การวางแผนครอบครัว#
การวางแผนครอบครัว หมายถึง การที่คู่สมรสปรึกษาหารือกันเพื่อวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะมีลูกหรือไม่มีลูก ถ้าตกลงกันว่าจะไม่มีลูกหรือจะหยุดมีลูกแล้วจะคุมกำเนิดด้วยวิธีใด หรือถ้าอยากมีลูกแล้วพร้อมจะมีลูกกันได้เมื่อไหร่ ? จะมีลูกกันกี่คน ? และจะมีลูกห่างกันกี่ปี ? ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณและลูกน้อยที่เกิดมานั้นมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีสุขภาพจิตดี อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ผู้เป็นพ่อแม่สามารถให้การศึกษา อบรมเลี้ยงดูลูกน้อยจนเติบใหญ่มีอาชีพการงานที่มั่นคงได้ และเป็นพลเมืองที่ดีของชาติต่อไป
แต่โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราพูดถึง “การวางแผนครอบครัว” คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า มันเป็นเรื่องของ “การคุมกำเนิด” แต่ในความหมายที่แท้แล้ว คำว่าการวางแผนครอบครัวมันมีความหมายกว้างกว่านี้มาก เพราะยังหมายความรวมถึง “การวางแผนมีลูก” ด้วยครับ ส่วนความหมายของคำว่า “คุมกำเนิด” นอกจากจะหมายถึงการป้องกันการเกิดด้วยการป้องกันการปฏิสนธิแล้วยังหมายความรวมถึงการไปทำแท้งด้วย ดังนั้นการคุมกำเนิดจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวางแผนครอบครัว แต่ในทางปฏิบัติแล้วหลาย ๆ ที่ยังใช้คำนี้แทนกันอยู่ ซึ่งต่อไปนี้ก็คือแนวทางการวางแผนครอบครัว (ตามความหมายที่ถูกต้อง) ครับ 🙂
- จุดเริ่มต้นของครอบครัว มนุษย์เรานั้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถือเป็นเรื่องธรรมดา และถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ต้องสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตนเอง ซึ่งอาจจะต้องผ่านขั้นตอนทางประเพณีที่เรียกว่า “การแต่งงาน” หรือไม่ผ่านก็ได้ แต่การแต่งงานหรือการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่ดีนั้นควรจะเริ่มขึ้นเมื่อฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมีความพร้อมและตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ช่วยกันทำมาหากินหรือสร้างหลักฐานครอบครัว ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นหลักประกันให้ครอบครัวและลูกน้อยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
- หน้าที่และการปรับตัว ความรักเพียงอย่างเดียวก็อาจไม่ได้เป็นหลักประกันความสำเร็จในชีวิตคู่ได้ เพราะมันยังต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เพื่อให้ชีวิตคู่ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักเรียนรู้และยอมรับจุดอ่อนและจุดแข็งของกันและกัน, การมีความเข้าอกเข้าใจกัน ประนีประนอม และพร้อมที่จะให้อภัยกันและกัน รวมไปถึงการวางแผนล่วงหน้าทั้งด้านการงานและการเงินอย่างเหมาะสม มีเผื่อค่าใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน และเก็บออมเอาไว้บ้างเพื่ออนาคต ฯลฯ ในระยะเริ่มแรกของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ทั้งคู่จะต้องปรับตัวเข้าหากันและตกลงบทบาทหน้าที่กันภายในครอบครัวให้ชัดเจน และสามารถสลับบทบาทได้ยามจำเป็น
- คิดให้ดีก่อนมีลูก ! ผมอยากให้ผู้อ่านที่คิดจะมีลูกลองหยุดคิดและไตร่ตรองดูสักนิดว่า เรามีสิ่งต่อไปนี้แล้วหรือยัง ? อาทิ การมีหลักและฐานที่มั่นคงพอที่จะเลี้ยงดูลูกน้อย ตลอดจนพร้อมที่จะให้การศึกษาที่ดีแก่ลูกได้, การมีเวลาพอที่จะอบรมเลี้ยงดูลูกน้อยด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้ลูกเติบโตเป็นคนดี, การมีเวลาอยู่ด้วยกัน มีความเข้าใจกัน และพร้อมที่จะมีลูกของคู่สมรส ซึ่งการมีลูกในขณะที่คู่สมรสยังไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีพอ ก็อาจทำให้ลูกน้อยที่เกิดมามีปัญหาสุขภาพจิตได้ ฯลฯ อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ 20 ข้อคิดก่อนคิดมีลูก…คุณพร้อมหรือยัง ??
