โกโก้ & ช็อกโกแลต#

ผงโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า “ฟลาวานอล” (Flavanols) การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการบริโภคผงโกโก้และดาร์กช็อกโกแลต (ไม่รวมช็อกโกแลตนมและไวท์ช็อกโกแลต) อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ลดความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร เพิ่มความไวของอินซูลิน เสริมพรีไบโอติกในลำไส้ ดีต่อสมอง อารมณ์และความเครียด ดีต่อผิวพรรณ/ป้องกันการเกิดริ้วรอย เพิ่มการมองเห็นที่ดี ช่วยลดหรือควบคุมน้ำหนักตัว เสริมสมรรถภาพทางกาย เป็นต้น

ช็อกโกแลต (Chocolate) ทำจากเมล็ดโกโก้ซึ่งเป็นผลของต้นคาเคา (Theobroma cacao L.) นำมาผ่านกระบวนการหมัก ตาก คั่ว แล้วกะเทาะเอาเปลือกหุ้มเมล็ดโกโก้ออก ได้เป็น “โกโก้นิบส์” (Cacao nibs) แล้วนำมาบดจนได้ของเหลวสีเข้มเรียกว่า “โกโก้แมส” (Cocoa mass) หรือก็คือช็อกโกแลตดิบที่ยังไม่ได้เติมส่วนผสมใด ๆ ลงไป จึงยังมี “โกโก้บัตเตอร์” (Cocoa butter) ซึ่งเป็นไขมันโกโก้อยู่* ก่อนจะนำมาแยกเอาเฉพาะโกโก้บัตเตอร์ที่มีสีเหลืองขาวและมีราคาสูง (เพราะสามารถนำไปในการทำขนม สบู่ ครีม หรือผลิตภัณฑ์เพื่อความงามได้) และอีกส่วนนำไปปั่นเป็น “ผงโกโก้” (Cocoa powder) ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า “เนื้อโกโก้” (Cocoa solids)

เมื่อนำช็อกโกแลตดิบหรือโกโก้แมสมาผ่านกระบวนการ ผสมน้ำตาล นมผง และเนยโกโก้ ในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปก็ได้ออกมาเป็นช็อกโกแลตรูปแบบต่าง ๆ (ก่อนจะมาผ่านกระบวนการอบคืนตัว (Tempering) ขึ้นรูป และเติมแต่งวัตถุดิบหรือเพิ่มเทกเจอร์ต่าง ๆ เข้าไป) ได้แก่

  • ดาร์กช็อกโกแลต (Dark chocolate) มีโกโก้แมส น้ำตาล แต่จะไม่มีส่วนผสมของนม จึงมีสีเข้ม รสขมเข้ม
  • ช็อกโกแลตนม (Milk chocolate) มีโกโก้แมส เนยโกโก้ นม และน้ำตาล
  • ไวท์ช็อกโกแลต (White chocolate) มีเพียงเนยโกโก้และน้ำตาล (แทบจะไม่มีส่วนผสมของโกโก้อยู่เลย) จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไวท์ช็อกโกแลตถึงมีสีขาว และโดยทั่วไปจะไม่จัดว่าเป็นช็อกโกแลต

ส่วน “สารสกัดจากโกโก้” (Cocoa extract) นั้นจะหมายถึง สารสกัดที่ได้จากกระบวนการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีในโกโก้ ได้แก่ ฟลาวานอล (Flavanols), โปรไซยานิดิน (Procyanidins) และอีพิคาเทชิน (Epicatechin) แม้ว่าสารเหล่านี้จะไม่ได้มีเฉพาะในโกโก้ แต่สารสกัดจากโกโก้จะมีอีพิคาเทชินที่สูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์จากพืชอื่น ๆ (สารสกัดจากโกโก้อาจรู้จักกันในชื่อ Chocolate polyphenols, Cocoa polyphenols, Cacao polyphenols, Cacao extract, Chocamine) ซึ่งสารสกัดจากโกโกนี้ก็พบได้ในรูปของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโกโก้ (Cocoa supplements)

หมายเหตุ :

  • บางคนอาจเรียก “โกโก้” (Cocoa) ว่า “คาเคา” (Cacao) เนื่องจากเป็นคำทับศัพท์มาจาก Theobroma cacao L. ซึ่งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นคาเคา
  • โกโก้บัตเตอร์ (Cocoa butter) มีชื่อเรียกอื่นว่า เนยโกโก้, ไขโกโก้ หรือไขมันโกโก้

ประโยชน์ของผงโกโก้ & ดาร์กช็อกโกแลต#

1. ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด การบริโภคโกโก้ฟลาวานอลสูง (Cocoa flavanols) สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว และภาวะหัวใจล้มเหลว ส่วนการศึกษาอื่น ๆ พบว่าการบริโภคโกโก้ฟลาวานอลสามารถปรับปรุงการทำงานของหลอดเลือด มีผลดีต่อระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดความดันโลหิตได้เล็กน้อยในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด และอาจมีประโยชน์มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน ดังรายละเอียดการศึกษาด้านล่างนี้

