Sections 
Font size

 

 

วิตามินซีเม็ดฟู่ละลายน้ำ ดีไหม เหมาะกับใคร เลือกแบบไหนดี ?

IMAGE SOURCE : 123RF
IMAGE SOURCE : 123RF
Font size

 

 

Sections 

วิตามินซีแบบเม็ดฟู่

วิตามินซีเม็ดฟู่ คือ วิตามินซีอยู่ในรูปแบบของยาเม็ดฟองฟู่ (Effervescent) ซึ่งเป็นรูปแบบเภสัชภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้ตัวยาหรือวิตามินแตกตัวและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทันทีที่สัมผัสกับน้ำ แล้วกลายเป็นสารละลาย (ซึ่งในที่นี้ก็คือวิตามินซี) โดยจะมีความแตกต่างจากรูปแบบยาเม็ดทั่วไป (Tablets) คือ ต้องนำเม็ดยามาละลายน้ำก่อน เมื่อเม็ดยาสัมผัสกับน้ำก็จะเกิดเป็นฟองฟู่ และก่อนรับประทานทานต้องรอให้ตัวยาละลายหมดก่อน ส่วนในบางคนอาจจะท้องอืดแน่นท้องได้เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แนะนำให้ทานหลังอาหารทันที ก็จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้

ส่วนสาเหตุที่นิยมนำวิตามินซีมาผลิตให้อยู่ในรูปแบบของยาเม็ดฟองฟู่ ก็เพราะยารูปแบบนี้มีข้อดีหลายอย่างและเป็นรูปแบบที่เหมาะกับตัวยาหรือวิตามินที่มีปัญหาในด้านต่าง ๆ ได้แก่

  1. ยาที่ไวต่อแสง อากาศ และความชื้น เช่น วิตามินซี หรือวิตามินต่าง ๆ เพราะโดยทั่วไปมาตรฐานของยาเม็ดฟองฟู่จะมีความชื้นได้ไม่เกิน 0.5% ดังนั้น จึงเป็นรูปแบบที่เหมาะกับยาหรือวิตามินที่สลายตัวได้ง่าย
  2. ยาที่ดูดซึมยากหรือมีฤทธิ์กัดกร่อนทางเดินอาหาร เมื่อยาเม็ดฟองฟู่แตกตัวอยู่ในรูปของสารละลายก็จะง่ายต่อการดูดซึม ทำให้ตัวยาดูดซึมได้ทันที และไม่ตกค้างในทางเดินอาหาร เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต
  3. ยาที่ไวต่อกรด-ด่าง เช่น กรดอะมิโน ยาปฏิชีวนะ ที่ถูกทำลายได้ง่ายในกระเพาะอาหารในภาวะที่เป็นกรดและไม่ถูกดูดซึม ซึ่งสารละลายยาเม็ดฟองฟู่จะช่วยปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในกระเพาะอาหารชั่วคราว จึงช่วยให้ยาหรือวิตามินถูกดูดซึมได้มากขึ้น
  4. ยาที่ใช้ในขนาดสูง เพราะยาเม็ดฟองฟู่สามารถบรรจุตัวยาได้ถึง 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่เหมาะกับการผลิตในรูปของยาเม็ดทั่วไป

อย่างไรก็ตาม การผลิตยาเม็ดฟองฟู่จะมีความซับซ้อนและต้องมีการตรวจสอบควบคุมคุณภาพมากกว่าการผลิตยาเม็ดทั่วไป โดยเฉพาะการควบคุมความชื้นที่ต้องควบคุมทุกขั้นตอนการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ต้องป้องกันแสงและความชื้นได้ดี รวมถึงยังจำเป็นต้องมีการแต่งกลิ่นรสให้ออกมาดีด้วย เพราะหากตัวยามีรสชาติไม่ดีจะส่งผลต่อการให้ความร่วมมือในการใช้ยาได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ยาหรือวิตามินในรูปแบบเม็ดฟู่มักจะมีราคาสูงกว่ายารูปแบบเม็ดทั่วไป ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อยาหรือวิตามินซีเม็ดฟู่ทุกครั้งก็ควรเลือกซื้อจากบริษัทที่ไว้ใจได้ มีความน่าเชื่อถือ ผ่าน อย. และมีรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดูดีได้มาตรฐานด้วย

วิตามินซีเม็ดฟู่เหมาะกับใครบ้าง ?

