ฝ้าคืออะไร ?#
ฝ้า (Melasma) คือ ความผิดปกติของเม็ดสีที่ทำให้เกิดรอยลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลถึงสีเทาที่ไม่สม่ำเสมอบนผิว โดยจะมีสีเข้มกว่าสีผิวปกติรอบข้าง เป็นปื้นเรียบไม่นูน ขอบเขตไม่สม่ำเสมอ มักปรากฎขึ้นบนผิวหนังเป็นหย่อม ๆ และมีลักษณะเท่ากัน 2 ข้าง โดยเฉพาะที่บริเวณใบหน้า และฝ้าไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด แต่มักจะค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาจรวมกันเป็นปื้นหรือเข้มเป็นประจุกก็ได้
ส่วนตำแหน่งที่พบฝ้าได้บ่อย คือ แก้ม หน้าผาก สันจมูก ริมฝีปากบน หนวด และคาง นอกจากนี้ตำแหน่งการเกิดฝ้าอาจปรากฎขึ้นที่บริเวณอื่น ๆ ของร่างกายได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงบ่อย ๆ เช่น คอ ไหล่ แขน หน้าอก และหลัง
ฝ้าจะเป็นปัญหาผิวพรรณที่พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย การเกิดฝ้าจะไม่เป็นอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย ยกเว้นเรื่องความงาม แต่ก็ทำให้ผู้หญิงหลายคนหมดความมั่นใจหรือเกิดความรำคาญใจได้ เพราะจากการศึกษาพบว่าปัญหาฝ้าบนใบหน้าที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปลักษณ์ของแต่ละบุคคล สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพทางจิตและคุณภาพชีวิตที่แย่ลงได้[4] ดังนั้น การเรียนรู้เพื่อทำการป้องกันและทำความเข้าใจถึงวิธีการรักษาฝ้าอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผิวกลับสู่สภาพปกติได้ใกล้เคียงมากที่สุด
สถิติการเกิดฝ้า#
- ฝ้าเป็นปัญหาทางผิวหนังที่พบได้บ่อยมาก โดยมีความชุกแตกต่างกันไปตั้งแต่ 1.5-33% ขึ้นอยู่กับลักษณะประชากร
- จากข้อมูลของ American Academy of Dermatology พบว่า ปัญหาฝ้ามักเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (พบในผู้ชายเพียง 10% หรือพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 9 เท่า)[5]
- ในผู้หญิงและหญิงตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดฝ้ามากขึ้น โดยในหญิงตั้งครรภ์จะมีโอกาสเกิดฝ้าได้มาก 15-50%
- บุคคลทุกเชื้อชาติมีโอกาสเกิดฝ้าได้ แต่จะพบปัญหาการเกิดฝ้าได้บ่อยในผู้ที่มีผิวสีน้ำตาลเข้มหรือผู้ที่มีผิวสีแทนมากกว่าคนผิวขาว และมักเกิดขึ้นในช่วงวัยเจริญพันธุ์ (มักเริ่มตั้งแต่อายุ 20-40 ปี) ไม่ค่อยพบเกิดขึ้นในวัยแรกรุ่น
ชนิดของฝ้า#
ฝ้าแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ตามความลึก-ตื้นของฝ้า คือ
- ฝ้าตื้น (Epidermal type) เป็นฝ้าที่อยู่ในระดับชั้นหนังกำพร้าหรือผิวชั้นนอก ฝ้าชนิดนี้จะเป็นสีน้ำตาล มีเส้นขอบชัด เกิดขึ้นได้ง่าย มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี สามารถรักษาให้หายได้และใช้เวลาไม่นาน
- ฝ้าลึก (Dermal type) เป็นฝ้าที่อยู่ในระดับลึกกว่าชั้นหนังกำพร้า คืออยู่ในชั้นหนังแท้ ด้วยความลึกจึงทำให้เกิดการแสดงของสีออกมาเป็นสีน้ำตาลอมฟ้าหรือสีน้ำตาลอมม่วง และมีขอบไม่ชัด เป็นฝ้าที่รักษาได้ยากและใช้เวลานาน ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี
- ฝ้าผสม (Indeterminate type) เป็นฝ้าที่พบได้บ่อยที่สุดในสามกลุ่มนี้ โดยมีทั้งปื้นสีน้ำตาลและสีน้ำตาลอมฟ้าหรือม่วง และตอบสนองแค่ต่อการรักษาบางอย่าง
นอกจากนี้ ชนิดของฝ้าอาจแบ่งได้จากบริเวณที่เป็นฝ้า คือ ชนิดที่พบฝ้ากลางใบหน้า (Centrofacial), ชนิดที่พบฝ้าที่โหนกแก้ม (Malar), ชนิดที่พบฝ้าที่กราม (Mandibular) และชนิดที่พบที่แขนท่อนล่าง (Forearms)
สาเหตุการเกิดฝ้า#
ฝ้าเกิดจากการที่เซลล์ผิวหนังสร้างเม็ดสีหรือเมลานิน (Melanin) มากเกินไป จนทำให้เกิดรอยฝ้าขึ้นมา เดิมทีกระบวนการสร้างเม็ดสีเกิดจากเซลล์ผิวหนังเมลาโนไซต์ (Melanocytes) โดยในเซลล์ชนิดนี้จะมีสารมากมายเป็นส่วนประกอบ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนสารในเซลล์ผิวหนังให้กลายเป็นเม็ดสี
แต่ด้วยมีสาเหตุหรือปัจจัยบางอย่างมากระตุ้นให้เม็ดสีถูกสร้างมากขึ้น จึงทำให้เกิดฝ้าขึ้นมา ซึ่งความรุนแรงของการสร้างเม็ดสีก็เกิดได้หลายระดับ ตั้งแต่ผิวหนังเกิดรอยเป็นสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีเทา ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในการรักษาฝ้าที่ได้ผลจึงต้องใช้สารที่ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่อยู่ในกลไกของการผลิตเม็ดสี
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดฝ้าได้อย่างชัดเจน แต่ก็ทราบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่อาจเพิ่มการสร้างเม็ดสีมากผิดปกติ เช่น
ปัจจัยเสี่ยง :
- เพศ เพราะพบปัญหาการเกิดฝ้าได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 9 เท่า
- อายุ เพราะฝ้ามักเกิดขึ้นในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ในคนที่มีอายุ 20-40 ปี (ไม่ค่อยพบเกิดขึ้นในวัยแรกรุ่น)