  • เมื่อเดือนมกราคม 2023 ที่ผ่านมา องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) ได้อนุญาตให้ผงโกโก้ที่มีฟลาวานอลสูงมาก สามารถอ้างสิทธิ์ด้านสุขภาพต่อไปนี้บนผลิตภัณฑ์ได้หรือในทำนองเดียวกันว่า: “มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จำกัดมากที่บ่งชี้ว่าการบริโภคโกโก้ฟลาวานอลในผงโกโก้ที่มีฟลาวานอลสูงอย่างน้อย 4% อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด” ที่น่าสนใจคือ องค์การอาหารและยาได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างที่คล้ายกันในผลิตภัณฑ์ดาร์กช็อกโกแลต เนื่องจากยังขาดหลักฐาน (อ้างอิง 1) ควรสังเกตว่าผงโกโก้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความเข้มข้นของฟลาวานอลถึง 4% (หรือประมาณ 200 มก. ต่อ 5 กรัม (1 ช้อนโต๊ะ)) เพราะส่วนใหญ่จะตรวจพบแค่ 10-125 มก. ต่อ 5 กรัมในผงโกโก้จากการรีวิวของ ConsumerLab หลายสิบยี่ห้อ เพื่อให้ได้ผลตามคำกล่าวอ้างนี้จะต้องบริโภคโกโก้ฟลาวานอล 200 มก. ทุกวัน ซึ่งในปริมาณนี้สามารถหาได้จากผงโกโก้ฟลาวานอลสูง 2.5 กรัม หรือดาร์กช็อกโกแลตฟลาวานอลสูง 10 กรัม (2) อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่าปริมาณฟลาวานอลวันละ 200 มก. นี้ อาจน้อยเกินไปและควรเพิ่มปริมาณฟลาวานอลให้สูงขึ้นถึงจะได้ประโยชน์ (3)
  • การทบทวนการศึกษา 9 เรื่องในคนจำนวน 157,809 คนพบว่าการบริโภคช็อกโกแลตที่มากขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (4)
  • ผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด : การศึกษาทางคลินิกที่ใหญ่ที่สุดและยาวนานที่สุดจนถึงปัจจุบัน ที่ศึกษาเกี่ยวกับอาหารเสริมโกโก้และวิตามินรวม (COSMOS) พบว่าการเสริมฟลาวานอลในโกโก้ช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยการศึกษานี้ได้ศึกษาในผู้ชายและผู้หญิงจำนวน 21,442 คน (อายุเฉลี่ย 72 ปี) ที่ไม่มีประวัติภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง พบว่าผู้ที่รับประทานสารสกัดจากโกโก้ทุกวัน (ให้ฟลาวานอล 500 มก. และอีพิคาเทชิน 80 มก.) เป็นเวลาเฉลี่ย 3 ปีครึ่ง จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในระหว่างการศึกษาต่ำกว่า 27% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นอกจากนี้ ผู้ที่รับประทานโกโก้ยังมีอัตราการเกิดภาวะหัวใจวาย (Heart attack) โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และการเสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ ค่อนข้างต่ำ แต่ว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (5) ส่วนการศึกษาอื่น ๆ ส่วนใหญ่ที่แนะนำประโยชน์เรื่องหัวใจและหลอดเลือดมักจะใช้เวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 4 สัปดาห์ เช่น การศึกษาในผู้ชายและผู้หญิงวัยกลางคนที่มีสุขภาพดีจำนวน 100 คน ดื่มเครื่องดื่มปรุงแต่งรสวันละ 2 ครั้ง (ให้ปริมาณโกโก้ฟลาวานอลรวม 900 มก.) เป็นเวลา 1 เดือน ส่งผลให้การทำงานของเซลล์บุผิวหลอดเลือด (Vascular endothelium) ดีขึ้นเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญ (ซึ่งนำไปสู่ภาวะการไหลเวียนของเลือดที่ปกติ) เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มหลอก (ซึ่งมีคาเฟอีนและธีโอโบรมีนในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีฟลาวานอลจากโกโก้) นอกจากนี้ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มโกโก้ฟลาวานอลยังมีความดันโลหิตช่วงบนและช่วงล่างลดลงเล็กน้อยอย่างมีนัยสำคัญ (4.4 mmHg และ 3.9 mmHg ตามลำดับ) รวมถึงระดับคอเลสเตอรอลรวม (TC) และคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) (ประมาณ 8 mg/dL และ 7 mg/dL ตามลำดับ) และมีการเพิ่มขึ้นคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) เล็กน้อย (ประมาณ 4 mg/dL) โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีผลช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในช่วงระยะเวลา 10 ปีได้ประมาณ 30% เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มยาหลอก (6)
  • ผลต่อโรคหลอดเลือดสมอง : การศึกษาติดตามกลุ่มผู้ชายชาวสวีเดนจำนวน 37,103 คน เป็นเวลา 10.2 ปี พบความเสี่ยงที่ลดลงของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เมื่อบริโภคช็อกโกแลตในระดับปานกลางโดยเฉลี่ย 62.9 กรัม/สัปดาห์ (7)
  • ผลต่อภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว : การบริโภคช็อกโกแลตที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงต่อการเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial fibrillation) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ และตัวมันเองมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจล้มเหลว ความรู้ความเข้าใจลดลง ภาวะสมองเสื่อม และการเสียชีวิต ตัวอย่างการศึกษาเช่น การศึกษาขนาดใหญ่เป็นเวลา 13.5 ปีในเดนมาร์ก พบว่าผู้ที่บริโภคช็อกโกแลต 28 กรัม ความเสี่ยงของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วจะต่ำกว่า 10% เมื่อบริโภค 1-3 เสิร์ฟต่อเดือน, ต่ำกว่า 17% เมื่อบริโภค 1 เสิร์ฟต่อสัปดาห์ และต่ำกว่า 20% บริโภค 2-6 เสิร์ฟต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่บริโภคช็อกโกแลต (8)
  • ผลต่อภาวะหัวใจล้มเหลว : การทบทวนการศึกษาหลายเรื่องพบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคช็อกโกแลตปานกลาง (ประมาณ 1-3 เสิร์ฟต่อเดือน) กับความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure) ที่ลดลง 23% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่บริโภค อย่างไรก็ตาม พบว่าการบริโภคที่มากเกินไปหรือบริโภควันละ 1 เสิร์ฟต่อวันหรือมากกว่า กลับให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม คือ ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจะเพิ่มขึ้น 17% (9) เช่นเดียวกับการศึกษาก่อนหน้าในปี 2010 และ 2017 พบว่าการบริโภคช็อกโกแลต 19-30 กรัม/วัน ช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่มีผลเมื่อบริโภคในปริมาณที่มากขึ้น (10, 11)
  • ผลต่อโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน : การศึกษาขนาดเล็กในอิตาลีพบว่าภายใน 2 ชั่วโมงหลังการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตแท่ง (40 กรัม) ซึ่งมีโกโก้มากกว่า 85% ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral artery disease : PAD) เนื่องจากภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) มีระยะเดินเพิ่มขึ้น 11% และระยะเวลาในการเดินเพิ่มขึ้น 15% ส่วนกลุ่มที่บริโภคช็อกโกแลตนม (โกโก้ 35%) ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันไม่มีผลดังกล่าว (12) สอดคล้องกับการศึกษาในชิคาโกในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตันจำนวน 44 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าการบริโภคโกโก้ 5 กรัมในรูปแบบเครื่องดื่มที่ให้สารอีพิคาเทชิน 25 มก. 3 ครั้งต่อวัน ช่วยเพิ่มระยะทางเดินได้ 12% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (13)
  • ผลต่อการลดคอเลสเตอรอล : การศึกษาในผู้ชายและผู้หญิงที่มีสุขภาพดีที่บริโภคโกโก้ 4 กรัม (ให้ฟลาวานอล 220 มก. และอีพิคาเทชิน 92 มก.) ทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน มีระดับคอเลสเตอรอลรวม (TC) ในเลือดลดลงโดยเฉลี่ย -12 mg/dL, คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี LDL ลดลง -14.98 mg/dL, Oxidized LDL ลดลง -95.61 U/L, ไตรกลีเซอไรด์ลดลง -3.8 mg/dL และคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.37 mg/dL เมื่อเปรียบเทียบกับระดับก่อนเสริม ส่วนในกลุ่มที่บริโภคน้อยกว่า คือ 1 กรัม (ให้ฟลาวานอล 55 มก.) และ 2 กรัม (ให้ฟลาวานอล 110 มก.) ไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญใด ๆ (14) ทำนองเดียวกับการศึกษาในเด็กผู้หญิงชาวเท็กซัสที่มักอยู่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายหรือทำกิจกรรมอะไรแต่ยังมีสุขภาพดี พบว่าการบริโภคโกโก้ธรรมชาติ 12.7 กรัม/วัน (ให้ฟลาวานอล 309.6 มก. และอีพิคาเทชิน 48 มก.) เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) เพิ่มขึ้น 18% และช่วยลด Endothelial microparticles (EMP) ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ถึง 60% อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตัวบ่งชี้ในเลือด (Blood markers) อื่น ๆ ในเชิงบวกนั้นส่วนใหญ่จะพบได้ในผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่าโกโก้มีผลในเชิงบวกต่อผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วนมากกว่าผู้หญิงที่ไม่เป็นโรคอ้วน (15) อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาอื่นพบว่าการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) และระดับไตรกลีเซอไรด์ (16)
  • ผลต้านเกล็ดเลือด : การบริโภคโกโก้หรือดาร์กช็อกโกแลตอาจเพิ่มผลของยาต้านเกล็ดเลือดบางชนิดในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease) โดยการศึกษาขนาดเล็กในประเทศตรินิแดดในกลุ่มผู้ชายและผู้หญิง 20 คน (อายุเฉลี่ย 61 ปี) ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่รับประทานยาแอสไพริน (81 มก. ต่อวัน) และยาต้านเกล็ดเลือดโคลพิโดเกรล (Clopidogrel 75 มก. ต่อวัน) แสดงให้เห็นว่าการบริโภคดาร์กช็อกโกแลต 30 กรัม (มีโกโก้ 65% และน้ำตาล 35% แต่ไม่ได้ระบุความเข้มข้นของฟลาวานอล) ทุกวัน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ มีผลช่วยเพิ่มผลต้านเกล็ดเลือดของยาโคลพิโดเกรลได้เล็กน้อยประมาณ 11.9% และยังเพิ่มผลของยาแอสไพรินเล็กน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้บริโภคดาร์กช็อกโกแลต (17) สอดคล้องกับการศึกษาเล็ก ๆ ในผู้ชายที่มีสุขภาพดีที่บริโภคดาร์กช็อกโกแลตที่มีฟลาวานอลสูง 50 กรัม (โกโก้ 90%) ที่พบว่าช่วยชะลอการแข็งตัวของเกล็ดเลือดได้ประมาณ 14% หลังจากกินช็อกโกแลต 4 ชั่วโมง ซึ่งนักวิจัยสรุปว่าการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตอาจมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis) (18) อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาในระยะยาวเป็นเวลา 3 เดือนเกี่ยวกับโกโก้ฟลาวานอลในปริมาณสูงกลับไม่พบผลลัพธ์ดังกล่าวต่อการทำงานของเกล็ดเลือดในผู้ชายและผู้หญิงที่มีสุขภาพแข็งแรง (19) จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

