การแท้งบุตร (Miscarriage, Abortion) หมายถึง การสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ซึ่งตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ถูกขับออกมาก่อนตั้งครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ (ตามเกณฑ์ของประเทศไทย) ถือเป็นภาวะผิดปกติอย่างหนึ่งของการตั้งครรภ์ ซึ่งพบได้ประมาณ 10-15% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด ซึ่งการแท้งบุตรก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่ การแท้งคุกคาม (Threatened abortion), การแท้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Inevitable abortion), การแท้งเป็นนิจ (Habitual abortion), การแท้งโดยสมบูรณ์ (Complete abortion), การแท้งไม่สมบูรณ์ (Incomplete abortion), การแท้งค้าง (Missed abortion) และการแท้งติดเชื้อ (Septic abortion) แต่ในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะเรื่อง “แท้งคุกคาม” ครับ

แท้งคุกคาม#

แท้งคุกคาม (Threatened abortion, Threatened miscarriage) คือ ภาวะใกล้แท้งหรือภาวะที่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการสิ้นสุดการตั้งครรภ์หรือนำไปสู่การแท้งบุตร ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ โดยที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีเลือดออกมาไม่มากทางช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอยโดยที่ปากมดลูกยังปิดอยู่ และอาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วยหรือไม่มีก็ได้ จึงอาจทำให้คุณแม่สับสนได้ว่าเป็นประจำเดือน โดยภาวะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการลอกตัวของรกที่เกาะติดอยู่บนผนังมดลูก เมื่อรกลอกตัวก็จะมีเลือดออกซึมแทรกอยู่ระหว่างตัวรกกับผนังมดลูก และเลือดบางส่วนได้ไหลซึมออกมาทางปากมดลูก ออกมาทางช่องคลอดในที่สุด

ภาวะแท้งคุกคาม เป็นภาวะใกล้แท้งที่พบได้ประมาณ 10% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด หรือพบได้ประมาณ 20-30% ของการแท้งบุตรทั้งหมด โดยครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้จะเกิดการแท้งบุตรตามมาจริง ๆ ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 50%) จะสามารถดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปได้ตามปกติเหมือนคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วไป โดยขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ถ้าทารกมีความผิดปกติมาก ธรรมชาติก็มักจะช่วยทำให้เกิดการแท้งบุตรตามมาภายในระยะเวลาไม่นานหลังจากมีเลือดออก (ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่เกิน 7 วัน) แต่ถ้าสาเหตุของการมีเลือดออกนั้นเกิดจากสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างกายคุณแม่มีระดับฮอร์โมนเพศที่ผิดปกติแต่ไม่มาก ส่วนทารกยังคงปกติดี แบบนี้คุณแม่ก็มักจะตั้งครรภ์ต่อไปได้ครับ

“แท้งคุกคาม” หลาย ๆ คนพอได้ยินชื่อโรคนี้แล้วก็อาจจะฟังดูแปลก ๆ และเข้าใจผิดคิดว่ามันคือการแท้ง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่นะครับ เพราะแท้งคุกคามมันคือ “ภาวะที่ใกล้จะแท้งหรือภาวะที่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการแท้งตามมา” ซึ่งหมายความว่า คุณแม่ที่มีภาวะนี้อาจจะแท้งหรือไม่แท้งก็ได้นั่นเองครับ คือถ้าจะเรียกให้ฟังดูเข้าใจง่าย ๆ การเรียกว่า “ภาวะใกล้แท้ง” น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า เพื่อที่คุณแม่จะได้รู้และระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่คิดว่าตัวเองพอมีภาวะนี้แล้วจะต้องแท้งแน่ ๆ หรือเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองแท้งแล้ว

