ยาแก้ไอน้ำดำ#

ยาแก้ไอน้ำดำ (ภาษาอังกฤษ : Brown mixture หรือ M.tussis) หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า ยาแก้ไอน้ำดำตราเสือดาว และยาแก้ไอน้ำดำตรางู เป็นยาระงับอาการไอที่ใช้กันมานาน เหมาะสำหรับอาการไอแห้ง* โดยเป็นยาน้ำที่ประกอบไปด้วยตัวยาหลายชนิด มีตัวยาที่สำคัญ คือ ฝิ่นที่มีฤทธิ์ระงับการไอ ชะเอมที่มีฤทธิ์ขับเสมหะและช่วยทำให้ชุ่มคอ นิยมใช้จิบครั้งละ 1-2 ช้อนชาเมื่อมีอาการไอ

ยาแก้ไอน้ำดำจัดเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีราคาถูกและใช้ได้ดีพอสมควร แม้เด็กอาจจะไม่ชอบรสชาติของยานี้กันเท่าไรนัก แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาสูตรยาที่คล้ายกันแต่มีรสหวานที่เรียกว่า ยาแก้ไอน้ำเชื่อม (Cough syrup) ทั้งยาแก้ไอน้ำดำและยาแก้ไอน้ำเชื่อมจะมีคำเตือนห้ามใช้สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี คนชรา และหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากมีฝิ่นเป็นส่วนผสม เกรงว่าถ้าใช้ในขนาดที่มากเกินไปอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ (แต่ถ้าใช้ยาตามคำแนะนำในฉลากยาก็นับว่าปลอดภัยมาก)

ในปัจจุบันแพทย์รุ่นใหม่จะไม่นิยมสั่งยาแก้ไอน้ำดำให้คนไข้แล้ว เพราะคิดว่าสู้ยาระงับอาการไอใหม่ ๆ ไม่ได้ เช่น โคเดอีน (Codeine) และเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) อีกทั้งยังเป็นยาน้ำซึ่งไม่ค่อยสะดวกในการพกพาเท่ายาเม็ด

หมายเหตุ : อาการไอเป็นเพียงอาการแสดงของโรคซึ่งเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยทั่วไปอาการไอจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ไอแห้ง (ไอไม่มีเสมหะ อาจเกิดจากการแพ้ฝุ่น ควัน อากาศ เป็นหวัด หรือเกิดจากการใช้ยาบางประเภท) และไอเปียก (ไอมีเสมหะหรือเสลด ซึ่งมักจะออกมาจากหลอดลมหรือเนื้อปอด อาจเกิดโรคปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หลอดลมพอง วัณโรคปอด เป็นต้น ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้มักจะมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้สูง หายใจหอบ เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด) ดังนั้น ทุกครั้งที่มีอาการไอจะต้องสังเกตดูว่าเป็นอาการไอแบบใด เพื่อที่จะได้เลือกใช้ยาแก้ไอได้อย่างถูกต้อง เพราะยาแก้ไอจะมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มยาระงับอาการไอ (Antitussives), กลุ่มยาขับเสมหะ (Expectorants) และกลุ่มยาละลายเสมหะ (Mucolytic agents) โดยแต่ละกลุ่มก็จะมียาย่อย ๆ อีกหลายชนิด ดังนั้น ผู้บริโภคจะต้องฝึกอ่านฉลากยาให้เป็น เพื่อจะได้เลือกใช้ยาแก้ไอได้อย่างถูกต้องกับลักษณะอาการไอ เพราะหากเลือกใช้ยาผิดไป บางครั้งก็อาจทำให้เป็นอันตรายได้ โดยหลักการง่าย ๆ ในการเลือกใช้ยาแก้ไอก็คือ ถ้าไอแห้ง ให้ใช้กลุ่มยาระงับอาการไอ แต่ถ้าไอเปียกให้หลีกเลี่ยงการใช้กลุ่มยาระงับอาการไอ เนื่องจากร่างกายต้องการจะขับเสมหะหรือเสลดที่มีเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุออกมา ยิ่งขับออกได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะจะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งและโรคทุเลาเร็วขึ้น ถ้าไปกินยาระงับอาการไอเข้าไปก็อาจทำให้เสลดถูกกักอยู่ในปอดมากขึ้นจนอาจทำให้ปอดอักเสบหรือเสลดไปอุดตันอยู่ในหลอดลมแขนงฝอย ๆ ก็อาจทำให้เนื้อปอดที่อยู่ส่วนปลายแฟบได้ ทำให้สูญเสียหน้าที่ในการหายใจ จึงเกิดผลเสียมากกว่าผลดี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ควรใช้ยาระงับอาการไอในผู้ป่วยที่มีอาการไอเปียก