  • ผู้ที่ไม่อยากทานหรือไม่สะดวกทานยารูปแบบเม็ด
  • ผู้มีปัญหาในการกลืนเม็ดยาหรือไม่สามารถกลืนเม็ดยาขนาดใหญ่ได้
  • ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก หรือเกี่ยวกับการดูดซึม ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเหมาะมาก
  • ผู้ที่เบื่อหรืออยากเปลี่ยนไปรับประทานวิตามินซีในรูปแบบอื่น ๆ บ้าง โดยจะผสมกับน้ำเปล่าหรือกับน้ำผลไม้ก็ได้ เพราะไม่มีผลอะไร แต่เวลาทานต้องรอให้ฟองละลายหมดก่อน
วิตามินซีแบบเม็ดฟู่
IMAGE SOURCE : 123RF

วิตามินซีเม็ดฟู่ให้ประโยชน์ต่างจากแบบเม็ดหรือไม่ ?

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ทั้งวิตามินซีรูปแบบเม็ด แคปซูล เยลลี่ แบบน้ำ แบบผงละลายน้ำ หรือแบบเม็ดฟองฟู่ละลายน้ำ พบว่าให้ประโยชน์ได้ไม่ต่างกัน ร่างกายสามารถได้รับวิตามินซีพอ ๆ กัน ดังนั้น การเลือกรับประทานในรูปแบบไหนจึงขึ้นอยู่กับความสะดวกและความเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมากกว่า เช่น หากเป็นผู้ที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมหรือมีปัญหาการกลืนเม็ดยาก็ควรเลือกเป็นแบบผงละลายน้ำหรือเม็ดฟองฟู่ละลายน้ำ

ประโยชน์ของวิตามินซีมีอะไรบ้าง ?

วิตามินซี (Vitamin C) เป็นสารที่พบได้มากในผักและผลไม้ เช่น ส้ม กีวี่ เลม่อน พลัม มะเขือเทศ สตรอว์เบอร์รี่ สับปะรด มะละกอ บร็อคโคลี่ พริกไทย พริกหวาน กะหล่ำดอก มันฝรั่ง ฯลฯ รวมถึงในเนื้อสัตว์ ตับสัตว์ โดยหลัก ๆ แล้ววิตามินซีจะมีประโยชน์ดังนี้