- การเตรียมพร้อมทางด้านร่างกาย การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพจิตที่ดี คุณพ่อคุณแม่ที่มีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ย่อมมีโอกาสคลอดลูกที่แข็งแรงและมีสุขภาพดีเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพของทั้งสองฝ่ายก่อนแต่งงานหรือก่อนตั้งครรภ์ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลย เพราะหากพบปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ คุณหมอจะช่วยแก้ไขได้ทันท่วงที หรือให้คำแนะนำได้ตามสมควร เพราะอย่างโรคประจำตัวบางโรคของคุณแม่นั้นก็มีผลต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างมาก และบางโรคอาจเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการตั้งครรภ์เลยก็ว่าได้ อย่างเช่น โรคหัวใจ โรคลมบ้าหมู โรคไต โรคเบาหวาน โรคเอดส์ ฯลฯ แต่ทว่าคุณแม่อย่าเพิ่งวิตกกังวลใจไปก่อนว่า ตนเองจะมีลูกไม่ได้ สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือการไปพบแพทย์เพื่อรับการดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอะไรจะได้แก้ไขกันตั้งแต่ต้น ส่วนอีกเรื่องที่ควรคำนึงถึงก็คือเรื่อง “น้ำหนักตัวของคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์” ที่ไม่ควรจะอ้วนหรือผอมมากเกินไป (เมื่อคำนวณความหนาของร่างกายหรือดัชนีมวลกาย (BMI) แล้วอยู่ในเกณฑ์ปกติ) และควรอยู่ในวัยที่เหมาะสมสำหรับการมีลูก เพราะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในวัย 35 ปีขึ้นไป จะค่อนข้างมีความเสี่ยงต่อการให้กำเนิดลูกที่ไม่แข็งแรงสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นแล้ว และคุณแม่ดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยในครรภ์เป็นอย่างดี ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเท่าใดนัก แต่จะยิ่งดีกว่าถ้าเริ่มต้นมีลูกกันตั้งแต่วัยหนุ่มสาว
- การเตรียมพร้อมทางด้านอาชีพและที่อยู่อาศัย ที่อยู่อาศัยเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้ปัจจัยอื่น ๆ และเป็นเรื่องที่ครอบครัวจะต้องตกลงกันก่อนแต่งงานว่า พอแต่งแล้วจะแยกมาอยู่กันลำพังเพียง 2 คน หรือจะย้ายไปอยู่กับครอบครัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลและความจำเป็นของทั้งสองฝ่าย ส่วนอาชีพการงานก่อนมีลูกก็ควรจะเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงพอประมาณ มีรายได้ที่แน่นอนและเพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูครอบครัว
- การวางแผนมีบุตรและเว้นระยะการมีบุตร เป็นการวางแผนร่วมกันของทั้งคู่ว่าพร้อมจะมีบุตรหรือยัง ?, จะเริ่มมีบุตรกันเมื่อไหร่ ?, ต้องการบุตรกี่คน ?, เป็นเพศชายหรือเพศหญิง ? แล้วจะเว้นระยะห่างการมีบุตรนานแค่ไหน ? เหล่านี้เป็นคำถามสำคัญที่ทั้งคู่ควรปรึกษาหารือและตกลงกันให้ชัดเจน ส่วนคุณแม่ที่อยากมีบุตรเพิ่มอีก ก็ควรจะเว้นช่วงการมีบุตรอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นการฟื้นฟูสุขภาพของตนเองก่อนจะเริ่มตั้งครรภ์ครั้งต่อไป และยังมีเวลาเลี้ยงลูกคนก่อนได้อย่างเต็มที่ด้วยรักและเอาใจใส่
- เตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดี เพื่อให้ลูกได้เติบโตเป็นคนดี มีคุณภาพ และมีความสุข คุณพ่อคุณแม่ควรตกลงพร้อมใจที่จะมีลูกด้วยกัน และให้ลูกเกิดมาพร้อมกับความรักของทั้งสองคน พ่อและแม่ต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่พร้อมจะเป็นพ่อคนแม่คน แสดงให้ลูกเห็นว่า พ่อแม่รักเขามากขนาดไหน มีความรู้ในการอบรมเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี ฝึกลูกในทางที่เขาควรจะเป็น มีเวลาเพียงพอที่จะให้ความใกล้ชิดและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก รวมถึงการให้ลูกมีเวลาส่วนตัวบ้าง คอยเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการได้เสมอ และเป็นที่ปรึกษาให้กับลูก พร้อมเผชิญปัญหาของลูกด้วยความเต็มใจ ฯลฯ
