซีร่วมกับยาพิกโนจีนอล (Pycnogenol®) หรือสารสกัดจากเปลือกสน มีการศึกษาที่พบว่า การใช้ร่วมกันอาจทำให้ระดับความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • การเสริมวิตามินซีอาจทำให้ผลแล็ปบางอย่างคลาดเคลื่อน เช่น น้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอล เลือดแฝงจากการตรวจอุจจาระ
    • การเสริมวิตามินซีและวิตามินรวมที่มีวิตามินซีมากกว่า 250 มก. ขึ้นไป อาจทำให้เกิดผลลบปลอมในการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (gFOBT) จึงควรงดการเสริมวิตามินซีเป็นเวลา 3 วันก่อนทำการเก็บตัวอย่าง [88] อย่างไรก็ตาม การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระด้วยวิธีใหม่ (Fecal Immunochemical Test หรือ FIT) จะไม่ได้รับผลกระทบจากการเสริมวิตามินซี [89]
    • วิตามินซีอาจมีรบกวนผลการตรวจปัสสาวะด้วย Urine dipstick test สำหรับวัดกลูโคส ฮีโมโกลบิน และเอนไซม์ลิวโคไซต์เอสเทอเรส [90]

หลายคนทานวิตามินซีเสริมมากเกินความจำเป็นซึ่งอาจส่งผลต่อเสียร่างกายได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการได้รับวิตามินซีในขนาดสูง (เกินวันละ 1,000 มก.) อาจทำให้เกิดผลเสียหรือผลข้างเคียงได้ เพราะฉะนั้นจึงควรมีความระมัดระวังในการเสริมวิตามินซีในขนาดที่สูงมากเกินไป โดยในคนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่จำเป็นต้องเสริมวิตามินซี และแนะนำว่าการบริโภควิตามินซีจากอาหารปกติร่างกายจะได้ประโยชน์มากกว่า (แต่ถ้าจะเสริมก็ไม่ควรเกินวันละ 500 มก.)

ผลิตภัณฑ์วิตามินซี

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์วิตามินซีจำหน่ายในหลายรูปแบบ หลายขนาด และหลายสูตร โดยวิตามินซีเกือบแทบทุกยี่ห้อจะระบุว่าบนฉลากว่า “แอสคอร์บิก แอซิด” (Ascorbic acid) ซึ่งกรดแอสคอบิกตัวนี้ก็คือสารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้มีลักษณะ “คล้ายกับวิตามินซีในบางส่วน” เพราะโครงสร้างจริง ๆ ของวิตามินซีนั้นมีความซับซ้อนสูงมาก และกรดแอสคอร์บิกก็เป็นเพียงแค่เปลือกของวิตามินซีจริง ๆ เท่านั้น ดังนั้น วิตามินซีที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่กรดแอสคอร์บิก เพียงแต่กฎหมายยอมให้เรียกว่า “วิตามินซี” (Vitamin C)* ได้ หรือถ้าจะให้ถูกก็ต้องเรียกว่า “วิตามินซี คอมเพล็ก” (Vitamin C complex) เพราะการที่วิตามินซีจะออกฤทธิ์ได้จะต้องอาศัยองค์ประกอบหรือทำงานร่วมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ทำไมเราถึงทานวิตามินซีแล้วไม่ค่อยเห็นผลใด ๆ ตามสรรพคุณ

ในความเป็นจริงก็เป็นเรื่องยากที่จะเสริมวิตามินซีจากอาหารปกติให้ได้ในปริมาณที่ต้องการ และโดยปกติแล้วผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินซีกำลังมองหาการบริโภคที่สูงขึ้นเพื่อจุดประสงค์พิเศษมากกว่าการทานเพื่อป้องกันการขาดวิตามินซี แต่ผลิตภัณฑ์วิตามินซีก็มีหลายแบบ หลายสูตร และหลายขนาดมากตั้งแต่ 25 มก. ไปจนถึง 5,000 มก./เม็ด สำหรับผู้ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์วิตามินซีคุณภาพดี ๆ ที่เหมาะสมกับตัวเอง คุณมาถูกทางแล้วครับ เพราะคงไม่มีบทความไหนในโลกนี้ที่จะให้ข้อมูลเรื่องวิตามินซีที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายและเป็นประโยชน์ได้เท่าบทความนี้ โดยในบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านรู้ถึงการเลือกซื้อวิตามินซีอย่างละเอียด การอ่านฉลาก การเลือกรูปแบบและสูตรของวิตามินซีให้เหมาะกับตัว ฯลฯ รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อวิตามินซี เพื่อให้รู้เท่าทันเรื่องการตลาดและโฆษณาของบริษัทอาหารเสริมต่าง ๆ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านนะครับ

หมายเหตุ : วิตามินซีที่จัดประเภทเป็นยาจะให้ปริมาณสารสำคัญวิตามินซี 1,000 มก. ส่วนวิตามินซีที่มีขนาดไม่เกิน 60 มก. จะถูกจัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์ Acerola Cherry 1000 มก. ที่จะเป็นอาหารเสริม เนื่องจากให้วิตามินซีเพียง 16-17 มก.

วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

วิตามินซีในท้องตลาดมีทั้งแบบที่เป็น วิตามินซีจากธรรมชาติ (Natural Vitamin C) ซึ่งได้จากผักผลไม้ต่าง ๆ เช่น น้ำส้ม บรอกโคลีปรุงสุก และ วิตามินซีแบบสังเคราะห์ (Synthetic Vitamin C) ซึ่งได้จากกระบวนการทางเคมีและพบได้เป็นส่วนใหญ่ หรือก็คือ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) นั่นแหละครับ โดยพบว่าทั้งสองมีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน และจากการศึกษายังไม่พบว่าทั้ง 2 แบบจะให้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน คือไม่ว่าจะทานแบบไหนร่างกายก็ได้ดูดซึมวิตามินซีในปริมาณที่เท่ากัน แม้บางการศึกษาจะพบว่าแบบสังเคราะห์ดูดซึมวิตามินซีได้ดีกว่าเล็กน้อยก็ตาม (ตามความเห็นของ Medthai จะเลือกแบบไหนก็ได้ตามสะดวก ถ้าเลือกแบบสังเคราะห์ก็อาจดูดซึมได้ดีกว่าเล็กน้อยและสะดวกกว่า แต่ถ้าเลือกแบบธรรมชาติร่างกายก็จะได้ประโยชน์อื่น ๆ ที่นอกเหนือจากวิตามินซีด้วย ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้สลับไปทานแบบธรรมชาติบ้างก็จะดีต่อร่างกายมากที่สุดครับ)

การศึกษาในผู้ชาย 68 คน พบว่ากรดแอสคอร์บิกที่ได้จากน้ำส้ม/เนื้อส้ม และบรอกโคลีดิบ/ปรุงสุก กับกรดแอสคอร์บิกที่ได้จากการสังเคราะห์ ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเท่ากัน โดยวัดจากระดับวิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิกที่พบในเลือด (การดูดซึมของวิตามินซีถูกประเมินจากความชันและการลดลงของกราฟที่พบว่าความชันของกราฟมีความคล้ายคลึงกันทั้งกลุ่มที่ได้รับวิตามินซีจากธรรมชาติและจากแบบสังเคราะห์) [91],[92]

การศึกษาในผู้ชาย 12 คน พบว่าการดูดซึมของวิตามินซีแบบสังเคราะห์ (แบบผงละลายที่ชงกับน้ำดื่ม) ดีกว่าน้ำส้มเล็กน้อย เมื่อพิจารณาจากระดับวิตามินซีในเลือด ส่วนระดับวิตามินซีในเม็ดเลือดขาวไม่พบว่ามีความแตกต่างกัน [93]

สำหรับ “ผลิตภัณฑ์วิตามินซีจากธรรมชาติ” เช่น Acerola Cherry, Rose Hips, Camu Camu ฯลฯ ไม่ได้ดีไปกว่าวิตามินซีสังเคราะห์แบบธรรมดา หากเราแค่ต้องการวิตามินซี

รูปแบบของวิตามินซี

รูปแบบของวิตามินซี (Dosage forms) อาจพบได้เป็น 10 รูปแบบ จากการศึกษาพบว่าแต่ละแบบดูดซึมได้ไม่แตกต่างกัน ทานแบบไหนร่างกายก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน เพียงแต่ว่าแต่ละรูปแบบจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันบ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกและเลือกให้เหมาะสมกับตัวเองก็พอ ได้แก่