  1. ช่วยบรรเทาอาการหวัด วิตามินซีสามารถช่วยให้หายจากอาการหวัดได้เร็วขึ้นและลดความรุนแรงของหวัดให้น้อยลงได้ (หากทานวิตามินซีเสริมวันละ 1,000-3,000 มิลลิกรัมในช่วงที่ป่วย) ส่วนการกินเพื่อป้องกันการเป็นหวัดยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด และนอกเหนือจากโรคหวัดแล้ว วิตามินซียังอาจช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยจากการติดเชื้ออื่น ๆ ได้ด้วย อย่างเช่นโรคปอดอักเสบ โรคปวดบวม เป็นต้น
  2. วิตามินซีช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาพบว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแรงและป้องกันความเสียหายของเม็ดเลือดขาวที่เป็นผลมาจากสารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ได้ด้วย ซึ่งความสำคัญของเม็ดขาวก็คือมันเป็นสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้ (Antibody) ของร่างกายครับ โดยจะมีหน้าที่ในการต่อต้านและกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย เมื่อเม็ดเลือดขาวทำลายเชื้อแปลกปลอมสำเร็จ เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันก็จะจดจำวิธีการในการตอบสนองต่อเชื้อโรคชนิดนั้น ๆ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรง ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือการป่วยจากเชื้อชนิดเดิม ๆ ซ้ำได้นั่นเองครับ
  3. วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งจะช่วยป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากขบวนการสันดาบในร่างกาย หรือเกิดจากมลพิษสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราได้ โดยจะช่วยต่อต้านและลดระดับของสารอนุมูลอิสให้น้อยลง เมื่อสารอนุมูลอิสระลดลงและกลับมาอยู่ในระดับปกติ ร่างกายก็จะมีความสมดุลมากขึ้น ความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ ก็จะน้อยลง
  4. ช่วยลดการกำเริบและช่วยให้อาการของภูมิแพ้ดีขึ้น หากทานวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม นานประมาณ 1 เดือนขึ้นไป
  5. วิตามินซีทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวกับผิวหนังและของเส้นเลือดให้แข็งแรง ไม่เปราะ ยืดหยุ่นได้ดี มีผลช่วยชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย รวมถึงช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นและรักษาสุขภาพเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายด้วย
  6. ช่วยป้องกันและรักษาการขาดวิตามินซี (โรคลักปิดลักเปิด) ซึ่งอาการที่บ่งบอกได้ชัดเจนที่สุด คือมีเลือดออกตามไรฟัน
  7. ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา เช่น ต้อหิน ต้อกระจก ตาบอดเฉียบพลัน เพราะวิตามินซีสามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่าง ๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคได้
  8. ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคอเรสเตอรอล ในร่างกาย
  9. ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้น หากทานวันละ 2,000 มิลลิกรัม เพราะวิตามินซีช่วยลดการสร้างเม็ดสี ช่วยปกป้องการทำร้ายผิวจากอนุมูลอิสระและแสงแดด แต่ความขาวขึ้นจะไม่มีทางขาวมากไปกว่าระดับสีผิวเดิมของคน ๆ นั้น และความขาวใสที่เกิดขึ้นจะต้องปฏิบัติตัวอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น การปกป้องแสงแดดอย่างสม่ำเสมอด้วยการทาครีมกันแดดหรือหลีกเลี่ยงแสงแดด
วิธีเลือกวิตามินซีเม็ดฟู่
IMAGE SOURCE : Medthai

เลือกวิตามินซีเม็ดฟู่แบบไหนดี ?

การเลือกซื้อวิตามินซีเม็ดฟู่ควรเลือกซื้อยี่ห้อที่มีความน่าเชื่อถือเป็นหลัก บรรจุภัณฑ์ดูดีได้มาตรฐาน และที่สำคัญควรมีข้อมูลสำคัญที่ชัดเจน อย่างเช่น เลขที่จดแจ้ง อย., วันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ, มีระบุสถานที่ผลิต และระบุชนิดของวิตามินซีให้แน่ชัดว่าเป็นชนิดไหน หากไม่ระบุชนิดส่วนตัวหมอเองจะไม่เลือก เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้รับวิตามินซีนั้นจริงหรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยและให้มั่นใจได้ว่าร่างกายจะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีเต็ม ๆ

ถ้าจะให้ดีมากยิ่งขึ้นวิตามินซีเม็ดฟู่ที่เลือกซื้อควรมีส่วนผสมอื่น ๆ ที่จำเป็นกับสภาวะแวดล้อมทั้งเชื้อโรค ฝุ่นควัน และอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในปัจจุบันด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือซิงค์หรือแร่ธาตุสังกะสี (Zinc) ครับ โดยเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่ไม่สามารถขาดได้เลย เพราะเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 200 ชนิด ที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ซึ่งรวมถึงการช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย ส่วนข้อมูลตามงานวิจัยเกี่ยวกับซิงค์พบว่า

