แอสตาแซนธิน#

แอสตาแซนธิน* (Astaxanthin) คือ แคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเม็ดสีแดงที่สร้างขึ้นโดยสาหร่ายขนาดเล็ก (Haematococcus pluvialis) เมื่อมันเกิดความเครียด หรือเมื่อมันสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น แสงแดด อดอาหาร หรือถูกกิน สาหร่ายมันก็จะผลิตสารแอสตาแซนธินออกมาเพื่อปกป้องตัวเองในฐานะที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องสาหร่ายจากอนุมูลอิสระและความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นต่าง ๆ ทำให้สาหร่ายมีชีวิตชีวาและมีสุขภาพดี ซึ่งแคโรทีนอยด์นี้เองที่เป็นตัวทำให้เกิดสีแดงหรือสีชมพูในสัตว์ทะเลหลายชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ล็อบสเตอร์ กุ้งเครย์ฟิช และอาหารทะเลอื่น ๆ

แอสตาแซนธินมีจำหน่ายทั่วโลกในฐานะอาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการกล่าวอ้างว่ามีสรรพคุณช่วยดูแลสุขภาพดวงตา ดีต่อสมอง บำรุงสุขภาพหัวใจ ผิวพรรณ ช่วยลดการอักเสบ เพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งช่วยในการเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม การค้นพบแอสตาแซนธินในด้านประโยชน์ต่อมนุษย์นั้นยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ การทดลองส่วนใหญ่จึงดำเนินการกับสัตว์และยังต้องมีการศึกษาวิจัยในมนุษย์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันถึงประสิทธิภาพดังกล่าว

หมายเหตุ : มักสะกดผิดเป็น “แอสต้าแซนธิน“, “แอสตาแซนทิน“, “แอสต้าแซนทีน” หรือ “แอสต้าแซนธีน“

ประโยชน์ของแอสตาแซนธิน#

1. มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง การวิจัยแสดงให้เห็นว่าแอสตาแซนธินเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สุดในธรรมชาติ และมักถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งแคโรทีนอยด์” โดยมีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนมาก (2)

  • การศึกษาพบว่าแอสตาแซนธินและแคโรทีนอยด์อื่น ๆ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก (3) ซึ่งสิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการอักเสบ แต่ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอีกด้วย โดยมีการทดลองแบบสุ่มที่พบว่าการเสริมแอสตาแซนธินช่วยเพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของผู้เข้าร่วมการทดลอง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน รวมถึงเครื่องหมายเฉพาะที่บ่งชี้ถึงความเสียหายของ DNA ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคในภายหลัง (4)

2. มะเร็ง เนื่องจากแอสตาแซนธินมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบ แอสตาแซนธินจึงอาจมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและอาจช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ (5) มีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่พบว่าแอสตาแซนธินมีประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวสำหรับการรักษาโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมด้วย (6)

  • อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในหนูทดลองที่แสดงให้เห็นว่าแอสตาแซนธินช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้กลายเป็นเนื้องอก แต่การให้แอสตาแซนธินหลังจากที่เนื้องอกได้ก่อตัวแล้วจะกลายเป็นเพิ่มความเร็วในการเติบโตของเนื้องอกแทน (7)

3. ส่งเสริมสุขภาพสมอง เมื่ออายุมากขึ้น ความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของระบบประสาทก็เพิ่มขึ้น เช่น โรคอัลไซเมอร์หรือโรคพาร์กินสัน ที่จะทำให้เกิดการสูญเสียเซลล์ประสาทในสมองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเกิดอาการต่าง ๆ ตามมา เช่น สูญเสียความจำ สับสน กระสับกระส่าย วิตกกังวล ซึ่งการศึกษาใหม่ ๆ จำนวนมากนั้นพบว่าแอสตาแซนธินอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพสมอง มีคุณสมบัติในการปกป้องระบบประสาท เนื่องจากช่วยลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและการอักเสบ (8)

  • การศึกษาในสัตว์ทดลองที่เสริมแอสตาแซนธินแล้วพบว่ามีผลช่วยเพิ่มการสร้างเซลล์สมองใหม่และเพิ่มหน่วยความจำเชิงพื้นของหนูทดลอง (9)
  • การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในปี 2012 โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเป็นคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่มีอาการหลงลืมตามวัยเป็นประจำ จำนวน 96 คน พบว่าการเสริมแอสตาแซนธินเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยปรับปรุงความจำ การเรียนรู้ และการคิดได้อย่างมีนัยสำคัญ (10)