- สีผิว คนผิวเข้มหรือมีโทนผิวสีน้ำตาลอ่อนจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดฝ้าได้ง่ายกว่าคนผิวขาว และจะยิ่งเสี่ยงมากขึ้นถ้าอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีแสงแดดจัด
- พันธุกรรม อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดฝ้า โดยพบว่าประมาณ 30-50% ของคนที่เป็นฝ้าจะมีโอกาสที่คนในครอบครัวจะเป็นฝ้าด้วย
ปัจจัยกระตุ้น :
- แสงต่าง ๆ โดยเฉพาะแสงแดด เป็นปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลมากที่สุดที่ทำให้เกิดฝ้า เพราะส่งผลให้เซลล์ผิวหนังเมลาโนไซต์ (Melanocytes) ทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่เพิ่มขึ้นด้วย
- รังสี UVB (ช่วงคลื่น 290-230 nm) เป็นรังสีที่ทะลุได้ถึงชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น จึงทำให้ผิวหนังแดงหรือผิวไหม้แดด เป็นตัวการทำให้ผิวหมองคล้ำ มะเร็งผิวหนัง ริ้วรอย และปัญหาฝ้ากระ
- รังสี UVA (ช่วงคลื่น 320-400 nm) เป็นรังสีที่สามารถแทรกซอนได้ถึงผิวชั้นลึก ๆ ทะลุผ่านเมฆและกระจกได้ จึงทำลายคอลลาเจนและชุ่มชื้นของผิว และเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดฝ้ากระ รวมถึงริ้วรอยลึก/ผิวเหี่ยวย่น มะเร็งผิวหนัง และผิวหมองคล้ำ (รังสี UVA มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าได้มากกว่ารังสี UVB)
- แสงที่ตามามองเห็นได้ (Visible light) หรือ VL (ช่วงคลื่น 400-700 nm) สามารถทำให้เกิดฝ้าและรอยดำต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับรังสี UVA และ UVB
- แสงสีฟ้า (Blue light) หรือ HEV : High Energy Visible light (ช่วงคลื่น 400-490 nm) เป็นส่วนหนึ่งของ Visible light โดยนอกจากดวงอาทิตย์แล้ว เรายังพบแหล่งกำเนิดแสงสีฟ้าได้จากจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ได้ด้วย ซึ่งเหล่านี้ก็เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าได้ และเราไม่ควรมองข้าม
- ภาวะที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) สามารถกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการตั้งครรภ์ การใช้ฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิด หรือเมื่อป่วยเป็นโรคไทรอยด์
- การตั้งครรภ์ เป็นเรื่องปกติมากที่ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์จะมีโอกาสเกิดฝ้าได้ถึง 15-50% ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ และฝ้ามักจะจางลงหรือหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไปหรือภายหลังการคลอดประมาณ 3 เดือน (มักจะแย่ลงในช่วงหน้าร้อนและดีขึ้นในช่วงหน้าหนาว)
- ยาคุมกำเนิด เป็นตัวกระตุ้นสำคัญในการผลิตเม็ดสีมากเกินไปในการเกิดฝ้า รักษาฮอร์โมนหรือกินยาคุมกำเนิด
- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอาจเกิดฝ้าได้
- โรคไทรอยด์ ในผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีโอกาสเป็นฝ้าได้มากกว่าคนปกติถึง 4 เท่า
- เครื่องสำอาง เครื่องสำอางบางตัวที่ใช้แล้วเกิดการระเคืองต่อผิวอาจทำให้เกิดฝ้าได้
- ภาวะการขาดอาหาร
- ยาบางชนิด รวมทั้งยาต้านอาการชักและยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น เช่น เรตินอยด์ ยาลดความดันโลหิต และยาปฏิชีวนะบางชนิด
การวินิจฉัยปัญหาฝ้า#
แพทย์ผิวหนังสามารถวินิจฉัยฝ้าได้ง่ายด้วยการดูจากลักษณะภายนอก หรืออาจใช้ Wood’s light เพื่อแยกชนิดของฝ้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฝ้าอาจมีลักษณะคล้ายคลึงกับสภาพผิวอื่น ๆ และอาจทำให้สับสนได้ เพื่อการวินิจฉัยแยกโรคจึงทำให้ในบางครั้งแพทย์อาจทำการตรวจชื้นเนื้อเล็กน้อยหรือตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยสภาพผิวที่มีลักษณะใกล้เคียงกับฝ้าก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่
- กระ (Ephelides) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล มักมีขนาดเล็กกว่า 0.5 เซนติเมตร พบได้บ่อยในวัยเด็กช่วงก่อนวัยรุ่น ในวัยผู้ใหญ่พบได้น้อยลง และพบบ่อยในคนผมสีจาง คือ ผมบลอนด์หรือแดง
- ขี้แมลงวัน (Lentigines) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล สีมักเข้มกว่ากระ และมีขนาดเล็กกว่า 0.5 เซนติเมตร พบได้บ่อยในผู้ใหญ่
- อื่น ๆ : Riehl’s melanosis (ปื้นร่างแหสีน้ำตาล มักพบในหญิงวัยกลางคน เชื่อว่าเกิดจากการแพ้เครื่องสำอาง), Cafe’ -au-lait macule (ผื่นสีน้ำตาลคล้ายกาแฟใส่นม มีขอบชัด ขนาด 2-20 เซนติเมตร มักพบตั้งแต่เกิด), Becker’s melanosis (ลักษณะสีน้ำตาล มักเกิดที่ไหล่ ใต้ราวนม หรือหลังของวัยรุ่น ขอบชัด ไม่สม่ำเสมอ มีขนาด 2-3 เซนติเมตร บางรายมีขนขึ้นบนผื่นด้วย และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 5 เท่า), Nevus spilus (มีลักษณะเป็นปานที่มีจุดสีเข้มเล็ก ๆ อยู่ภายใน), Ashy dermatosis (มีสีน้ำเงินเทาคล้ายขี้เถ้า), Nevus of Ota (ผื่นคล้ายกระ สีน้ำเงินอมเขียว), Mongolian spot (ผื่นสีน้ำเงินดำหรือน้ำเงินอมเขียวขอบไม่ชัด ขนาด 2-3 เซนติเมตร มักพบตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะในคนเอเชีย), Hemochromatosis (ผิวสีเข้มขึ้นทั่วร่างกาย ผิวมีสีทองแดง น้ำเงินเทา หรือออกสีน้ำตาลดำ) ฯลฯ