ตัวอย่างยาแก้ไอน้ำดำ#

ยาแก้ไอน้ำดำ มีชื่อทางการค้า เช่น ยาแก้ไอน้ำดำตราองค์การเภสัชกรรม (Brown mixture GPO), ยาแก้ไอน้ำดำตราเสือดาว (Leopard medical brand Brown mixture), ยาแก้ไอน้ำดำตรางู (Brown mixture TRA NGOO), ยาแก้ไอน้ำดำโอสถอินเตอร์แล็บ (Brown Mixture Osoth Interlab), ทัสซิส (ยาแก้ไอน้ำดำ) ตำรับศิริราช (Tussis) เป็นต้น

รูปแบบของยาแก้ไอน้ำดำ#

  • ยาน้ำ ขนาด 60 และ 180 มิลลิลิตร* ใน 1 ช้อนชา (5 มิลลิลิตร) ประกอบด้วยตัวยา
    • ทิงเจอร์ฝิ่นการบูร (Camphorated opium tincture ) 0.6 มิลลิลิตร (มีฤทธิ์ระงับการไอ)
    • แอนติโมนี โพแทสเซียม ตาร์เตรท (Antimony potassium tartrate) 1.2-2.0 มิลลิกรัม (มีฤทธิ์ขับเสมหะ)
    • สารสกัดจากชะเอมเทศ / กลีเซอร์ไรซ่า ฟลูอิดเอ็กซ์แทรค (Glycyrrhiza fluidextract) 0.6 มิลลิกรัม (มีฤทธิ์ขับเสมหะและช่วยแต่งรส)
ยาแก้ไอน้ำดำตราเสือดาว
IMAGE SOURCE : Medthai.com (ยาแก้ไอน้ำดำตราเสือดาว ขนาด 60 มิลลิลิตร ราคาประมาณ 19-21 บาท)
ยาแก้ไอน้ำดำตรางู
IMAGE SOURCE : 24osod.com, www.siam-health.org (ยาแก้ไอน้ำดำตรางู ขนาด 120 มิลลิลิตร ราคาประมาณ 33-35 บาท)
ยาแก้ไอน้ำดำ
IMAGE SOURCE : www.weloveshopping.com, www.mims.com, www.nutritionthailand.or.th

หมายเหตุ : ยาแก้ไอน้ำดำขนาด 180 มิลลิลิตร จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3 แต่ขนาด 60 มิลลิลิตรไม่ใช่ ทั้งนี้เป็นเพราะปริมาณขนาดบรรจุหรือขนาดของยาที่ออกฤทธิ์ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด

สรรพคุณของยาแก้ไอน้ำดำ#

ใช้เป็นยาบรรเทาอาการไอ ช่วยขับเสมหะ และทำให้ชุ่มคอ โดยมีข้อบ่งใช้สำหรับรักษาอาการไอระคายคอ ไอแห้ง ๆ ที่ไม่มีเสมหะ เช่น อาการไอจากการระคายคอ การแพ้ฝุ่น แพ้ควันบุหรี่หรือควันไอเสียรถยนต์ แพ้อากาศ ไอจากหวัด วัณโรคระยะแรก หรือจากการใช้ยาบางประเภท เช่น ยาลดความดันโลหิตอีนาลาพริล (Enalapril) เป็นต้น

ก่อนใช้ยาแก้ไอน้ำดำ#

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมถึงยาแก้ไอน้ำดำ สิ่งที่ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบมีดังนี้

