แคลเซียม#

แคลเซียม (Calcium) คือ แร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกายและเป็นที่รู้จักกันดีว่าทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกในร่างกายมนุษย์ โดยในร่างกายมนุษย์จะมีแคลเซียมมากถึง 1-2 กิโลกรัม ซึ่ง 99% จะอยู่ในเนื้อเยื่อกระดูก (โครงกระดูกและฟัน) และร่างกายจะใช้กระดูกเป็นแหล่งกักเก็บแคลเซียมเพื่อรักษาสมดุลของแคลเซียม

แคลเซียมพบได้มากในผลิตภัณฑ์จากนม (นม โยเกิร์ต และชีส) มีอยู่ในยาบางชนิด (เช่น ยาลดกรด) และในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม อย่างไรก็ตาม หากเราได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียง การซื้ออาหารเสริมแคลเซียมมารับประทานก็ไม่จำเป็น

การศึกษาในปัจจุบันพบว่าแคลเซียมอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพกระดูกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ภาวะครรภ์เป็นพิษ กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) การควบคุมน้ำหนัก ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกการศึกษาในแต่เรื่องจะให้ผลลัพธ์สอดคล้องกันเสมอไป (1)

ประโยชน์ของแคลเซียม#

1. สุขภาพกระดูกและฟัน แคลเซียมเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างส่วนใหญ่ของกระดูกและฟัน แคลเซียมที่เพียงพอมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างและบำรุงรักษากระดูกให้แข็งแรง โดยจากการศึกษาพบว่าการเสริมแคลเซียม โดยเฉพาะการเสริมร่วมกับวิตามินดีอาจช่วยเสริมความหนาแน่นของมวลกระดูกและลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนได้ (2)

  • การทดลองแบบสุ่มในเด็กผู้หญิงอายุ 9-13 ปี การเสริมแคลเซียม 800 มก. และวิตามินดี 400 IU ทุกวันเป็นเวลา 6 เดือน แสดงให้เห็นความหนาแน่นของมวลกระดูกและความแข็งแรงของกระดูกที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก (3)
  • การศึกษาในผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตร (หลังคลอด 5 วัน) ที่พบว่าการให้แคลเซียมผ่านผลิตภัณฑ์นม (แคลเซียม 932 มก.) หรือผ่านอาหารเสริมแคลเซียม (1,000 มก.) เป็นเวลา 6 เดือน ทั้ง 2 กลุ่มมีความสัมพันธ์กับความหนาแน่นของมวลกระดูกและปริมาณแร่ธาตุในกระดูกที่เพิ่มขึ้นคล้ายคลึงกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (4)
  • การเสริมแคลเซียมและวิตามินดีดูเหมือนจะช่วยลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือนได้ในระดับหนึ่ง แต่การทบทวนการศึกษาในผู้หญิงที่กำลังรักษาโรคมะเร็งเต้านมพบว่า การเสริมแคลเซียมวันละ 500-1,500 มก. และวิตามินดีวันละ 100-1,000 IU ไม่พบประโยชน์ในการป้องกันการสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูก (5)
  • การทดลองแบบสุ่มในออสเตรเลียในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจำนวน 1,994 คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ซึ่งได้รับแคลเซียมจากอาหารเฉลี่ยวันละ 886 มก. ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างแคลเซียมที่ได้รับและความหนาแน่นของมวลกระดูก (6)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์ของวิตามินดี (Vitamin D) จากงานวิจัย !

2. ลดความเสี่ยงของกระดูกหักและการหกล้มในผู้สูงอายุ การศึกษาในปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุปว่าการเสริมแคลเซียมและวิตามินดีจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักได้หรือไม่ แต่โดยรวมแล้วในผู้สูงอายุ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และผู้หญิงที่รับประทานอาหารมังสวิรัติอาจได้รับประโยชน์นี้ ตัวอย่างการศึกษา เช่น

  • การวิเคราะห์การศึกษาจำนวน 8 เรื่องในผู้ใหญ่ 30,970 คนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี พบว่าการเสริมแคลเซียมและวิตามินดีเป็นเวลา 1-7 ปี ช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกหักทั้งหมด 15% และกระดูกสะโพกหัก 30% (7) แต่จากการทบทวนการศึกษาอย่างเป็นระบบรวม 14 เรื่องและการทดลอง 13 เรื่องในผู้เข้าร่วมที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เพื่อเปรียบเทียบการเสริมแคลเซียมและวิตามินดีกับการรักษาด้วยฮอร์โมนและยาหลอก พบว่าการเสริมแคลเซียมเพียงอย่างเดียวไม่ได้มีผลช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกหัก (8) ทำนองเดียวกับการทบทวนการศึกษาในผู้ใหญ่จำนวน 51,419 คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป พบว่าการเสริมวิตามินดีและแคลเซียมเป็นเวลา 2-7 ปีไม่มีผลช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกหักทั้งหมดหรือกระดูกสะโพกหัก (9)
  • การศึกษาในระยะยาวในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับการเสริมแคลเซียม 500 มก. และวิตามินดี3 200 IU วันละ 2 ครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกสะโพกหักได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับยาหลอก แต่การลดลงนั้นไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (10) อย่างไรก็ตาม เมื่อเสริมแคลเซียมและวิตามินดีในผู้หญิงที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนหลังการผ่าตัดมดลูก พบว่าความเสี่ยงของกระดูกสะโพกหักจะลดลงถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เสริม (11)
  • การศึกษาติดตามผู้หญิงและผู้ชายจำนวน 34,542 คน (อายุเฉลี่ย 63 ปี) เป็นเวลาเฉลี่ย 8 ปี พบว่าผู้หญิงที่รับประทานมังสวิรัติและไม่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีเสริมจะมีความเสี่ยงต่อกระดูกสะโพกหักเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่รับประทานมังสวิรัติ และในผู้หญิงที่รับประทานมังสวิรัติที่ได้รับการเสริมแคลเซียมเฉลี่ย 660 มก. และวิตามินดี 540 IU ไม่มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช่มังสวิรัติ ส่วนในผู้ชายที่รับประทานมังสวิรัติไม่พบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นแม้จะได้รับการเสริมหรือไม่เสริมแคลเซียมและวิตามินดีก็ตาม (12)
  • การศึกษาในผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน (อายุ 42-52 ปี) ที่ติดตามผลเป็นเวลา 10 ปี พบว่าการเสริมแคลเซียมไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูกในผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน แม้ว่าการเสริมแคลเซียมจะมีความสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูกที่น้อยลงก็ตาม (13)
  • การศึกษาขนาดใหญ่ในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในสถานดูแลระยะยาวในออสเตรเลียที่มีระดับวิตามินดีในร่างกายเพียงพอ พบว่าการเพิ่มแคลเซียมต่อวันจากอาหารให้อยู่ในระดับที่แนะนำ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกหักและการหกล้มได้ โดยการศึกษาเป็นการศึกษาในผู้ชายและหญิงจำนวน 7,195 คน (อายุเฉลี่ย 85 ปี) ที่กลุ่มหนึ่งได้รับแคลเซียมจากอาหารต่อวันเพียง 700 มก. (ต่ำกว่าปริมาณที่แนะนำสำหรับคนวัยนี้คือ 1,200 มก.) ในขณะที่อีกกลุ่มจะได้รับแคลเซียมจากอาหารต่อวันรวม 1,152 มก. หลังจาก 3 เดือน พบว่าความเสี่ยงในการหกล้มลดลง 11% และหลังจาก 5 เดือน ความเสี่ยงต่อกระดูกหักทั้งหมดลดลง 33% และความเสี่ยงต่อกระดูกสะโพกหักลดลง 46% (14)

3. โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) แคลเซียมสามารถจับกับกรดไขมันและช่วยลดการดูดซึมของไขมันได้ การเสริมแคลเซียมจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม การศึกษาพบผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป และบางหลักฐานกลับชี้ว่าการเสริมแคลเซียมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทน (1)

  • การศึกษาในออสเตรเลียที่ติดตามผู้ใหญ่จำนวน 41,514 คน อายุ 40-69 ปี เป็นเวลา 13 ปี พบว่าอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 25% ในผู้ที่ได้รับแคลเซียมสูงสุด (เฉลี่ย 1,076 มก./วัน) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมต่ำสุด (เฉลี่ย 641 มก./วัน) (15)
  • การทดลองทางคลินิกบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าอาหารเสริมแคลเซียมมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของความดันโลหิตสูงและระดับคอเลสเตอรอล ได้แก่ การทบทวนการศึกษาจำนวน 16 เรื่อง พบว่าการเสริมแคลเซียมช่วยลดความดันโลหิตตัวบนได้ 1.43 มม.ปรอท และตัวล่าง 0.98 มม.ปรอท (16) และการวิเคราะห์การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการเสริมแคลเซียมมีประโยชน์ต่อไขมันในเลือด โดยมีผลช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) (17)
  • การวิเคราะห์การศึกษาในผู้หญิง 35,983 คน อายุ (50-79 ปี) ที่ได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มก. และวิตามินดีวันละ 400 IU เป็นเวลา 10 ปี พบว่าไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (18) ทำนองเดียวกับการทบทวนการศึกษาที่มีผู้เข้าร่วมรวม 51,419 คน (อายุ 50 ปีขึ้นไป) พบว่าการเสริมแคลเซียมและ/หรือวิตามินดี เป็นเวลา 2-7 ปี ไม่มีผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (19)
  • การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า การเสริมแคลเซียมในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีสุขภาพดีจำนวน 28,935 คน วันละ 500-2,000 มก. เป็นเวลา 1-7 ปี ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (20) นอกจากนี้ เมื่อติดตามผู้ใหญ่จำนวน 132,823 คน (อายุเฉลี่ย 63 ปี) เป็นเวลาเฉลี่ย 17.5 ปี พบว่าในผู้ชายที่เสริมแคลเซียมวันละ 1,000 มก. หรือมากกว่า จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น 22% เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ไม่ได้เสริม (21) อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงที่เสริมแคลเซียมวันละ 1,000 มก. หรือมากกว่า นั้นกลับลดลง 16% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้เสริม (1)
  • การศึกษาครั้งใหญ่ในผู้ชายและผู้หญิงจำนวน 388,229 คน (อายุระหว่าง 50-71 ปี) เป็นเวลา 12 ปี พบว่าในผู้ชายที่รับประทานแคลเซียมเสริมมากกว่าวันละ 1,000 มก. จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 20% ต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เสริม แต่ในผู้หญิงและผู้ที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารปกติ (ทั้งชายและหญิง) นั้น ไม่พบความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวแต่อย่างใด (22)
  • ในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ (Aortic stenosis) การเสริมแคลเซียมอาจเพิ่มความเสี่ยง เพราะจากการติดตามคนกลุ่มดังกล่าวจำนวน 2,657 คน พบว่าผู้ที่เสริมแคลเซียมวันละ 500-2,000 มก. อย่างน้อยหนึ่งปีมีโอกาสเกือบ 5 เท่าที่จะต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก (AVR) ในช่วง 6 ปีข้างหน้า มากกว่าผู้ที่ไม่ได้เสริม แม้แต่ในบรรดาผู้ที่เสริมแต่ไม่ได้รับการผ่าตัด AVR ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าถึง 38% ต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ และมีความเสี่ยงสูงกว่า 105% ต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เสริม (23)
  • อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาจากหลักฐานงานวิจัยที่มีคุณภาพระดับปานกลาง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการเสริมแคลเซียมโดยมีหรือไม่มีวิตามินดีไม่ได้ช่วยเพิ่มหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง (24)

4. ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน ซึ่งการเสริมแคลเซียมอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ โดยเฉพาะในผู้หญิง

  • การวิเคราะห์ข้อมูลของ NHANES ในผู้ใหญ่จำนวน 9,148 คน พบว่าผู้หญิงที่ได้รับแคลเซียมสูง (อย่างน้อยวันละ 1,172 มก.) จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าที่จะเกิดภาวะนี้ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมต่ำ (น้อยกว่าวันละ 547 มก.) นอกจากนี้ ในผู้หญิงที่ได้รับแคลเซียมตามปริมาณที่แนะนำต่อวันในผู้ใหญ่ (RDA) คือ 1,000-1,200 มก. จะมีความเสี่ยงต่อภาวะนี้ต่ำกว่า 18% อย่างไรก็ตาม ไม่พบความเสี่ยงที่ลดลงในผู้ชาย (25)
  • การวิเคราะห์การศึกษาหลายชิ้นที่มีผู้เข้าร่วมมีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) จำนวน 14,906 คน พบว่าการเพิ่มปริมาณแคลเซียมในอาหารทุก ๆ 300 มก./วัน ความเสี่ยงของภาวะนี้จะลดลง 7% และยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคแคลเซียมจากอาหารกับความเสี่ยงจากภาวะนี้ที่ในผู้หญิงจะรุนแรงมากกว่าผู้ชาย (26)
  • การทดลองทางคลินิกในอิหร่านในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวเกินและเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหลอดเลือดหัวใจ จำนวน 66 คน พบว่าการเสริมแคลเซียม 500 มก., วิตามินดี 200 IU และวิตามินเค 90 มคก. เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยปรับปรุงการดื้อต่ออินซูลิน ความเข้มข้นของอินซูลิน การทำงานของเบต้าเซลล์ ความไวของอินซูลิน และช่วยลดระดับความหนาตัวของผนังชั้นในและชั้นกลางของหลอดเลือดแดงใหญ่คาโรติด (Carotid artery) ที่อยู่บริเวณลำคอ (CIMT) อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย และแผลเบาหวาน ซึ่งพบมากในผู้ที่เป็นโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง หรือเป็นโรคเบาหวาน (27)