  1. รูปแบบเม็ด (Tablet) : มีขนาดตั้งแต่ 25-1,000 มก. แต่ขนาดที่ใช้ในผู้ใหญ่โดยทั่วไปจะมี 2 ขนาด คือ 500 และ 1,000 มก.
    • ข้อดี : มีราคาถูกกว่ารูปแบบอื่น (เพราะมีต้นทุนการผลิตน้อยที่สุด) และมีหลายขนาดให้เลือกหลาย
    • ข้อเสีย : เม็ดวิตามินมักมีขนาดใหญ่ อาจทำให้กลืนลำบาก (ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการกลืนเม็ดยา โดยเฉพาะในคนที่มีชอบทานยาเม็ดมาตั้งแต่เด็ก) และหลังทานต้องดื่มน้ำตามเยอะ ๆ สัก 1 แก้ว เพราะวิตามินซีรูปแบบเม็ดจะต้องใช้น้ำเพื่อช่วยในการแตกตัวมากกว่ารูปแบบอื่น
  2. รูปแบบแคปซูล : มีทั้งชนิดแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่ม โดยส่วนใหญ่การกลืนเม็ดแคปซูลทำได้ง่ายกว่ารูปแบบเม็ด เพราะตัวแคปซูลจะมีลักษณะลื่น ๆ เมื่อกลืนพร้อมดื่มน้ำจะช่วยให้กลืนได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับผู้ทานวิตามินซีรูปแบบเม็ดไม่ได้
    • ข้อดี : กลืนได้ง่าย และมีการแตกตัวดีกว่ารูปแบบเม็ด
    • ข้อเสีย : มักมีราคาแพงกว่า ถ้าผลิตจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพเท่ากัน โดยเฉพาะถ้าเป็นแคปซูลชนิดนิ่ม
  3. รูปแบบเม็ดอม (Pastille) : มักมีขนาด 25, 50, 100 และ 500 มก. เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการกลืนเม็ดยา แต่เนื่องจากวิตามินซีมีความเป็นกรด เมื่ออมบ่อย ๆ อาจทำให้ฟันกร่อนและเคลือบฟันบางลงได้
    • ข้อดี : เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการกลืนเม็ดยา
    • ข้อเสีย : ถ้าอมบ่อย ๆ อาจกัดเคลือบฟันและทำให้ฟันกร่อน
  4. รูปแบบเม็ดเคี้ยว (Chewable tablet) : เป็นรูปแบบที่มีการแต่งสีและรสชาติของวิตามินซีให้น่ารับประทาน โดยเฉพาะรสหวานของน้ำตาล จึงเหมาะสำหรับเด็ก (มักเป็นขนาด 30 มก.) ส่วนวิตามินซีรูปแบบเคี้ยวในผู้ใหญ่มักจะเป็นขนาด 500 มก. มีทั้งแบบมีน้ำตาลและไม่มีน้ำตาลให้เลือก ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้มีปัญหาเรื่องการกลืนเม็ดยา
    • ข้อดี : เหมาะสำหรับเด็ก เด็กกินได้ง่าย มีสีและรสน่ารับประทาน ส่วนขนาดที่ใช้ในผู้ใหญ่จะมีแบบปราศจากน้ำตาลให้เลือกซื้อด้วย ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการกลืนเม็ดยา
    • ข้อเสีย : มักมีน้ำตาลสูง หากรับประทานบ่อย ๆ อาจทำให้ฟันผุได้ จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวิตามินซี
  5. รูปแบบกัมมี่ (Gummie) : ลักษณะคล้ายกับเยลลี่ รสชาติดี ทานได้ง่ายแบบเคี้ยว คือจะอมไว้หรือปล่อยให้ละลายในปากก็ได้ ส่วนข้อดีข้อเสียอื่น ๆ จะคล้าย ๆ กับรูปแบบเม็ดเคี้ยว มักมีขนาด 125 และ 250 มก.
    • ข้อดี : รสชาติดีเหมือนเยลลี่ทั่วไป ทานได้ง่ายกว่ารูปแบบเคี้ยว มีปริมาณวิตามินซีกำลังดี คือ 125 และ 250 มก.
    • ข้อเสีย : ราคาแพงกว่า มีน้ำตาล ทานแล้วต้องระวังฟันผุ และอาจเสี่ยงต่อได้รับวิตามินซีเกินจากการทานเพลินได้
  6. รูปแบบผงชงกับน้ำดื่มหรือแบบเม็ดฟู่ละลายน้ำ (Powder & Effervescent powder) มักมีขนาด 500 และ 1,000 มก. เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการกลืนเม็ดยาหรือไม่สามารถกลืนเม็ดยาขนาดใหญ่ได้ และวิตามินซีมักอยู่รูปเกลือเพื่อช่วยลดความเป็นกรด ทานแล้วจึงไม่ค่อยระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่หลาย ๆ ยี่ห้อมักมีน้ำตาลสูง ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลือกซื้อแบบปราศจากน้ำตาล
    • ข้อดี : มักมีรสชาติดี ทานง่าย พกพาสะดวก เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการกลืนเม็ดยารวมถึงผู้สูงอายุที่มีปัญหาการดูดซึม (แต่ผลอาจไม่แตกต่างกับรูปแบบปกติมาก) และสามารถนำไปชงกับน้ำผลไม้อื่น ๆ ได้ด้วย
    • ข้อเสีย : ราคาแพง มีความยุ่งยากในการเตรียมเพื่อรับประทานเพราะต้องนำไปละลายกับน้ำก่อน และหลาย ๆ ยี่ห้อมักใส่น้ำตาลเข้าไปในปริมาณมากเพื่อให้ความหวาน (สำหรับแบบเม็ดฟู่ะละลายน้ำ เมื่อเม็ดยาสัมผัสกับน้ำจะทำให้เกิดเป็นฟองฟู่ ก่อนรับประทานจึงควรรอให้ฟองหมดก่อน เนื่องจากถ้าทานฟองแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นเข้าไปก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดแน่นท้องได้)
  7. รูปแบบน้ำ : แบบผสมในเครื่องดื่มที่นิยมในไทย เช่น เครื่องดื่มวิตามินซี 200% ที่ให้วิตามินซี 120 มิลลิกรัม
    • ข้อดี : รสชาติดี ดื่มได้ง่ายทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
    • ข้อเสีย : ราคาต่อขวดแพง มีน้ำตาล ให้วิตามินซีน้อย และหลายยี่ห้อส่วนใหญ่มักไม่มีขนาดวิตามินซีตามที่ระบุไว้บนฉลาก (บางยี่ห้ออาจตรวจไม่พบวิตามินซีเลย ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากกระบวนการผลิตและการจัดเก็บไม่ดีและทำให้วิตามินซีเสื่อมคุณภาพ)
  8. รูปแบบสารละลายสำหรับฉีด (Parenteral injection) : มีขนาด 500 มิลลิกรัม เป็นรูปแบบที่ไม่เหมาะสำหรับการใช้เป็นประจำทุกวันหรือเพื่อป้องกันหวัด เพราะต้องให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้ฉีดยาให้ มักพบเห็นบริการฉีดวิตามินซีนี้ตามคลินิกเสริมความงามต่าง ๆ
    • ข้อดี : ร่างกายดูดซึมวิตามินซีได้เกือบทั้งหมดเพราะเป็นการฉีดเข้าเส้นเลือด
    • ข้อเสีย : ราคาแพง โดยเฉพาะค่าบริการทางการแพทย์ในการฉีดแต่ละครั้ง และไม่สามารถฉีดทุกวันหรือฉีดบ่อยครั้งได้
  9. รูปแบบอื่น ๆ เช่น แบบยาน้ำหรือแบบเหลว (Liquid from bottle), แบบสเปรย์ (Sprays) แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก ส่วนรูปแบบของครีมทาหรือแบบเซรั่มใช้ภายนอกจะไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้

รูปของวิตามินซี

วิตามินซีในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแบ่งออกเป็น 2 รูป

1. วิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) เป็นวิตามินซีแบบมาตรฐานที่พบได้ทั่วไป (คือมีแต่ Ascorbic acid ไม่มีอย่างอื่นผสม) เสื่อมสลายได้ง่าย ดูดซึมทันที มีความกรดเป็นเยอะ ทานแล้วอาจเกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ จึงไม่แนะนำสำหรับคนที่มีโรคกระเพาะอาหาร

Ascorbic acid มีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ L-ascorbic acid และ D-ascorbic acid โดยทั้งสองตัวมีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน แต่มีลักษณะกลับด้านกันเฉย ๆ โดยมีเพียงรูป L-ascorbic acid เท่านั้นที่ออกฤทธิ์และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้น ถ้าฉลากระบุว่าเป็นวิตามินซีในรูป L-ascorbic acid ก็ขอให้สบายใจได้ เพราะนี้เป็นชื่อที่ยอมรับได้ของ Ascorbic acid หรือถ้าระบุแค่ “Ascorbic acid” ก็ขอให้เข้าใจว่ามันคือ L-ascorbic acid ครับ

2. วิตามินซีในรูปเกลือกรดแอสคอร์บิก (Mineral ascobate) หรือ Buffered C วิตามินซีรูปเกลือเกิดจากการนำวิตามินซี หรือ Ascorbic acid มารวมกับเกลือแร่ต่าง ๆ เช่น นำมารวมกับแคลเซียมกลายเป็น Calcium ascorbate หรือรวมกับโซเดียมกลายเป็น Sodium ascorbate เป็นต้น ซึ่งเมื่อวิตามินซีทำปฏิกิริยากับเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ก็จะทำให้มีความเป็นกรดน้อยลง (ลดความเป็นกรดของวิตามินซี หรือช่วยปรับฤทธิ์ให้กลาง จึงอาจไม่จำเป็นต้องทานหลังอาหารก็ได้ คือจะทานตอนท้องว่างหรือทานตอนไหนก็ได้แล้วแต่สะดวก แต่ก็ยังแนะนำให้ทานหลังอาหารเหมือนเดิมครับ) ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติเป็น “Buffered” (บางครั้งจึงเรียกผลิตภัณฑ์แบบนี้ว่า “บัฟเฟอร์” หรือ “บัฟเฟอร์ ซี“) เมื่อทานแล้วจะระคายเคืองกระเพาะอาหารน้อยกว่า Ascorbic acid แบบเดี่ยว ๆ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น เป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือเป็นแผลในกระเพาะอาหารอยู่แล้ว หรือเคยมีอาการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือท้องเสียจากการรับประทานวิตามินซี เป็นต้น

นอกจากช่วยลดการระคายเคืองแล้ว วิตามินซีในรูปเกลือยังช่วยเพิ่มความคงตัวของวิตามินซีและช่วยให้วิตามินซีถูกปลดปล่อยออกจากเม็ดยาอย่างช้า ๆ ซึ่งตามหลักการแล้วน่าจะช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซี แต่จากการศึกษาส่วนใหญ่กลับพบว่า ระดับวิตามินซีในเลือดเมื่อรับประทานรูปวิตามินซีรูปเกลือ ไม่ได้แตกต่างจากวิตามินซีธรรมดาที่อยู่ในรูปกรดแอสคอร์บิกที่ปลดปล่อยทันที และยังไม่พบว่ามีการแนะนำให้ใช้มากนัก เนื่องจากการดูดซึมวิตามินดังกล่าวจะเป็นการดูดซึมทั้งในรูปเกลือด้วย แถมยังต้องระวังในการเลือกใช้ด้วย เช่น Sodium ascorbate ไม่ควรใช้กับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือ Potassium ascorbate ไม่ควรใช้กับผู้ที่มีภาวะไตวาย เป็นต้น โดยวิตามินซีรูปเกลือที่มีจำหน่ายในท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกันประมาณ 8 ชนิด (ที่พบบ่อยคือ 4 ชนิดแรก) ได้แก่

  • แคลเซียม แอสคอร์เบต (Calcium ascorbate) โดยทั่วไป Calcium ascorbate 1,000 มก. จะมีแคลเซียมอยู่ประมาณ 90-110 มก. และมีวิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิกอยู่ 890-910 มก. ดังนั้น ในผู้ที่รับประทานแคลเซียมอยู่แล้วจะต้องคิดรวมแคลเซียมที่ได้รับเพิ่มตรงส่วนนี้เข้าไปด้วย โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวที่การได้รับแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้เกิดอันตราย เพราะแคลเซียมในรูปแบบนี้เหมือนว่าจะถูกดูดซึมได้ดีพอสมควร (โดยปกติแล้วปริมาณของแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 1,000-1,200 มก. และไม่ควรเกิน 2,000-2,500 มก.)
  • โพแทสเซียม แอสคอร์เบต (Potassium ascorbate) โดยทั่วไป Potassium ascorbate 1,000 มก. จะมีโพแทสเซียมประมาณ 175 มก. จึงห้ามใช้ในผู้ที่มีภาวะไตวาย ผู้ที่ทานยาขับปัสสาวะบางตัว เช่น Spironolactone ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ (ร่างกายต้องการโพแทสเซียมขั้นต่ำวันละประมาณ1,600-2,000 มก. ในขณะที่ผักและผลไม้เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม และอาจให้โพแทสเซียมมากถึงวันละ 8,000-11,000 มก. ส่วนความเป็นพิษจากโพแทสเซียมแบบเฉียบพลันซึ่งเป็นอันตรายและอาจทำให้เสียชีวิตได้ (Hyperkalemia) อาจเกิดขึ้นเมื่อได้รับโพสแทสเซียมวันละ 18,000 มก. (ในผู้ใหญ่))
  • โซเดียม แอสคอร์เบต (Sodium ascorbate) โดยทั่วไป Sodium ascorbate 1,000 มก. จะมีโซเดียมอยู่ประมาณ 111 มก. จึงต้องระมัดระวังการใช้วิตามินซีรูปแบบนี้ในผู้ที่ต้องจำกัดปริมาณเกลือหรือโซเดียม เช่น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคไต เพราะอาจทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่แย่ลงได้
  • แมกนีเซียม แอสคอร์เบต (Magnesium ascorbate) วิตามินซีรูปแบบนี้ในผู้ที่ไวต่อแมกนีเซียมอาจทานแล้วเกิดอาการท้องเสียถ่ายบ่อย ปวดมวนท้อง หรือคลื่นไส้ได้ (ปริมาณของแมกนีเซียมที่ควรได้รับต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 400-420 มก. (ในผู้ชาย) และ 310-320 มก. (ในผู้หญิง) ส่วนปริมาณสูงสุดที่ควรได้รับจากอาหารเสริมไม่ควรเกินวันละ 350 มก.)
  • ซิงค์ แอสคอร์เบต (Zinc ascorbate) ปริมาณของซิงค์หรือสังกะสีที่ควรได้รับต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 11 มก. (ในผู้ชาย) และ 8 มก. (ในผู้หญิง) ส่วนปริมาณสูงสุดที่ควรได้รับจากอาหารเสริมไม่ควรเกินวันละ 40 มก.
  • โมลิบดินัม แอสคอร์เบต (Molybdenum ascorbate) ปริมาณของโมลิบดินัมที่ควรได้รับต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 45 มคก. ส่วนปริมาณสูงสุดที่ควรได้รับจากอาหารเสริมไม่ควรเกินวันละ 2,000 มคก.
  • โครเมียม แอสคอร์เบต (Chromium ascorbate) ปริมาณของโครเมียมที่ควรได้รับต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 30-35 มคก. (ในผู้ชาย) และ 20-25 มคก. (ในผู้หญิง) ส่วนปริมาณสูงสุดที่ควรได้รับจากอาหารเสริมไม่ได้มีกำหนดไว้
  • แมงกานีส แอสคอร์เบต (Manganese ascorbate) ปริมาณของแมงกานีสที่ควรได้รับต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 2.3 มก. (ในผู้ชาย) และ 1.8 มก. (ในผู้หญิง) ส่วนปริมาณสูงสุดที่ควรได้รับจากอาหารเสริมไม่ควรเกินวันละ 11 มก.