2. ลดความดันโลหิต โกโก้ทั้งในรูปผงและในรูปของดาร์กช็อกโกแลตอาจช่วยลดความดันโลหิตได้เพียงเล็กน้อยประมาณ 2-3 mmHg (มม.ปรอท) โดยเฉพาะกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง แต่ไม่มีผลในผู้ที่มีสุขภาพดีหรือมีภาวะความดันปกติ นอกจากนี้ ผลการลดความดันโลหิตจะมากกว่าในผู้ที่อายุน้อยเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุ

  • การวิเคราะห์การศึกษาจำนวน 35 เรื่องในปี 2017 สรุปได้ว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์โกโก้ที่มีฟลาวานอลสูง (ให้ฟลาวานอลเฉลี่ย 670 มก.) อาจมีผลเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญทางสถิติในการลดความดันโลหิตลง 2 mmHg โดยเฉพาะในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง (อ้างอิง 20) สอดคล้องกับการวิเคราะห์การศึกษา 13 เรื่องก่อนหน้าในปี 2010 นี้ก็ได้ข้อสรุปคล้ายกันที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์โกโก้มีประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ไม่มีผลต่อผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตปกติ (21) หรือการทดลองแบบสุ่มในปี 2015 ก็บ่งชี้ว่าไม่มีผลต่อความดันโลหิตในบุคคลที่มีสุขภาพดี โดยเมื่อให้บริโภคโกโก้ฟลาวานอลวันละ 1,000-2,000 มก. เป็นเวลา 6-12 สัปดาห์ พบว่าไม่ได้ช่วยทำความดันโลหิตลดลงหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิง 19)
  • การศึกษาที่ควบคุมด้วยยาหลอกในสหรัฐอเมริกาปี 2016 ในกลุ่มผู้ที่มีความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 (ความดันโลหิต 140-159/90-99 mmHg) ที่บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีโกโก้เป็นส่วนประกอบ ไม่มีผลช่วยลดความดันโลหิต ยกเว้นในกลุ่มที่รับประทานยาลดความดันโลหิต (ACE inhibitors หรือ Beta blockers) ที่ช่วยลดระดับความดันโลหิตลงได้ประมาณ 2-5 mmHg โดยขนาดฟลาวานอลจากโกโก้ที่สูงจะมีประโยชน์มากกว่าขนาดต่ำ (22) ทำนองเดียวกับการศึกษาก่อนหน้าในประเทศฟินแลนด์ในกลุ่มคนอายุ 33-64 ปีที่มีความดันโลหิตสูงเล็กน้อย พบว่าการรับประทานดาร์กช็อกโกแลต 49 กรัม/วัน (โกโก้ 70% ให้ฟลาวานอล 603 มก.) เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ไม่มีผลต่อความดันโลหิตหรือปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่งดช็อกโกแลต 8 สัปดาห์ (23)
  • การศึกษาล่าสุดในปี 2022 เป็นการศึกษาเล็ก ๆ ในกลุ่มคน 11 คนที่มีความดันโลหิตปกติ แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากโกโก้ที่มีปริมาณฟลาวานอลสูง (ให้ฟลาวานอล 862 มก. และอีพิคาเทชิน 160 มก.) ช่วยลดความดันโลหิตช่วงบนและช่วงล่างหลังทาน 12 ชั่วโมงได้เล็กน้อยเพียง 1.4 mmHg และ 0.5 mmHg ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก โดยลดลงมากที่สุดสังเกตได้ภายใน 3 ชั่วโมงแรก และอีกครั้งที่ประมาณ 8 ชั่วโมง ชั่วโมงหลังเสริม อย่างไรก็ตาม การลดลงของความดันโลหิตพบได้เฉพาะในผู้ที่มีความดันสูงกว่า 115/75 mmHg เท่านั้น (24)

3. เพิ่มการไหลเวียนของเลือด โกโก้ฟลาวานอลสามารถเพิ่มการผลิตไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ซึ่งเป็นก๊าซที่ช่วยให้การไหลเวียนของเลือด (Blood flow) และระบบการหมุนเวียนเลือด (Circulatory system) ดีขึ้นทั้งในบุคคลที่มีสุขภาพดีและสุขภาพไม่ดี

  • การศึกษาในอาสาสมัครที่มีความดันโลหิตสูง พบว่าผู้ที่บริโภคดาร์กช็อกโกแลต 30 กรัม (โกโก้ 70%) เป็นเวลา 15 วัน มีระดับความดันโลหิตช่วงบนลดลง และช่วยเพิ่มระดับไนตริกออกไซด์ในซีรัมได้ 54% (อ้างอิง 25)
  • การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตที่อุดมด้วยฟลาโวนอยด์ (ซึ่งก็คือโกโก้ฟลาวานอล) ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดหัวใจในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยในการศึกษาในผู้ชายที่มีสุขภาพดีที่บริโภคดาร์กช็อกโกแลตที่อุดมด้วยฟลาโวนอยด์ทุกวัน (ให้ Cacao polyphenol 550 มก.) ช่วยเพิ่มอัตราการไหลของหลอดเลือดหัวใจ (CFVR) ได้ 26% เมื่อเทียบกลุ่มที่บริโภคไวท์ช็อกโกแลตที่มีสารฟลาโวนอยด์ (26)
  • การศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าการรับประทานดาร์กช็อกโกแลตทุกวัน (ให้ฟลาวานอล 963 มก. และอีพิคาเทชิน 203 มก.) ดูเหมือนจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น (การขยายตัวของเลือดเลือดแดงหรือ Flow-mediated dilation : FMD เพิ่มขึ้น 30%) ซึ่งจะมีผลต่อความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง (27) หรือการศึกษาในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่การบริโภคโกโก้ (ให้ฟลาวานอล 900 มก./วัน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าความกว้างของหลอดเลือดแดงที่เกิดจากอินซูลินเพิ่มขึ้น (28) สอดคล้องกับการศึกษาอื่น ๆ เช่น การศึกษาในอาสาสมัครอายุน้อยที่มีสุขภาพดีที่การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตที่อุดมด้วยฟลาวานอล 100 กรัม ช่วยเพิ่มการขยายตัวของหลอดเลือด (FMD เพิ่มขึ้น 1.43%) และช่วยลดการหดตัวของหลอดเลือด (ค่า Aortic Augmentation Index หรือ AIx ลดลง 7.8%) (29) เช่นเดียวกับการศึกษาในคนวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดีที่การบริโภคดาร์กช็อกโกแลต 10 กรัม (โกโก้ 75%) ทุกวัน เป็นเวลา1 เดือน ทำให้ค่า FMD เพิ่มขึ้น 9.31% เมื่อเทียบกับค่าพื้นฐาน (30) และผลลัพธ์นี้ยังคล้ายกับการศึกษาในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีโกโก้ 5-26 กรัม (ให้ฟลาวานอล 65-1,095 มก.) ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดเมื่อประเมินจากค่า FMD หลังดื่ม 2 ชั่วโมง (31)
  • นอกจากนี้ ในอีกหลายการศึกษายังสรุปว่าดาร์กช็อกโกแลตช่วยปรับปรุงการทำงานของหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้สูบบุหรี่ และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (32, 33, 34)