ฝ้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้หญิง แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ ฝ้าตื้น ฝ้าลึก และฝ้าผสม (ฝ้าตื้นอยู่ในระดับชั้นหนังกำพร้า เกิดขึ้นได้ง่าย ตอบสนองต่อการรักษาดี ส่วนฝ้าลึกจะรักษาได้ยากและใช้เวลานานกว่า และฝ้าผสมเป็นฝ้าที่พบได้บ่อยที่สุด) มีสาเหตุเกิดมาจากเซลล์หนังสร้างเม็ดสีมากเกินไป ซึ่งในทางการแพทย์ยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไม แต่รู้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงคือ เป็นเพศหญิง เป็นคนผิวคล้ำ อายุอยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ รวมถึงพันธุกรรม (มีคนในครอบครัวเป็น) ร่วมกับการมีปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญที่เป็นตัวการทำให้เกิดฝ้าขึ้นมาคือ แสงแดด (UVA, UVB, VL รวมถึง HEV) และภาวะที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน (การตั้งครรภ์ การใช้ยาคุม เป็นต้น)
วิธีการรักษาฝ้า#
ฝ้าส่วนใหญ่สามารถจางลงหรือจางหายไปได้ตามกาลเวลาถ้าเราป้องกันปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ ได้ดี (โดยเฉพาะแหล่งกำเนิดแสงต่าง ๆ และการใช้ยาฮอร์โมน) และในบางคนอาจไม่จำเป็นต้องรักษาฝ้าแต่อย่างใด หากฝ้านั้นเกิดจากการเปลี่ยนของฮอร์โมน เพราะภายหลังการหลังคลอดบุตรหรือเมื่อหยุดทานยา ฝ้าก็จะหายไปได้เองหลังจากนั้น 3 เดือน
ฝ้าเป็นภาวะที่รักษาให้หายได้ยากและมักไม่หายขาด โดยเฉพาะในคนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นได้ตลอดเวลา เช่น ต้องเจอแสงแดดทุกวัน ใช้ฮอร์โมน หรือต้องจ้องจอทุกวัน ในบางคนอาจเป็นฝ้าถาวร บางคนฝ้าอาจหายไปได้เอง หรือบางคนอาจตอบสนองต่อการรักษาได้ดีภายในไม่กี่เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ซึ่งก่อนจะรักษาแพทย์จะค้นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าก่อนว่าเกิดจากอะไร เช่น แสงแดด ยาคุมกำเนิด แพ้เครื่องสำอาง จ้องหน้าจอมากเกินไป เป็นต้น
สิ่งสำคัญที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มรักษาฝ้าก็คือ มียาหลายชนิดและขั้นตอนการรักษามากมายตามงานวิจัยที่ช่วยในการรักษาฝ้าได้ แต่ก็ใช่ว่าวิธีการบางอย่างจะได้ผลกับทุกคนเสมอไป ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุด และการจะรักษาฝ้าให้ได้ผลดีอาจต้องใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของฝ้า ส่วนผลลัพธ์ที่ได้ภายหลังการรักษาอาจจะไม่สมบูรณ์ก็ได้ (หมายความว่า หลังการรักษาฝ้าอาจจางลงหรือหายไปแค่บางส่วน ในขณะที่บางส่วนก็อาจจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือไม่จางลงก็ได้) และฝ้าก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีกแม้จะรักษาจนหายแล้วก็ตาม ซึ่งก็พบได้บ่อยและเป็นเรื่องปกติ
นอกจากนี้ ยาหรือวิธีการรักษาต่าง ๆ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงภายหลังการรักษาได้ เช่น อาจทำให้ผิวคล้ำขึ้นที่เกิดจากการอักเสบจากการรักษา หรือทำให้ผิวบริเวณที่รักษาสว่างขึ้นเป็นพิเศษ เป็นต้น ดังนั้น การรักษาจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาโดยที่ไม่เกิดผลข้างเคียงหรือเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด สำหรับแนวทางการรักษาฝ้าที่แนะนำโดยแพทย์ผิวหนังนั้นมีดังนี้
1. เลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากและเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์การรักษา คือเราต้องถามตัวเองก่อนว่า เราสามารถเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นการเกิดฝ้าได้หรือไม่ ? หรือเราสามารถป้องกันไม่ให้ฝ้าที่เป็นอยู่แย่ลงไปกว่าเดิมอีกได้หรือไม่ ? โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงแสงแดดและแสงต่าง ๆ รวมถึงการใช้ฮอร์โมน ที่เราต้องหมั่นครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เลือกใช้ครีมกันแดดที่มี Broad Spectrum กว้าง ฯลฯ (อ่านวิธีการปฏิบัติตัวเพิ่มเติมในหัวข้อ “การป้องกันการเกิดฝ้า” ด้านล่าง)
2. การรักษาด้วยยาทา เป็นวิธีการรักษาฝ้าที่แพทย์ผิวหนังใช้มากที่สุดและมักจะเลือกใช้เป็นอย่างแรก โดยเป็นการให้ใช้ยาทาในรูปแบบครีม โลชั่น หรือเจลที่มีสารยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสเพื่อช่วยป้องกันการสร้างเม็ดสีใหม่ ควบคู่ไปกับการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดฝ้าโดยเฉพาะแสงแดดและฮอร์โมน โดยยาทาที่ใช้ในการรักษาหลัก ๆ จะเป็น Hydroquinone, Tretinoin และ Corticosteroids แต่ยารักษาฝ้าที่แพทย์นิยมให้ใช้จะเป็นยาทาสูตรรวมยาทั้ง 3 ชนิดนี้เข้าไว้ด้วยกัน หรือที่เรียกว่า Triple combination cream หรือ TCC (หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยารักษาฝ้าเหล่านี้ ยกเว้นกรดอะซีลาอิก (Azelaic acid) ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัยเมื่อใช้ในขณะตั้งครรภ์)
3. ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว (Dermocosmetics) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มี “สาร Active ingredients” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานของผิวหนังได้ในระดับหนึ่ง (จึงไม่ใช่เครื่องสำอาง) ซึ่งสำหรับการรักษาฝ้าก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสหรือกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว เป็นทางเลือกในการรักษาฝ้าที่ค่อนข้างได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้ยาทาที่มีไฮโดรควิโนนหรือยาที่มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรือทำให้เกิดฝ้าถาวรได้หากใช้เป็นเวลานาน โดยคุณอาจลองมองหาส่วนผสมเหล่านี้ที่มีในผลิตภัณฑ์ เช่น Arbutin, Deoxyarbutin, Tranexamic acid, Licorice, Kojic acid, Ascorbic acid, Isobutylamido thiazolyl resorcinol (ITR)
โดยสารที่กำลังได้รับความสนใจในตอนนี้ก็คือ “Isobutylamido thiazolyl resorcinol” หรือ “ITR” ซึ่งเป็นสารไวท์เทนนิ่งนวัตกรรมใหม่ประเภทที่มีฤทธ์ยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานิน (Tyrosinase Inhibitor) นับเป็นสารทางเลือกอันดับต้น ๆ ของคนที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือสกินแคร์ที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝ้า รอยดำ และอยากบำรุงผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้น เพราะสารนี้มีงานวิจัยรองรับทั้งในไทยและต่างประเทศ และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Investigative Dermatology (2018) ซึ่งเป็นวารสารที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกให้การยอมรับ
- การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่พบว่า สาร ITR มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสที่เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินสีเข้มได้ดี สามารถทำให้ฝ้าดูจางลงภายและผิวดูขาวกระจ่างใสขึ้นได้ภายใน 4-12 สัปดาห์[9],[10],[11]
- แม้ปัจจุบันจะมีสกินแคร์กลุ่ม Tyrosinase Inhibitor ที่ไม่ใช่ยาอยู่หลายตัว แต่เมื่อเทียบกับผลการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสของ ITR กับสารอื่น ๆ แล้วก็พบว่าสารชนิดนี้มีประสิทธิภาพดีกว่าสาร Butylresorcinol 10 เท่า, ดีกว่า Kojic 1,000 เท่า, ดีกว่า Arbutin 10,000 เท่า เป็นต้น[12]
- การศึกษาการใช้สาร ITR ในไทย โดยคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ทำการศึกษาในผู้ที่มีปัญหาฝ้ากระ จุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ จำนวน 23 คน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า สาร ITR สามารถใช้ได้ผลกับฝ้าที่รุนแรงน้อยถึงปานกลาง กระ และกระแดด โดยกลุ่มที่ใช้ ITR มีผลลัพธ์การรักษาที่ดีกว่าอีกกลุ่มที่ใช้ Arbutin 4% ร่วมกับ Hydroquinone 2%
- มีข้อมูลพบว่า ITR สามารถช่วยป้องกันการเกิดผิวคล้ำจากรังสี UVB ได้ หากนำมาทาผิวทุกวันเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ก่อนไปออกแดดจัด เช่น ก่อนไปเที่ยวทะเล ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดผิวคล้ำหลังโดนแดดได้ดีกว่าการไม่ทา[13]
- ในเรื่องของความปลอดภัย มีการศึกษาการใช้ ITR ทาเพื่อลดฝ้าติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 6 เดือน แล้วยังไม่พบผลข้างเคียง อีกทั้งยังช่วยให้ฝ้าจางลงอย่างชัดเจนและหลังหยุดใช้ 3 เดือนฝ้าก็ยังไม่กลับมาเข้มขึ้นเท่าเดิม[14] (ITR เป็นสารที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงและมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นน้อย และด้วยไม่มีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด จึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการรักษาฝ้าในหญิงตั้งครรภ์)
- ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีสาร Isobutylamido thiazolyl resorcinol (ITR) เช่น ผลิตภัณฑ์นีเวีย ลูมินัส630 สปอตเคลียร์ (NIVEA LUMINOUS630 SPOT CLEAR) ที่หลัก ๆ จะมีให้ใช้ 3-4 ตัวด้วยกัน คือ เซรั่มบำรุงผิว (INTENSIVE TREATMENT SERUM), ครีมกันแดด (SUN PROTECT SPF50 PA+++), ไนท์ครีม (NIGHT COMPLEXION REPAIR) รวมถึงดีพสปอตแต้มเฉพาะจุด (DEEP SPOT) ที่ใช้สำหรับฝ้าฝังลึกหรือจุดด่างดำที่แก้ยากเป็นพิเศษอีกด้วย ซึ่งทุกตัวจะมีสาร Isobutylamido thiazolyl resorcinol หรือ ITR เป็นส่วนผสมสำคัญ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจึงควรใช้ร่วมกันเพื่อการรักษาฝ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (ตอนเช้าให้ใช้เซรั่มทาให้ทั่วใบหน้าก่อนแล้วตามด้วยการทาครีมกันแดด ส่วนในตอนกลางคืนให้ใช้เซรั่มทาให้ทั่วใบหน้าก่อนแล้วค่อยตามด้วยการทาไนท์ครีม แต่หากมีจุดด่างดำหรือฝ้าฝังลึกแก้ยากก็ควรใช้ดีฟสปอตแต้มเฉพาะจุดทาเสริมหลังจากการทาเซรั่ม แล้วจึงค่อยตามด้วยการทาครีมกันแดดหรือไนท์ครีม) สำหรับรายละเอียดของแต่ละผลิตภัณฑ์นั้นมีดังนี้