สารประกอบอื่นที่พบในวิตามินซี

สารประกอบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในวิตามิน (Other Ingredients) เป็นสารที่ช่วยในการผลิต ไม่ได้เกี่ยวกับวิตามินหรือสารสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำหน้าที่เติมเต็ม แต่งสี แต่งกลิ่น แต่งรส หรือป้องกันไม่ให้เม็ดยาหรือแคปซูลติดกันเองหรือติดกับเครื่องมือที่ใช้ในการผลิต ถ้าเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารประกอบที่เป็นอันตราย รวมถึงหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระบุถึงส่วนประกอบอื่น ๆ (พบได้หลายยี่ห้อมากในไทย) ซึ่งจะขอยกตัวอย่างของสารประกอบบางชนิดที่นิยมนำมาใช้ในการผลิต รวมทั้งอันตรายของการบริโภคที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น

  • Manesium stearate เป็นสารที่ทำให้เม็ดหรือแคปซูลไม่เกาะติดกันเองหรือติดกับเครื่องมือในการผลิต จากการศึกษาพบว่า อาจทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด T-cell ถูกทำลาย และสารนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะกลายเป็นฟิล์มบาง ๆ เคลือบที่ลำไส้ของเรา ทำให้การดูดซึมของสารอาหารต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ไม่ดี
  • Silicon dioxide เป็นทรายที่ใช้เพื่อให้กระบวนการผลิตสามารถผลิตวิตามินได้ง่ายขึ้น ทำให้วิตามินที่ผลิตเสร็จแล้วไหลไปตามสายพานการผลิตได้เร็วและไม่ติดกับอุปกรณ์ ซึ่งถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายทุกวันก็จะไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะอาจทำให้ลำไส้อุดตันได้ (แม้จะเกิดขึ้นได้ยากก็ตาม)
  • Talcum powder เป็นสารเติมเต็มอีกชนิดที่มีราคาถูก ทำให้บางบริษัทผู้ผลิตนิยมใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งจากข้อมูลพบว่าสารชนิดนี้อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้
  • Corn starch หรือแป้งข้าวโพด เป็นสารที่ทำให้วิตามินในรูปแบบเม็ดขึ้นรูปได้ เมื่อเติมเข้าไปจะทำให้ตอกเป็นเม็ดวิตามินออกมาได้ แม้จะไม่เป็นอันตราย แต่ก็พบว่าอาจก่อให้เกิดการแพ้ในหลาย ๆ คนได้ โดยเฉพาะแป้งข้าวโพดที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม
  • Titanium dioxide เป็นสารแต่งสี ทำให้ผิวของเม็ดวิตามินดูมัน ๆ ใส ๆ ดูน่ารับประทาน โดยสารนี้เป็นสารตัวเดียวกับที่ผสมในครีมกันแดด จากการศึกษาพบว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตับได้
  • Monosodium glutamate หรือผงชูรส เป็นสารแต่งรสเลียนแบบธรรมชาติที่อาจทำลายเซลล์ประสาทหรือทำให้สมองเสื่อมได้