  • ประวัติการแพ้ยาแก้ไอน้ำดำ และยาอื่น ๆ ทุกชนิด รวมทั้งอาการจากการแพ้ยา เช่น รับประทานยาแล้วคลื่นไส้มาก หรือแน่น หายใจติดขัด/หายใจลำบาก เป็นต้น
  • โรคประจำตัวต่าง ๆ และยาที่แพทย์สั่งจ่ายหรือที่ใช้เอง รวมถึงอาหารเสริม วิตามิน และยาสมุนไพรต่าง ๆ ที่กำลังใช้อยู่หรือกำลังจะใช้ เพราะยาแก้ไอน้ำดำอาจส่งผลให้อาการของโรคเหล่านั้นรุนแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่น ๆ และ/หรืออาหารเสริมอื่น ๆ ที่รับประทานอยู่ก่อนได้ เช่น การใช้ยาแก้ไอน้ำดำร่วมกับยาแก้แพ้ ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยาแก้ซึมเศร้า หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจทำให้ง่วงนอนมากขึ้น เป็นต้น
  • หากเป็นสุภาพสตรี ควรแจ้งว่ามีการตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร เพราะยาหลายชนิดสามารถผ่านทางรกหรือน้ำนมและเข้าสู่ทารกจนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อทารกได้

ข้อห้าม/ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ไอน้ำดำ#

  • ห้ามใช้ยาแก้ไอน้ำดำในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี คนชรา และหญิงตั้งครรภ์
  • ยานี้มีแอลกอฮอล์ผสม จึงควรใช้ยาอย่างระมัดระวัง
  • ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่ไอมีเสลดเหนียวหรือไอจากโรคของทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ เพราะตัวยาจะทำให้เสลดเหนียว โรคหายช้า หรือเกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจ และอาจทำให้ปอดแฟบเป็นอันตรายได้

วิธีใช้ยาแก้ไอน้ำดำ#

  • ในผู้ใหญ่ ให้รับประทานยาแก้ไอน้ำดำครั้งละ 1-2 ช้อนชา (5-10 มิลลิลิตร) วันละ 3-4 ครั้ง
  • ในเด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานยาแก้ไอน้ำดำครั้งละ ½-1 ช้อนชา (2.5-5 มิลลิลิตร) วันละ 3-4 ครั้ง