4. ดีต่อสุขภาพดวงตา การศึกษาในปี 2008 พบว่าแอสตาแซนธินมีผลช่วยปกป้องจอประสาทตาจากความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น แอสตาแซนธินจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (AMD) และโรคต้อกระจก (11) ส่วนอีกการศึกษาในผู้ใหญ่ 48 คนที่มีอาการปวดตาก็พบว่าแอสตาแซนธินเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่สามารถช่วยลดอาการเมื่อยล้าของดวงตาได้ (12)

  • การทดลองเล็ก ๆ ในญี่ปุ่นกับผู้ทดลองชายหญิงจำนวน 59 คน อายุ 20-64 ปี ที่มีอาการเมื่อยล้าดวงตาจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ พบว่าการรับประทานแอสตาแซนธิน 9 มก. วันละครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ มีผลช่วยให้การมองเห็นของตาดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก แต่ไม่พบประโยชน์ในผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี (13)

5. ปกป้องหัวใจ จากการทบทวนการศึกษาที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างน้อย 8 ชิ้น แสดงให้เห็นว่าการเสริมแอสตาแซนธินสามารถช่วยการอักเสบและความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในผู้ป่วยต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงหรือมีโรคหัวใจและหลอดเลือด (14) ส่วนการศึกษาอื่นก็แนะนำว่าการเสริมแอสตาแซนธินสามารถช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งซึ่งเป็นตัวสะสมของไขมันและคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดแดง แอสตาแซนธินจึงอาจมีผลช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ (15)

  • การศึกษาในปี 2006 ที่ตรวจพบของแอสตาแซนธินต่อหนูที่มีความดันโลหิตสูง และผลการศึกษานี้ระบุว่าแอสตาแซนธินอาจช่วยปรับปรุงระดับอีลาสตินและความหนาของผนังหลอดเลือดแดง (16)

6. ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ การศึกษาพบว่าการรับประทานแอสตาแซนธินวันละ 6-18 มก. เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และช่วยเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL) สอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้าที่การรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอสตาแซนธิน, เบอร์เบอรีน (Berberine), โพลิโคซานอล (Policosanol), ยีสต์แดง (Red yeast rice), โคเอนไซม์คิวเท็น และกรดโฟลิค (Armolipid Plus by Rottapharm S.p.A.) เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวม, ไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ในผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติ (1)

7. อาหารไม่ย่อย (Dyspepsia) การศึกษาพบว่าการรับประทานแอสตาแซนธิน 40 มก. (AstaCarox by AstaReal) ทุกวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ สามารถช่วยลดอาการกรดไหลย้อนในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อยได้ (1)

8. ภาวะมีบุตรยากในเพศชาย การศึกษาในผู้ชาย 30 คนที่เคยมีปัญหาภาวะมีบุตรยากมาก่อนพบว่าการรับประทานแอสตาแซนธินวันละ 16 มก. เป็นเวลา 3 เดือน สามารถช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ของผู้ชายที่อยู่ในภาวะมีบุตรยากได้ โดยพบว่าแอสตาแซนธินมีผลช่วยปรับปรุงการเคลื่อนไหวของสเปิร์มและเพิ่มความสามารถของสเปิร์มในการปฏิสนธิกับไข่ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษายืนยันในกลุ่มทดลองที่มีขนาดใหญ่ต่อไป (17)

9. ลดอาการวัยหมดประจำเดือน (Menopausal symptoms) การศึกษาพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีแอสตาแซนธิน วิตามินดี3 ไลโคปีน และซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ (MF Afragil) ทุกวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สามารถช่วยลดอาการวัยทองได้ เช่น อาการร้อนวูบวาบ ปวดข้อ อารมณ์แปรปรวน และปัญหากระเพาะปัสสาวะ (18)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์จากงานวิจัยล่าสุดของวิตามินดี, ไลโคปีน

10. ลดการอักเสบ การอักเสบเป็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย และการอักเสบเรื้อรังสามารถนำไปสู่โรคหรือสภาวะต่าง ๆ ได้ เช่น เบาหวาน มะเร็ง และโรคหัวใจ การศึกษาจำนวนมากพบว่าแอสตาแซนธินสามารถช่วยลดระดับตัวบ่งชี้ของการอักเสบในร่างกายได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจมีประโยชน์อย่างมากและอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังบางประเภทได้ (19) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีแอสตาแซนธิน ลูทีน วิตามินเอ วิตามินอี และน้ำมันดอกคำฝอย (BioAstin by Cyanotech) วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สามารถช่วยลดความเจ็บปวดในผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) (20)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์จากงานวิจัยล่าสุดของวิตามินเอ, วิตามินอี