วิตามินซีสูตรเพิ่มการดูดซึม

  • สูตร Liposomal Vitamin C หรือ Liposomal-encapsulated (Lypo-spheric™) เป็นวิตามินซีที่เตรียมในรูปของไลโปโซมเพื่อช่วยในการขนส่งและช่วยปกป้องวิตามินซีในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งทางบริษัทอ้างว่าเป็นสูตรที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมและเข้าสู่เซลล์ได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีการศึกษาที่จำกัดเกี่ยวกับวิตามินซีสูตรนี้ เป็นสูตรที่มีราคาค่อนข้างเแพงเมื่อเทียบวิตามินซีปกติ และประโยชน์ที่ได้ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณต้องรับประทานในขนาดที่น้อยกว่า 5,000 มก. วิตามินซีสูตรนี้อาจจะไม่เหมาะ
    • การศึกษาของบริษัทยาที่พัฒนาวิตามินซีสูตรนี้กับผู้เข้าร่วมการทดลองเพียง 2 คน เมื่อให้ผู้ทดลองทานวิตามินซีในขนาด 5,000 มก. ก็พบว่าวิตามินซีรูปแบบไลโปโซมดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินสูตรปกติเล็กน้อยเท่านั้น (ตามรูปด้านล่าง (1)) และเมื่อให้ในขนาดสูงมาก ๆ คือ 20,000 มก. เทียบกับวิตามินซีปกติ 5,000 มก. พบว่าวิตามินซีสูตรไลโปโซมดูดซึมได้มากกว่าและมากกว่าค่าคาดการณ์ ซึ่งน่าแปลกใจว่าไม่มีเทียบในขนาดเดียวกัน และขนาดที่ใช้ทดลองก็ดูสูงขึ้นมากโดยเจตนา [94]
    • การศึกษาในผู้เข้าร่วมการทดลอง 11 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับวิตามินสูตรปกติขนาด 4,000 มก., กลุ่มที่ได้รับวิตามินซีสูตรไลโปโซมขนาด 4,000 มก., กลุ่มที่ได้รับวิตามินซีโดยการฉีดเข้าทางเส้นเลือดขนาด 4,000 มก. และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ผลการทดลองก็ตามรูปด้านล่างเลยครับ (2) แบบฉีดเข้าเส้นเลือดพบระดับวิตามินซีในเลือดสูงมากใน 1 ชั่วโมงแรก และค่อย ๆ ลดลงมาเมื่อชั่วโมงที่ 4 ส่วนรูปเปรียบเทียบระหว่างวิตามินซีสูตรปกติกับแบบไลโปโซม พบว่าไลโปโซมดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินซีสูตรปกติประมาณ 3:2 mg/dL หลัง 4 ชั่วโมง (1 mg/dL = 56.78 μmol/L) [95] อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงผลในระยะยาวว่าถ้าทานต่อเนื่องระดับวิตามินซีในเลือดจะแตกต่างจากสูตรปกติหรือไม่
การดูดซึมของวิตามินซีธรรมดา กับ วิตามินซีสูตร Liposomal
(1) การดูดซึมของวิตามินซีสูตรปกติ VS วิตามินซีสูตรไลโปโซม
(2) การดูดซึมของวิตามินซีสูตรปกติ VS วิตามินซีสูตรไลโปโซม
  • สูตรปลดปล่อยช้า (Slow Release, Sustained Release หรือ Timed Release) เป็นวิตามินซีที่เม็ดยาถูกออกมาให้ปลดปล่อยตัวยาออกมาได้ในระยะยาวที่นานกว่าปกติ เช่น อาจทำให้เม็ดยามีหลาย ๆ ชั้น เพื่อให้ปลดปล่อยวิตามินออกมาในเวลาที่ยาแต่ละชั้นละลาย มีผลทำให้วิตามินออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่าปกติ และช่วยลดปัญหาการระคายเคืองกระเพาะอาหารในผู้ที่ไวต่อวิตามินซีได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าวิตามินซีสูตรนี้ให้ผลไม่แตกต่างจากวิตามินซีธรรมดา คืออาจดูดซึมได้ดีกว่าบ้างหลังทาน แต่เมื่อทานไปนาน ๆ ระดับวิตามินซีในเลือดก็ไม่ได้แตกต่างกัน แถมบางชนิดงานวิจัยยังกลับพบว่าทำให้วิตามินซีดูดซึมได้น้อยลงด้วย และวิตามินซีสูตรนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะมีราคาแพง จึงไม่แนะนำครับ
    • แม้ตามทฤษฎีแล้ว วิตามินซีสูตรปลดปล่อยช้าควรเพิ่มการดูดซึมวิตามินซี แต่จากการศึกษาเปรียบเทียบการดูดซึมกลับพบว่า วิตามินซีแบบเม็ด แบบผง แบบสารละลาย และแบบเม็ดเคี้ยว สามารถดูดซึมได้เท่ากัน ๆ ในขณะที่วิตามินซีสูตร Timed Release มีการดูดซึมได้น้อยกว่าถึง 50% เมื่อเทียบกับรูปแบบปกติข้างต้น (การดูดซึมถูกประเมินจากการขับออกของกรดแอสคอร์บิกในปัสสาวะ) [96]
    • การศึกษาล่าสุดในผู้ชายสูบบุหรี่ 59 คน พบว่ากลุ่มที่ได้รับวิตามินสูตร Slow-Release กับกลุ่มที่ได้รับวิตามินซีสูตรธรรมดา หลังทาน 2 เดือน เมื่อวัดระดับวิตามินซีในเลือดทั้งสองกลุ่มกลับพบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ [97] สอดคล้องกับอีกการศึกษาที่ทดลองให้วิตามินซีแบบปลดปล่อยช้า Slow-Release เทียบกับวิตามินซีปกติ (ให้ในขนาด 250 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์) ก็ไม่พบความแตกต่างของระดับวิตามินซีในเลือด [98]
  • สูตร Ester-C® (Ascorbate & Vitamin C metabolites) เอสเตอร์-ซีเป็นวิตามินซีที่มีส่วนของผสมแคลเซียมแอสคอร์เบตเป็นส่วนใหญ่ (ประมาณ 110 มก. จึงทำให้มีค่า pH เป็นกลาง ไม่มีความเป็นกรด และอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กระเพาะไวต่ออาหารที่เป็นกรดหรือวิตามินซี) และประกอบไปด้วยสารเมตาโบไลท์ต่างอีกเล็กน้อย (เพื่อช่วยในการดูดซึม) เช่น Calcium threonate, Dehydroascorbic acid (DHA), Xylonate และ Lxonate โดยทางบริษัทผู้ผลิตอ้างว่าสารเมตาโบไลท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Calcium threonate สามารถช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซีได้ แต่การศึกษานี้ไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ส่วนงานวิจัยอื่น ๆ ก็พบว่าการรับประทาน Ester-C® ให้ผลการดูดซึมวิตามินซีในระดับที่ไม่แตกต่างจากวิตามินซีในรูปของ Ascorbic acid ปกติ [99] ส่วนการศึกษาอื่นนั้นมีดังนี้
    • การศึกษาหาระดับวิตามินซีในเลือดและในเม็ดเลือดขาว พบว่าระดับของวิตามินซีในเลือดไม่ได้ต่างกันระหว่างวิตามินซีสูตร Ester-C® กับวิตามินซีสังเคราะห์ (Ascorbic acid) ทั่วไป แต่พบว่าระดับวิตามินซีในเม็ดขาวเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ทาน Ester-C® ในขณะที่อีกกลุ่มไม่พบความเปลี่ยนแปลง [100] สอดคล้องกับอีกการศึกษาที่พบว่า หลังทานวิตามินซีสูตร Ascorbate & Vitamin C metabolites (Ester-C®) เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ระดับวิตามินซีในเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับวิตามินซีปกติ ในขณะที่ทั้ง 2 กลุ่มไม่พบความเปลี่ยนของระดับวิตามินซีในเลือด [101] นี่จึงอาจสรุปได้ว่าการใช้วิตามินซีสูตร Ester-C® ช่วยเพิ่มระดับความเข้มของวิตามินซีในเม็ดเลือดขาวได้ (แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มระดับวิตามินซีในเลือด) ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างภูมิต้านทานและป้องกันโรคต่าง ๆ
    • การศึกษาผลข้างเคียงในผู้ที่ไวต่ออาหารที่กรด พบว่าการใช้ Ester-C® มีผลข้างเคียงน้อยกว่าวิตามินธรรมดา [102]
    • ต้องระวังการใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อแคลเซียมสูงหรือในผู้ที่รับประทานแคลเซียมเสริมอยู่แล้ว เนื่องจากสูตรนี้จะมีส่วนผสมของแคลเซียม 110 มก.
  • แอสคอร์บิล ปาล์มิเตท (Ascorbyl palmitate) หรือวิตามินซีเอสเตอร์ (Vitamin C Ester) โปรดอย่าสับสนกับ Ester-C® เพราะเป็นคนละตัวกัน โดย Ascorbyl palmitate จะเป็นวิตามินซีที่เตรียมในรูปของ Ester เพื่อช่วยให้ละลายได้ในไขมัน ทำให้ละลายได้ทั้งในน้ำและไขมัน (โดยปกติวิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิกจะมีคุณสมบัติละลายน้ำ ส่วน Ascorbyl palmitate จะเป็นรูปที่ละลายได้ในไขมัน จึงมีข้อดีคือ ทำให้วิตามินซีดูดซึมทั้งในลำไส้และซึมผ่านผิวหนังได้ และยังมีความคงตัวดีกว่าวิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิก) แต่จากข้อมูลพบว่าให้ประโยชน์ไม่ต่างจากวิตามินซีปกติในรูปกรดแอสคอร์บิก ในปัจจุบันจึงนิยมใช้เตรียมเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกบริเวณผิวหนังและใบหน้ามากกว่า
    • Ascorbyl palmitate เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกไฮโดรไลซ์ (แตกออกเป็นกรดปาล์มิเตทและกรดแอสคอร์บิก) ในทางเดินอาหารก่อนที่จะถูกดูดซึม ซึ่งกรดแอสคอร์บิกที่ปล่อยออกมาจากการไฮโดรไลซ์นั้นดูเหมือนว่าจะมีประโยชน์เหมือนกับแอสคอร์บิกเพียงอย่างเดียว [103] วิตามินซีในรูปแบบนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก และ Ascorbyl palmitate มักถูกใช้เตรียมเป็นผลิตภัณฑ์ภายนอกมากกว่า เนื่องจากมีความคงตัวดีกว่าวิตามินซีในรูปกรดแอสคอร์บิก [104]
    • ใน Ascorbyl palmitate จะให้วิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิกประมาณ 40% นั่นหมายความว่า Ascorbyl palmitate 500 มก. จะมีวิตามินซีอยู่ 200 มก. ตัวอย่างยี่ห้อที่มีจำหน่าย เช่น ยี่ห้อ NOW Foods Ascorbyl Palmitate 500 mg, Life Extension Ascorbyl Palmitate 500 mg
  • สูตร PureWay-C® (Vitamin C-lipid metabolites) เป็นวิตามินซีสูตรผสมกรดไขมัน (Lipid metabolites) ที่วิตามินซีสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและคงอยู่ในระดับสูงในร่างกายได้นาน แต่จากการศึกษาขนาดเล็กในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีพบว่า หลังจากผ่านไป 4 ชั่วโมง กลุ่มที่ทานวิตามินซีสูตร PureWay-C®, วิตามินซีปกติ (Ascorbic acid), วิตามินซีรูปเกลือแคลเซียมแอสคอร์เบต (Calcium ascorbate) และกลุ่มที่ทานวิตามินซีสูตร Ester-C® มีระดับวิตามินซีในเลือดไม่แตกต่างกันเมื่อรับประทานเพียงครั้งเดียวในขนาด 1,000 มก. [105]
  • กรดอีริทอร์บิก (Erythorbic acid) หรือ D-Isoascorbic acid เป็นไอโซเมอร์ (Isomer) ของวิตามินซี แต่มีการจัดเรียงของโครงสร้างโมเลกุลต่างกัน และอาจส่งผลต่อร่างกายไม่เหมือนกับวิตามินซี เช่น ไม่ได้ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้เหมือนวิตามินซี โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารชนิดนี้จะพบได้ในต่างประเทศ (ไม่พบการจำหน่ายในไทย) และมักใช้เป็นสารเติมแต่งในอาหารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า สรุปคือไม่มีประโยชน์ใด ๆ ครับ
    • การศึกษาในหนูทดลองพบว่าการบริโภค Erythorbic acid มีผลไปลดการดูดซึมของกรดแอสคอร์บิกถึง 50% แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อทำการศึกษาในมนุษย์ พบว่า Erythorbic acid ไม่ได้มีผลไปลดการดูดซึมของกรดแอสคอร์บิกที่ได้รับการรับประทานอาหารแต่อย่างใด [106]
  • ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) ผลิตภัณฑ์วิตามินซีหลายยี่ห้อมักมีส่วนผสมของไบโอฟลาโวนอยด์ (เช่น Bioflavonoids, Citrus Bioflavonoids หรือ Lemon Bioflavonoids) โดยไบโอฟลาโวนอยด์อาจสกัดมาจากผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว เลมอน อะเซโรลา ส้มเขียวหวาน หรือมาจากแหล่งอื่น ๆ เช่น ผักและสมุนไพรบางชนิด รวมถึงสารอื่น ๆ เช่น Hesperidin, Quercetin, Rutin หรือหลายอย่างรวมกันในชื่อ โดยเชื่อกันว่าไบโอฟลาโวนอยด์จะทำงานร่วมกับวิตามินซีและช่วยเพิ่มการดูดของวิตามินซี ซึ่งความเชื่อนี้มีพื้นฐานมาจากการศึกษาขนาดเล็กเพียงการศึกษาเดียวในปี 1988 ที่ระบุว่า ไบโอฟลาโวนอยด์จากส้มช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซีได้ถึง 35% และยังช่วยให้วิตามินซีดูดซึมได้ช้าลง (ชะลอการปลดปล่อยของวิตามินซี) [107] อย่างไรก็ตาม แม้งานวิจัยนี้จะมีผลลัพธ์ออกมาดี แต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันจากการศึกษาอื่น ๆ แถมยังขัดแย้งกับการศึกษาทางคลินิกอื่น ๆ กว่า 10 การศึกษาที่ล้วนพบว่าไม่มีความแตกต่างที่ชัดในการดูดซึม สรุป ให้ผลการดูดซึมไม่แตกต่างจากวิตามินซีปกติ (แล้วแต่จะเลือกพิจารณานะครับ แต่ทาง Medthai แนะนำว่าถ้าราคาใกล้เคียงกันจะเลือกทานสูตรนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าราคาต่างกันก็แนะนำว่าทานสูตรปกติไปจะดีกว่าครับ)
    • การศึกษาพบว่าไบโอฟลาโวนอยด์อาจมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคริดสีดวงทวาร, ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่อง (Venous insufficiency) และแผลที่ขา (Leg ulcers) [108] อย่างไรก็ตาม ขนาดของไบโอฟลาโวนอยด์ที่ใช้ในการรักษาโรคต่าง ๆ คือ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง ซึ่งไม่มีผลิตภัณฑ์วิตามินซีใดจะมีไบโอฟลาโวนอยด์สูงขนาดนี้ และไบโอฟลาโวนอยด์ที่มีในผลิตภัณฑ์วิตามินซีส่วนใหญ่ก็มักมีปริมาณเพียง 10-80 มก. หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 100 มก. ซึ่งน่าจะใส่มาเพื่อแค่ช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซี
    • การศึกษาเปรียบเทียบการดูดซึมของวิตามินซีจำนวน 3 รูปแบบในปี 1994 พบว่าวิตามินสูตร Ester-C, สูตรผสมไบโอฟลาโวนอยด์ ไม่ได้มีประโยชน์ไปกว่าวิตามินซีสูตรปกติ (กรดแอสคอร์บิก) แต่อย่างใด [99]
  • โรสฮิป (Rose Hips หรือ Wild Rose Hips) หรือสารสกัดจากกุหลาบป่า เป็นสารสกัดที่นิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์วิตามินซี เพราะนอกจากจะให้วิตามินซีแล้ว ยังเชื่อว่าช่วยให้วิตามินซีดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น (เหมือนไบโอฟลาโวนอยด์) แต่สารสกัดจากโรสฮิป (Rose Hips Extract) จะให้วิตามินซีเพียง 2% เท่านั้น ดังนั้น หากผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดโรสฮิป 500 มก. ก็จะให้วิตามินซีเพียง 10 มก. (ผลิตภัณฑ์วิตามินซีส่วนใหญ่มักจะใส่สารสกัดนี้เข้าไปเพียง 10-25 มก. ซึ่งจะให้วิตามินซีแค่ 0.2-0.5 มก.)
    • แม้โรสฮิปจะให้วิตามินซีน้อย แต่ยังมีข้อดีอื่นคือยังมีสารประกอบอื่น ๆ อีกมาก รวมทั้งไฟเบอร์ ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่เพียงพอ อาจให้ประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติมได้ เช่น การศึกษาในประเทศสวีเดนพบว่าการใช้สารสกัดจากโรสฮิปวันละ 40 กรัม (40,000 มก.) สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ในผู้ป่วยโรคอ้วนได้เล็กน้อย [109]
  • อะเซโรลาเชอร์รี่ (Acerola Cherry) เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยกรดแอสคอร์บิกหรือวิตามินซี โดยพบว่าในผลสด 100 กรัม (100,000 มก.) จะให้วิตามินซีอยู่ในช่วง 1,500-4,500 มก. (มากกว่าส้มหรือมะนาวประมาณ 50-100 เท่า) [110] หรือโดยเฉลี่ย คือ 1680 มก. (ประมาณ 1.68%) [111]
    • ส่วนอะเซโรลาในรูปแบบผงหรือสารสกัดจากอะเซโรลา (Acerola Cherry Extract) พบว่าจะให้วิตามินซีประมาณเพียง 1.5-1.7% เท่านั้น ดังนั้น ในผลิตภัณฑ์ Acerola Cherry 1000 มก. จึงมีวิตามินซีเพียง 15-17 มก. (บางผลิตภัณฑ์อาจมีการสกัดเป็นอะเซโรลาเข้มข้น ซึ่งจะมีวิตามินซีธรรมชาติในปริมาณที่สูงกว่า คือประมาณ 6% ในสูตรสารสกัด 4:1) ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาประโยชน์จากวิตามินซีเพียงอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์ Acerola Cherry อาจไม่ใช่คำตอบ
  • คามู คามู (Camu Camu) เป็นผลไม้ตามธรรมชาติที่มีวิตามินซีสูงเช่นกัน (ประมาณ 1-3% ของเนื้อสด ซึ่งมากกว่าส้มประมาณ 30 เท่า) โดยผลิตภัณฑ์สารสกัดจากคามูคามู (Camu Camu Extract) อาจมีวิตามินซีสูงถึง 20% นั่นหมายความว่าใน 400 มก. จะให้วิตามินซี 80 มก. (ขนาดที่พบได้ทั่วไปมีตั้งแต่ 250-2,000 มก.)
  • Q®-C เช่น ยี่ห้อ Doctor’s Best Vitamin C with Q-C คือ วิตามินซีที่ผลิตในสกอตแลนด์และได้รับการรับรองในเรื่องของคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือ ไม่ได้เป็นสูตรที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแต่อย่างใด แต่แค่ระบุถึงคุณภาพของวัตถุดิบวิตามินซี แต่เอาเข้าจริง ๆ กรดแอสคอร์บิกที่ใช้ในการผลิตไม่ได้มีราคาแพง และค่อนข้างไปทางถูกมาก ดังนั้น ขอแค่ผลิตภัณฑ์วิตามินซีผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐานหรือเป็นยี่ห้อที่มีความน่าเชื่อถือก็ถือว่ามีคุณภาพพอ ๆ กันและให้ผลเหมือนกันครับ
  • Fully Reduced หมายถึง วิตามินซีที่ไม่ถูกออกซิไดซ์ (โดยปกติแล้ววิตามินซีจะเป็นสารประกอบที่ไม่เสถียร และถูกออกซิไดซ์ได้ง่ายจากอากาศและแสงสว่าง แต่ถ้าอยู่ในสารละลายที่มีค่า pH ต่ำกว่า 7 ก็จะไม่ถูกออกซิไดซ์ ทำให้ในบางผลิตภัณฑ์จึงผสมแคลเซียมแอสคอร์เบตเข้าเพื่อทำให้มีค่า pH เป็นกลาง) อย่างไรก็ตาม หากบริษัทมีกระบวนการผลิตและการจัดเก็บอย่างถูกต้อง วิตามินซีก็จะอยู่ในสถานะ Fully Reduced อยู่แล้วครับ แม้จะเป็นวิตามินซีสูตรปกติก็ตาม ดังนั้น อย่าปล่อยให้ฉลากเหล่านี้หลอกคุณได้ และไม่มีเหตุผลที่จะไปแสวงหาหรือจ่ายเงินเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการกล่าวอ้างแบบนี้