สาเหตุของการแท้งคุกคาม#

  • คุณแม่มีอายุมาก โดยพบว่าคุณแม่ที่มีอายุมากจะมีโอกาสเกิดภาวะแท้งคุกคามมากกว่าคุณแม่ที่มีอายุน้อย (คือถ้าอายุเกิน 35 ปี จะมีโอกาสแท้ง 15% แต่ถ้าอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสแท้งมากกว่า 30%)
  • คุณพ่อมีอายุมากเกินไป
  • คุณแม่มีประวัติเคยแท้งเองมาก่อน พบว่าผู้ที่เคยแท้งมาแล้วหนึ่งครั้งจะเกิดความเสี่ยงในการแท้งในครั้งต่อไปประมาณ 20% และจะเพิ่มเป็น 28% และ 43% หากมีประวัติการแท้งมาแล้วสองและสามครั้งตามลำดับ
  • การได้รับอุบัติเหตุในขณะตั้งครรภ์ที่บริเวณท้องน้อย ทำให้การฝังตัวของทารกที่ผนังมดลูกไม่ดีพอ แต่ก็ไม่รุนแรงถึงกับทำให้หลุดออกมาแบบการแท้ง
  • ความผิดปกติของทารกในครรภ์ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อน (เป็นกรณีที่พบได้มากที่สุด คือประมาณ 50% ของตัวอ่อนที่แท้งทั้งหมด) หรือเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างตัวอ่อนแต่กำเนิด (ทั้งที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมของตัวอ่อนเองหรือเกิดจากปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น การได้รับสาร teratogens จากยาหรือสารเคมี)
  • ความผิดรูปร่างหรือความผิดปกติของมดลูก โพรงมดลูก ปากมดลูก เช่น คุณแม่มีมดลูกผิดปกติแต่กำเนิด คุณแม่มีเนื้องอกหรือพังผืดในมดลูก จึงทำให้การฝังตัวของรกไม่เป็นปกติ
  • ผลจากการขูดมดลูก (Asherman syndrome)
  • คุณแม่มีการติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อในช่องคลอด หัดเยอรมัน ซีเอ็มวีไวรัส เป็นต้น
  • การขาดฮอร์โมนเพศที่เป็นตัวช่วยประคับประคองการตั้งครรภ์ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หนาพอที่จะรับการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูกได้ จึงทำให้เกิดการแท้งคุกคามตามมา
  • โรคประจำตัวของคุณแม่ เช่น โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคเอสแอลอี โรคไทรอยด์ เป็นต้น
  • คุณแม่มีความเครียด
  • การเป็นผู้สูบบุหรี่โดยตรงหรือเป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง (คุณพ่อหรือคนใกล้ชิดเป็นผู้สูบ)
  • การดื่มสุรา ดื่มกาแฟมากเกินไป
  • การใช้สารเสพติดประเภทโคเคน (Cocaine) ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดอีกด้วย
  • การใช้ยาในกลุ่ม NSAID โดยมีการศึกษาที่พบว่าการใช้ยาในกลุ่มนี้ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) จะทำให้มีผลกระทบต่อการทำงานของสารโพรสตาแกลนดินที่หลั่งออกมาในช่วงที่ตัวอ่อนมีการฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการฝังตัวและเกิดการแท้งตามมาได้
  • ไม่ทราบสาเหตุการเกิด

อาการของแท้งคุกคาม#

  • มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด (ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ควรจะออก)
  • อาจมีอาการปวดท้องน้อยคล้ายกับประจำเดือนในลักษณะปวดแบบบีบ ๆ บิด ๆ ร่วมกับการมีเลือดออกหรือไม่มีก็ได้
  • ตกขาวมีสีน้ำตาลจากการมีเลือดปน
แท้งคุกคาม

เมื่อไหร่ที่ควรรีบไปพบแพทย์ ? : คุณแม่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ ส่วนมากจะมีความรู้สึกปวดหน่วง ๆ ในท้องน้อยได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ (เกิดจากเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณอุ้งเชิงกรานมาก) แต่ที่สำคัญคือจะต้องไม่มีเลือดออกจากช่องคลอดตลอดการตั้งครรภ์ ดังนั้นหากคุณแม่มีอาการปวดท้องหรือปวดท้องน้อยมากผิดปกติ ซึ่งปวดในลักษณะบีบ ๆ บิด ๆ เป็นพัก ๆ และ/หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ก็ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