11. ดีต่อสุขภาพผิว งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการเสริมแอสตาแซนธิน 2-3 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ช่วยลดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นในผู้หญิงและชายวัยกลางคนได้ นอกจากนี้ยังดูเหมือนว่าความชุ่มชื้นในผิวหนังจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน (1) สอดคล้องกับอีกการศึกษาในปี 2012 ในผู้หญิงเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานแอสตาแซนธิน 6 มก. ร่วมกับการใช้แอสตาแซนธินแบบทา 2 มล. สามารถช่วยให้ริ้วรอยเรียบเนียนขึ้น จุดด่างดำเล็กลง และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในผิวหนัง (21) รวมถึงการศึกษาที่พบว่าแอสตาแซนธินมีประสิทธิภาพรักษาอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ในหนูทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ (22) อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์นี้

  • การศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทเล็ก ๆ (AstaREAL) ในกลุ่มผู้ชายที่มีสุขภาพดี พบว่าการเสริมแอสตาแซนธิน 3 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ช่วยลดพื้นที่ของผิวหนังที่เหี่ยวย่นรอบดวงตา (รอยตีนกา) ได้อย่างมีนัยสำคัญ (21)
  • แอสตาแซนธินอาจช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) โดยการทดลองแบบสุ่มปกปิดทั้งสองทางและควบคุมด้วยยาหลอก ยังพบด้วยว่าแอสตาแซนธินสามารถช่วยปกป้องผิวจากการเสื่อมสภาพของผิวที่เกิดจากรังสียูวีและช่วยรักษาสุขภาพผิวให้ดีขึ้น (23)

12. เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับแอสตาแซนธินที่พบว่าแอสตาแซนธินอาจช่วยเพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย ลดความเหนื่อยล้าหลังออกกำลังกาย และป้องกันความเสียหายของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกาย อย่างไรก็ตามการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้ยังให้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกัน โดยการศึกษาที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

  • การศึกษาในสัตว์ทดลอง เช่น การศึกษาในหนูทดลองที่พบว่าแอสตาแซนธินช่วยเพิ่มความทนทานในการว่ายน้ำของหนูได้ (24), การศึกษาที่พบว่าแอสตาแซนธินสามารถชวยป้องกันความเสียหายของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายของหนูทดลองด้วยการวิ่งบนลู่ได้ (25)
  • การศึกษาในมนุษย์ เช่น การศึกษาที่พบว่าการเสริมแอสตาแซนธินวันละ 4 มก. เป็นเวลา 4 สัปดาห์ สามารถช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการปั่นจักรยานเป็นระยะ 20 กิโลเมตรลง (ลดลง 121 วินาที เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ได้รับยาหลอกที่ลดลงเพียง 19 วินาที) กล่าวคือนักกีฬามีกำลังขับมากขึ้น มีประสิทธิภาพในการออกกำลังกายมากขึ้น (26) สอดคล้องกับการศึกษาที่ควบคุมด้วยยาหลอกที่พบว่าการเสริมแอสตาแซนธินวันละ 4 มก. เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าช่วยเพิ่มความอดทนและความแข็งแรงในผู้ชายที่ออกกำลังกายตามปกติได้ (27) และการศึกษาในนักฟุตบอลชายที่พบว่าการเสริมแอสตาแซนธิน 4 มก. เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยลดระดับความเสียหายของกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายอย่างหนักเป็นเวลา 2 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (28)
  • สำหรับตัวอย่างการศึกษาที่พบว่าไม่ได้ผลคือ การเสริมผลิตภัณฑ์ที่มีแอสตาแซนธิน ลูทีน และน้ำมันดอกคำฝอยทุกวัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าไม่ได้ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหรือเพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับน้ำมันดอกคำฝอยเพียงอย่างเดียว (1)