4. น้ำตาลในเลือด ภาวะดื้ออินซูลิน และเบาหวาน การบริโภคโกโก้ฟลาวานอล (วันละ 200-600 มก.) อาจช่วยลดน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารและช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน แต่ในขนาดที่สูงกว่านี้ไม่มีประโยชน์ และโกโก้ฟลาวานอลไม่ได้มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมโรคด้วยยาได้ดีอยู่แล้ว

  • การทบทวนการศึกษาในปี 2017 พบฤทธิ์ต้านเบาหวานของฟลาโวนอยด์จากโกโก้โดยเพิ่มการหลั่งอินซูลิน เพิ่มความไวของอินซูลิน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดการอักเสบในผู้ที่เป็นเบาหวานและไม่ได้เป็นเบาหวาน (อ้างอิง 35) และการได้รับฟลาโวนอยด์มากขึ้นอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในระดับหนึ่ง (36) อย่างไรตาม แม้ผลการศึกษาข้างต้นจะออกมาดี แต่ก็มีความไม่สอดคล้องกับการศึกษาอื่น ๆ เพราะการศึกษาบางเรื่องก็พบผลที่จำกัด และบางการศึกษาก็ไม่พบประโยชน์ ตามการศึกษาด้านล่างนี้
  • การทบทวนการศึกษา 8 เรื่องในกลุ่มผู้ชายและผู้หญิง (หลายคนมีภาวะต่าง ๆ เช่น คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน) พบว่าการบริโภคโกโก้ฟลาวานอลระหว่าง 200-600 มก. ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ลดลง 0.26 mmol/L), ระดับอินซูลินขณะอดอาหาร (ลดลง 2.43 uIU/mL) และ HOMA-IR ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความต้านทานต่ออินซูลิน (ลดลง 0.72 จุด) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก อย่างไรก็ตาม การบริโภคที่สูงขึ้นในแต่ละวัน (มากกว่า 600 มก.) แม้จะส่งผลให้ HOMA-IR ลดลงมากขึ้น (ลดลงเป็น 1.05 จุด) แต่มีผลลดระดับอินซูลินขณะอดอาหารที่น้อยลง (ลดลง 2.10 uIU/mL) และไม่มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (37) เช่นเดียวกับการศึกษาที่พบว่าการบริโภคเครื่องดื่มโกโก้ที่มีฟลาวานอลสูง (ให้ฟลาวานอล 609 มก. และอีพิคาเทชิน 95 มก.) วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ไม่ช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มโกโก้ที่มีฟลาวานอลต่ำ (ให้ฟลาวานอล 13 มก. และอีพิคาเทชิน 2 มก.) หรือเมื่อเปรียบเทียบกับค่าพื้นฐาน (การศึกษานี้เป็นการศึกษาในสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วนจำนวน 32 คน มีอายุเฉลี่ย 34 ปี และมีภาวะดื้อต่ออินซูลินในสหราชอาณาจักร) (38)
  • โกโก้ฟลาวานอลไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ควบคุมโรคด้วยยาอยู่แล้ว ตามการศึกษาเป็นเวลา 12 สัปดาห์ที่ควบคุมด้วยยาหลอกโดยใช้ผงโกโก้ที่อุดมด้วยฟลาวานอล 2.5 กรัม/วันที่มีฟลาวานอลรวม 207.5 มก. (39)
  • การศึกษาขนาดใหญ่เป็นเวลา 13 ปีในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนพบว่าการบริโภคช็อกโกแลตพอประมาณ (28 กรัม/เดือน และไม่เกิน 3 ครั้ง/สัปดาห์) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่ลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคน้อยกว่าเดือนละครั้ง อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้ระบุชนิดของช็อกโกแลต และผลการลดลงนี้มีนัยสำคัญทางสถิติเฉพาะในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 65 ปีหรือมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยเท่านั้น และยังพบว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานไม่ได้ลดลงเลยในผู้ที่บริโภคช็อกโกแลตมาก (มากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์) (40)

5. ตัวช่วยลดน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์โกโก้ โดยเฉพาะผงโกโก้และดาร์กช็อกโกแลต 70% ขึ้นไป อาจมีประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะโกโก้อาจช่วยควบคุมการใช้พลังงาน ลดความอยากอาหาร/ช่วยให้รู้สึกอิ่ม และอาจเกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวและไขมันที่ลดลง แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงปริมาณที่เหมาะสม

  • การศึกษาขนาดเล็กในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีสุขภาพดีจำนวน 14 คน พบว่าพวกเธอมีการบริโภคแคลอรีน้อยลง 100 แคลอรีภายใน 90 นาทีหลังจากรับประทานดาร์กช็อกโกแลต 80% ขนาด 85 กรัม (ประมาณ 2 เสิร์ฟปกติ) เมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานไวท์ช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตนมในปริมาณเดียวกัน และระดับน้ำตาลในเลือดและความเข้มข้นของอินซูลินยังสูงขึ้นในกลุ่มหลัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเลือกทานดาร์กช็อกโกแลตอาจช่วยควบคุมปริมาณพลังงานโดยรวมได้ดีกว่าการทานไวท์ช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตนม (อ้างอิง 41)
  • การศึกษาการลดน้ำหนักในปี 2015 พบว่ากลุ่มที่ได้รับช็อกโกแลต 42 กรัม (โกโก้ 81%) ต่อวัน สามารถลดน้ำหนักได้ง่ายและเร็วกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารปกติที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำประมาณ 10% หลังจากผ่านไป 3 สัปดาห์ (42)
  • การศึกษาในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจำนวน 67 คนในสเปนที่รับประทานช็อกโกแลต 10 กรัม (โกโก้ 99% ให้ฟลาวานอล 65.4 มก.) วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าไขมันในร่างกาย (Body fat) ลดลงประมาณ 1 ปอนด์ ในขณะที่ผู้หญิงอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับช็อกโกแลตมีไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเกือบ ½ ปอนด์ แม้ว่าจะไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทั้ง 2 กลุ่มในแง่ของการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวโดยรวมหรือค่าดัชนีมวลกาย และอินซูลินในเลือด (43) สอดคล้องกับการศึกษาอื่น ๆ เช่น การศึกษาที่พบว่าการบริโภคช็อกโกแลตบ่อยขึ้นนั้นสัมพันธ์กับค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ที่ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคช็อกโกแลตน้อย (44), การศึกษาที่พบว่าการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตมากกว่า 30 กรัม/วัน เป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ มีผลช่วยลดน้ำหนักตัวและค่าดัชนีมวลกาย (BMI) (45) หรือการศึกษาที่พบว่าการบริโภคฟลาโวนอยด์ที่สูงขึ้นจากผลิตภัณฑ์โกโก้มีความสัมพันธ์กับไขมันที่ลดลงและโอกาสเกิดโรคอ้วนที่น้อยลง (46)

6. เพิ่มความจำและความสามารถทางสติปัญญา การศึกษาให้ผลลัพธ์ปะปนกันไป อย่างการศึกษาขนาดเล็กหลายเรื่องพบประโยชน์ของโกโก้ฟลาวานอลต่อกระบวนการทำงานของสมอง การรู้คิด ความจำ ความเร็วในการประมวลผลของสมอง สภาวะทางอารมณ์ในเชิงบวก ลดความเหนื่อยล้าของสมอง และทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น (การทดลองส่วนใหญ่โกโก้ฟลาวานอลในปริมาณสูงประมาณ 500-900 มก./วัน) อย่างไรก็ตาม ตามการทดลองขนาดใหญ่และยาวนานที่สุดจนถึงปัจจุบันกลับไม่พบผลลัพธ์ในเรื่องดังกล่าว