5. การควบคุมน้ำหนัก พบหลักฐานการทดลองเชิงสังเกตและการทดลองทางคลินิกที่เชื่อมโยงระหว่างปริมาณแคลเซียมที่เพิ่มขึ้นกับน้ำหนักตัวที่ลดลง ซึ่งผลลัพธ์นั้นก็ปะปนกันไป แม้การศึกษาในช่วงแรกดูเหมือนเป็นไปได้ด้วยดี แต่ประโยชน์นี้ก็ดูเหมือนจะถูกลดทอนลงไปมากจากการศึกษาใหม่ ๆ

  • การศึกษาเชิงสังเกตที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคแคลเซียมที่มากขึ้นและความชุกของภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วนที่ลดลงในเด็ก 6,696 คน (28) ในทางตรงกันข้าม การศึกษาระยะยาวในผู้เข้าร่วม 2,159 คนในโปรตุเกส ที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคแคลเซียมกับดัชนีมวลกาย (BMI) เมื่ออายุ 13 ปี และ 21 ปี (29)
  • การทดลองทางคลินิกและการวิเคราะห์ที่ประเมินผลกระทบของการเสริมแคลเซียมหรือบริโภคแคลเซียมที่มากขึ้นจากผลิตภัณฑ์นมต่อการลดน้ำหนัก พบผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป เช่น การศึกษาในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เสริมแคลเซียม 1,000 มก. และวิตามินดี 400 IU ทุกวัน เป็นเวลา 3 ปี พบว่าจะมีโอกาสน้อยกว่า 11% ที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น 1 กก. เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (30) หรือการวิเคราะห์การศึกษาที่ตรวจสอบผลกระทบของอาหารที่ทำจากนมหรืออาหารเสริมแคลเซียม (อย่างน้อยวันละ 300 มก.) ในผู้ใหญ่จำนวน 4,802 คน พบว่าการบริโภคแคลเซียมมากขึ้นไม่มีผลกระทบต่อน้ำหนักตัวหรือไขมันในร่างกาย (31)

6. โควิด-19 (COVID-19) การศึกษาเบื้องต้นบ่งชี้ว่าระดับแคลเซียมลดลงในผู้ป่วย COVID-19 ตัวอย่างเช่น 75% ของผู้ป่วยโควิดที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ และสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค (32) สอดคล้องกับการทบทวนบันทึกการรักษาของผู้ป่วย 15 รายที่เข้ารับการรักษาโควิดในโรงพยาบาล Mayo Clinic แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมักมีระดับแคลเซียมและอัลบูมินลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงจะไม่พบ นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่าการเสริมแคลเซียมและอัลบูมินตั้งแต่เนิ่น ๆ ในระหว่างการรักษาโควิด อาจช่วยลดความล้มเหลวของอวัยวะและการเข้ารักษาที่ห้อง ICU (33)

7. โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (AMD) การได้รับแคลเซียมเฉพาะจากอาหารที่มากขึ้นดูเหมือนจะช่วยชะลอพัฒนาการของโรค AMD ได้ ในขณะที่การได้รับแคลเซียมจากอาหารเสริมกลับพบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดโรค AMD

  • การศึกษาในออสเตรเลียที่ติดตามผู้ชายและผู้หญิงมากกว่า 2,000 คน (อายุ 50 ปีขึ้นไป) เป็นเวลา 15 ปี พบว่าผู้ที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารน้อยที่สุด (< 565 มก./วัน) มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อพัฒนาการของโรค AMD เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารสูงสุด (> 1,247 มก./วัน) (34)
  • การศึกษาในกลุ่มชายและหญิงจำนวน 3,191 คน พบว่าหลังจากอายุ 67 ปี ผู้ที่ได้รับแคลเซียมในรูปแบบของอาหารเสริมมากกว่าวันละ 800 มก. จะมีความเสี่ยงมากขึ้นถึง 164% ที่จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค AMD เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เสริมแคลเซียม (35)
  • ในทางกลับกัน การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Age-Related Eye Disease Study (AREDS) พบว่าในผู้หญิงที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารปกติและอาหารเสริมที่สูงขึ้น (ประมาณวันละ 1,200 มก.) มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของการเกิดโรค AMD ระยะปลายที่ลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมน้อย (ประมาณ 600 มก. หรือน้อยกว่า) (36)

8. ภาวะครรภ์เป็นพิษ การเสริมแคลเซียมในระหว่างตั้งครรภ์อาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษได้ แต่ดูเหมือนว่าประโยชน์นี้จะมีผลเฉพาะในผู้หญิงที่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอเท่านั้น ดังนั้นในหญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับแคลเซียมต่ำหรือได้รับแคลเซียมรวมน้อยกว่าวันละ 600 มก. ควรเสริมแคลเซียม 1,500-2,000 มก. ทุกวัน (37)

  • การศึกษาที่พบว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารต่ำ (น้อยกว่าวันละ 1,000 มก.) ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษจะเพิ่มมากขึ้น (1) และการเสริมแคลเซียมวันละ 1,500-2,000 มก. สามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษได้ถึง 38% (38)
  • การเสริมแคลเซียมในขนาดสูง 1,000 มก. หรือมากกว่า สัมพันธ์กับการลดลงของความดันโลหิตและการลดความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารน้อย (39)
  • การศึกษาเชิงสังเกตพบว่าปริมาณแคลเซียมที่เพิ่มขึ้นของคุณแม่ตั้งครรภ์มีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตที่ลดลงในเด็ก (40)

9. กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) การเสริมแคลเซียมเป็นวิธีที่ง่ายและดูเหมือนมีประสิทธิภาพสำหรับกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน เช่น การศึกษาที่พบว่าการเสริมแคลเซียมคาร์บอเนต 1,000 มก. ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน ช่วยลดอาการก่อนมีประจำเดือนได้เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (41) หรือการเสริมในขนาด 500 มก. ที่พบว่าช่วยลดวิตกกังวล อารมณ์เศร้า อารมณ์เปลี่ยนแปลง ฯลฯ ในช่วงก่อนมีประจำเดือน (42) ส่วนการศึกษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • การทดลองทางคลินิก พบว่าการเสริมแคลเซียมคาร์บอเนต 500 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยลดอาการเหนื่อยล้า ความอยากอาหาร และอารม์เศร้าในผู้หญิงที่มีอาการ PMS (43)
  • การศึกษาในนักศึกษาจำนวน 76 คน พบว่าการเสริมแคลเซียม 500 มก. ร่วมกับวิตามินดี6 40 มก.ช่วยให้อาการก่อนมีประจำเดือนดีขึ้น (44)
  • การศึกษาที่พบว่าการเสริมแคลเซียมร่วมกับแมกนีเซียมอาจช่วยปรับปรุงอาการก่อนมีประจำเดือน (45)
  • การศึกษานำร่องที่ควบคุมด้วยยาหลอกในผู้หญิงที่มีอาการ PMS ปานกลางหรือรุนแรง แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาฟลูออกซีทีน 20 มก. แคลเซียมคาร์บอเนต 600 มก. หรือกลุ่มที่ได้รับยาหลอกทุกวัน เป็นเวลา 4 รอบเดือน พบว่าแคลเซียมบอเนตมีประโยชน์ในการรักษาอาการดังกล่าว แม้ผลจะน้อยกว่ายาฟลูออกซีทีนมากก็ตาม (46)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์ของแมกนีเซียม (Magnesium) จากงานวิจัย !