- NIVEA LUMINOUS630 INTENSIVE TREATMENT SERUM เป็นผลิตภัณฑ์เซรั่มเข้มข้นบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมสำคัญคือ ITR (LUMINOUS630) ที่ช่วยลดเลือนฝ้าแดดและจุดด่างดำฝังลึกได้โดยไม่เกิดผลข้างเคียง, มีไฮยาลูรอนเข้มข้นที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟู นุ่มเด้ง และมีวิตามินอีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระเสริมเกราะป้องกันให้ผิวมีสุขภาพดี และมีผลลัพธ์การยืนยันจากผู้ใช้จริงในระดับดี คือ ผู้ใช้ 97% ยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ลดเลือนฝ้าแดดและจุดด่างดำที่ดีที่สุดเท่าที่เคยใช้มา, 91% ใช้แล้วยืนยันว่าช่วยลดเลือนฝ้าแดดและจุดด่างดำได้จริง และ 94% ยืนยันว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวที่ดีขึ้นในทุกเดือนที่ใช้ (เป็นการทดสอบในอาสาสมัครหญิงที่มีฝ้าจากแสงแดดและจุดด่างดำสะสมนานกว่า 10 ปี จำนวน 34 คน โดย Spincontrol Asia ปี 2561) ผลิตภัณฑ์นี้มีเนื้อสัมผัสเป็นเซรั่ม จึงช่วยซึมซาบได้ดี ใช้แล้วไม่เหนียวเหนอะหนะ ให้ความรู้สึกผิวดูชุ่มชื้น หลังใช้ไป 4 สัปดาห์พบว่าผิวดูขาวกระจ่างใสขึ้นและฝ้าดูจางลง
- NIVEA LUMINOUS630 SUN PROTECT SPF50 PA+++ เป็นครีมกันแดดที่ใช้ทาในตอนเช้า สูตรเฉพาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาฝ้าแดดและจุดด่างดำ เพราะมีสาร ITR (LUMINOUS630) โดยกันแดดจะเป็นสูตร Oil Control ที่ซึมซาบได้เร็ว เกลี่ยง่าย ใช้แล้วไม่เหนอะหนะ ช่วยคุมความมันได้ตลอดทั้งวัน และมี SPF50 PA+++ ที่ช่วยป้องกันรังสี UVA/UVB ลดโอกาสการเกิดซ้ำของฝ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- NIVEA LUMINOUS630 NIGHT COMPLEXION REPAIR เป็นผลิตภัณฑ์ไนท์ครีมบำรุงผิวหน้าสำหรับกลางคืน เพื่อช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวในระหว่างที่นอนหลับ (ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการบำรุงและฟื้นฟู) พร้อมไปกับการลดเลือนฝ้าและจุดด่างดำไปด้วยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนวัตกรรมเซลล์-แอคติเวตติ้ง ไฮยารูลอน (เติมความชุ่มชื้น พร้อมกับฟื้นบำรุงผิวให้มีสุขภาพดี) และมีสาร ITR (LUMINOUS630) ที่ช่วยจัดการฝ้าแดดและจุดด่างดำในช่วงกลางคืน ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแล้วว่าสามารถมใช้ได้กับทุกสภาพผิว แม้ผิวแพ้ง่าย หลังการใช้เป็นเวลา 4 สัปดาห์พบว่าฝ้าแดดและจุดด่างดำลดลง ผิวดูกระจ่างใสขึ้น (เป็นการทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 39 คน โดย Consumer and Clinical Science, Beiersdorf ในป 2562) อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

4. ยากินรักษาฝ้า ยาหรือสารสกัดในรูปแบบรับประทานต่อไปนี้ มีการศึกษาที่พบว่าอาจช่วยรักษาฝ้าได้ ได้แก่
- กรดทรานซามิค (Tranexamic acid) เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเมลานินได้ด้วยหลายกลไก แพทย์อาจพิจารณายาใช้ยาตัวนี้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาฝ้ารุนแรง โดยจากการศึกษาพบว่า การรักษาฝ้าด้วยยา Tranexamic acid ชนิดรับประทานมีแนวโนมว่าจะได้ผลดี[15] อย่างไรก็ตามข้อบ่งใช้ส่วนนี้ยังไม่ได้รับการรับรอง เพราะปกติยานี้ไม่ได้มีข้อบ่งใช้เพื่อการรักษาฝ้า และยังไม่มีรายงานด้านความปลอดภัยเมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน อีกทั้งข้อห้ามในการใช้และผลข้างเคียงของยาชนิดนี้ก็มีหลายอย่าง เช่น มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เจ็บหน้าอก ปวดกล้ามเนื้อ ฯลฯ และยังมีการศึกษาวิจัยน้อยและยังสรุปผลได้ไม่ชัดเจน การใช้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
- กลูตาไธโอน (Glutathione) สารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส จากการศึกษาพบว่าการใช้กลูตาไธโอนในรูปแบบรับประทานสามารถช่วยลดเมลานินในผู้ที่เป็นฝ้าได้เมื่อเทียบกับยาหลอก[16]
- โพลีโพเดียม ลิวโคโตโมส (Polypodium leucotomos) สารสกัดจากเฟิร์นที่มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานินหลังการถูกกระตุ้นจากแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์หรือจอต่าง ๆ และช่วยลดการทำลายและยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระจากรังสียูวี จึงลดการอักเสบของผิวและลดการสร้างเม็ดสีผิวที่จะเกิดตามมาได้ จากการศึกษาพบว่า การใช้ Polypodium leucotomos ในรูปแบบรับประทานร่วมกับการทาครีมกันแดด สามารถช่วยเรื่องฝ้าให้ดีขึ้นได้เมื่อเทียบกับยาหลอก[3]
- สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed extract) มีการศึกษาที่พบ ว่าการทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน สามารถทำให้รอยฝ้าจางลงได้
- พิกโนจีนอล (Pycnogenol®) สารต้านอนุมูลอิสระที่สกัดจากเปลือกสนฝรั่งเศส มีคุณสมบัติช่วยต้านการผลิตเม็ดสีเมลานิน และอาจช่วยลดฝ้ากระได้
5. รักษาฝ้าด้วยขั้นตอนทางการแพทย์ (Medical procedures) หากการใช้ยาทาเฉพาะที่รวมถึงยารับประทานไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำวิธีรักษาต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการลอกผิวด้วยสารเคมีและการทำเลเซอร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม การรักษาทางการแพทย์เหล่านี้ ไม่ใช่วิธีการรักษาฝ้าในระยะยาว และไม่มีวิธีใดดีกว่ากันหรือมีวิธีที่ดีที่สุด และการรักษาอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ เพิ่มเติม หรือทำให้อาการแย่ลงได้ ทางที่ดีคุณควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการรักษาฝ้าถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น
หลังจากรักษาฝ้าจนได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดและหลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างเข้มงวดต่อไป และแพทย์ผิวหนังอาจแนะนำให้ใช้ยาทาหรือสารปรับสภาพผิวอื่น ๆ ต่อเพื่อรักษาผลลัพธ์ในการรักษา และอาจมีการใช้ไฮโดรควิโนนอีกเป็นระยะ ๆ เมื่อจำเป็น
การรักษาฝ้าที่แพทย์ผิวหนังมักใช้เป็นตัวเลือกแรก คือ การให้ใช้ยาทารักษาฝ้าสูตรรวม (Hydroquinone + Tretinoin + Corticosteroids) แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีผลข้างเคียงมาก (ส่วนการให้ไฮโดรควิโนนแบบเดี่ยว ๆ นั้นจะไม่แนะนำเท่าไหร่) ส่วนผลิตภัณฑ์ Dermocosmetics ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่อยากใช้ยา เพราะค่อนข้างปลอดภัยและออกฤทธิ์ได้ดี แต่ถ้าใช้แล้วยังไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติมซึ่งเป็นการรักษาเสริม เช่น การให้ยารับประทานอย่าง Tranexamic acid หรืออาจลอกผิวด้วยสารเคมี หรือทำเลเซอร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม การรักษาฝ้าถ้าจะต้องทำควบคู่ไปกับการปกป้องผิวจากแสงแดดและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ เสมอ เพื่อผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีและป้องกันไม่ให้ฝ้าที่หายแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้อีก
การป้องกันการเกิดฝ้า#
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันการเกิดฝ้าได้อย่าง 100% เพราะปัจจัยการเกิดฝ้ากว่าครึ่งมาจากปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม วิธีเหล่านี้สามารถช่วยชะลอการลุกลามและลดการกลับมาเป็นซ้ำของฝ้าภายหลังการรักษาได้
- ใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันแสงแดดอย่างเข้มงวดคือหัวใจหลักของการป้องกันและรักษาฝ้า ดังนั้น จึงควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ โดยมีคำแนะนำว่า
- ควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดประมาณ 15-30 นาที และต้องทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าสารกันแดดยังมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวอยู่
- ต้องใช้ครีมกันแดดในปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตร (คนส่วนใหญ่จะทาครีมกันแดดเพียง 0.5-1.5 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งจะได้ผลเพียงแค่ 20-50% ของค่า SPF ที่ระบุไว้) แต่การถ้าทาซ้ำ ๆ ในปริมาณที่พอดีจะให้ผลในการป้องกันมากขึ้นถึง 2.5 เท่า !
- วิธีการทาครีมกันแดดสำหรับใบหน้า ให้ใช้ครีมกันแดดในขนาดเท่าไข่มุกเม็ดใหญ่ 2 เม็ด แล้วแบ่งแต้มลงใบหน้า โดยแบ่งออกเป็น 5 จุด คือ หน้าผาก 1 จุด, แก้ม 2 จุด, จมูก 1 จุด และคางอีก 1 จุด จากนั้นก็ค่อย ๆ เกลี่ยทาให้ทั่วหน้าอย่างสม่ำเสมอ
- เลือกครีมกันแดดที่มี Broad spectrum กว้าง การเลือกครีมกันแดดให้เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนเป็นฝ้า โดยแนะนำว่าควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Titanium dioxide, Zinc oxide และ Iron oxide เพราะสามารถช่วยป้องกันแสงที่ตามองเห็นได้ (VL) และแสงสีฟ้า (HEV) ที่เป็นอีกหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าได้ด้วย (ครีมกันแดดทั่วไปอาจป้องกันได้เฉพาะรังสี UVB จึงไม่สามารถใช้ป้องกันฝ้าได้ เพราะผิวหนังยังคงได้รับรังสี UVA, แสง VL และ HEV ได้อยู่)