  • การทดลองที่ใหญ่ที่สุดและยาวนานที่สุดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งวิเคราะห์ผู้ชายและผู้หญิงสูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงจำนวน 1,773 คน (อายุเฉลี่ย 73 ปี) ที่รับประทานสารสกัดจากโกโก้ (ให้ฟลาวานอล 500 มก. และอีพิคาเทชิน 80 มก.) ทุกวันเป็นเวลา 3 ปี (เป็นส่วนหนึ่งของ การทดลองที่ใหญ่กว่าของ COSMOS) พบว่าไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการรู้คิด (Cognition) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (อ้างอิง 47) นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลในภายหลังจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากโกโก้ไม่ได้ลดอัตราการเกิดภาวะถดถอยทางสมอง (Mild cognitive impairment : MCI) หรือภาวะสมองเสื่อม (Dementia) และไม่ได้ช่วยชะลอการเกิดภาวะเหล่านี้ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (48) ในทำนองเดียวกัน การศึกษาในสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียในกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป (อายุเฉลี่ย 65 ปี) จำนวน 197 คนที่มีภาวะ MCI หรือภาวะ SCI (Subjective cognitive impairment เป็นภาวะที่ความจำและความคิดลดลงแต่ยังไม่ถึงขั้น MCI) ที่ประมาณหนึ่งในสามมียีน APOE4 (ยีนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคอัลไซเมอร์) พบว่าการบริโภคช็อกโกแลตชิป 33 กรัม (ประมาณ 42.5 กรัม ที่ให้ฟลาวานอล 508 มก. และอีพิคาเทชิน 80 มก.) ร่วมกับน้ำมันปลา 3,000 มก. วันละ 1 ครั้งพร้อมมื้ออาหาร เป็นเวลา 1 ปี ไม่ได้ช่วยเพิ่มความจำโดยรวมหรือคะแนนด้านการรู้คิด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก หรือมีผลช่วยชะลอการลดลงของปริมาณสมองและการลดลงของปริมาณของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นพื้นที่ของสมองที่มีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้และความจำ (49)
  • ผลเพิ่มประสิทธิภาพด้านการรู้คิด/ความจำ : การศึกษาขนาดเล็กก่อนหน้าพบประโยชน์ของโกโก้ฟลาวานอลต่อกระบวนการทำงานของสมอง (Cognitive function) เช่น การทบทวนการศึกษาทางคลินิกขนาดเล็ก 14 เรื่องที่ทดสอบผลของโกโก้ฟลาวานอลต่อประสิทธิภาพด้านการรู้คิด (ความสนใจ ความเร็วในการประมวล และความจำ) แม้ว่าการศึกษาทั้งหมดจะไม่พบผลเชิงบวก แต่ผู้เขียนสรุปว่าการเสริมโกโก้ฟลาวานอลมีประสิทธิภาพที่ดีในในด้านนี้ โดยประโยชน์สูงสุดพบได้ในผู้สูงอายุและผู้มีภาวะ MCI และต้องบริโภคโกโก้ฟลาวานอลอย่างน้อยวันละ 500 มก. เป็นเวลา 5 วัน ถึง 3 เดือน (50) สอดคล้องกับการศึกษาอื่น เช่น การศึกษาหลายเรื่องที่รวมอยู่ในการทบทวนการศึกษาข้างต้นที่ใช้โกโก้ฟลาวานอลที่มีความเข้มข้นสูง เช่น การศึกษาในผู้ที่มีสุขภาพดีอายุ 50-69 ปี พบว่าการดื่มเครื่องดื่มโกโก้ร้อนที่มีฟลาวานอลสูงวันละ 2 ครั้ง (ให้ฟลาวานอล 900 มก. และอีพิคาเทชิน 138 มก.) เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการรู้คิดให้ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ได้รับเครื่องดื่มที่มีฟลาวานอลต่ำ (ฟลาวานอล 10 มก. และอีพิคาเทชินน้อยกว่า 2 มก.) โดยผู้ที่ได้รับเครื่องดื่มฟลาวานอลสูงจะมีความเร็วในการจำที่ดีขึ้น เทียบได้กับผู้ที่อายุน้อยกว่า 30 ปี (51), การศึกษา 2 เดือน ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงอายุ 60-85 ปีได้รับเครื่องดื่มที่มีโกโก้ฟลาวานอลในปริมาณต่อไปนี้: กลุ่ม 1 (ให้ฟลาวานอล 993 มก. และอีพิคาเทชิน 185 มก.) กลุ่ม 2 (ให้ฟลาวานอล 520 มก. และอีพิคาเทชิน 95 มก.) และกลุ่ม 3 (ให้ฟลาวานอล 48 มก. และอีพิคาเทชิน 5 มก.) พบว่ากลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มที่มีฟลาวานอลสูงกว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการรู้คิดบางเรื่องในระดับปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความเร็วในการประมวลผล นอกจากนี้ ยังมีผลลดความดันโลหิต คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และระดับกลูโคสและอินซูลิน (52), การศึกษาในผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อยพบว่าโกโก้ฟลาวานอลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ทั้งในขนาดวันละ 520 มก. และ 990 มก. (แต่ไม่ใช่กับขนาด 45 มก.) จากการประเมินด้วยการทำแบบทดสอบ (53) หรือการศึกษาในหนูทดลองที่เสริมอีพิคาเทชิน (125 มก./กก. หรือขนาดมากกว่านี้ 3 เท่า) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ความจำดีขึ้น แต่ไม่พบผลใด ๆ เมื่อเสริมในขนาดที่สูงเกินไปหรือในขนาด 6 เท่า (750 มก./กก.) (54)
  • ในการศึกษาอื่นให้ผลลัพธ์ปะปนกันไป เช่น การศึกษาในสเปนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (อายุเฉลี่ย 57 ปี) พบว่าการบริโภคช็อกโกแลต 10 กรัม (โกโก้ 99% ที่ให้ฟลาวานอล 65.4 มก.) วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในด้านการรู้คิดและความเร็วในการประมวลได้ผลเล็กน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่บริโภคช็อกโกแลต อย่างไรก็ตาม ไม่พบประโยชน์ในด้านความจำทางวาจาและความจำในการทำงาน (Verbal & Working memory) รวมถึงในด้านความสนใจ (Attention) และความจำ (Verbal & Working memory) (55), การศึกษาเล็ก ๆ ในหมู่ชายหนุ่มที่มีสุขภาพดี (อายุเฉลี่ย 24 ปี) พบว่าการบริโภคเครื่องดื่มโกโก้ที่มีฟลาวานอลสูง ไม่เติมด่าง (Non-alkalized) และมีเนยโกโก้ต่ำ (ให้ฟลาวานอลทั้งหมด 681.4 มก.) สองชั่วโมงก่อนการทดสอบด้านการรู้คิด พบว่ามีผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการรู้คิดที่ต้องใช้ความคิดสูง แต่ไม่มีผลต่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการรู้คิดที่ต้องใช้ความคิดน้อย เมื่อเทียบกับการบริโภคเครื่องดื่มโกโก้ที่มีฟลาวานอลต่ำ (ให้ฟลาวานอล 4.1 มก.) ซึ่งผลดังกล่าวอาจเกิดจากความสามารถของโกโก้ฟลาวานอลในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองเมื่อระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น (56), การศึกษาในกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงที่มีสุขภาพดีที่มีการศึกษาสูงจำนวน 100 คน (อายุ 65-75 ปี) และมีการรู้คิดปกติในฟินแลนด์ พบว่าการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตที่มีฟลาวานอลสูงวันละ 50 กรัม (ให้ฟลาวานอล 410 มก. และอีพิคาเทชิน 85 มก.) ทุกวัน เป็นเวลา 2 เดือน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านการรู้คิดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับดาร์กช็อกโกแลตที่มีฟลาวานอลต่ำ (ฟลาวานอล 86 มก. และอีพิคาเทชิน 26 มก.) นั่นหมายความว่า การศึกษานี้ไม่พบประโยชน์จากโกโก้ฟลาวานอลขนาดสูงในผู้ที่ไม่ได้มีภาวะการทำงานของสมองถดถอยหรือสมองเสื่อม (57) เป็นต้น
  • ผลลดความเหนื่อยล้าของสมอง : การศึกษาที่ควบคุมด้วยยาหลอกในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีในออสเตรเลีย อายุระหว่าง 18-40 ปี พบว่าการได้รับโกโก้ฟลาวานอลวันละ 250 มก. ช่วยให้ความเหนื่อยล้าของสมอง (Cognitive fatigue) ดีขึ้นในขณะที่ทำแบบทดสอบทางคณิตศาสตร์ แต่ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพด้านการรู้คิด อารมณ์ หรือการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด แต่ที่น่าสนใจคือ หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ผู้เข้าร่วมที่ได้รับยาหลอกมีงานว่ารู้สึกเครียดน้อยกว่าผู้ที่ได้รับโกโก้ฟลาวานอลอย่างมีนัยสำคัญ (58)
  • ผลเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มออกซิเจนไปสมอง : โกโก้ฟลาวานอลช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของออกซิเจนในสมองในผู้ที่มีสุขภาพดีที่เสริมโกโก้ฟลาโวนอล 172 มก. เป็นเวลา 5 วัน (59) สอดคล้องกับการศึกษาเล็ก ๆ ในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี (อายุ 50-65 ปี) พบว่าการดื่มเครื่องดื่มโกโก้ที่มีฟลาวานอลสูง (ฟลาวานอล 494 มก. และอีพิคาเทชิน 89 มก.) ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองอย่างมีนัยสำคัญหลังจากดื่มไปแล้ว 2 ชั่วโมง ในขณะที่ไม่พบผลดังกล่าวในผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีฟลาวานอลต่ำ (ฟลาวานอล 29 มก. และอีพิคาเทชิน 3 มก.) (60) และการศึกษาในผู้สูงอายุ 34 คนที่ได้รับการเสริมโกโก้ฟลาวานอลสูง พบการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองเพิ่มขึ้น 8% หลังจากเสริม 1 สัปดาห์ และ 10% หลังจากเสริม 2 สัปดาห์ (61)