10. ลดความเสี่ยงมะเร็ง การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะจากอาหารปกติ อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ ในขณะที่การได้รับแคลเซียมเสริมมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและการเสียชีวิตจากมะเร็งได้

  • มะเร็งทั้งหมด : การศึกษางานหนึ่งในผู้หญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 1,179 คน ที่พบว่ากลุ่มที่ได้รับแคลเซียม 1,400-1,500 มก. จะมีความเสี่ยงต่ออุบัติการณ์ของมะเร็งทุกชนิดลดลง 47% และถ้าเสริมวิตามินดีร่วมด้วยวันละ 1,100 IU ความเสี่ยงจะลดลง 60% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับแต่ยาหลอก (47) ซึ่งผลลัพธ์นี้ขัดแย้งกับหลาย ๆ การศึกษา เช่น การศึกษาขนาดใหญ่ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจำนวน 2,303 คน (อายุเฉลี่ย 65 ปี) เป็นเวลา 4 ปีที่ควบคุมด้วยยาหลอก พบว่าการเสริมแคลเซียม 1,500 มก. และวิตามินดี3 2,000 IU ต่อวัน ไม่ได้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งทั้งหมดหรือมะเร็งเฉพาะที่ ซึ่งรวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ รังไข่ เต้านม ปอด หรือผิวหนัง (48), การศึกษาที่การเสริมเฉพาะแคลเซียม 500 มก. ขึ้นไป เป็นเวลา 3.9 ไป ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งทั้งหมด (49), การศึกษาเชิงสังเกตที่รวมผู้เข้าร่วมจำนวน 132,823 คน และติดตามผลเป็นเวลาเฉลี่ย 17.5 ปี ไม่พบความสัมพันฑ์ระหว่างการเสริมแคลเซียมกับอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงจากมะเร็ง (50) เช่นเดียวกับการศึกษาที่ในผู้ใหญ่ 5,292 คน อายุ 70 ​​ปีขึ้นไป ที่การเสริมแคลเซียม 1,000 มก. และวิตามินดี3 8,000 IU พบอัตราการเกิดมะเร็งและการเสียชีวิตจากมะเร็งไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (51)
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่ : หลักฐานเชิงสังเกต (แต่ไม่ทั้งหมด) พบความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคแคลเซียมที่สูงขึ้นกับความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่ลดลง เช่น การศึกษาในผู้ใหญ่จำนวน 77,712 คน เป็นเวลาเฉลี่ย 7.8 ปี พบว่าการเสริมแคลเซียมวันละ 1,999 มก. ความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้จะลดลง 26% เมื่อเทียบกับผู้ได้รับแคลเซียมต่ำเฉลี่ยวันละ 587 มก. (แต่ไม่พบความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งทวารหนัก) (52) หรือการวิเคราะห์ศึกษาในผู้เข้าร่วม 1,415,597 คน ที่ติดตามผลเป็นเวลา 3.3-16 ปี พบว่าการเสริมแคลเซียมมากขึ้นทุก ๆ 300 มก./วัน ความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะลดลง 8% (53) หรือการทบทวนการศึกษาอีกเรื่องที่พบว่าการเสริมแคลเซียมจากอาหารปกติทุกวัน 1,200-2,000 มก. เป็นเวลา 36-60 เดือน ช่วยลดโอกาสที่เนื้องอก Adenomas จะกลับมาเป็นซ้ำได้ 11% ในขณะที่แคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริมไม่มีผลลดความเสี่ยง (54) ส่วนหลักฐานเชิงสังเกตที่พบว่าแคลเซียมไม่มีผลลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ เช่น การติดตามผลการศึกษาในปี 2013 ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจำนวน 36,828 คน ที่การเสริมแคลเซียม 1,000 มก. และวิตามินดี 400 IU ไม่ได้ช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (55) เช่นเดียวกับ การศึกษาในผู้เข้าร่วม 1,121 คน ที่การให้แคลเซียม 1,200 มก. และวิตามินดี3 1,000 IU ต่อวัน เป็นเวลา 3-5 ปี ไม่มีผลลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของเนื้องอกก่อนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Adenomas) (56) และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดซ้ำระหว่างกลุ่มที่เสริมและไม่เสริม (57)
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก : การทบทวนการศึกษาในหมู่ทหารผ่านศึกสหรัฐฯ ที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารต่ำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (58) อย่างไรก็ตาม หลักฐานบางอย่างกลับบ่งชี้ว่าการเสริมแคลเซียมวันละ 1,338 มก. หรือมากกว่า มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (59) สอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่าความเสี่ยงจะสูงขึ้น 2.4 เท่าในผู้ชายที่ได้รับแคลเซียมมากกว่าวันละ 1,081 มก. เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ได้รับแคลเซียมน้อยกว่าวันละ 725 มก. (60) และการศึกษาที่พบว่าความเสี่ยงจะสูงขึ้น 2% ในแคลเซียมทุก ๆ 400 มก. (61) แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะมีงานวิจัยแบบสุ่มที่ควบคุมด้วยยาหลอกที่การได้รับแคลเซียมคอร์บอเนตวันละ 3 กรัม (ให้แคลเซียม 1,200 มก.) เป็นเวลา 4 ปี ไม่พบความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากที่เพิ่มขึ้น (62)
  • มะเร็งเต้านม : การศึกษาเชิงสังเกตจำนวน 11 การศึกษาในผู้หญิง 872,895 คนที่เป็นมะเร็งเต้านม 26,606 คน ในช่วง 7 ถึง 25 ปีพบว่าผู้หญิงที่ได้รับแคลเซียมสูงสุดจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมที่ลดลง 8% (63)
  • มะเร็งรังไข่ : การวิเคราะห์การศึกษา 15 เรื่องที่เกี่ยวกับการบริโภคแคลเซียมและความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ในผู้หญิงจำนวน 493,415 คนที่เป็นมะเร็งรังไข่ 7,453 คน ในกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมสูงสุด (มากกว่าวันละ 820–1,500 มก.) จะมีความเสี่ยงต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับแคลเซียมต่ำสุด (น้อยกว่าวันละ 362–800 มก.) ถึง 20% (64)