คุณแม่จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นการแท้งบุตรแน่แล้ว ? : คุณแม่ตั้งครรภ์จะไม่สามารถทราบได้ว่าจะเป็นกรณีที่แท้งแน่นอนหรือจะสามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้ตามปกติ เพราะโดยทั่วไปแล้วการตั้งครรภ์ที่สามารถดำเนินต่อไปได้ ลักษณะของเลือดที่ออกจะออกแบบกะปริดกะปรอยหรือออกเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วหยุดไปเอง แต่ในกรณีที่มีเลือดออกมากและมีเศษชิ้นเนื้อหลุดออกมาด้วยแล้ว ก็มักจะลงเอยด้วยการแท้งจริง ๆ ดังนั้นหากมีเลือดออกก็ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนนัดในทันที เพื่อจะได้วางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์ต่อไป

การวินิจฉัยภาวะแท้งคุกคาม#

  • ตรวจเช็กประวัติอาการ โดยดูจากประวัติการมีเลือดออกทางช่องคลอดในขณะตั้งครรภ์อ่อน ๆ ในปริมาณไม่มากเป็นหลัก ในคุณแม่บางรายอาจเป็นแค่ตกขาวปนเลือดหรือมีตกขาวเป็นสีน้ำตาล ซึ่งตามปกติแล้วไม่ควรจะมี และมักมีอาการปวดหน่วง ๆ หรือปวดบีบที่ท้องน้อยร่วมด้วย
  • ตรวจร่างกาย จะเป็นการตรวจร่างกายทั่วไป โดยตรวจดูเปลือกตาว่าซีดหรือไม่ เพื่อประเมินว่าคุณแม่เสียเลือดไปมากน้อยเพียงใด จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจภายในเพื่อประเมินดูว่าการแท้งชนิดใด สามารถดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปได้ตามปกติหรือไม่ สภาพของปากมดลูกปิดหรือเปิดอยู่ ขนาดของมดลูกสัมพันธ์กับอายุครรภ์หรือไม่ เพราะถ้าเป็นการแท้งคุกคามเมื่อตรวจภายในดูแล้วจะพบว่ามีเลือดเพียงเล็กน้อยในช่องคลอด ปากมดลูกยังปิดอยู่ และขนาดของมดลูกโตสัมพันธ์กับอายุครรภ์
  • ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่
    • ตรวจปัสสาวะ ในกรณีที่เป็นภาวะแท้งคุกคาม การตรวจปัสสาวะจะยังพบว่ามีฮอร์โมนที่แสดงถึงการตั้งครรภ์อยู่ครับ แต่ถ้าทารกเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน การตรวจปัสสาวะก็ยังให้ผลที่เป็นบวกอยู่ แพทย์จึงไม่นิยมใช้วิธีนี้ในการตรวจเพื่อวินิจฉัยภาวะแท้งคุกคาม
    • ตรวจหาระดับฮอร์โมนเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในเลือด (Beta human chorionic gonadotropin – β-hCG) จะเป็นการตรวจเพื่อดูว่ายังมีฮอร์โมนเกี่ยวกับการตั้งครรภ์นี้หรือไม่ วิธีนี้เป็นวิธีที่แม่นยำ นิยมใช้ตรวจในกรณีที่คุณแม่มีอายุครรภ์น้อยมาก (คือ ยังมองไม่เห็นตัวทารกจากการตรวจอัลตราซาวนด์ท้องน้อย) หรือในกรณีที่ไม่สามารถแยกการตั้งครรภ์นอกมดลูกออกไปได้ โดยการเพิ่มขึ้นของระดับ β-hCG มากกว่า 66% จากการตรวจห่างกัน 48 ชั่วโมงนั้น ถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ปกติ แต่หากการเพิ่มขึ้นของระดับ β-hCG ไม่ถึง 66% ก็แสดงว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ คือ แท้ง หรือเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก
    • ตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด เป็นการตรวจที่สามารถบอกได้ว่าทารกยังมีชีวิตอยู่หรือไม่, เป็นการตั้งครรภ์ปกติ, ตั้งท้องลม, ตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือเป็นการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก ซึ่งทำให้มีเลือดออกในขณะตั้งครรภ์ได้เช่นกัน หากตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนกว่าการตรวจผ่านหน้าท้อง และโดยทั่วไปจะสามารถเห็นถุงการตั้งครรภ์หรือถุงน้ำคร่ำในโพรงมดลูกได้ตั้งแต่คุณแม่มีอายุครรภ์ได้ประมาณ 5 สัปดาห์ เมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์จะเริ่มเห็นตัวอ่อนแล้ว และจะเห็นหัวใจทารกเต้นได้ตอน 7 สัปดาห์ เริ่มดิ้นได้ตอน 8 สัปดาห์ และเห็นโครงสร้างทุกอย่างครบตอน 12 สัปดาห์ ในกรณีของแท้งคุกคาม หลังจากตรวจอัลตราซาวนด์แล้ว ถ้าพบว่าภายในมดลูกมีถุงน้ำคร่ำแต่ไม่มีตัวเด็ก แต่อายุครรภ์ยังน้อย ถุงน้ำคร่ำก็ดูเป็นปกติ ถ้าคุณแม่มีเลือดออกไม่มาก ไม่มีอาการเร่งด่วนอะไร หมอก็มักจะใจเย็นและคอยดูต่อไป แต่ถ้าอายุครรภ์เยอะแล้ว คือน่าจะเห็นตัวเด็กได้แล้ว หรือถุงน้ำคร่ำยุบตัวเหี่ยวลงและแน่ใจว่าไม่มีตัวเด็ก ก็จะกลายเป็น “ท้องลม” ซึ่งก็มักจะสิ้นสุดด้วยการแท้งเสมอ ส่วนการแท้งคุกคามอีกกรณีหนึ่งก็คือ พอตรวจอัลตราซาวนด์แล้วยังพบว่ามีตัวเด็ก เห็นหัวใจเด็กเต้นอย่างชัดเจน ในกรณีเช่นนี้ตัวเด็กเองมักจะปกติดีครับ เพียงแต่การฝังตัวของรกไม่ดีเท่านั้นเอง โอกาสที่จะตั้งครรภ์ต่อไปได้อย่างเป็นปกติก็มีสูงมาก (ประมาณ 90-95%) ซึ่งการรักษาที่ดีที่สุดในกรณีที่ทำได้ก็คือ “การนอนนิ่ง ๆ งดเดิน และงดการทำงานหนัก” เพื่อช่วยให้รกค่อย ๆ ประสานติดเข้ากับผนังมดลูกได้ดีขึ้น และเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ถุงน้ำคร่ำก็จะโตขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ถุงน้ำคร่ำก็จะโตขึ้นจนเต็มช่องว่างภายในโพรงมดลูก จึงไม่มีพื้นที่ให้ถุงน้ำคร่ำคลอนไปคลอนมาได้อีก โอกาสการแท้งหลังจากสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์จึงลดน้อยลงอย่างมาก

หมายเหตุ : ในกรณีที่แพทย์ยังไม่แน่ใจในเรื่องของอายุครรภ์ เพราะคุณแม่ตั้งครรภ์จำประจำเดือนที่มาครั้งสุดท้ายไม่ได้ อาจจะทำให้การคำนวณอายุครรภ์ผิดไปได้ อายุครรภ์อาจจะยังอ่อนอยู่มากจนการตรวจอัลตราซาวนด์มองไม่เห็นตัวทารก แพทย์จึงอาจนัดมาตรวจอัลตราซาวนด์ใหม่อีกครั้งใน 2 สัปดาห์หน้า เพื่อเพิ่มความมั่นใจและช่วยในการตัดสินใจได้มากยิ่งขึ้นว่าจะทำอย่างไรต่อไป