- มีค่า SPF30-50 (ไม่ต้องจำเป็นต้องมี SPF สูงมากกว่านี้) โดยค่า SPF จะเป็นค่าป้องกันรังสี UVB (ช่วงคลื่น 290-230 nm) ที่ทะลุได้ถึงชั้นหนังกำพร้า ตัวการทำให้ผิวหนังแดงหรือผิวไหม้แดด ผิวหมองคล้ำ มะเร็งผิวหนัง ริ้วรอย และปัญหาฝ้ากระ
- มีค่า PA+++ ซึ่งเป็นค่าในการป้องกันรังสี UVA (ช่วงคลื่น 320-400 nm) ซึ่งเป็นรังสีที่สามารถแทรกซอนได้ถึงผิวชั้นลึก ๆ และทะลุผ่านเมฆและกระจกได้ ตัวการทำลายคอลลาเจนและชุ่มชื้นของผิว ทำให้เกิดฝ้ากระ ริ้วรอยลึก/ผิวเหี่ยวย่น มะเร็งผิวหนัง และผิวหมองคล้ำ (รังสี UVA เป็นสาเหตุทำให้เกิดฝ้าได้มากกว่ารังสี UVB)
- มีสารไทเทเนียมไดออกไซด์ (Titanium dioxide), ซิงค์ออกไซด์ (Zinc oxide) และไอรอนออกไซด์ (Iron oxide) ซึ่งเป็นตัวช่วยป้องกัน/สะท้อนรังสียูวี UVA, UVB รวมถึงแสงที่ตามองเห็นได้ (VL) ที่ตกมากระทบให้ออกไปจากผิวหนัง โดยเฉพาะแสงสีฟ้า (HEV) ที่เป็นส่วนหนึ่งของแสงที่ตามองเห็นได้ ที่มาจากจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ จอโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าได้ที่หลาย ๆ คนมองข้าม
- มีการศึกษาพบว่า ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของไอรอนออกไซด์ (Iron oxide) สามารถลดการผลิตเม็ดสีในผู้ที่เป็นฝ้าได้ เนื่องจากช่วยป้องกันแสงที่มองเห็นได้ (VL) และแสงสีฟ้า (HEV) ได้ ในทางกลับกัน รีมกันแดดที่ไม่มีสารดังกล่าวจะป้องกันแสง VL และ HEV จากจอต่าง ๆ ไม่ได้[19] นอกจากนี้ การเลือกใช้เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงผิวสำหรับกลางวันถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลือกยี่ห้อที่มีส่วนประกอบของสารเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
- ป้องกัน/หลีกเลี่ยงแสงแดด การใช้ครีมกันแดดอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด โดยเฉพาะในช่วงที่มีแสงแดดรุนแรง (09:00 ถึง 16:00 น.) จึงควรมีการป้องกันผิวอีกชั้น โดยเฉพาะเมื่อต้องสัมผัสแสงแดดโดยตรง โดยมีคำแนะนำดังนี้
- กางร่ม สวมหมวกปีกกว้าง หรือสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังได้อย่างมิดชิดเสมอเมื่อต้องออกไปข้างนอก
- อย่าประมาทเมื่อต้องขับรถ นั่งริมหน้าต่าง หรือยืนในร่มใกล้แสงแดด เพราะรังสี UVA สามารถทะลุผ่านเมฆ/กระจกและแทรกซอนถึงผิวชั้นลึกได้
- ช่วงเวลาที่คนประมาทกันมากคือ ช่วงแสงแดดในตอนเช้าและแสงแดดในช่วงพลบค่ำ เพราะแม้จะเป็นแสงแดดที่อ่อนแต่ก็ส่องเข้าหน้าได้อย่างเต็ม ๆ และเรามักไม่ได้ป้องกัน
- หลีกเลี่ยงการนอนอาบแดด
- ลดการสัมผัสแสง LED จากโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป และแท็บเล็ต
- เลี่ยงการใช้เครื่องสำอางบางอย่าง โดยเฉพาะเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ใช้แล้วเกิดการระคายเคือง และสบู่หอม เป็นต้น
- เลี่ยงการใช้ยาหรือฮอร์โมนโดยไม่จำเป็น เช่น การรักษาที่ใช้เอสโตรเจน ยาคุมกำเนิดที่มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน รวมถึงยาที่อาจทำให้เกิดฝ้าหรือทำให้ฝ้าที่เป็นอยู่แย่ลง
- หลีกเลี่ยงการแว็กซ์ การแว็กซ์อาจทำให้ฝ้าที่เป็นอยู่รุนแรงมากยิ่งขึ้น
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว เช่น อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี (Vitamin D) ตัวช่วยให้ผิวมีสุขภาพแข็งแรง เช่น ไข่ เนื้อ นม นมอัลมอนด์ เห็ด น้ำมันปลา น้ำส้ม โยเกิร์ต
สรุปเรื่องฝ้าแบบสั้น ๆ : ฝ้าเป็นปัญหาทางผิวหนังที่พบได้บ่อยในผู้หญิง ไม่มีอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย ยกเว้นเรื่องความงาม ฝ้าแบ่งออกเป็นฝ้าตื้น ฝ้าลึก และฝ้าผสม (พบบ่อยที่สุด) โดยเกิดจากเซลล์ผิวสร้างเม็ดสีหรือเมลานินมากเกินไป และมีปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญคือแสงแดดและฮอร์โมน แนวทางการรักษาที่แพทย์มักใช้เป็นตัวเลือกแรกคือ การให้ใช้ยาทารักษาฝ้าสูตรรวม (TCC) หรืออาจแนะนำให้ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ Dermocosmetics สำหรับผู้ที่ไม่อยากใช้ยาหรือต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยา ถ้ายังรักษาไม่ได้ผล อาจมีการรักษาเสริมเพิ่มเติมด้วยการลอกผิวด้วยสารเคมีหรือการทำเลเซอร์ อย่างไรก็ตาม การรักษาจะต้องทำควบคู่ไปกับการป้องกันแสงแดดและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ
คำถามที่พบบ่อย#
จำเป็น คุณควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการตรวจวินิจฉัย สืบหาสาเหตุการเกิดฝ้า และรับคำแนะนำในการรักษาที่เหมาะสม
แนวทางการรักษาที่แพทย์มักใช้เป็นตัวเลือกแรกคือ การให้ใช้ยาทารักษาฝ้าสูตรรวม (TCC) ที่มีส่วนผสมของ Hydroquinone (เพื่อยับยั้งกระบวนการเมลานิน), Tretinoin (เพื่อช่วยในการผลัดเซลล์) และ Corticosteroids อีกหนึ่งชนิด (เพื่อช่วยลดการระคายเคือง) หรืออาจแนะนำให้ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ Dermocosmetics สำหรับผู้ที่ไม่อยากใช้ยาหรือต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยา และถ้ายังรักษาไม่ได้ผล แพทย์อาจให้การรักษาเสริมเพิ่มเติมด้วยการลอกผิวด้วยสารเคมีหรือการทำเลเซอร์