วิตามินซีมีอยู่ด้วยกันหลายรูปหลายสูตร แต่หลักฐานส่วนใหญ่ระบุว่าไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน เพียงแต่ควรเลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง โดยเฉพาะวิตามินซีปกติในรูป “Ascorbic acid” นั้นเหมาะสำหรับคนส่วนใหญ่ ส่วนวิตามินซีรูปเกลือ Ascobate จะเหมาะกับผู้ที่กระเพาะไวต่อความเป็นกรด สำหรับวิตามินซีที่อ้างว่าช่วยเพิ่มการดูดซึมก็พบว่าให้ผลไม่ต่างกันและอาจไม่จำเป็น เพราะร่างกายอาจไม่ได้ต้องการวิตามินซีมากมายขนาดนั้น และเมื่อทานไปเรื่อย ๆ ก็ถึงจุดอิ่มตัวได้เหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดจึงเป็นเรื่องของ “ขนาดที่เหมาะสม” และทานอย่างต่อเนื่องต่างหาก ร่างกายจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

จุดอิ่มตัวและการดูดซึมของวิตามินซี

วิตามินซีที่เรารับประทานเข้าไปจะถูกดูดซึมที่ทางเดินอาหารบริเวณกระพุ้งแก้มและบริเวณลำไส้เล็กส่วนกลางที่มีการดูดซึมวิตามินซีได้มากที่สุด โดยการดูดซึมวิตามินซีจะขึ้นอยู่กับขนาดที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละครั้ง แต่การดูดซึมนี้ก็จะมีจุดอิ่มตัวในการดูดซึมด้วย กล่าวคือถ้าเสริมวิตามินซีในขนาดที่มากเกินจุดอิ่มตัวนี้ ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีเอาไปใช้ได้เพิ่มขึ้น และยิ่งทานครั้งละมากขึ้นเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งดูดซึมได้น้อยลงเท่านั้น ดังนี้ [112]

  • เมื่อทานครั้งละ 15 มก. ร่างกายดูดซึมวิตามินซีเอาไปใช้ได้ 89%
  • 100 มก. ร่างกายดูดซึมวิตามินซี 80%
  • 200 มก. ร่างกายดูดซึมวิตามินซี 72%
  • 500 มก. ร่างกายดูดซึมวิตามินซี 63%
  • 1,000 มก. ร่างกายดูดซึมวิตามินซี ~50%
  • 1,250 มก. ร่างกายดูดซึมวิตามินซี 46%

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการดูดซึมวิตามินซียังขึ้นอยู่กับรูปแบบและสูตรของผลิตภัณฑ์วิตามินซีด้วย ซึ่งบางรูปบางสูตรอาจมีการดูดซึมได้ดีกว่า (แต่ส่วนใหญ่จะไม่ต่างกัน หรือต่างกันแต่ก็ไม่มาก)

การแบ่งรับประทานวิตามินซีวันละหลายครั้งร่างกายจะดูดซึมวิตามินซีเอาไปใช้ได้มากกว่า โดยในขนาด 100-200 มก. แม้จะดูดซึมได้มาก แต่อาจจะต้องทานวันละมากกว่า 3 ครั้ง ซึ่งไปได้ยากและไม่สะดวก ในขณะที่การเลือกทานวิตามินซีขนาด 500 มก. วันละ 2 ครั้ง ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินซีเอาไปใช้ได้ 63% หรือ 630 มก. (รวม 2 มื้อ) ซึ่งมากกว่าการทานวิตามินซีขนาด 1,000 มก. วันละ 1 ครั้ง ที่ร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ได้เพียง 50 % หรือ 500 มก.