การรักษาภาวะแท้งคุกคาม#

การดูแลรักษาภาวะแท้งคุกคามจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองเป็นหลัก ส่วนการรักษาด้วยยาและการผ่าตัดอาจมีใช้บ้างเมื่อจำเป็น

  1. การรักษาแบบประคับประคอง (Supportive treatment) ซึ่งประกอบไปด้วย
    • ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว โดยแนะนำให้คุณแม่นอนพักผ่อนให้มาก ๆ ห้ามออกแรง หรือเดินมาก ๆ หรือทำกิจกรรมใด ๆ ก็ตามที่เป็นการเกร็งหน้าท้อง หรือเพิ่มความดันในช่องท้อง (เพราะจะมีผลทำให้ถุงน้ำคร่ำโยกคลอนไปคลอนมาภายในโพรงมดลูก ทำให้รกเกิดการปริแยกได้มากขึ้น เลือดก็จะออกมามากขึ้น หากลอกตัวออกมามากก็จะเกิดการแท้งตามมาในที่สุด) นอกจากนั้นแพทย์จะแนะนำให้คุณแม่ทำใจให้สบาย ๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
    • หากมีความจำเป็นแพทย์อาจให้คุณแม่นอนพักในโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์จะประเมินอาการจากการเสียเลือดก่อนเป็นอันดับแรก หากมีการเสียเลือดมาก แพทย์จะพิจารณาให้เลือดหรือให้น้ำเกลือทดแทน
    • หากคุณแม่มีอาการปวดท้อง แพทย์จะพิจารณาให้ยาแก้ปวดชนิดอ่อน เช่น พาราเซตามอล
  2. การรักษาด้วยยา ในปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนในการให้ยาฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เพื่อป้องกันการแท้งคุกคาม เพราะจากหลักฐานหรือข้อมูลการวิจัยมีทั้งที่พบว่ามีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ที่จะนำมาใช้ในภาวะแท้งคุกคามในครรภ์แรก เนื่องจากคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนและทุกอายุครรภ์มีโอกาสแท้งบุตรได้เองประมาณ 10-15% อยู่แล้ว และสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดการแท้งในช่วงไตรมาสแรกก็คือ การที่ทารกมีโครโมโซมผิดปกติ ซึ่งเป็นการคัดเลือกทางธรรมชาติ (เด็กที่มีความผิดปกติของโครโมโซมส่วนใหญ่กว่า 90% จะแท้งออกไปเองตามธรรมชาติ และมีหลงเหลือแล้วคลอดออกมาไม่ถึง 10%)
    • ในกรณีที่ระดับฮอร์โมนผิดปกติ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่แข็งแรง มีการลอกตัวของรก คุณแม่ตั้งครรภ์มีประวัติการแท้งซ้ำในอายุครรภ์ไล่เลี่ยกัน หากมีการแท้งคุกคามในครั้งที่ 2 หรือ 3 ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แพทย์จะพิจารณาให้ฮอร์โมนกลุ่มโปรเจสติน โดยการฉีด การรับประทานยา หรือการให้เหน็บยาฮอร์โมนกลุ่มโปรเจสตินในช่องคลอด จนกว่าคุณแม่จะมีอายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์
    • ในกรณีที่คุณแม่มีปัญหาหมู่เลือด Rh negative (ซึ่งส่วนใหญ่จะมีหมู่เลือดเป็น Rh positive) ส่วนคุณพ่อมีหมู่เลือด Rh positive แพทย์จะฉีดยา anti-D immunoglobulin เพื่อป้องกันการทำลายเม็ดเลือดของลูกในครรภ์ต่อไป
  3. การรักษาโดยการผ่าตัด (เย็บปากมดลูก) ในกรณีที่เกิดภาวะแท้งคุกคามในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ สาเหตุมักเกิดจากความผิดปกติทางภายวิภาคของมดลูกและปากมดลูก หากปากมดลูกปิดไม่สนิทแพทย์จะทำการเย็บปากมดลูกรัดเอาไว้ จนกว่าอายุครรภ์ของคุณแม่จะครบกำหนดคลอด แล้วจึงตัดสายรัดที่ปากมดลูกออก

ฉีดยากันแท้งจำเป็นหรือไม่ ?