คำแนะนำในการใช้ยาแก้ไอน้ำดำ#

  • ให้เขย่าขวดก่อนใช้ยาทุกครั้ง
  • ห้ามใช้ยาแก้ไอน้ำดำติดต่อกันนานเกิน 3 วัน
  • ถ้ารับประทานยานี้แล้วทำให้ไอมากขึ้น ควรหยุดยาแล้วไปพบแพทย์
  • ยาที่เหมาะสำหรับอาการไอแห้ง (ไม่ควรใช้ในคนที่ไอมีเสมหะ) นอกจากยาแก้ไอน้ำดำแล้ว ยังมียาแก้ไอน้ำเชื่อม (ยาสามัญประจำบ้าน), ยาที่เข้าสารโคเดอีน (เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น ถ้าใช้ไปนาน ๆ อาจทำให้เสพติด และถ้าใช้เกินขนาดมาก ๆ อาจกดการหายใจได้) และยาที่เข้าสารเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (มีฤทธิ์ระงับอาการไอเทียบเท่าโคเดอีน มีผลข้างเคียงน้อย ไม่ทำให้เสพติด และไม่กดการหายใจ)
  • ยาระงับอาการไอเป็นเพียงยาบรรเทาอาการเพื่อลดความรำคาญเท่านั้น ไม่ใช่ยาที่ใช้รักษาโรคที่เป็นต้นเหตุของอาการไอ จึงไม่ใช่ยาที่จำเป็น (จะกินหรือไม่กินก็ได้ เพราะไม่มีผลต่อโรคที่เป็นอยู่ แต่ถ้าไอมากจนทำให้เจ็บหน้าอก เจ็บหลัง หรือนอนไม่หลับ ก็แนะนำให้รับประทานยาแก้ไอทันทีที่มีอาการ) การรักษาที่ถูกต้องจึงควรมุ่งไปแก้ที่ต้นเหตุเป็นหลัก เช่น ถ้าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (ไอมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ) ก็ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ, ถ้าเกิดจากการแพ้ (เช่น ฝุ่น ควัน อาหารบางชนิด) ก็ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือรับประทานยาแก้แพ้ เป็นต้น เพราะหากรักษาที่ต้นเหตุได้ถูกต้อง อาการไอก็จะค่อย ๆ หายไปได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยการรับประทานยาแก้ไอ
  • สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี แนะนำว่าให้ตรวจหาโรคที่เป็นต้นเหตุและให้การรักษาที่ตรงสาเหตุจากแพทย์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ไอ แต่ควรหันมาใช้วิธีธรรมชาติแทน ได้แก่ การดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ หรือถ้าอยากใช้ยาแก้ไอ ขอแนะนำให้ใช้น้ำผึ้งผสมมะนาวแทน หรือไม่ก็อาจใช้ยาหอมที่มีตัวยาชะเอมเป็นส่วนประกอบ บีบมะนาวใส่ ใช้กวาดคอแก้ไอก็ได้ ส่วนเหตุผลที่ไม่ควรใช้ยาแก้ไอในเด็กนั้น ประการแรกก็คือ อาการไอมิใช่สาเหตุของโรค และประการสำคัญ คือ ยาแก้ไอหลายตัวอาจมีผลข้างเคียงต่อเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เช่น ยาที่เข้าสารฝิ่นหรือโคเดอีน เพราะถ้าใช้ในขนาดมากเกินไปก็อาจไปกดการหายใจได้ หรือถ้าใช้ยาผิดก็อาจทำให้ปอดอักเสบหรือปอดแฟบได้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (ในแง่ปฏิบัติ ยาที่จำเป็นสำหรับเด็กที่เป็นไข้หวัดก็คือ ยาพาราเซตามอล ส่วนยาแก้แพ้หรือยาลดน้ำมูก เช่น คลอเฟนิรามีน ไม่ต้องใช้เพราะอาจทำให้เสลดเหนียวข้นและขากออกยาก ซึ่งโดยปกติน้ำมูกจะแห้งหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน ถ้ามีน้ำมูกมากก็ให้ใช้กระดาษชำระ ผ้าเช็ด หรือใช้ลูกยางดูด ส่วนยาแก้ไอก็ให้จิบน้ำผึ้งผสมมะนาว)
  • สำหรับอาการไอ นอกจากการใช้ยาดังกล่าวแล้ว การปฏิบัติตนให้ถูกต้องก็มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างมากเช่นกัน เช่น การไม่ดื่มน้ำเย็น หลีกเลี่ยงอาหารที่ระคายคอ (เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด) เป็นต้น

การเก็บรักษายาแก้ไอน้ำดำ#

  • ควรเก็บยานี้ในภาชนะบรรจุเดิมที่บรรจุมา ปิดฝาให้สนิท และเก็บยาให้พ้นมือเด็กเสมอ
  • ควรเก็บยานี้ที่อุณหภูมิห้อง เก็บยาให้พ้นแสงแดด ไม่ให้อยู่ในที่ร้อนมากกว่า 30 องศาเซลเซียส (เช่น ในรถยนต์ บริเวณใกล้หน้าต่าง) และไม่เก็บยาในบริเวณที่เปียกหรือชื้น (เช่น ในห้องน้ำ ในช่องแช่แข็งของตู้เย็น)
  • ให้ทิ้งยาที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุแล้ว

ผลข้างเคียงของยาแก้ไอน้ำดำ#

ยานี้ถ้าใช้ในขนาดปกติมักไม่ค่อยพบผลข้างเคียง แต่ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ก็คือ อาการท้องผูก นอกจากนี้ยังอาจทำให้มีอาการมึนงง ปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการแพ้ยา (มีผื่นคัน) หรือกดการหายใจได้ (ในกรณีหลังนี้ต้องใช้ยาเกินขนาดมาก ๆ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

เอกสารอ้างอิง#

  1. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 1. “ยาระงับการไอ (Antitussives)”. (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). หน้า 269.
  2. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 246 คอลัมน์ : พูดจาภาษายา. “ใช้ยาแก้ไอผิดเพิ่มโรคให้ตัวเอง”. (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th. [19 ต.ค. 2016].
  3. สำนักยา. “ยาแก้ไอน้ำดำ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : drug.fda.moph.go.th. [19 ต.ค. 2016].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)