  • จากการศึกษาในปี 1996 พบว่าการใช้ซิงค์ในการรักษาไข้หวัดในผู้ป่วย 100 ราย พบว่า ผู้ที่ใช้ซิงค์มีอาการหวัด (ไอ ปวดศีราะ เจ็บคอ คัดจมูก) ดีขึ้นภายใน 4.4 วัน เมื่อเทียบกับผู้ใช้ยาหลอกที่จะมีอาการดีขึ้นใน 7.6 วัน แต่ระยะเวลาการหายจากการมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และการจามของทั้ง 2 กลุ่มไม่ต่างกัน
  • ใน Cochrane Review (updated in 2013) ได้ทำการสรุปงานวิจัยชนิด Randomized Controlled Trials จำนวน 18 เรื่อง พบว่า ซิงค์สามารถช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ (Inhibits Replication of the Virus) จึงทำให้โรคหวัดหายเร็วขึ้นเมื่อใช้เมื่อเริ่มมีอาการภายใน 24 ชั่วโมงและใช้ในขนาดมากกว่าวันละ 75 มิลลิกรัม
  • งานวิจัยในปี 2010 ที่ได้ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของซิงค์แล้วพบว่า เมื่อซิงค์มีปริมาณเพิ่มขึ้นในเซลล์จะสามารถยับยั้ง RNA-dependent RNA polymerases และยับยั้งโปรตีนอีกหลายชนิดที่ไวรัสต้องใช้ในการเพิ่มจำนวนได้ นอกจากนี้ซิงค์ยังช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น โดยกระตุ้นให้เกิดการสร้าง Cytokine และควบคุมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน (Immune Cell)
  • James A. Robb ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาระดับโมเลกุลกล่าวว่า “ซิงค์มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสหลายชนิด โดยยับยั้งการเพิ่มจำนวนในของไวรัสในคอและ Nasopharynx”

“จากการศึกษาพบว่า ซิงค์ (Zinc) สามารถสามารถช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวสำหรับต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้”

โดยทั่วไปเราจะได้รับซิงค์จากอาหารเป็นปกติอยู่แล้วจากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ตับ ไข่และผลิตภัณฑ์จากนม เห็ด ช็อกโกแลต ผักคะน้า ผักกาด ถั่วและเมล็ดพืชต่าง ๆ อาหารทะเล ฯลฯ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นร่างกายก็ไม่ควรได้รับซิงค์เกินวันละ 40 มิลลิกรัม (คำแนะนำต่อวันสำหรับผู้ใหญ่เพศชาย ควรได้รับวันละ 15 มิลลิกรัม และ 12 มิลลิกรัมสำหรับเพศหญิง) เพราะหากได้รับมากเกินไปอาจไปรบกวนการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายหรือทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ฯลฯ ได้ และด้วยปกติเราจะได้รับซิงค์จากอาหารที่ทานบ้างอยู่แล้วในแต่ละวัน เพราะฉะนั้น การเลือกซื้อวิตามินซีแบบเม็ดฟู่ที่เป็นสูตรผสมซิงค์ จึงไม่ควรมีซิงค์ผสมอยู่เกิน 10 มิลลิกรัม/เม็ดครับ

ข้อดีของวิตามินซีเม็ดฟู่
IMAGE SOURCE : 123RF

คำแนะนำในการทานวิตามินซีแบบเม็ดฟู่

โดยปกติแล้วถ้าคุณไม่มีโรคประจำตัวอะไรและอยากทานวิตามินซีเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน หมอก็แนะนำให้ทานวันละ 1,000 มิลลิกรัมครับ เพราะขนาดวันละ 500 มิลลิกรัมอาจไม่เพียงพอกับสภาวะในปัจจุบันที่เกือบทั้งปีจะปัญหาเรื่องของฝุ่นควัน PM2.5 บ้านเมืองที่มีความสะอาดน้อย มีเชื้อโรคมาก มีอัตราการเป็นโรคติดต่อทางลมหายใจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน รวมถึงอากาศที่ค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลงบ่อยเกือบตลอดทั้งปี หมอจึงแนะนำให้เพิ่มขนาดการทานวิตามินซีเป็นวันละ 1,000 มิลลิกรัมครับ