ตอบ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีการแท้งเองติดต่อกันมาแล้วหลายครั้งในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ และพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดแล้วว่ามีสาเหตุมาจากการขาดฮอร์โมนเพศ ก็สมควรได้รับการฉีดฮอร์โมนเพศเพื่อป้องกันการแท้งครับ แต่หากคุณแม่เพิ่งจะมีการแท้งคุกคามเป็นครั้งแรก สาเหตุส่วนใหญ่มักจะไม่ได้มาจากการขาดฮอร์โมน การฉีดฮอร์โมนเพศจึงอาจไม่จำเป็นและไม่มีประโยชน์ครับ

หากตั้งครรภ์ต่อไปได้ ทารกในครรภ์จะผิดปกติหรือไม่ ?

ตอบ คุณแม่ที่มีภาวะแท้งคุกคามและสามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้ โอกาสที่ทารกในครรภ์จะผิดปกติหรือมีความพิการไม่ได้สูงขึ้นกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ปกติทั่วไป

หากครรภ์นี้เป็นแท้งคุกคาม ครรภ์หน้าจะมีโอกาสเกิดซ้ำได้หรือไม่ ?

ตอบ กรณีเกิดภาวะแท้งคุกคามในครรภ์ก่อน ครรภ์ต่อมาก็มีโอกาสเกิดซ้ำได้ครับหากสาเหตุการเกิดยังเหมือนเดิมและยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ระดับฮอร์โมนเพศมีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่แข็งแรง หรือคุณแม่มีภาวะปากมดลูกปิดไม่สนิท หรือการแท้งคุกคามมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัวของคุณแม่ แต่หากได้รับการแก้ไขที่สาเหตุแล้ว การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปก็ไม่น่าจะมีปัญหา

หากมีแท้งคุกคาม จะสามารถตั้งครรภ์ครั้งหน้าได้เมื่อไหร่ ?

ตอบ หากการตั้งครรภ์ครั้งก่อนมีภาวะแท้งคุกคามเกิดขึ้น แต่คุณแม่ยังสามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้จนคลอดลูกออกมา การวางแผนตั้งครรภ์ในครั้งต่อไปก็จะเหมือนกับคุณแม่หลังคลอดปกติ ซึ่งโดยส่วนมากแล้วแพทย์จะแนะนำให้เว้นช่วงการมีบุตรประมาณ 2 ปี

แต่หากมีภาวะแท้งทุกคามและคุณแม่ไม่สามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้ (แท้งบุตร) ระบบฮอร์โมนเพศในร่างกายก็จะกลับมาเป็นปกติได้เร็วกว่าคุณแม่หลังคลอด คุณแม่ที่แท้งบุตรจึงสามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้เลยหากต้องการ โดยเฉพาะหากไม่ได้ทำหัตถการขูดมดลูก แต่อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าควรคุมกำเนิดหรือเว้นระยะการมีบุตรไปก่อนประมาณ 3 เดือน เพื่อให้โพรงมดลูกกลับมาเป็นปกติก่อน