ข้อควรรู้และคำแนะนำ#

  • แหล่งอาหารที่มีแอสตาแซนธินสูง : ได้แก่ ปลาแซลมอนที่จับได้ตามธรรมชาติ, กุ้งขนาดเล็ก (Krill), สาหร่าย, ปลาเทราท์แดง, ลอบสเตอร์, ปู, กุ้ง, ไข่ปลาแซลมอน และปลากระพงแดง (ความเข้มข้นของแอสตาแซนธินที่พบในอาหารสำหรับกุ้งคือ 1,200 PPM (ส่วนในล้านส่วน) และสาหร่าย Haematococcus pluvialis คือ 40,000 PM ซึ่งมีความเข้มข้นสูงสุด)
  • การได้รับแอสตาแซนธินจากอาหาร : การรับประทานปลาแซลมอนที่เลี้ยงในฟาร์มขนาด 4 ออนซ์ (ประมาณ 113 กรัม) โดยทั่วไปจะให้แอสตาแซนธินประมาณ 1 มก. ในขณะที่ถ้าเป็นปลาแซลมอนจากธรรมชาติในปริมาณเดียวกันจะให้แอสตาแซนธินมากกว่าหรือประมาณ 4.5 มก. (โปรดทราบว่าแอสตาแซนธินอาจสลายไปได้ในระหว่างการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง)
  • ความปลอดภัยของแอสตาแซนธิน : แอสตาแซนธินที่ได้จากการรับประทานอาหารทั่วไปนั้นมีความปลอดภัย ส่วนแอสตาแซนธินในรูปของอาหารเสริมนั้นมีการศึกษาและพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยเมื่อใช้ขนาดวันละ 4-40 มก. เป็นเวลา 12 สัปดาห์ และปลอดภัยเมื่อรับประทานวันละ 4 มก. ติดต่อกันเป็นเวลา 12 เดือน
  • ปริมาณแอสตาแซนธินที่แนะนำ : ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการรับประทานแอสตาแซนธินในรูปของอาหารเสริมสำหรับประโยชน์แต่ละประการ และปริมาณที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับอายุและสุขภาพของผู้ใช้ด้วย อย่างไรก็ตาม การศึกษาทั่วไปแนะนำปริมาณที่เหมาะสมคือวันละ 4-12 มก. (แบ่งรับประทานพร้อมอาหารวันละ 1-3 ครั้ง) โดยขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่ต้องการ (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) แนะนำให้รับประทานไม่เกินวันละ 12 มก.)
  • วิธีการรับประทานแอสตาแซนธิน : ควรรับประทานอาหารเสริมแอสตาแซนธินพร้อมอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันหรือน้ำมัน เพื่อเพิ่มการดูดซึม
  • การเลือกอาหารเสริมแอสตาแซนธิน : ควรเลือกผลิตภัณฑ์แอสตาแซนธินที่สกัดจากธรรมชาติมากกว่าแอสตาแซนธินแบบสังเคราะห์ที่มักมีสารเติมแต่งและอาจไม่ดีต่อสุขภาพมากนัก เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างสูงสุด (จากการศึกษาพบว่าแอสตาแซนธินจากธรรมชาติมีประสิทธิภาพในการกำจัดอนุมูลอิสระมากกว่าแอสตาแซนธินสังเคราะห์ถึง 20 เท่า (29) อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์แอสตาแซนธินจากธรรมชาติไม่จำเป็นต้องปลอดภัยเสมอไป และปริมาณการใช้ก็มีความสำคัญ คุณควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่เกี่ยวข้องบนฉลากผลิตภัณฑ์และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เสมอ
  • ผลข้างเคียงของแอสตาแซนธิน : พบได้เฉพาะในรูปแบบอาหารเสริมเมื่อรับประทานในขนาดที่สูงมาก (คือมากกว่าวันละ 48 มก.) โดยผลข้างเคียงที่อาจพบได้ตามรายงาน ได้แก่ อุจจาระอาจเปลี่ยนเป็นสีแดง, ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง, แคลเซียมในเลือดลดลง, ความดันโลหิตลดลง, เกิดอาการปวดท้อง, เพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้, เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อความต้องการทางเพศ, เม็ดสีผิวเพิ่มขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากคุณพบผลข้างเคียงเหล่านี้ควรลดขนาดที่รับประทานลงหรือหยุดรับประทาน
  • ข้อห้ามใช้ : ผู้ที่แพ้อาหารทะเล รวมถึงไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์นี้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากยังขาดการศึกษาด้านความปลอดภัยในคนกลุ่มนี้

สรุป#

แอสตาแซนธินเป็นแคโรทีนอยด์เม็ดสีแดงที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งแคโรทีนอยด์” มีความสามารถโดดเด่นในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตา สมอง หัวใจ ผิวพรรณ การช่วยลดการอักเสบ เพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งช่วยในการเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาในมนุษย์ยังมีจำกัดและเป็นเรื่องที่ยังค่อนข้างใหม่ จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