  • สำหรับการทานวิตามินซีแบบเม็ดฟู่ก็ง่าย ๆ ครับ เตรียมน้ำเย็น 1 แก้ว ใส่เม็ดฟู่ใส่ลงไปในแก้ว รอให้ตัวยาละลายจนหมดแล้วดื่มได้เลย หรือถ้ารีบ ๆ จะผสมในขวดน้ำดื่ม 600 มล. ครึ่งขวดก็ได้ครับ
  • วิตามินซีแบบเม็ดฟู่ที่มีขายอยู่ในตลาดนั้นมีหลายแบบ มีสูตรที่ผสมซิงค์ในปริมาณพอเหมาะ ราคาคุ้มค่า เฉลี่ยต่อเม็ดไม่ถือว่าแพงครับ ประมาณเม็ดละ 10 บาท ส่วนรสชาติอร่อยมากแบบกินแล้วติดเลย รสชาติเหมือนน้ำส้มผสมโซดาซ่า ๆ เป็นรสที่ดื่มง่ายครับ กินแล้วรู้สึกสดชื่นดี
  • วิตามินซียิ่งทานครั้งละปริมาณมากจะยิ่งดูดซึมได้น้อยลง เช่น ทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม ร่างกายดูดซึมได้ 63% แต่ถ้าทานครั้งละ 1,250 มิลลิกรัมจะดูดซึมได้แค่ 46% ดังนั้นแนะนำให้ทานแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 1,000 มิลลิกรัม คือเลือกทานแบบเม็ดละ 1,000 มิลลิกรัมไปเลยก็ได้ ทั้งเช้าและเย็นกำลังดี เพราะวิตามินซีส่วนใหญ่ที่ขายกันอยู่ก็เป็นขนาดเม็ดละ 1,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว ประกอบกับราคาต่อเม็ดของวิตามินซีระหว่าง 500 กับ 1,000 มิลลิกรัมก็แทบไม่แตกต่างกันนัก
  • การทานวิตามินซีหลังอาหารเช้าร่างกายจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะวิตามินซีจะช่วยออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้อย่างเต็มที่ระหว่างวัน และร่างกายสามารถขับออกทางปัสสาวะภายใน 4-6 ชั่วโมง ทำให้ไม่มีการตกค้างในกระเพาะปัสสาวะ (หากทานก่อนนอนและไม่ได้ลุกไปปัสสาวะอาจเกิดการสะสมและรวมตัวกับแคลเซียมกลายเป็นนิ่วได้ ส่วนการกินก่อนอาหารก็อาจทำให้แสบท้องได้ แต่ถ้าเป็นวิตามินซีแบบเม็ดฟู่จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ คือจะกินก่อนหรือหลังก็ไม่มีปัญหาครับ)
  • วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จะไม่สะสมในร่างกาย สามารถทานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีอันตราย ถ้าไม่มีโรคประจำตัว

“ร่างกายต้องได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น ทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ สูบบุหรี่ รวมไปถึงผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่าง ๆ หรือผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งที่มีฝุ่นควัน PM2.5 (ฝุ่นควันทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นเซลล์ตรงเยื่อจมูกอ่อนแอลง ทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น) ฯลฯ เหล่านี้จะส่งให้ผลเซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงจนทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคหรือทำให้อาการของโรคที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงกว่าปกติได้”

เอกสารอ้างอิง
  1. หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “ตำรับยาที่เป็น Efervescent มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างจาก Tablets ธรรมดาอย่างไร”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : pharmacy.mahidol.ac.th. [20 ม.ค. 2021].
  2. หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “วิตามินซีกับการป้องกันหวัด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : pharmacy.mahidol.ac.th. [21 ม.ค. 2021].
  3. พบแพทย์. “วิตามินซี สุดยอดสารอาหารต้านทานโรค”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.pobpad.com. [22 ม.ค. 2021].
  4. เพจ HELLO SKIN by หมอผิวหนัง. “30 ข้อควรรู้ก่อนซื้อวิตามินซีมารับประทาน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.facebook.com/drwarayuwadee. [23 ม.ค. 2021].
  5. แนวหน้า. “บทบาทของ Zinc ในการรักษาผู้ป่วย COVID-19 (นสพ.รัชชานนท์ ทองนิล)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.naewna.com. [24 ม.ค. 2021].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)

แสดงความคิดเห็น
เรื่องที่น่าสนใจ