เทคนิคการเลือกซื้อวิตามินซี

  1. ฉลากต้องระบุส่วนผสมชัดเจน โดยอย่างน้อย ๆ ต้องระบุรูปแบบวิตามินซีว่าอยู่ในรูปแบบใด เช่น Ascorbic acid, Calcium ascorbate หรือ Sodium ascorbate (เพราะแต่ละรูปแบบอาจมีข้อห้ามใช้ในบางคน) ไม่แนะนำให้ซื้อวิตามินซีที่ฉลากระบุเพียงแค่ “Vitamin C 1000 mg” โดยไม่ระบุว่าอยู่ในรูปแบบของสารใดครับ (หากฉลากระบุแค่ว่า “Ascorbic acid” ก็ไม่ต้องกังวลและขอให้เข้าใจว่ามันคือ “L-ascorbic acid” ที่ออกฤทธิ์ต่อร่างกายได้ ไม่ใช่ D-ascorbic acid ที่ไม่มีประโยชน์) นอกจากนี้ ฉลากควรแสดงส่วนประกอบของสารอื่น ๆ (Other Ingredients) ที่ใช้ในการผลิตด้วย เพราะสารที่ใช้ในผลิตบางอย่างก็อาจเป็นอันตรายได้หากบริโภคไปนาน ๆ
  2. บรรจุอยู่ในขวดทึบแสง ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกวิตามินซีที่บรรจุอยู่ในทึบหรือขวดสีชาหรือสีทึบ เนื่องจากวิตามินซีค่อนข้างเปราะบาง ไม่ทนต่อความร้อนและแสงแดด และความเป็นด่าง
  3. เลือกขนาดขวดหรือจำนวนเม็ดต่อขวดให้เหมาะสม คือ หลังเปิดขวดไม่ควรทานเกิน 2-3 เดือน โดยขนาดที่ทาง Medthai แนะนำคือ “ขวดขนาดกลางประมาณ 60-120 เม็ด” (ถ้าทานวันละเม็ดเลือดขวด 60-90 เม็ด ถ้าทานวันละ 2 เม็ดให้เลือกขวดประมาณ 120 เม็ด) ส่วนขวดขนาดเล็ก 30-45 เม็ดนั้นมักจะมีราคาต่อเม็ดที่แพงกว่าซึ่งไม่คุ้ม ส่วนขวดขนาดใหญ่ (ประมาณ 200-300 เม็ด) แม้ราคาต่อเม็ดมักจะถูกกว่า แต่ไม่แนะนำครับ (เว้นแต่ว่าจะทานกันเป็นครอบครัว 2-3 คนขึ้นไป) เพราะวิตามินซีค่อนข้างไวต่ออุณหภูมิและความชื้น ถ้าต้องเปิดทานบ่อย ๆ ก็จะทำให้คุณภาพของวิตามินซีเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ ถึงแม้จะมีตัวดูดซับความชื้นก็อาจจะช่วยไม่ได้มากเท่าไหร่
    มีการศึกษาทดลองการเก็บวิตามินซีในสภาวะเร่ง คือ เก็บวิตามินซีในอุณหภูมิค่อนข้างร้อน คือ 40±2ºC (อุณหภูมิห้องปกติคือ 25± 2ºC) และมีความชื้นสูง 75±5%RH (ความชื้นปกติคือไม่เกิน 60%RH) ในตู้ทดสอบความเสถียรของยา (Stability Testing Chambers) เป็นเวลา 70 วัน เพื่อติดตามปริมาณ Ascorbic acid ของยาเม็ดวิตามินซีที่เหลืออยู่ รวม 3 ยี่ห้อในไทย ผลการทดสอบพบว่า วิตามินซียี่ห้อ A มีปริมาณวิตามินซีคงเหลือเท่ากับ 16.4%, ยี่ห้อ B เหลือ 20.05% และยี่ห้อ C คงเหลือ 84.82% [113] ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยบ่งบอกได้ว่า อุณหภูมิและความชื้นมีผลอย่างมากต่อวิตามินซี และวิตามินซีบางยี่ห้อสามารถทนต่ออุณหภูมิและความชื้นได้ดี (การทดสอบไม่ได้เปิดเผยยี่ห้อ)
  4. เลือกซื้อวิตามินซีขนาดไหนดี ? ตามคำแนะนำของ Medthai วิตามินซีขนาด 500 มก./เม็ด คือตัวเลือกที่ดีที่สุด ด้วยเหตุดังนี้
    • มีความยืดหยุ่นในการใช้มากกว่า คือสามารถกำหนดทานได้ถึงวันละ 500-1,500 มก. (วันละ 1-3 ครั้ง)
    • หากต้องการทานวันละ 1,000-1,500 มก. ก็สามารถแบ่งทานเป็น 2-3 มื้อหลังอาหารได้ถ้าต้องการ
    • เป็นขนาดที่หาซื้อได้ง่าย ในขณะที่ขนาดที่น้อยกว่า 500 มก. จะไม่ค่อยมีจำหน่าย หาซื้อได้ยากและราคาอาจไม่แตกต่างกันมาก
    • ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า เพราะการทานวิตามินซีเม็ดละ 1,000 มก. ร่างกายจะดูดซึมวิตามินซีเอาไปใช้ได้แค่ 50% หรือคิดเป็น 500 มก. ในขณะที่การทานวิตามินซีขนาดเม็ดละ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง ร่างกายจะดูดซึมวิตามินซีและเอาไปใช้ได้ 63% หรือเท่ากับ 630 มก. ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่า
    • ใช้ได้อย่างปลอดภัย และช่วยลดความเสี่ยงที่มักเกิดจากผลข้างเคียงเมื่อรับประทานในขนาดสูงหรือ 1,000 มก. ขึ้นไป
    • เมื่อเทียบราคาต่อปริมาณที่ร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ 100 มก. ระหว่าง 500 กับ 1,000 มก. อาจไม่ได้แตกต่างกันหรือ 500 มก. อาจมีราคาถูกกว่าด้วย! ตัวอย่างเช่น ยี่ห้อ Nature’s Bounty วิตามินซีสูตรปกติ (ราคาจาก iHerb เมื่อวันที่เขียนเนื้อหานี้)
      • ขนาด 500 มก. กระปุกละ 610.92 บาท (250 เม็ด) ราคาตกเม็ดละ 2.44 บาท ถ้าร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ได้ 315 มก. จะคิดเป็น 0.775 บาท ต่อ 100 มก.
      • ขนาด 1,000 มก. กระปุกละ 1,430.62 บาท (300 เม็ด) ราคาตกเม็ดละ 4.77 บาท ถ้าร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ได้ 500 มก. จะคิดเป็น 0.954 บาท ต่อ 100 มก. ซึ่งมีราคาแพงกว่าแบบแรก คือ 0.954 ต่อ 0.775 บาท!!
    • สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ปริมาณวิตามินซีในขนาดสูงมาก ๆ ตั้งแต่ 2,000 มก./เม็ดขึ้นไป สำหรับผู้ใหญ่ (และ 400-450 มก. สำหรับเด็กเล็ก) ควรเลือกซื้อวิตามินซีในรูปเกลือเพื่อช่วยลดความเป็นกรด เนื่องจากในปริมาณที่สูงมาก คือ 2,000 มก. ขึ้นไป กรดแอสคอร์บิกอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะและทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้ในคนปกติ
  5. เลือกวิตามินซีรูปแบบไหนดีที่สุด ? ไม่ว่าจะรูปแบบไหนวิตามินซีก็ดูดซึมได้ดีพอ ๆ กัน ดังนั้น ทางที่ดีควรทานเลือกวิตามินซีแบบเม็ดหรือแบบแคปซูล (ถ้ามีปัญหาเรื่องการกลืนให้เลือกทานแบบแคปซูล) เพราะมีราคาประหยัดกว่ ส่วนรูปแบบอื่น ๆ เราไม่ค่อยแนะนำ เช่น แบบเคี้ยว แบบกัมมี่ แบบผง หรือแบบน้ำ เพราะแม้ส่วนใหญ่จะให้รสชาติที่ดี แต่อาจนำไปสู่การบริโภคมากเกินไป ส่งผลต่อเคลือบฟันจากความเป็นกรดของวิตามินซี อาจทำให้ฟันผุจากส่วนผสมของน้ำตาล และร่างกายยังได้แคลอรีเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็นด้วย
  6. เลือกวิตามินซีสูตรไหนดีที่สุด ? จากหลักฐานส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีสูตรใดดีกว่ากัน เพียงแต่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง เช่น ถ้ามีปัญหากระเพาะไวต่อความเป็นกรดก็ควรเลือกวิตามินซีในรูปเกลือ Ascorbate แต่ถ้าในคนทั่วไปก็เลือกเป็นวิตามินซีในรูป “Ascorbic acid” ธรรมดาก็พอครับ เพราะมีราคาถูกที่สุดและให้ผลไม่ต่างจากสูตรอื่น ๆ ประกอบกับคุณไม่จำเป็นต้องได้รับวิตามินซีมากมายอะไรขนาดนั้น แค่ทานอย่างต่อเนื่องเป็นอันใช้ได้ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องไปสรรหาสูตรที่อ้างว่าดีกว่าหรือช่วยเพิ่มการดูดซึม (แม้บางสูตรจะมีการศึกษาว่าดูดซึมได้ดีกว่า แต่ส่วนใหญ่ให้ผลแตกต่างกันไม่มาก และการศึกษาจะยังสรุปได้ไม่ชัดเจน แถมบางสูตรยังไปลดการดูดซึมอีกต่างหาก สรุปคือ ไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มแต่อย่างใด) โดยแต่ละสูตรขอสรุปสั้น ๆ ดังนี้
    • สูตร Liposomal Vitamin C แพงเกินจำเป็นและอาจไม่มีประโยชน์
    • สูตร Slow Release หรือ Timed Release (สูตรปลดปล่อยช้า) ให้ผลไม่ต่างจากสูตรปกติ และบางสูตรยังลดการดูดซึม จึงไม่แนะนำ
    • Ester-C® พบว่าระดับวิตามินซีในเลือดไม่แตกต่างจากวิตามินซีสูตรปกติ แต่พบว่าช่วยเพิ่มระดับวิตามินซีในเม็ดเลือดขาวได้ (ถ้าเน้นเสริมภูมิต้านทานตัวเลือกนี้อาจจะดีกว่าตัวเลือกอื่น)
    • PureWay-C® (Vitamin C-lipid metabolites) การศึกษาพบว่าดูดซึมได้ไม่แตกต่างจากวิตามินซีสูตรปกติ
    • Bioflavonoids งานวิจัยส่วนใหญ่มากกว่า 10 งานวิจัยระบุว่ามันไม่ได้ช่วยเพิ่มการดูดซึมของวิตามินซีแต่อย่างใด (มีเพียงงานวิจัยเดียวที่เก่ามาก ๆ ตั้งแต่ปี 1988 ที่ระบุว่าช่วยดูดซึมวิตามินซีได้ดีขึ้น)
    • Acerola Cherry พบว่าให้วิตามินซีประมาณเพียง 1.5-1.7% เท่านั้น ดังนั้น ในผลิตภัณฑ์ Acerola Cherry 1,000 มก. จึงมีวิตามินซีเพียง 15-17 มก. หากคุณกำลังมองหาประโยชน์จากวิตามินซีเพียงอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์ Acerola Cherry อาจไม่ใช่คำตอบ
  7. เลือกยี่ห้อที่มีความน่าเชื่อถือ ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ผลิตจากโรงงานที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและความปลอดภัย และขึ้นทะเบียนตำรับจาก อย. อย่างถูกต้อง เพราะสิ่งนี้ “อาจ” บ่งบอกได้ถึงมาตรฐานการผลิตที่ดี, เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต, คุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้, ความบริสุทธิ์ของส่วนผสม, ความปลอดภัยปลอดสารปนเปื้อนหรือเป็นอันตราย, ความถูกต้องของปริมาณสารที่ระบุไว้ในฉลาก เป็นต้น
  8. ผ่านการตรวจสอบ/รับรองจากบุคคลที่สาม อาหารเสริมและยาในบ้านเราพบได้ไม่บ่อยที่จะมีการตรวจสอบจากองค์กรหรือหน่วยงานอื่นที่มีความเป็นกลาง ส่วน อย. ในบ้านเราก็ไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัย ประสิทธิภาพ หรือคุณภาพอย่างที่เข้าใจ นั้นหมายความว่า อาหารเสริมหรือยาใด ๆ อาจมีส่วนผสมของสารสำคัญไม่ถึงตามปริมาณที่แจ้งหรืออาจไม่มีเลยก็ได้ หรืออาจมีสารปนเปื้อนเกินปริมาณที่กำหนด เป็นต้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผลิตภัณฑ์ที่เราจะซื้อควรผ่านการตรวจหรือผ่านการรับรองจากองค์กรหรือหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง อย่างเช่นในบ้านเราก็จะเป็น “นิตยสารฉลาดซื้อ” ที่ได้เคยทำการตรวจสอบปริมาณวิตามินซีในเครื่องดื่มจำนวน 47 ตัวอย่าง (ทุกตัวอย่างผ่าน อย. ทั้งหมด) แต่กลับพบว่ามีเพียง 8 ตัวอย่างที่มีปริมาณวิตามินซีตามที่ระบุไว้ในฉลาก และมีถึง 8 ตัวอย่างด้วยกันที่ตรวจไม่พบวิตามินซีเลย
    แต่ถ้าเป็นยี่ห้อต่างประเทศตรงนี้จะมีข้อดีมากกว่า เพราะมีหน่วยงานและบริษัทเอกชนหลายเจ้าที่ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ Vitamin แต่ละยี่ห้อ แล้วเผยแพร่ผลการทดสอบให้เห็นว่าแต่ละยี่ห้อมีปริมาณวิตามินซีตรงตามที่แจ้งไว้หรือไม่ ตรวจพบสารอันตรายหรือไม่ เป็นต้น
  9. เปรียบเทียบราคา โดยเฉพาะราคาต่อมิลลิกรัมที่ร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ได้ เพราะถ้าเทียบราคาต่อเม็ดจากขนาดที่ระบุไว้บนฉลาก วิตามินซีขนาด 1,000 มก. มักมีราคาถูกกว่าขนาด 500 มก. แต่ถ้าเทียบราคาต่อปริมาณมิลลิกรัมที่ร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ได้จริง ๆ วิตามินซี 500 มก. อาจมีราคาถูกกว่าหรือราคาไม่ต่างกันดังที่กล่าวไป
  10. เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น จากร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำอยู่ หรือทางช่องทางออนไลน์อย่างการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ของผู้ผลิตโดยตรง หรือเป็นร้านค้าอย่างเป็นทางการในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee หรือ Lazada (ถ้าไม่มีให้ซื้อจากร้านค้าที่มีผู้ซื้อเยอะ ๆ และมีรีวิวสูง ๆ) ส่วนยี่ห้อต่างประเทศถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ซื้อจาก iHerb (ถ้าไม่มีหรือค่าส่งแพง ร้านค้าในเว็บ Shopee หรือ Lazada ที่มีรีวิวดี ๆ คือทางเลือกสำรอง) เพื่อช่วยลดโอกาสที่คุณจะได้รับของเสื่อมคุณภาพหรือของปลอม เพราะร้านที่ดีและมีความน่าเชื่อถือมักจะมีระบบจัดเก็บสินค้าที่ดีและอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้ ก่อนกดสั่งซื้อทุกครั้งต้องตรวจสอบวันที่ผลิตและวันหมดอายุก่อนเสมอ (สินค้าแต่ละล็อตต้องมีระบุวันที่ผลิตและวันหมดอายุอย่างชัดเจน) อย่างไรก็ตาม การสั่งซื้อผ่านทุกช่องทางออนไลน์มักมีความเสี่ยงในเรื่องของอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นในระหว่างการขนส่ง ซึ่งอาจทำให้วิตามินซีเสื่อมคุณภาพไปบ้าง (แต่ก็มักจะไม่มากถ้าไม่ได้ใช้เวลาขนส่งนาน)

ผลิตภัณฑ์วิตามินซีที่ดีควรมีฉลากระบุรูปแบบของวิตามินซีที่ชัดเจน บรรจุอยู่ในขวดทึบแสง และเป็นยี่ห้อที่มีความน่าเชื่อถือ ถ้าซื้อทานคนเดียวก็ให้ควรเลือกขวดขนาดกลาง ๆ 60-120 เม็ด ในขนาด 500 มก./เม็ด จะเหมาะสมที่สุดเพราะมีความยืดหยุ่นในการใช้และค่อนข้างปลอดภัย ส่วนรูปแบบควรเป็นแบบเม็ดหรือแบบแคปซูล และเลือกวิตามินซีในรูป Ascorbic acid ธรรมดาก็พอ เพราะมีราคาถูกที่สุดและให้ผลไม่แตกต่างจากสูตรอื่น ๆ (ถ้ากระเพาะไวต่อความเป็นกรดให้เลือกซื้อวิตามินซีในรูปเกลือ Ascorbate)