การดูแลตนเองเมื่อเกิดภาวะแท้งคุกคาม#

  1. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  2. คุณแม่ควรตั้งสติให้มั่น อย่าตื่นตระหนก หรือเป็นกังวลใจมากเกินไป
  3. ควรพักผ่อนให้มาก ๆ และงดทำงานหนักทุกชนิด เช่น การยกของหนัก เดินนาน ๆ นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ นั่งเรือ ฯลฯ (คุณแม่สามารถกลับมาเริ่มทำงานแบบเบา ๆ ได้อีกครั้งเมื่อเลือดหยุดออกแล้ว 48 ชั่วโมงขึ้นไป)
  4. ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงงดการสูบบุหรี่ และงดการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  5. ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่มีเลือดออกทางช่องคลอด มีตกขาว และงดไปอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังเลือดหยุด
  6. สังเกตปริมาณของเลือดที่ออก ปริมาณของเลือดที่ออกต้องออกน้อยลงเรื่อย ๆ จนหมดไปในที่สุด แต่ถ้ามีเลือดออกมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ จนไหลลงมาตามหน้าขา แบบนี้ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดี คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนนัดในทันที
  7. สังเกตสีของเลือด (มีเลือดสีดำออกมาดีกว่ามีเลือดสีแดง) ถ้าเลือดที่ออกมาเป็นเลือดสีดำ แปลว่าเป็นเลือดเก่าที่คั่งค้างอยู่ หรือปริมาณของเลือดที่ออกมานั้นมีน้อยมาก แบบนี้ไม่น่าเป็นกังวลครับ แต่ถ้าเลือดที่ออกมาเป็นสีแดงสด ซึ่งแสดงว่าเป็นเลือดใหม่ รกกำลังลอกตัว แบบนี้ถือเป็นสัญญาณไม่ดีเช่นกันครับ
  8. สังเกตอาการปวดท้องน้อย ถ้ามีอาการปวดท้องน้อย ในลักษณะปวดบีบ ๆ เป็นพัก ๆ เหมือนการปวดประจำเดือน แบบนี้ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีและแย่ที่สุดครับ เพราะเมื่อมดลูกบีบตัว ถุงน้ำคร่ำก็จะถูกบีบให้หลุดออกมาด้วย ถ้ามีอาการปวดท้องแบบนี้เกิดขึ้นก็ควรทำใจเผื่อไว้ครับ

วิธีป้องกันการแท้งคุกคาม#

การป้องกันภาวะแท้งคุกคาม แบ่งเป็น

  1. สาเหตุที่สามารถป้องกันได้ ได้แก่
    • รักษาและควบคุมโรคประจำตัวที่เป็นอยู่แล้วให้ดี
    • ในกรณีที่มีความผิดปกติของโพรงมดลูก ควรแก้ไขหรือผ่าตัดให้เรียบร้อยก่อนการตั้งครรภ์
    • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงหลีกเลี่ยงความเครียด
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ในทุก ๆ วัน รวมถึงงดการสูบบุหรี่ และงดการดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
    • หลีกเลี่ยงการใช้ยาต่าง ๆ (รวมถึงยารักษาสิว) โดยไม่จำเป็น รวมถึงการหลีกเลี่ยงการใช้หรือสัมผัสสารเคมีต่าง ๆ
    • ไม่ยกของหนักในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
    • ระมัดระวังเรื่องการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น การนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ การกระทบกระแทกแรง ๆ ฯลฯ
    • ตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์และฝากครรภ์ทันทีเมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาแทรกซ้อนทางสุขภาพในระหว่างการตั้งครรภ์
  2. สาเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ ได้แก่
    • โครโมโซมของทารกที่ผิดปกติ
    • ระบบสืบพันธุ์ของคุณแม่มีความผิดปกติ เช่น ผนังมดลูกบาง มดลูกไม่แข็งแรง
    • การเกิดโรคประจำตัวของคุณแม่เอง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง#

เอกสารอ้างอิง#
  1. หาหมอดอทคอม. “แท้งคุกคาม (Threatened abortion)”. (รองศาสตราจารย์ พญ.ประนอม บุพศิริ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : haamor.com. [24 ก.พ. 2016].
  2. DrSant บทความสุขภาพ. “ภาวะแท้งคุกคาม (Threatened abortion)”. (นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : visitdrsant.blogspot.com. [24 ก.พ. 2016].
  3. นพ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์. “แท้งคุกคาม..เรื่องต้องลุ้น”. (นพ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.facebook.com/notes/874400725965947/. [24 ก.พ. 2016].

ภาพประกอบ : pregnancycramps.net

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)