7. ดีต่ออารมณ์และความเครียด การศึกษาพบว่าการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตช่วยลดความเครียด ลดอารมณ์ด้านลบต่าง ๆ และอาจเพิ่มอารมณ์ด้านบวก นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้าที่ลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่บริโภค

  • การศึกษาที่ควบคุมด้วยยาหลอกในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีในสหราชอาณาจักรที่ได้รับดาร์กช็อกโกแลตวันละ 25 กรัม (ให้ฟลาโวนอยด์ 500 มก.) เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าระดับคอร์ติซอล (Cortisol คือ ฮอร์โมนความเครียดตัวหลักของร่างกาย) ในน้ำลายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (29%) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับช็อกโกแลตที่มีฟลาโวนอยด์ต่ำ นอกจากนี้ ในกลุ่มที่มีฟลาโวนอยด์สูงยังมีรายงานว่าอารมณ์ดีขึ้น (การลดลง 5 จุด ในช่วง 40 จุด) มากกว่ากลุ่มฟลาโวนอยด์ต่ำ (การลดลง 1.5 จุด) แม้จะไม่มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (อ้างอิง 62)
  • การศึกษาขนาดเล็กในเกาหลีในกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงสุขภาพดีจำนวน 48 คนอายุระหว่าง 20-30 ปีที่ไม่มีภาวะซึมเศร้าพบว่าการบริโภคดาร์กช็อกโกแลต 10 กรัม (โกโก้ 85% ให้โพลีฟีนอล 132 มก.) วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 3 สัปดาห์อย่างพอประมาณ พบว่ามีผลช่วยลดตัวบ่งชี้ทางอารมณ์ด้านลบ (เช่น ความรู้สึกหงุดหงิด พฤติกรรมก้าวร้าวไม่ไว้ใจหรือหวาดระแวง ความรู้สึกผิด ฯลฯ) แม้ว่าจะไม่เพิ่มอารมณ์ด้านบวก (เช่น ความรู้สึกมีแรงบันดาลใจ ความกระตือรือร้น ความตื่นเต้น ฯลฯ) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ดีขึ้นซึ่งสัมพันธ์กับอารมณ์ด้านลบที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณที่เท่ากัน แต่เป็นโกโก้ 70% (ให้โพลีฟีนอล 82.1 มก.) พบว่าไม่มีผลต่อด้านอารมณ์ (63)
  • การศึกษาในผู้ใหญ่วัยกลางคนที่มีสุขภาพดีที่ได้รับเครื่องดื่มดาร์กช็อกโกแลตที่มีโพลีฟีนอล 500 มก., 250 มก. หรือ 0 มก. (ยาหลอก) เป็นเวลา 30 วัน แม้จะไม่พบว่ามีประโยชน์ด้านการรับรู้และความจำ แต่มีผลต่อเพิ่มอารมณ์ด้านบวก เช่น เพิ่มความสงบและความพึงพอใจในตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (64)
  • การศึกษาในผู้ชายสูงอายุที่ชอบรับประทานช็อกโกแลต พบความเชื่อมโยงกับสุขภาพโดยรวมดีที่ขึ้น การมองโลกในแง่ดี และการมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น (65)
  • การศึกษาประชากรในสหรัฐอเมริกากว่า 13,000 คน พบว่าผู้ที่บริโภคดาร์กช็อกโกแลตจะมีอัตรารายงานของอาการซึมเศร้าต่ำกว่าผู้ที่ไม่รับประทานดาร์กช็อกโกแลตถึง 70% ในขณะที่ไม่พบความเกี่ยวข้องนี้ในผู้ที่บริโภคช็อกโกแลตอย่างอื่นที่ไม่ใช่ดาร์กช็อกโกแลต (66)

8. การมองเห็นที่ดี การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตอาจช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นจากการศึกษาหนึ่ง แต่ในการศึกษาที่เข้มงวดกว่าไม่พบประโยชน์ดังกล่าว จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

  • การศึกษาเล็ก ๆ ในปี 2018 พบว่าผู้ใหญ่อายุ 20 ปี (ที่ไม่มีโรคตา) ที่มีผู้เข้าร่วม 30 คน พบการมองเห็นที่ดีขึ้นในกลุ่มที่บริโภคดาร์กช็อกโกแลต โดยการทดสอบการมองเห็นนั้นทำหลังจากที่บริโภค 2 ชั่วโมง ซึ่งในกลุ่มแรกจะได้รับประทานดาร์กช็อกโกแลต 1 แท่ง (โกโก้ 72% ที่ให้ฟลาวานอล 316.3 มก.) ส่วนอีกกลุ่มได้รับประทานโกแลตนม 1 แท่ง (ให้ฟลาวานอล 40 มก.) และผลการทดสอบพบว่าในกลุ่มที่บริโภคดาร์กช็อกโกแลตจะมีความไวในการจับตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่มีความคมชัดต่ำ (Small-letter contrast sensitivity) ที่ดีกว่ามาก และมีความไวในการจับตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่มีความคมชัดต่ำ (Large-letter contrast sensitivity) ดีกว่าเล็กน้อยแต่ไม่มีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่บริโภคช็อกโกแลตนม นอกจากนี้ ความคมชัดทางการมองเห็น (Visual acuity) ก็ดีขึ้นเล็กน้อยอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่บริโภคดาร์กช็อกโกแลต ซึ่งเหล่านี้อาจเป็นผลมาจากการไหลเวียนของเลือดไปยังเรตินาหรือสมองที่เพิ่มขึ้น (อ้างอิง 67)
  • อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ข้างต้นนี้ขัดแย้งกับการศึกษาที่เข้มงวดกว่าในปี 2019 ถัดมา เนื่องจากพบว่าการมองเห็นหรือการไหลเวียนของเลือดในดวงตาไม่ดีขึ้นหลังการบริโภคดาร์กช็อกโกแลต 20 กรัม 2 ชั่วโมง (ให้ฟลาวานอล 400 มก.) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับช็อกโกแลตนม 7.5 กรัม (ให้ฟลาวานอล 5 มก.) (68)