คำแนะนำการทานวิตามินซี

  • เลือกทานวิตามินซีจากอาหารหรือวิตามินซีแบบสังเคราะห์ ? ทั้งคู่ต่างให้กรดแอสคอร์บิกเหมือนกัน แต่วิตามินซีจากอาหารธรรมชาติจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายที่มากกว่า (นอกเหนือจากวิตามินซี) และไม่มีผลเสียหรือผลข้างเคียงเหมือนวิตามินซีแบบสังเคราะห์ แต่ถ้าไม่สะดวก การทานแบบสังเคราะห์ยังเป็นทางเลือกที่ดีและอาจสลับไปทานจากอาหารธรรมชาติบ้างก็ได้ ส่วนผลิตภัณฑ์วิตามินซีจากธรรมชาติ เช่น โรสฮิป อะเซโรลา คามูคามู ฯลฯ นั้นไม่ได้ดีไปกว่าวิตามินซีแบบสังเคราะห์ธรรมดา ถ้าคุณแค่ต้องการวิตามินซี สรุปคือ ถ้ารับวิตามินซีจากอาหารปกติได้ทุกวันก็จะดีมาก ถ้าไม่ได้ก็เลือกเป็นแบบสังเคราะห์ครับ
  • จำเป็นต้องทานวิตามินซีเสริมหรือไม่ ? ถ้าเราทานผักผลไม้ได้วันละ 5 หน่วยบริโภคก็ไม่จำเป็นต้องทานวิตามินซีเสริม (หนึ่งหน่วยบริโภคเท่ากับผักหรือผลไม้ ½ -1 ถ้วย ซึ่ง 5 หน่วยบริโภคจะได้มีวิตามินซีประมาณ 200-250 มก. ซึ่งมีเด็กและผู้ใหญ่ในอเมริกาเพียง 15% ของประชากรทั้งหมดที่รับประทานอาหารได้ในขนาดนี้) แต่คนส่วนใหญ่มักได้รับวิตามินซีจากอาหารที่บริโภคต่อวันไม่เพียงพอ จึงอาจทานวิตามินซีเสริมได้ถ้าต้องการ
  • ขนาดวิตามินซีที่แนะนำต่อวัน โดยปกติจะแตกต่างกันไปตามอายุ สภาวะหรืออาการ รวมถึงความต้องการหรือข้อบ่งใช้เฉพาะของแต่ละบุคคล โดยมีขนาดที่แนะนำดังนี้
    • 60 มก. เป็นขนาดขั้นต่ำที่ต้องได้รับต่อวันในผู้ใหญ่
    • 75-120 มก. เป็นขนาดที่ควรได้รับต่อวัน (RDA) สำหรับผู้ใหญ่เพศชาย คือ 90 มก./วัน, ผู้ใหญ่เพศหญิง 75 มก./วัน, ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า 18 ปี 80 มก./วัน, ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่อายุมากกว่า 18 ปี 85 มก./วัน, ผู้หญิงให้นมบุตร 120 มก./วัน และในผู้ที่สูบบุหรี่แนะนำให้เพิ่มปริมาณวิตามินซีอีก 35 มก./วัน (ส่วนในเด็กคือ 15 มก./วัน ในเด็กอายุ 1-3 ปี, 25 มก./วัน ในเด็กอายุ 4-8 ปี, 45 มก./วัน ในเด็กอายุ 9-13 ปี, 75 มก./วัน ในผู้ชายอายุ 14-18 ปี และขนาด 65 มก./วัน ในผู้หญิงอายุ 14-18 ปี)
    • 100-250 มก. เป็นขนาดที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำ เพียงพอต่อสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะถ้าได้จากอาหารปกติในปริมาณ 5 หน่วยบริโภค เพราะให้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่เกิดผลเสียหรือความเสี่ยงต่าง ๆ ใด
    • 500 มก. เป็นขนาดที่แนะนำมากที่สุดในรูปอาหารเสริม เพราะคุ้มค่าที่สุดและร่างกายยังดูดซึมวิตามินซีเอาไปใช้ได้ดี เป็นขนาดที่ใช้ในงานวิจัยส่วนใหญ่ ถ้าทานเป็นประจำก็สามารถทำให้ระดับวิตามินซีถึงจุดอิ่มตัวได้ และยังถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างปลอดภัยอยู่ (ถ้าทานวันละ 1 เม็ด) แม้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกก็ตาม
    • 1,000 มก. คือขนาดสูงสุดต่อวันที่ยังยอมรับได้ แต่จะเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต (แนะนำให้ทานขนาด 500 มก. หลังอาหารเช้าและเย็นวันละ 2 ครั้ง แทนการเลือกทานแบบ 1,000 มก. เพียงครั้งเดียว เพราะร่างกายจะได้ประโยชน์มากกว่า)
    • 1,500-2,000 มก. ขึ้นไป คือขนาดที่ใช้สำหรับโรคเกาต์ ลดอาการภูมิแพ้ และลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด (ส่วนการใช้เพื่อประโยชน์อื่น ๆ นั้นไม่แนะนำ เพราะประโยชน์ที่ได้อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่าง ๆ และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น) โดยถ้าต้องทานมากกว่าวันละ 2,000 มก. แนะนำให้เลือกทานวิตามินซี 1,000 มก. วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น
  • วิตามินซีทานสูงสุดได้วันละเท่าไหร่ ? สำหรับขนาดสูงสุดต่อวันที่ยอมรับได้และน่าจะปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป คือ
    • ในผู้ใหญ่ คือ 2,000 มก./วัน
    • ในวัยรุ่นอายุ 14-18 ปี คือ 1,800 มก./วัน
    • ในเด็กอายุ 9-13 ปี คือ 1,200 มก./วัน
    • ในเด็กอายุ 4-8 ปี คือ 650 มก./วัน
    • ในเด็กอายุ 1-3 ปี คือ 400 มก./วัน
    • อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการบริโภควิตามินซีทั้งหมดจากอาหารปกติด้วย และบุคคลทั่วไปไม่ควรรับประทานเกินขนาดที่แนะนำเหล่านี้ เว้นแต่จะอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์
  • วิตามินซีทานเวลาไหนดี ? การทานวิตามินซี “หลังอาหารเช้า” ร่างกายจะได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
    • ในระหว่างวันร่างกายของเราจะมีการทำกิจกรรมหรือทำงานอยู่ตลอดเวลาที่จะมีการสร้างอนุมูลอิสระมากขึ้นเป็นปกติ การทานวิตามินซีในตอนเช้าจึงเกิดประโยชน์มากกว่าเวลาอื่น ๆ เพราะวิตามินซีมีจะออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการต้านอนุมูลอิสระร่วมกับวิตามินอี, โคเอนไซม์คิว10, กรดแอลฟาไลโปอิก, กลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
    • ในระหว่างวันเราจะดื่มน้ำเรื่อย ๆ ทำให้ร่างกายขับออกทางปัสสาวะภายใน 4-6 ไม่ชั่วโมง และไม่มีการตกค้างในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งต่างจากการทานในช่วงก่อนนอนที่เรามักไม่ได้ลุกไปปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นเล็กน้อยที่จะก่อให้เกิดการตกผลึกเป็นนิ่วได้
    • ไม่แนะนำให้ทานก่อนอาหารหรือทานในขณะที่ท้องว่าง (ควรทานหลังอาหารหรืออย่างมากก็พร้อมอาหาร) เพราะโดยธรรมชาติแล้ววิตามินซีจะมีความเป็นกรดอ่อน ๆ การทานหลังอาหารจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการข้างเคียงหรือทำให้เกิดอาการแสบท้องได้ แต่ถ้าคุณทานวิตามินซีในขนาดที่ไม่สูงมากและเป็นวิตามินซีในรูปเกลือที่ช่วยลดความเป็นกรดจะทานตอนไหนก็ได้ (แต่หลังอาหารก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด)
  • ควรดื่มน้ำตามมาก ๆ หลังทานวิตามินซีควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว โดยเฉพาะวิตามินซีในรูป “Ascorbic acid” เพียว ๆ แบบไม่มีอะไรผสม ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยเพิ่มการขับวิตามินซีที่เกินความต้องการออกจากร่างกายและลดการเกิดนิ่ว
  • วิตามินซีแบ่งใส่กระปุกทานได้หรือไม่ ? ในคนที่ทานวิตามินซีมากกว่า 1 มื้อ หรือทานอาหารเสริม/ยาอื่น ๆ หลายชนิด มักจะมีการแบ่งวิตามินหรือยาเหล่านั้นใส่ตลับหรือกระปุกใส ๆ หรือใส่ซองรวมกัน แต่สำหรับวิตามินซีจะไม่แนะนำครับ เพราะอาจจะทำให้วิตามินซีเสื่อมคุณภาพจากอากาศและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงระหว่างวันได้
  • การเก็บวิตามินซี หลังเปิดทานวิตามินซีแล้วควรปิดให้สนิททุกครั้ง เก็บให้ห่างจากแสงต่าง ๆ หรือเก็บในตู้ยา เพราะแสงและอากาศเป็นตัวการทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดยเปลี่ยนวิตามินซีที่ลดลงบางส่วนไปเป็นกรดดีไฮโดรแอสคอร์บิก จึงอาจทำให้วิตามินซีออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม
  • ทานวิตามินซีต่อเนื่องได้หรือไม่ ? อาจขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทาน โดยการเสริมวิตามินซีในขนาด 250 มก. หรือน้อยกว่า ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายใดต่อ ๆ ร่างกาย แต่ในขนาดที่สูงขึ้นกว่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจกได้ ส่วนในขนาดวันละ 1,000 มก. หรือมากกว่า พบว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วในไต (เฉพาะในผู้ชาย), โรคไตจากผลึกออกซาเลต, ขัดขวางการฝึกความอดทนและการเพิ่มของมวลกล้ามเนื้อและกระดูกจากการออกกำลังกาย, อาจทำให้ DNA เสียหาย, อาจลดประสิทธิภาพยาต้านไวรัส HIV ฯลฯ อย่างไรก็ตาม บางการศึกษาก็พบว่าการทานในขนาดวันละ 1,000 มก. ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี ไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด ตรงนี้ก็แล้วแต่จะพิจารณากันครับ

เลือกซื้อวิตามินซียี่ห้อไหนดี?