11. ลดอัตราการเสียชีวิต การเสริมแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในผู้หญิงสูงอายุได้ (แต่ไม่ใช่ในผู้ชาย)

  • การศึกษาในผู้หญิงสูงอายุจำนวน 38,722 คน พบว่าการเสริมแคลเซียมมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่ลดลง 3.8% ในช่วง 22 ปี (65) อย่างไรก็ตาม ไม่พบประโยชน์เมื่อได้รับแคลเซียมมากกว่าวันละ 900 มก. จากอาหารเสริม ทำนองเดียวกับอีกการศึกษาในผู้ใหญ่ในแคนาดาที่มีผู้เข้าร่วมจำนวน 9,033 คน พบว่าการเสริมแคลเซียมสูงถึง 1,000 มก. ทุกวันมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้หญิง (แต่ไม่ใช่ผู้ชาย) ที่ลดลง 22% ในช่วงระยะเวลาที่ศึกษา 10 ปี เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เสริมแคลเซียม แต่ในขนาดตั้งแต่ 1,000 มก. ขึ้นไป ไม่พบการลดลงของการเสียชีวิตทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย (66)

12. ประโยชน์แคลเซียมในด้านอื่น ๆ เช่น บรรเทาอาการนอนไม่หลับ, อาจช่วยเรื่องระบบประสาท, อาจช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจปกติ, ช่วยเผาผลาญธาตุเหล็กในร่างกาย, ป้องกันการเกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก, ป้องกันการเกิดโรคกระดูกน่วม (จากหนังสือวิตามินไบเบิล ของ ดร.เอิร์ล มินเดลล์)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์ของธาตุเหล็ก (Iron) จากงานวิจัย !

ประโยชน์หลัก ๆ ของแคลเซียม คือ การช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน รวมถึงการใช้เพื่อป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษหรือลดอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) และการรักษาระดับแคลเซียมในร่างกายให้เพียงพอยังอาจช่วยลดความเสี่ยงกระดูกหักและการหกล้มในผู้สูงอายุ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม โรคมะเร็ง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การเสริมแคลเซียมมากเกินไป โดยเฉพาะจากอาหารเสริม อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ข้อควรรู้และคำแนะนำ#

  • อาหารที่ให้แคลเซียมสูง : นม โยเกิร์ต และชีส (ผลิตภัณฑ์จากนม) เป็นแหล่งแคลเซียมที่พบได้มากที่สุด คนส่วนใหญ่ได้รับแคลเซียมจากอาหารประเภทนี้ ส่วนอาหารอื่น ๆ ที่ไม่ได้มาจากนม ได้แก่ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง ปลาแซลมอน คะน้า บรอกโคลี ผักกาดขาว (1)
  • ระดับแคลเซียมในเลือดในผู้ที่มีสุขภาพดี โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 8.5-10.5 มก./ดล. (mg/dL)
  • คนไทยส่วนใหญ่ได้รับแคลเซียมจากอาหารปกติไม่ค่อยเพียงพอ เฉลี่ยเพียงวันละ 400 มก. ในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีแนวโน้มสูงมากที่จะได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอต่อวัน
  • ปริมาณแคลเซียมสูงสุดที่ควรได้รับในแต่ละครั้งคือ 500 มก. เพราะร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมได้ครั้งละมากกว่า 500 มก. ดังนั้นจึงควรจำกัดปริมาณแคลเซียมจากอาหารเสริมให้อยู่ที่ครั้งละประมาณ 200-500 มก. และไม่ควรเกิน 1,000 มก. เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการได้รับในปริมาณที่มากกว่านี้
  • โปรดทราบว่าแคลเซียมที่ต้องได้รับสำหรับผู้ใหญ่คือวันละ 1,000-1,200 มก. ซึ่งรวมถึงปริมาณแคลเซียมจากอาหารปกติที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวันด้วย (และยังไม่รวมถึงยาบางอย่าง เช่น ยาลดกรด)
  • อาหารเสริมแคลเซียมที่พบได้มากที่สุด คือ แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) ที่มีราคาถูกที่สุด และแคลเซียมซิเตรต (Calcium citrate) ที่เหมาะสำหรับผู้ที่กรดในกระเพาะต่ำ แต่จะมีราคาที่แพงกว่า
  • แคลเซียมคอร์บอเนตอาจก่อให้เกิดผลข้างของระบบทางเดินอาหารได้ จึงไม่ควรรับประทานในขณะท้องว่างหรือเมื่อมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องผูกได้ (แนะนำให้ทานพร้อมอาหารหรือแบ่งปริมาณต่อวันจะช่วยลดผลข้างเคียงเหล่านี้ได้)
  • การดูดซึมแคลเซียมในรูปแบบต่าง ๆ : ในผู้ที่มีสุขภาพดีที่ร่างกายผลิตกรดในกระเพาะอาหารได้เพียงพอ รูปแบบของแคลเซียมอาจไม่สำคัญ ดังที่แสดงให้เห็นในการศึกษาที่ให้ผู้เข้าร่วมรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมขนาด 500 มก. ในรูปแบบต่าง ๆ และนมสดที่ให้แคลเซียม 500 มก. หลังจากอดอาหารเป็นเวลา 16 ชั่วโมง แล้วพบว่า การดูดซึมแคลเซียมเฉลี่ยของ Calcium carbonate คือ 39%, Calcium acetate 32%, Calcium lactate 32%, Calcium citrate 30%, Calcium gluconate 27% และนมสดอยู่ที่ 31% (67)
    • ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมทั้งหมดจากอาหารและอาหารเสริมที่เราบริโภค
    • ในผู้ที่ร่างกายผลิตกรดในกระเพาะอาหารไม่เพียงพอหรือกำลังใช้ยาลดกรด (เช่น Omeprazole) แคลเซียมในรูปแบบ Calcium citrate หรือ Calcium citrate malate อาจดูดซึมได้ดีกว่าและ/หรือมีประสิทธิภาพมากกว่าในการเพิ่มระดับแคลเซียมได้มากกว่า Calcium carbonate หรือแคลเซียมในรูปแบบอื่น ๆ ที่ต้องใช้กรดในกระเพาะเพื่อให้ละลายได้ (68) เช่น การศึกษาที่พบว่าการรับประทานยาลดกรด Omeprazole ร่วมกับ Calcium carbonate แล้วพบว่าการดูดซึมแคลเซียมจะลดลงประมาณ 61%เมื่อเทียบกับยาหลอก (69) ในขณะที่ไม่พบว่าการดูดซึมจะลดลงเมื่อรับประทานแคลเซียมในรูป Calcium citrate malate (70) แต่มีข้อเสียคือ แคลเซียมในรูปแบบนี้มักจะมีราคาแพงกว่าและเม็ดยามีขนาดใหญ่กว่า
  • ก่อนซื้ออาหารเสริมแคลเซียมควรพิจารณารูปแบบของแคลเซียม, ปริมาณแคลเซียมจริง ๆ ที่ร่างกายจะได้รับ รวมถึงส่วนผสมอื่น ๆ ด้วย เช่น วิตามินดี วิตามินเค ฯลฯ ก่อนเปรียบเทียบราคา (ตัวอย่าง ปริมาณ Calcium carbonate จะให้แคลเซียมจริง ๆ แค่ 40% เท่านั้น นั่นหมายความว่า Calcium carbonate 1,250 มก. จะมีแคลเซียมเพียง 500 มก.)
  • รูปแบบและปริมาณของแคลเซียมที่แนะนำสำหรับแต่ละอาการ :
    • สำหรับชะลอการสูญเสียมวลกระดูกและแคลเซียม โดยทั่วไปพบว่าการเสริมแคลเซียมซิเตรตวันละ 1,000-1,200 มก. ร่วมกับวิตามินดีวันละ 400-800 IU พบว่ามีประโยชน์ในการศึกษาหลายชิ้น
    • สำหรับเสริมสร้างสร้างกระดูกในเด็กผู้หญิงอายุน้อย (อายุ 9 ถึง 13 ปี) การศึกษาพบประโยชน์จากการเสริมแคลเซียม 800 มก. (จากแคลเซียมซิเตรตและแคลเซียมคาร์บอเนต) และวิตามินดี3 400 IU เมื่อรับประทานเป็นประจำเป็นเวลา 6 เดือน (3)
    • สำหรับลดอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) แคลเซียมคาร์บอเนตวันละ 1,000-1,200 มก. พบว่ามีประสิทธิภาพ
  • กลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดแคลเซียม : ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (การลดลงของการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลง และเพิ่มการสูญเสียแคลเซียมทางปัสสาวะและการสลายแคลเซียมจากกระดูก) และผู้ที่หลีกเลี่ยงการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม (รวมถึงมังสวิรัติ)
  • ดูเหมือนว่าการเสริมแคลเซียมจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในหลายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแคลเซียมจึงมักมีวิตามินดีเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย
  • การได้รับแคลเซียมจากอาหารปกติเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัย หากไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ไม่มีแนะนำให้เสริมแคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริม โดยเฉพาะในขนาดที่สูง
หากคุณบริโภคอาหารที่ให้แคลเซียมเพียงพอ เช่น ดื่มนมเป็นประจำ การเสริมแคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริมก็ไม่จำเป็น และการได้รับแคลเซียมมากเกินไปก็ไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์มากขึ้น และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวัน#