การรักษาฝ้าไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่ดีกว่ากัน และผลลัพธ์ในการรักษาก็ขึ้นอยู่กับบุคคล ซึ่งแพทย์ผิวหนังจะเป็นผู้แนะนำถึงวิธีการรักษาที่เหมาะสม
ยาทารักษาฝ้าสูตรรวม (Triple combination cream : TCC) เป็นตัวเลือกแรกที่แพทย์ผิวหนังมักแนะนำกับคนไข้ เพราะมีหลายงานวิจัยรองรับถึงผลลัพธ์การรักษาที่ดี แต่ยาทาฝ้าสูตรรวมนี้ก็มักทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ตัวอย่างยารักษาฝ้าสูตรรวม เช่น ยี่ห้อ Tri Luma Cream (Hydroquinone 4% + Tretinoin 0.05% + Fluocinolone 0.01%) และยี่ห้อ SkinLite Cream กับยี่ห้อ MELACARE ที่มีส่วนผสมเหมือนกันและจะมีความเข้มข้นของไฮโดรควิโนนน้อยกว่าตัวแรก (Hydroquinone 2% + Tretinoin 0.025% + Mometasone furoate 0.1%)
ไม่มี และฝ้าเป็นภาวะที่รักษาให้หายได้ยากและมักไม่หายขาด เพราะเซลล์ผิวหนังยังต้องสร้างเม็ดสีหรือเมลานินเพื่อปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด ประกอบกับฝ้าเกิดได้จากปัจจัยที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น พันธุกรรม เพศ อายุ ลักษณะสีผิวแต่เกิด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่การรักษาฝ้าอย่างถูกวิธีอาจช่วยให้ฝ้าดูจางลงจนใกล้เคียงกับสีผิวปกติได้ และแม้จะรักษาหายแล้วแต่ก็ฝ้าก็ยังคงกลับมาเป็นซ้ำได้อีกถ้าไม่หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญอย่างแสงแดดและฮอร์โมน
มีสมุนไพรหลายชนิดที่อาจช่วยเรื่องฝ้าได้บ้าง เช่น การใช้ว่านหางจระเข้ หัวไขเท้า มะขามเปียก ใบบักบก น้ำมะนาว+น้ำผึ้ง ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่ก็มักพบว่าไม่ได้ผลหรือมีประสิทธิภาพน้อยมากในการลดเลือนรอยฝ้า และวิธีการเหล่านี้ยังไม่มีงานวิจัยใด ๆ รองรับถึงประสิทธิภาพ ซึ่งต่างจากการใช้ยาทาสูตรมาตรฐานหรือครีมทาจากสารสกัดต่าง ๆ ที่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า (เพราะมีปริมาณของสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ได้แน่นอนตามงานวิจัย) ถ้าใช้อย่างระมัดระวังภายใต้การดูแลของแพทย์
ไม่ได้ โดยปกติการรักษาฝ้าไม่ว่าจะด้วยวิธีใดหรือหลายวิธีร่วมกัน ฝ้าก็มักจะค่อย ๆ จางลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 เป็นต้นไป หรือบางคนอาจใช้เวลาหลายเดือน
การรักษาฝ้าส่วนใหญ่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะยาทาฝ้าไฮโดรควิโนนที่มักก่อให้เกิดการระคายเคือง แสบร้อน บวม แดง ผิวลอกเป็นขุย สีผิวบริเวณที่ทาเข้มขึ้น หรือเกิดเป็นฝ้าถาวร (Ochronosis) ที่รักษาไม่หายได้ ส่วนการใช้วิธีลอกผิวและทำเลเซอร์ก็อาจทำให้เกิดรอยดำ แผลเป็น ผิวแพ้ง่าย ตกสะเก็ด เป็นขุย หรืออาจทำให้ฝ้าเข้มขึ้นหรือเกิดจุดด่างขาวได้ ดังนั้น ในการรักษาฝ้าจึงต้องทำโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการรักษาฝ้าเท่านั้น
ในช่วงตั้งครรภ์จะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดฝ้า แต่ฝ้าที่เกิดขึ้นจากฮอร์โมนมักจะจางลงหรือหายไปได้เองหลังคลอดประมาณ 3 เดือน
หากฮอร์โมนจากการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า ฝ้าอาจหายไปได้เองหลังหยุดใช้ยา ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนขึ้นไปฝ้าจึงจะจางลง
ฝ้าไม่ใช่มะเร็ง แต่มะเร็งผิวหนังบางครั้งอาจมีลักษณะคล้ายฝ้าได้ หากกังวลควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษา
ฝ้าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ทำให้เจ็บ และไม่ทำให้คันแต่อย่างใด
โดยทั่วไปฝ้าเมื่อเป็นแล้วจะเป็นเรื้อรัง บางคนอาจเป็นฝ้าตลอดชีวิต แต่บางคนอาจเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น ระหว่างการตั้งครรภ์ หรือใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ฝ้าก็มักจะหายไปได้เองหลังคลอดหรือหลังจากหยุดใช้ยาคุมกำเนิดประมาณ 3 เดือน
ไม่เสมอไป แต่จากข้อมูลพบว่า ผู้ที่เป็นโรคไทรอยด์จะมีโอกาสเป็นฝ้าได้มากกว่าคนปกติถึง 4 เท่า หากกังวลหรือสงสัยควรปรึกษาแพทย์
ยังไม่พบว่ามีอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดใดที่ทำให้เกิดฝ้า
รอยฝ้าบางครั้งก็อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกระได้ แต่ถ้าสังเกตดี ๆ ทั้งฝ้าและกระจะมีลักษณะไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ฝ้าจะมีลักษณะเป็นปื้นและมีขนาดใหญ่ แต่กระจะมีลักษณะเป็นจุดกลม ๆ เล็ก ๆ และมีขอบชัดเจน
ข้อมูลและงานวิจัยอ้างอิง#
ตรวจสอบทางการแพทย์ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2022
มาตรฐานเนื้อหา Medthai
บทความสุขภาพควรระบุผู้เขียน วันที่เผยแพร่/อัปเดต แหล่งอ้างอิง และเปิดเผยนโยบายบรรณาธิการอย่างชัดเจน
อ่านนโยบายบรรณาธิการ →