รออัพเดทข้อมูล…

ข้อมูลและงานวิจัยอ้างอิง
  1. PubMed. “The Roles of Vitamin C in Skin Health”. (2017)
  2. PubMed. “Aging- and photoaging-dependent changes of enzymic and nonenzymic antioxidants in the epidermis and dermis of human skin in vivo”. (2001)
  3. PubMed. “Dietary nutrient intakes and skin-aging appearance among middle-aged American women”. (2007)
  4. PubMed. “Skin wrinkling: can food make a difference?”. (2001)
  5. PubMed. “Effectiveness of antioxidants (vitamin C and E) with and without sunscreens as topical photoprotectants”. (1996)
  6. PubMed. “A topical antioxidant solution containing vitamins C and E stabilized by ferulic acid provides protection for human skin against damage caused by ultraviolet irradiation”. (2008)
  7. PubMed. “Effective photoprotection of human skin against infrared A radiation by topically applied antioxidants: results from a vehicle controlled, double-blind, randomized study”. (2014)
  8. PubMed. “Topical melatonin in combination with vitamins E and C protects skin from ultraviolet-induced erythema: a human study in vivo”. (1998)
  9. PubMed. “Topical ascorbic acid on photoaged skin. Clinical, topographical and ultrastructural evaluation: double-blind study vs. placebo”. (2003)
  10. PubMed. “Topical L-ascorbic acid: percutaneous absorption studies”. (2011)
  11. Nutrition Reviews. “Bleeding tendency and ascorbic acid requirements: systematic review and meta-analysis of clinical trials”. (2021)
  12. PubMed. “Vitamin C”. (2023)
  13. PubMed. “Nutrition and nail disease”. (2010)
  14. PubMed. “Vitamins and minerals: their role in nail health and disease”. (2007)
  15. Journal Watch. “Scurvy Can Be Mistaken for Rheumatologic Disorders”. (2019)
  16. PubMed. “The determination of dehydroascorbic acid and ascorbic acid in the serum and synovial fluid of patients with rheumatoid arthritis (RA)”. (1985)
  17. PubMed. “Biologically significant scavenging of the myeloperoxidase-derived oxidant hypochlorous acid by ascorbic acid. Implications for antioxidant protection in the inflamed rheumatoid joint”. (1987)
  18. PubMed. “Vitamin C Deficiency-Induced Pulmonary Arterial Hypertension”. (2020)
  19. PubMed. “Enhanced Human Neutrophil Vitamin C Status, Chemotaxis and Oxidant Generation Following Dietary Supplementation with Vitamin C-Rich SunGold Kiwifruit”. (2015)
  20. วารสารวงการยา ประจำเดือนกันยายน 2560 (ภก.ถนอมพงษ์ เสถียรลัคนา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม). “ประโยชน์ของวิตามินซีในทางการแพทย์”. (2017)
  21. PubMed. “Vitamin C for preventing and treating the common cold”. (2013)
  22. PubMed. “Extra Dose of Vitamin C Based on a Daily Supplementation Shortens the Common Cold: A Meta-Analysis of 9 Randomized Controlled Trials”. (2018)
  23. PubMed. “Vitamin C supplementation slightly improves physical activity levels and reduces cold incidence in men with marginal vitamin C status: a randomized controlled trial”. (2014)
  24. PubMed. “Antihistamine effect of supplemental ascorbic acid and neutrophil chemotaxis”. (1992)
  25. PubMed. “Intravenous infusion of ascorbic acid decreases serum histamine concentrations in patients with allergic and non-allergic diseases”. (2013)
  26. PubMed. “Intravenous vitamin C in the treatment of allergies: an interim subgroup analysis of a long-term observational study”. (2018)
  27. PubMed. “Impact of oral vitamin C on histamine levels and seasickness”. (2014)
  28. PubMed. “Effect of High-Dose Zinc and Ascorbic Acid Supplementation vs Usual Care on Symptom Length and Reduction Among Ambulatory Patients With SARS-CoV-2 Infection: The COVID A to Z Randomized Clinical Trial”. (2021)
  29. PubMed. “A Pilot of a Randomized Control Trial of Melatonin and Vitamin C for Mild-to-Moderate COVID-19”. (2022)
  30. PubMed. “Vitamin C may reduce the duration of mechanical ventilation in critically ill patients: a meta-regression analysis”. (2020)
  31. PubMed. “Pilot trial of high-dose vitamin C in critically ill COVID-19 patients”. (2021)
  32. PubMed. “Role of vitamin C in critically ill patients with COVID-19: is it effective?”. (2020)
  33. PubMed. “Effects of vitamin C supplementation on blood pressure: a meta-analysis of randomized controlled trials”. (2012)
  34. PubMed. “Ascorbic acid reduces blood pressure and arterial stiffness in type 2 diabetes”. (2002)
  35. PubMed. “Ascorbic acid supplementation improves postprandial glycaemic control and blood pressure in individuals with type 2 diabetes: Findings of a randomized cross-over trial”. (2019)
  36. PubMed. “Inadequate Vitamin C Status in Prediabetes and Type 2 Diabetes Mellitus: Associations with Glycaemic Control, Obesity, and Smoking”. (2017)
  37. PubMed. “Effect of vitamin C on blood glucose, serum lipids & serum insulin in type 2 diabetes patients”. (2007)
  38. PubMed. “Possible prevention of postangioplasty restenosis by ascorbic acid”. (1996)
  39. PubMed. “Association between Dietary Vitamin C Intake and Non-Alcoholic Fatty Liver Disease: A Cross-Sectional Study among Middle-Aged and Older Adults”. (2016)
  40. PubMed. “Effects of Oral Vitamin C Supplementation on Liver Health and Associated Parameters in Patients With Non-Alcoholic Fatty Liver Disease: A Randomized Clinical Trial”. (2021)
  41. PubMed. “Serum antioxidant nutrients, vitamin A, and mortality in U.S. Adults”. (2013)
  42. PubMed. “Vitamin E and vitamin C supplement use and risk of all-cause and coronary heart disease mortality in older persons: the Established Populations for Epidemiologic Studies of the Elderly”. (1996)
  43. PubMed. “Vitamin C intake and mortality among a sample of the United States population”. (1992)
  44. PubMed. “Carotenoids, vitamins C and E, and mortality in an elderly population”. (1996)
  45. PubMed. “Vitamins E and C in the prevention of prostate and total cancer in men: the Physicians’ Health Study II randomized controlled trial”. (2009)
  46. Frontiers. “Vitamin C Intake and Risk of Prostate Cancer: The Montreal PROtEuS Study”. (2018)
  47. yourhealthbase. “Vitamin C: Your Ultimate Health Insurance by Hans R. Larsen, MSc ChE”. (2023)
  48. PubMed. “Selected micronutrient intake and the risk of colorectal cancer.”. (1994)
  49. PubMed. “Nutrient intake in relation to bladder cancer among middle-aged men and women”. (1996)
  50. Camino Books. “Cancer and Vitamin C (by Ewan Cameron, Linus Pauling)”. (1993)
  51. PubMed. “Progression of human breast cancers to the metastatic state is linked to hydroxyl radical-induced DNA damage.”. (1996)
  52. PubMed. “Genetic and Dietary Factors Influencing the Progression of Nuclear Cataract”. (2016)
  53. PubMed. “Age-related Cataract in a Randomized Trial of Vitamins E and C in Men”. (2011)
  54. PubMed. “Long-term vitamin C supplement use and prevalence of early age-related lens opacities”. (1997)
  55. PubMed. “Effects of multivitamin supplement on cataract and age-related macular degeneration in a randomized trial of male physicians”. (2014)
  56. PubMed. “Nutrient deficiencies as a risk factor in Taiwanese patients with postherpetic neuralgia”. (2011)
  57. PubMed. “The role of vitamin C in the treatment of pain: new insights”. (2017)
  58. PubMed. “Vitamin C improves healing of foot ulcers: a randomised, double-blind, placebo-controlled trial”. (2021)
  59. PubMed. “Ascorbic acid supplementation in the treatment of pressure-sores”. (1974)
  60. PubMed. “Vitamin C intake and the risk of gout in men: a prospective study”. (2009)
  61. PubMed. “Vitamin C intake and serum uric acid concentration in men”. (2008)
  62. PubMed. “The importance of norepinephrine in depression”. (2011)
  63. PubMed. “Dietary Vitamin C and Vitamin C Derived from Vegetables Are Inversely Associated with the Risk of Depressive Symptoms among the General Population”. (2021)
  64. PubMed. “KiwiC for Vitality: Results of a Randomized Placebo-Controlled Trial Testing the Effects of Kiwifruit or Vitamin C Tablets on Vitality in Adults with Low Vitamin C Levels”. (2020)
  65. PubMed. “Vitamin C supplementation promotes mental vitality in healthy young adults: results from a cross-sectional analysis and a randomized, double-blind, placebo-controlled trial”. (2022)
  66. PubMed. “Amphetamine psychosis”. (1977)
  67. PubMed. “Association of serum vitamin C with all-cause and cause-specific death: Data from National Health and Nutrition Examination Survey (NHANES 2003-2006)”. (2022)
  68. PubMed. “Vitamin C supplement intake and postmenopausal breast cancer risk: interaction with dietary vitamin C”. (2016)
  69. Science. “Can Vitamin C Damage DNA?”. (2001)
  70. The New York Times. “Taking Too Much Vitamin C Can Be Dangerous, Study Finds”. (1998)
  71. PubMed. “Antioxidant Supplementation Impairs Changes in Body Composition Induced by Strength Training in Young Women”. (2019)
  72. PubMed. “Vitamin C and E supplementation hampers cellular adaptation to endurance training in humans: a double-blind, randomised, controlled trial”. (2014)
  73. Springer. “High doses of vitamin C plus E reduce strength training-induced improvements in areal bone mineral density in elderly men”. (2017)
  74. The American Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin C supplements and the risk of age-related cataract: a population-based prospective cohort study in women”. (2010)
  75. JAMA Intern Med. “Ascorbic Acid Supplements and Kidney Stone Incidence Among Men: A Prospective Study”. (2013)
  76. PubMed. “Dietary factors and the risk of incident kidney stones in men: new insights after 14 years of follow-up”. (2004)
  77. PubMed. “Total, Dietary, and Supplemental Vitamin C Intake and Risk of Incident Kidney Stones”. (2015)
  78. PubMed. “Relative hyperoxaluria, crystalluria and haematuria after megadose ingestion of vitamin C”. (1998)
  79. PubMed. “Dietary influences on urinary oxalate and risk of kidney stones”. (2003)
  80. PubMed. “Diet and its role in interstitial cystitis/bladder pain syndrome (IC/BPS) and comorbid conditions”. (2012)
  81. PubMed. “Acute oxalate nephropathy due to high vitamin C doses and exocrine pancreatic insufficiency”. (2019)
  82. PubMed. “High-dose vitamin C: a risk for persons with high iron stores?”. (1999)
  83. PubMed. “Influence of ascorbic acid supplementation on copper status in young adult men”. (1983)
  84. PubMed. “Effect of varying ascorbic acid intakes on copper absorption and ceruloplasmin levels of young men”. (1987)
  85. PubMed. “Effect of high-dose vitamin C on the steady-state pharmacokinetics of the protease inhibitor indinavir in healthy volunteers”. (2005)
  86. American Heart Association. “Antioxidant Supplements Block the Response of HDL to Simvastatin-Niacin Therapy in Patients With Coronary Artery Disease and Low HDL”. (2001)
  87. PubMed. “The effect of ascorbic acid given to patients on chronic anticoagulant therapy”. (1973)
  88. ScienceDirect. “Chapter 15 – Interpreting Laboratory Tests”. (2012)
  89. PubMed. “American College of Gastroenterology guidelines for colorectal cancer screening 2009 [corrected]”. (2009)
  90. PubMed. “The influence of vitamin C on the urine dipstick tests in the clinical specimens: a multicenter study”. (2017)
  91. PubMed. “The bioavailability to humans of ascorbic acid from oranges, orange juice and cooked broccoli is similar to that of synthetic ascorbic acid”. (1993)
  92. PubMed. “Ascorbic acid bioavailability in foods and supplements”. (1993)
  93. Journal of the American Dietetic Association. “Bioavailability of synthetic and natural ascorbic acid”. (1974)
  94. Journal of Nutritional & Environmental Medicine. “Pharmacokinetics of oral vitamin C”. (2008)
  95. PubMed. “Liposomal-encapsulated Ascorbic Acid: Influence on Vitamin C Bioavailability and Capacity to Protect Against Ischemia–Reperfusion Injury”. (2016)
  96. PubMed. “Ascorbic acid absorption in humans: a comparison among several dosage forms”. (1982)
  97. PubMed. “Effect of supplementation of smoking men with plain or slow release ascorbic acid on lipoprotein oxidation”. (1997)
  98. PubMed. “Vitamin C pharmacokinetics of plain and slow release formulations in smokers”. (2004)
  99. Journal of the American Dietetic Association. “Comparison of the absorption and excretion of three commercially available sources of vitamin C”. (1994)
  100. PubMed. “Determination of plasma and leukocyte vitamin C concentrations in a randomized, double-blind, placebo-controlled trial with Ester-C(®)”. (2016)
  101. PubMed. “Vitamin C metabolites, independent of smoking status, significantly enhance leukocyte, but not plasma ascorbate concentrations”. (2008)
  102. PubMed. “Safety and tolerance of ester-C compared with regular ascorbic acid”. (2006)
  103. Science. “Physiological Availability of Dehydro-L-Ascorbic Acid and Palmitoyl-L-Ascorbic Acid”. (1951)
  104. PubMed. “Stability of vitamin C derivatives in solution and topical formulations”. (1997)
  105. PubMed. “Vitamin C-lipid metabolites: uptake and retention and effect on plasma C-reactive protein and oxidized LDL levels in healthy volunteers”. (2008)
  106. PubMed. “Effects of erythorbic acid on vitamin C metabolism in young women”. (1996)
  107. The American Journal of Clinical Nutrition. “Comparative bioavailability to humans of ascorbic acid alone or in a citrus extract”. (1988)
  108. PubMed. “Flavonoids mixture (diosmin, troxerutin, hesperidin) in the treatment of acute hemorrhoidal disease: a prospective, randomized, triple-blind, controlled trial”. (2015)
  109. PubMed. “Effects of rose hip intake on risk markers of type 2 diabetes and cardiovascular disease: a randomized, double-blind, cross-over investigation in obese persons”. (2012)
  110. PubMed. “Acerola, an untapped functional superfruit: a review on latest frontiers”. (2018)
  111. USDA FoodData Central. “Acerola, (west indian cherry), raw”. (2018)
  112. JAMA The Journal of the American Medical Association. “Criteria and Recommendations for Vitamin C Intake”. (1999)
  113. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. “การศึกษาการเสื่อมสภาพของยาเม็ดวิตามินซี โดยเคมีวิเคราะห์ร่วมกับการประมวลผลด้วยภาพดิจิตอล (ภญ.ดร.สุมาลี วรรณาชัยสิทธิ์)”. (2017)

ตรวจสอบทางการแพทย์ล่าสุดเมื่อ 11 ม.ค. 2023

เภสัชกรประจำเว็บเมดไทย
เภสัชกรประจำเว็บเมดไทย
ประวัติผู้เขียน : จบการศึกษาปริญญาตรี คณะเภสัชศาสตร์ สาขาเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประสบการณ์การทำงานร้านยามากกว่า 5 ปี เคยเป็นผู้จัดการร้านขายยา เคยเป็นผู้ฝึกอบรมผลิตภัณฑ์กลุ่มสุขภาพ เช่น วิตามิน อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ และยา ปัจจุบันทำงานเป็นเภสัชกรอยู่โรงพยาบาลเอกชน โดยให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