- การคุมกำเนิด สำหรับคู่สมรสที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตรหรือมีบุตรเพียงพอแล้ว การวางแผนเพื่อคุมกำเนิดถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้เราสามารถเลือกมีลูกได้ตามเวลาและจำนวนที่ต้องการ หรือช่วยเว้นระยะเวลาการตั้งครรภ์ให้ห่างมากพอ รวมไปถึงเพื่องดเว้นการตั้งครรภ์ในบางกรณี เช่น มารดาเป็นโรคทางพันธุกรรมที่แพทย์ไม่แนะนำให้ตั้งครรภ์ เป็นต้น ซึ่งการคุมกำเนิดในปัจจุบันก็มีทั้งแบบถาวร คือ การทำหมันหญิง (การผูกและตัดท่อรังไข่) และการทำหมันชาย (การผูกและตัดท่อนำน้ำเชื้อ) และแบบชั่วคราวซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีครับ เช่น แบบวิธีธรรมชาติ (การนับวันปลอดภัย, การหลั่งข้างนอก), การใช้ถุงยางอนามัย, ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบรายเดือน, การฉีดยาคุมกำเนิด, ใช้ยาฝังคุมกำเนิด, ห่วงคุมกำเนิด, วงแหวนคุมกำเนิด, แผ่นแปะคุมกำเนิด ฯลฯ ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปครับ ไว้ผมจะกล่าวอีกครั้งอย่างละเอียดในบทความหน้าครับ ว่าการคุมกำเนิดนั้นมีกี่วิธี, มีวิธีการอย่างไร, ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีมีอะไรบ้าง, แต่ละวิธีจะทำให้เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์มากน้อยแค่ไหน แล้วคุณควรเลือกใช้วิธีใด ฯลฯ
การวางแผนครอบครัวมีความสําคัญอย่างไร#
เมื่อปี พ.ศ.2554 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศว่า ประชากรบนโลกได้มีจำนวนครบ 7,000 ล้านคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 1,000 ล้านคน ภายในระยะเวลาเพียง 12 ปี (เมื่อปี พ.ศ.2543 มีจำนวนประชากรประมาณ 6,000 ล้าน) จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ประชากรโลกนั้นนับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ทรัพยากรทางธรรมชาติก็ลดน้อยลงทุกที หากไม่มีมาตรการควบคุมการเกิด ปัญหาการขาดแคลนปัจจัยสี่ก็ต้องตามมาภายในเร็ววันอย่างแน่นอน

สำหรับในประเทศไทย ล่าสุดนี้ (พ.ศ.2558) ได้มีจำนวนประชากรรวมแล้วทั้งสิ้นประมาณ 65 ล้านคน (มีเพศหญิงประมาณ 33 ล้านคน ส่วนเพศชายมีประมาณ 32 ล้านคน) มีอัตราการเกิดเพียง 12.9 ต่อ 1,000 คน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดี ทั้งนี้เป็นเพราะหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนได้ช่วยกันส่งเสริมและรณรงค์ให้ความรู้ในเรื่องการวางแผนครอบครัวให้กับประชาชนได้ดีเสมอมา
การวางแผนครอบครัวที่เหมาะสมจะช่วยให้พ่อแม่มีจำนวนบุตรที่เหมาะสม จะช่วยให้มีเวลาอบรมเลี้ยงดูลูกได้อย่างเต็มที่ ทำให้ครอบครัวมีคุณภาพ อีกทั้งการเลี้ยงบุตรเพียง 1 คนจนเติบใหญ่นั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาหรือค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยสี่ที่นับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นทุกที การมีบุตรจำนวนมากและไม่มีการวางแผนที่ดีก็อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของลูก และความอยู่รอดของครอบครัวได้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง#
เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)
มาตรฐานเนื้อหา Medthai
บทความสุขภาพควรระบุผู้เขียน วันที่เผยแพร่/อัปเดต แหล่งอ้างอิง และเปิดเผยนโยบายบรรณาธิการอย่างชัดเจน
อ่านนโยบายบรรณาธิการ →