ต่อไปนี้คือปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวันสำหรับคนวัยต่าง ๆ (1)

  • อายุ 0-6 เดือน วันละ 200 มก.
  • อายุ 7–12 เดือน วันละ 260 มก.
  • อายุ 1–3 ปี วันละ 700 มก.
  • อายุ 4–8 ปี วันละ 1,000 มก.
  • อายุ 9–13 ปี วันละ 1,300 มก.
  • อายุ 14–18 ปี วันละ 1,300 มก. (ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร)
  • อายุ 19–50 ปี วันละ 1,000 มก. (ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร)
  • อายุ 51–70 ปี ในผู้ชายวันละ 1,000 มก. และในผู้หญิงวันละ 1,200 มก.
  • อายุมากกว่า 70 ปี ทั้งผู้ชายและหญิงคือวันละ 1,200 มก.

ความเสี่ยงจากการได้รับแคลเซียมมากเกินไป#

  • ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (ระดับแคลเซียมในเลือดมากกว่า 10.5 มก./ดล.) และภาวะแคลเซียมในปัสสาวะสูง (ระดับแคลเซียมในปัสสาวะในผู้ชายมากกว่าวันละ 250 และในผู้หญิงมากกว่าวันละ 275 มก.) เป็นภาวะที่พบได้น้อยในคนที่มีสุขภาพดีและมักเกิดจากโรคหรือเงื่อนไขอื่น ๆ อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ภาวะอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมาได้ เช่น เหนื่อยล้า ท้องผูก คลื่นไส้ น้ำหนักลด กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไตวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ (1)
  • ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต การศึกษาพบว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เสริมแคลเซียม 1,000 มก. และวิตามินดี 400 IU ทุกวัน มีอุบัติการณ์การเกิดนิ่วในไตเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เสริม แต่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยมาก เนื่องจากมีเพียง 0.35% ที่รายงานว่าเป็นนิ่วในไต เมื่อเทียบกับ 0.3% ในกลุ่มที่ไม่เสริม (71) นอกจากนี้ American Society of Nephrology ระบุว่าการเสริมแคลเซียมอาจเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของนิ่วในไตในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจากการทบทวนการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่มีประวัติเป็นนิ่วในไตที่เสริมแคลเซียมเฉลี่ยวันละ 439 มก. ก้อนนิ่วจะเติบโตเฉลี่ย 7.8 มิลลิเมตร/เดือน เมื่อเทียบกับ 4.49 มิลลิเมตร/เดือน ในกลุ่มที่ไม่ได้เสริม
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด การเสริมแคลเซียมทุกวันในปริมาณมาก เช่น วันละ 1,000 มก. อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด และความเสี่ยงจะลดลงเมื่อเสริมวิตามินดีร่วมด้วย โดยมีการศึกษาที่เกี่ยวข้องดังนี้
    • อาหารเสริมแคลเซียม 1,000 มก. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อหัวใจตาย (72) ส่วนการศึกษาในเกาหลีพบว่าการเสริมแคลเซียมโดยเฉลี่ยวันละ 538 มก. อย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่เสริมวิตามินดี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น 54% แต่ไม่พบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเมื่อเสริมวิตามินดีร่วมด้วย (73)
    • การเสริมแคลเซียมมากกว่าวันละ 1,000 มก. จากอาหารเสริม มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น 20% จากโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ในผู้ชาย แต่ไม่มีผลกับผู้หญิง (22)
    • การเสริมแคลเซียมมากกว่าวันละ 1,000 มก. ในผู้ชายและผู้หญิงอายุ 40-89 ปี พบว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองตีบ (เช่น โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และความเสี่ยงก็สูงขึ้นในผู้ชาย 3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า (74)
    • ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เสริมแคลเซียมวันละ 800 มก. ในระยะยาวอาจส่งผลเสียทำให้ระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น รวมทั้งความหนาของหลอดเลือดแดง ซึ่งสิ่งนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดโรคหัวใจ (75)
  • การได้รับแคลเซียมมากกว่าวันละ 1,500 มก. (ทั้งจากอาหารและอาหารเสริม) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม เมื่อเทียบกับปริมาณรวมต่อวันระหว่าง 500-1,000 มก. (1)
  • ความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมในสตรีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง การศึกษาในผู้หญิงจำนวน 700 คนที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง อายุ 70-92 ปี เป็นเวลา 5 ปี พบว่ากลุ่มที่ได้รับแคลเซียมเสริมมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เสริม (76)
  • การได้รับแคลเซียมจากอาหารเสริมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค AMD (77)
  • หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับแคลเซียมมากเกินอาจทำให้ทารกในครรภ์มีความผิดปกติได้
  • การเสริมแคลเซียมในปริมาณสูงจากอาหารเสริม (โดยเฉพาะวันละ 900 มก .หรือมากกว่า) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ (78)