เอกสารอ้างอิง#
  1. RxList. “ASTAXANTHIN”. (2023)
  2. Marine Drugs. “Astaxanthin: Sources, Extraction, Stability, Biological Activities and Its Commercial Applications—A Review”. (2014)
  3. Journal of Agricultural and Food Chemistry. “Antioxidant activities of astaxanthin and related carotenoids”. (2000)
  4. Nutrition & Metabolism. “Astaxanthin decreased oxidative stress and inflammation and enhanced immune response in humans”. (2010)
  5. Marine Drugs. “Multiple Mechanisms of Anti-Cancer Effects Exerted by Astaxanthin”. (2015)
  6. International Journal of Molecular Medicine. “Antiproliferation and induction of cell death of Phaffia rhodozyma (Xanthophyllomyces dendrorhous) extract fermented by brewer malt waste on breast cancer cells”. (2005)
  7. Anticancer Research. “Effect of Dietary Astaxanthin at Different Stages of Mammary Tumor Initiation in BALB/c Mice”. (2010)
  8. GeroScience. “Neuroprotective mechanisms of astaxanthin: a potential therapeutic role in preserving cognitive function in age and neurodegeneration”. (2017)
  9. Molecular Nutrition & Food Research. “Astaxanthin supplementation enhances adult hippocampal neurogenesis and spatial memory in mice”. (2016)
  10. Journal of Clinical Biochemistry and Nutrition. “Effects of astaxanthin-rich Haematococcus pluvialis extract on cognitive function: a randomised, double-blind, placebo-controlled study”. (2012)
  11. Journal of Pharmacy and Pharmacology. “Astaxanthin, a dietary carotenoid, protects retinal cells against oxidative stress in-vitro and in mice in-vivo”. (2008)
  12. Current Medicinal Chemistry. “Effect of Multiple Dietary Supplement Containing Lutein, Astaxanthin, Cyanidin-3-Glucoside, and DHA on Accommodative Ability”. (2014)
  13. Journal of Clinical Biochemistry and Nutrition. “Effects of diet containing astaxanthin on visual function in healthy individuals: a randomized, double-blind, placebo-controlled, parallel study”. (2023)
  14. Future Cardiology. “Astaxanthin, oxidative stress, inflammation and cardiovascular disease”. (2009)
  15. Marine Drugs. “Potential Anti-Atherosclerotic Properties of Astaxanthin”. (2016)
  16. Biological and Pharmaceutical Bulletin. “Antihypertensive potential and mechanism of action of astaxanthin: III. Antioxidant and histopathological effects in spontaneously hypertensive rats”. (2006)
  17. Asian Journal of Andrology. “Combined conventional/antioxidant “Astaxanthin” treatment for male infertility: a double blind, randomized trial”. (2005)
  18. Panminerva Medica. “MF Afragil® in the treatment of 34 menopause symptoms: a pilot study”. (2010)
  19. Nutrition & Metabolism. “Astaxanthin decreased oxidative stress and inflammation and enhanced immune response in humans”. (2010)
  20. Health Research and Studies Center. “BioAstin helps relieve pain and improves performance in patients with rheumatoid arthritis”. (2002)
  21. Acta Biochimica Polonica. “Cosmetic benefits of astaxanthin on humans subjects*”. (2012)
  22. PLOS ONE. “Efficacy of Astaxanthin for the Treatment of Atopic Dermatitis in a Murine Model”. (2016)
  23. Nutrients. “The Protective Role of Astaxanthin for UV-Induced Skin Deterioration in Healthy People-A Randomized, Double-Blind, Placebo-Controlled Trial”. (2018)
  24. Biological and Pharmaceutical Bulletin. “Effects of astaxanthin supplementation on exercise-induced fatigue in mice”. (2006)
  25. Antioxidants & Redox Signaling. “Astaxanthin limits exercise-induced skeletal and cardiac muscle damage in mice”. (2003)
  26. International Journal of Sports Medicine. “Effect of astaxanthin on cycling time trial performance”. (2011)
  27. Carotenoid Science,. “Dietary Supplementation with Astaxanthin-Rich Algal Meal Improves Strength Endurance – A Double Blind Placebo Controlled Study on Male Students –”. (2008)
  28. The Journal of Sports Medicine and Physical Fitness. “Effect of astaxanthin supplementation on muscle damage and oxidative stress markers in elite young soccer players”. (2012)
  29. Nutrafoods. “Synthetic astaxanthin is significantly inferior to algal-based astaxanthin as an antioxidant and may not be suitable as a human nutraceutical supplement”. (2013)

ตรวจสอบทางการแพทย์ล่าสุดเมื่อวันที่ 09 ก.ค. 2023