สรุปเรื่องแคลเซียม#

ไม่ค่อยพบประโยชน์จากการเสริมแคลเซียมในคนทั่วไปที่ร่างกายมักไม่ได้ขาดแคลเซียม การเสริมแคลเซียมอาจมีประโยชน์เฉพาะสำหรับผู้ที่ร่างกายขาดแคลเซียม เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะแคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริมที่ต้องเสริมในปริมาณที่พอดีและไม่มากจนเกินไป (โดยทั่วไปคือไม่เกินวันละ 500 มก. และห้ามเกินวันละ 1,000 มก. หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์)

งานวิจัยอ้างอิง#
  1. National Institutes of Health (NIH). “Calcium”. (2023)
  2. FDA. “Small Entity Compliance Guide: Health Claims on Calcium and Osteoporosis; and Calcium, Vitamin D, and Osteoporosis”. (2009)
  3. Osteoporosis International. “Calcium and vitamin-D supplementation on bone structural properties in peripubertal female identical twins: a randomised controlled trial”. (2011)
  4. Archivos Latinoamericanos de Nutrición. “Calcium supplementation, bone mineral density and bone mineral content. Predictors of bone mass changes in adolescent mothers during the 6-month postpartum period”. (2012)
  5. Critical Reviews in Oncology/Hematology. “Calcium and vitamin D supplementation and loss of bone mineral density in women undergoing breast cancer therapy”. (2013)
  6. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Dietary Calcium Intake and Bone Loss Over 6 Years in Osteopenic Postmenopausal Women”. (2019)
  7. Osteoporosis International. “Calcium plus vitamin D supplementation and risk of fractures: an updated meta-analysis from the National Osteoporosis Foundation”. (2016)
  8. JAMA. “Association Between Calcium or Vitamin D Supplementation and Fracture Incidence in Community-Dwelling Older Adults: A Systematic Review and Meta-analysis”. (2017)
  9. JAMA. “Vitamin D, Calcium, or Combined Supplementation for the Primary Prevention of Fractures in Community-Dwelling Adults: Evidence Report and Systematic Review for the US Preventive Services Task Force”. (2018)
  10. The New England Journal of Medicine. “Calcium plus Vitamin D Supplementation and the Risk of Fractures”. (2006)
  11. Menopause. “Women’s Health Initiative clinical trials interaction of calcium and vitamin D with hormone therapy”. (2014)
  12. The American Journal of Clinical Nutrition. “Dietary patterns and hip fracture in the Adventist Health Study 2: combined vitamin D and calcium supplementation mitigate increased hip fracture risk among vegans”. (2021)
  13. JMBR PLUS. “Calcium Supplement Use Is Associated With Less Bone Mineral Density Loss, But Does Not Lessen the Risk of Bone Fracture Across the Menopause Transition: Data From the Study of Women’s Health Across the Nation”. (2019)
  14. The BMJ. “Effect of dietary sources of calcium and protein on hip fractures and falls in older adults in residential care: cluster randomised controlled trial”. (2021)
  15. Journal of Bone and Mineral Research. “Higher Dietary Calcium Intakes Are Associated With Reduced Risks of Fractures, Cardiovascular Events, and Mortality: A Prospective Cohort Study of Older Men and Women”. (2015)
  16. Cochrane Database of Systematic Reviews. “Calcium supplementation for prevention of primary hypertension”. (2015)
  17. Journal of Cardiovascular Nursing. “The Effects of Dietary Calcium Supplements Alone or With Vitamin D on Cholesterol Metabolism: A Meta-Analysis of Randomized Controlled Trials”. (2017)
  18. Circulation: Heart Failure. “Risk of heart failure among postmenopausal women: a secondary analysis of the randomized trial of vitamin D plus calcium of the women’s health initiative”. (2015)
  19. JAMA. “Vitamin D, Calcium, or Combined Supplementation for the Primary Prevention of Fractures in Community-Dwelling Adults: Evidence Report and Systematic Review for the US Preventive Services Task Force”. (2018)
  20. Nutrients. “Calcium Supplements and Risk of Cardiovascular Disease: A Meta-Analysis of Clinical Trials”. (2021)
  21. The American Journal of Clinical Nutrition. “Calcium intake and mortality from all causes, cancer, and cardiovascular disease: the Cancer Prevention Study II Nutrition Cohort”. (2016)
  22. JAMA Internal Medicine. “Dietary and Supplemental Calcium Intake and Cardiovascular Disease Mortality The National Institutes of Health–AARP Diet and Health Study”. (2013)
  23. Heart. “Supplemental calcium and vitamin D and long-term mortality in aortic stenosis”. (2022)
  24. Annals of Internal Medicine. “Lack of Evidence Linking Calcium With or Without Vitamin D Supplementation to Cardiovascular Disease in Generally Healthy Adults: A Clinical Guideline From the National Osteoporosis Foundation and the American Society for Preventive Cardiology”. (2016)
  25. British Journal of Nutrition. “Dietary intake of calcium and magnesium and the metabolic syndrome in the National Health and Nutrition Examination (NHANES) 2001-2010 data”. (2015)
  26. Scientific Reports. “Dietary Calcium Intake and the Risk of Metabolic Syndrome: A Systematic Review and Meta-Analysis”. (2019)
  27. British Journal of Nutrition. “The effects of vitamin D, K and calcium co-supplementation on carotid intima-media thickness and metabolic status in overweight type 2 diabetic patients with CHD”. (2016)
  28. Nutrition, Metabolism and Cardiovascular Diseases. “Dietary calcium intake and adiposity in children and adolescents: Cross-sectional and longitudinal results from IDEFICS/I.Family cohort”. (2019)
  29. European Journal of Clinical Nutrition. “Dairy products and total calcium intake at 13 years of age and its association with obesity at 21 years of age”. (2018)
  30. The American Journal of Clinical Nutrition. “Effects of calcium supplementation on body weight: a meta-analysis”. (2016)
  31. British Journal of Nutrition. “Effect of increasing dietary calcium through supplements and dairy food on body weight and body composition: a meta-analysis of randomised controlled trials”. (2015)
  32. Research Square. “Serum calcium as a biomarker of clinical severity and prognosis in patients with coronavirus disease 2019: a retrospective cross-sectional study”. (2020)
  33. Gastroenterology. “Mortality From Coronavirus Disease 2019 Increases With Unsaturated Fat and May Be Reduced by Early Calcium and Albumin Supplementation”. (2020)
  34. British Journal of Nutrition. “Consumption of dairy products and the 15-year incidence of age-related macular degeneration”. (2014)
  35. JAMA Ophthalmology. “Self-reported Calcium Supplementation and Age-Related Macular Degeneration”. (2015)
  36. JAMA Ophthalmology. “Association of Dietary and Supplementary Calcium Intake With Age-Related Macular Degeneration Age-Related Eye Disease Study Report 39”. (2019)
  37. Obstetrics & Gynecology. “Hypertension in pregnancy. Report of the American College of Obstetricians and Gynecologists’ Task Force on Hypertension in Pregnancy”. (2013)
  38. Hypertens Pregnancy. “Limited evidence for calcium supplementation in preeclampsia prevention: a meta-analysis and systematic review”. (2015)
  39. Cochrane Database of Systematic Reviews. “Calcium supplementation during pregnancy for preventing hypertensive disorders and related problems”. (2014)
  40. Circulation. “Maternal calcium intake and offspring blood pressure”. (2004)
  41. Journal of General Internal Medicine. “Calcium supplementation in premenstrual syndrome: a randomized crossover trial”. (1989)
  42. Obstetrics & Gynecology Science. “Effect of calcium on premenstrual syndrome: A double-blind randomized clinical trial”. (2017)
  43. Taiwanese Journal of Obstetrics and Gynecology. “Effects of calcium supplement therapy in women with premenstrual syndrome”. (2009)
  44. Journal of Caring Sciences. “Effect of Combined Use of Calcium and Vitamin B6 on Premenstrual Syndrome Symptoms: a Randomized Clinical Trial”. (2016)
  45. American Journal of Obstetrics & Gynecology. “Dietary calcium and manganese effects on menstrual cycle symptoms”. (1993)
  46. Journal of Clinical Psychopharmacology. “A pilot study to compare fluoxetine, calcium, and placebo in the treatment of premenstrual syndrome”. (2013)
  47. The American Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin D and calcium supplementation reduces cancer risk: results of a randomized trial”. (2007)
  48. JAMA. “Effect of Vitamin D and Calcium Supplementation on Cancer Incidence in Older Women A Randomized Clinical Trial”. (2017)
  49. British Journal of Nutrition. “Calcium supplements and cancer risk: a meta-analysis of randomised controlled trials”. (2013)
  50. The American Journal of Clinical Nutrition. “Calcium intake and mortality from all causes, cancer, and cardiovascular disease: the Cancer Prevention Study II Nutrition Cohort”. (2016)
  51. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Long-term follow-up for mortality and cancer in a randomized placebo-controlled trial of vitamin D(3) and/or calcium (RECORD trial)”. (2012)
  52. Public Health Nutrition. “Independent associations of dairy and calcium intakes with colorectal cancers in the Adventist Health Study-2 cohort”. (2017)
  53. International Journal of Cancer. “Calcium intake and colorectal cancer risk: dose-response meta-analysis of prospective observational studies”. (2014)
  54. World Journal of Gastroenterology. “Calcium supplementation for the prevention of colorectal adenomas: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials”. (2016)
  55. Journal of Women’s Health. “Calcium plus vitamin D supplementation and health outcomes five years after active intervention ended: the Women’s Health Initiative”. (2013)
  56. Cancer Prevention Research. “No Evidence for Posttreatment Effects of Vitamin D and Calcium Supplementation on Risk of Colorectal Adenomas in a Randomized Trial”. (2019)
  57. The New England Journal of Medicine. “A Trial of Calcium and Vitamin D for the Prevention of Colorectal Adenomas”. (2015)
  58. Preventing Chronic Disease. “Dietary Calcium and Risk for Prostate Cancer: A Case-Control Study Among US Veterans”. (2012)
  59. Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention. “Circulating vitamin D and risk of prostate cancer–letter”. (2012)
  60. British Journal of Nutrition. “Dairy products, calcium and phosphorus intake, and the risk of prostate cancer: results of the French prospective SU.VI.MAX (Supplémentation en Vitamines et Minéraux Antioxydants) study”. (2006)
  61. The American Journal of Clinical Nutrition. “Dairy products, calcium, and prostate cancer risk: a systematic review and meta-analysis of cohort studies”. (2015)
  62. Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention. “Risk of prostate cancer in a randomized clinical trial of calcium supplementation”. (2005)
  63. British Journal of Nutrition. “Calcium intake and breast cancer risk: meta-analysis of prospective cohort studies”. (2016)
  64. Nutrients. “Calcium Intake and the Risk of Ovarian Cancer: A Meta-Analysis”. (2017)
  65. Archives of Internal Medicine. “Dietary Supplements and Mortality Rate in Older Women The Iowa Women’s Health Study”. (2011)
  66. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. “Calcium and vitamin D intake and mortality: results from the Canadian Multicentre Osteoporosis Study (CaMos)”. (2013)
  67. Clinical Nutrition. “Long-term effects of folic acid and vitamin-B12 supplementation on fracture risk and cardiovascular disease: Extended follow-up of the B-PROOF trial”. (2020)
  68. Current Gastroenterology Reports. “Chronic PPI Therapy and Calcium Metabolism”. (2015)
  69. The American Journal of Medicine. “Effects of proton pump inhibitors on calcium carbonate absorption in women: a randomized crossover trial”. (2005)
  70. Journal of Bone and Mineral Research. “Do Proton Pump Inhibitors Decrease Calcium Absorption?”. (2010)
  71. The American Journal of Clinical Nutrition. “Urinary tract stone occurrence in the Women’s Health Initiative (WHI) randomized clinical trial of calcium and vitamin D supplements”. (2011)
  72. The BMJ. “Calcium supplements with or without vitamin D and risk of cardiovascular events: reanalysis of the Women’s Health Initiative limited access dataset and meta-analysis”. (2011)
  73. European Heart Journal – Cardiovascular Pharmacotherapy. “Cardiovascular risks associated with calcium supplementation in patients with osteoporosis: a nationwide cohort study”. (2022)
  74. Journal of the American Heart Association. “Risk of Ischemic Stroke Associated With Calcium Supplements With or Without Vitamin D: A Nested Case‐Control Study”. (2017)
  75. The American Journal of Clinical Nutrition. “Long-term calcium supplementation may have adverse effects on serum cholesterol and carotid intima-media thickness in postmenopausal women: a double-blind, randomized, placebo-controlled trial”. (2013)
  76. Neurology. “Calcium supplementation and risk of dementia in women with cerebrovascular disease”. (2016)
  77. JAMA Ophthalmology. “Self-reported Calcium Supplementation and Age-Related Macular Degeneration”. (2015)
  78. The American Journal of Clinical Nutrition. “Vitamin D and calcium intake and risk of early menopause”. (2017)

ตรวจสอบทางการแพทย์ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2023