9. ดีต่อสุขภาพลำไส้ โกโก้มีผลช่วยเพิ่มพรีไบโอติกในลำไส้ ซึ่งดีต่อระบบลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่แข็งแรง ช่วยเรื่องการเผาผลาญ และอาจมีประสิทธิภาพในด้านการต้านโรคบางชนิด

  • การศึกษา 27 วันที่ควบคุมด้วยยาหลอกซึ่งป้อนผงโกโก้ฟลาวานอลสูงให้กับหมูเพศเมียทุกวัน (ซึ่งมีระบบลำไส้คล้ายกับของมนุษย์) พบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อย่าง Lactobacillus casei และ Bifidobacterium lactis เมื่อให้โกโก้ฟลาวานอลในขนาด 205-410 มก./วัน (อ้างอิง 69)
  • ผลลัพธ์คล้ายนี้กับการศึกษาในผู้ที่มีสุขภาพดีเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ซึ่งการบริโภคโกโก้ฟลาวานอล 494 มก. ทุกวันจากเครื่องดื่ม ช่วยเพิ่มระดับจุลินทรีย์ในลำไส้ที่มีประโยชน์ (Bifidobacterium และ Lactobacillus) อย่างมีนัยสำคัญ และยับยั้งแบคทีเรีย Clostridium ที่ทำให้เกิดโรค (70)

10. ปกป้องผิวพรรณ โกโก้ฟลาวานอลอาจมีประโยชน์เล็กน้อยต่อการช่วยต่อต้านริ้วรอยบนใบหน้า เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง และอาจช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

  • การศึกษาที่มีการควบคุมเป็นอย่างดีในปี 2016 กับผู้หญิงชาวเกาหลีจำนวน 64 คน (อายุเฉลี่ย 67 ปี) ที่ถูกแสงแดดทำร้ายผิวในระดับปานกลางและมีริ้วรอยที่มองเห็นได้ พบว่ากลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มโกโก้ไขมันต่ำที่มีผงโกโก้แปรรูป 4 กรัม (ให้ฟลาวานอล 320 มก./วัน) เป็นเวลา 24 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มหลอก ในกลุ่มหลังนี้ความลึกของรอยย่น (รอยตีนกา) เพิ่มขึ้น 8% แต่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของรอยย่นในกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มโกโก้ฟลาวานอล ส่วนความยืดหยุ่นของผิวในกลุ่มนี้ก็ดีขึ้นประมาณ 9% ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มหลอกไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยในระหว่างที่ศึกษา ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้รับประทานอาหารอื่น ๆ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง นอกจากนี้ ในบรรดากลุ่มย่อยที่ได้สัมผัสรังสียูวีเทียมในตอนท้ายของการศึกษา ยังพบว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มโกโก้ต้องใช้ปริมาณรังสีที่สูงกว่าเพื่อกระตุ้นให้ผิวหนังถูกทำลาย ซึ่งบ่งชี้ว่าโกโก้อาจมีผลในการป้องกันผิวจากรังสียูวี (อ้างอิง 71)
  • การศึกษาในปี 2014 ในผู้หญิงที่มีสุขภาพดี พบว่าการบริโภคช็อกโกแลต 10 กรัมที่มีปริมาณฟลาวานอล 200 มก. วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ไม่ได้ช่วยเพิ่มการป้องกันแสงยูวีเมื่อประเมินด้วยการทดสอบ MED (เป็นการทดสอบปริมาณของรังสียูวีต่ำสุดที่ทำให้เกิดอาการแดงของผิว) เมื่อเทียบกับช็อกโกแลตที่มีปริมาณฟลาวานอลต่ำ แต่พบว่าผิวหนังเฉพาะที่บริเวณขมับมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่พบที่แขน และไม่พบความเปลี่ยนแปลงของระดับความชุ่มชื้นของผิวในทั้งสองกลุ่ม (72)
  • การศึกษาก่อนหน้าในปี 2006 ในอาสาสมัครหญิงจำนวน 24 คน พบว่ากลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มโกโก้ฟลาวานอลสูง (ให้ฟลาวานอล 326 มก./วัน) มีความเสียหายของผิวหนังที่เกิดจากรังสียูวีลดลง 15% และ 25% หลังจากได้รับ 6 สัปดาห์และ 12 สัปดาห์ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มฟลาวานอลต่ำ (ให้ฟลาวานอล 27 มก./วัน) นอกจากนี้ ในกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มโกโก้ฟลาวานอลสูงยังมีการไหลเวียนของเลือดไปที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่มากขึ้น และความชุ่มชื้นของผิวหนังก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน (73)

11. อาจลดความเสี่ยงมะเร็ง การศึกษาในหลอดทดลองพบว่าสารฟลาโวนอยด์ในโกโก้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ กระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็ง และป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง (อ้างอิง 74, 75) อย่างไรก็ตาม การศึกษาในมนุษย์นั้นมีหลักฐานยังขัดแย้ง โดยบางการศึกษาพบประโยชน์ในการลดความเสี่ยงมะเร็ง บางการศึกษาก็ไม่พบประโยชน์ และบางการศึกษายังพบว่าการบริโภคช็อกโกแลตบ่อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ จึงยังจำเป็นมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต

  • การศึกษาในสัตว์ทดลองที่ได้รับโกโก้หรือสารสกัดจากโกโก้ได้แสดงให้เห็นผลเชิงบวกในการลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเม็ดเลือดขาว (76)
  • การทบทวนการศึกษาในมนุษย์เกี่ยวกับโกโก้และมะเร็งเรื่องหนึ่ง ระบุว่าโกโก้มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและอาจมีบทบาทในการป้องกันมะเร็ง แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม (77)
  • การทบทวนศึกษาในผู้ชายจำนวน 27,111 คน พบว่าการบริโภคช็อกโกแลตมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงจากโรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคหัวใจ รวมถึงโรคมะเร็ง (78)
  • การศึกษาในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีและไม่มีประวัติมะเร็ง พบว่าการรับประทานอาหารเสริมจากสารสกัดโกโก้ (Cocoa extract) ทุกวัน (ให้ฟลาวานอล 500 มก.) เป็นเวลา 3 ปี ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (79)
  • การศึกษาเชิงสังเกตขนาดใหญ่ (Women’s Health Initiative Study) ซึ่งรวบรวมข้อมูลการบริโภคช็อกโกแลตในผู้หญิงจำนวน 114,281 คน (อายุเฉลี่ย 64 ปี) พบว่าการบริโภคช็อกโกแลต (ไม่ระบุชนิดของช็อกโกแลต) ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งระยะลุกลาม (Invasive total cancer) หรือมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม (Invasive breast cancer) แต่กลับพบว่ามีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 18% ต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ระยะลุกลาม (Invasive colorectal cancer) ในผู้หญิงที่บริโภคช็อกโกแลต 1 ออนซ์ (28.4 กรัม) อย่างน้อย 1.5 ครั้งต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่บริโภคช็อกโกแลต 1 ออนซ์ น้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน ซึ่งอาจเป็นเพราะการบริโภคที่บ่อยครั้งเกินไปส่งผลต่อภาวะอ้วน (น้ำหนักเกิน/โรคอ้วน) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งบางชนิด และไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่สนับสนุนประโยชน์ของช็อกโกแลตในการป้องกันมะเร็ง การเพิ่มการบริโภคช็อกโกแลตเพื่อลดมะเร็งจึงดูไม่เป็นประโยชน์ (80)

12. อาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหอบหืด (Asthma) เชื่อว่าโกโก้อาจมีประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด เนื่องจากโกโก้มีสารต่อต้านโรคหืด เช่น ธีโอโบรมีน (มีฤทธิ์บรรเทาอาการไอเรื้อรัง (อ้างอิง 81)) และธีโอฟิลลีน (ออกฤทธิ์ลดการอักเสบในทางเดินหายใจและคลายกล้ามเนื้อหลอดลม จึงช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น (82)) โดยการศึกษาในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากโกโก้สามารถช่วยลดการตีบแคบของหลอดลมและความหนาของเนื้อเยื่อหลอดลมได้ (83, 84) อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้ยังไม่ได้รับการทดลองในมนุษย์ และยังเร็วเกินไปที่สรุปได้ว่าโกโก้มีประโยชน์ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการทดลองในมนุษย์ก่อนจะแนะนำให้ใช้เป็นการรักษา

13. เพิ่มสมรรถภาพทางกายและการออกกำลังกาย โกโก้ฟลาวานอลอาจช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกาย (Physical performance) ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

  • การศึกษาเล็ก ๆ ในผู้ชายที่เข้ารับการฝึกฝน (ปั่นจักรยาน) เมื่อให้ดาร์กช็อกโกแลต 40 กรัม เป็นเวลา 14 วัน พบว่าดาร์กช็อกโกแลตมีผลเพิ่มระยะทางในการปั่นจักรยานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และช่วยการใช้ออกซิเจนในการออกกำลังกายลงได้ โดยผู้วิจัยระบุว่า “ดาร์กช็อกโกแลตอาจเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกีฬา (Ergogenic aids) สำหรับการออกกำลังกายแบบเข้มข้นปานกลางในระยะเวลาสั้น ๆ”(อ้างอิง 85)
  • การบริโภคผงโกโก้ในปริมาณมากอาจช่วยปรับปรุงสมรรถภาพทางกายในกิจกรรมประจำวัน เช่น การเดิน การลุก และการหยิบจับสิ่งของ โดยผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นในการศึกษาในผู้ชายและผู้หญิงสูงอายุในเม็กซิโก (อายุเฉลี่ย 76 ปี) เป็นเวลา 2 เดือน พบว่ากลุ่มที่บริโภคผงโกโก้ 5 กรัมผสมน้ำ (ให้ฟลาวานอล 895 มก.) มีสมรรถภาพทางกายในการทำกิจกรรมประจำวันต่าง ๆ ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มโกโก้ที่ไม่มีฟลาวานอล (86)
  • การศึกษาอื่นในผู้ใหญ่วัยกลางคน (อายุ 42 ปี) ที่การเสริมอีพิคาเทชิน 1 มก./กก. วันละ 2 ครั้ง ช่วยเพิ่มแรงยึดจับของมือ 7% เมื่อเทียบกับระดับพื้นฐาน แม้ว่าการศึกษานี้จะไม่มีการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก (87) สอดคล้องกับการศึกษาในหนูทดลองอายุ 1 ปี เป็นเวลา 15 วัน ที่การเสริมอีพิคาเทชิน 1 มก./กก. วันละ 2 ครั้ง ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มระยะเวลาและระยะทางได้มากกว่าเมื่อเทียบกับหนูที่ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว ในขณะที่การเสริมอีพิคาเทชินเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้ออกกำลังกายไม่มีผลใด ๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (88)

14. มีคาเฟอีนและธีโอโบรมีน สารคาเฟอีน (Caffeine) และธีโอโบรมีน (Theobromine) เป็นสารที่มีอยู่ในโกโก้ทั้งคู่ ซึ่งทั้งสองต่างก็มีฤทธิ์ช่วยในเรื่องของการตื่นตัว จึงช่วยลดความรู้สึกง่วง อ่อนเพลีย (โดยการไปบล็อกบล็อกสารอะดีโนซิน (Adenosine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกง่วง อ่อนเพลีย และไม่อยากทำอะไรนั่นเอง) (อ้างอิง 89) นอกจากนี้ ธีโอโบรมีนยังมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดคลายตัวและมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ในอดีตเคยถูกใช้เป็นยารักษาโรคหัวใจและขยายหลอดลม (เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น) และธีโอโบรมีนยังมีฤทธิ์ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ลงได้ 5.6% ในการศึกษาหนึ่งที่ใช้ธีโอโบรมีนวันละ 500 มก. เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ในผู้ชายและผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวเกินที่มีสุขภาพแข็งแรง (90)

15. เป็นแหล่งของธาตุเหล็กและทองแดง ธาตุเหล็กในผงโกโก้หรือช็อกโกแลตแต่ละชนิดจะมีปริมาณแตกต่างกันไป แต่คาดว่าจะมีประมาณ 1-2 มก. ในผงโกโก้ 5 กรัม และประมาณ 3 มก. ในดาร์กช็อกโกแลต 40 กรัม ในขณะที่ความต้องการของธาตุเหล็กต่อวันจะอยู่ที่ 7-18 มก. ขึ้นอยู่กับอายุและเพศ (91) ส่วนธาตุทองแดง (จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทที่เหมาะสม ตลอดจนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด) พบว่าปริมาณขึ้นอยู่กับรูปแบบของโกโก้หรือช็อกโกแลต โดยในผู้ใหญ่อาจได้รับทองแดงจากแหล่งนี้ตั้งแต่ 20% ไปจนถึงมากกว่า 100% ของปริมาณทองแดงที่แนะนำต่อวันซึ่งอยู่ที่ 900 ไมโคกรัม อย่างดาร์กช็อกโกแลตจะมีทองแดงมากกว่าช็อกโกแลตนมมาก โดยดาร์กช็อกโกแลต 50 กรัม (โกโก้ 70-85%) จะให้ทองแดง 895 ไมโครกรัม ในขณะที่ช็อกโกแลตนมขนาดเท่ากันจะให้ทองแดง 246 ไมโครกรัม (92)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : สรุปประโยชน์ของธาตุเหล็ก (Iron) จากงานวิจัย !

16. ประโยชน์ของโกโก้ในด้านอื่น ๆ ที่อาจเป็นไปได้ แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต

  • อาจช่วยให้อายุยืนยาวและยืดอายุขัย การศึกษาในสัตว์ทดลองกับหนูอายุมากที่ได้รับอีพิคาเทชิน 1 มก./กก. ดูเหมือนจะช่วยยืดอายุหรือชะลอการชราภาพลงได้เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (อ้างอิง 93)
  • โรคหืดจากภูมิแพ้ (Allergic asthma) ในการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อประเมินผลของผงโกโก้ (ไม่หวาน) ต่อโรคหืดจากภูมิแพ้ พบว่าในหนูตะเภาที่ได้รับโกโก้ แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์ต้านโรคหืดที่ขึ้นอยู่กับปริมาณเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (94)
  • เอชไอวี (HIV) การศึกษาในหลอดทดลองแสดงให้เห็นว่าอีพิคาเทชินที่พบในช็อกโกแลตมีศักยภาพในการจำกัดความผิดปกติในการทำงานของเซลล์ประสาท (Neuronal dysfunction) ที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเอชไอวี แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่าสิ่งนี้สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเอชไอวีได้หรือไม่ (95)
  • อาจเป็นประโยชน์ต่อสภาวะที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียกล้ามเนื้อ เช่น ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) และกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscle weakness) จากการศึกษาหนึ่ง (อ้างอิง 87)

ข้อควรรู้และคำแนะนำ#

  • ผลิตภัณฑ์ที่มีโกโก้ต่ำ เช่น ช็อกโกแลตนมและไวท์ช็อกโกแลต ไม่มีประโยชน์และไม่สามารถใช้ทดแทนผงโกโก้ (ไม่หวานและไม่ผ่านกระบวนการดัตซ์), ดาร์กช็อกโกแลต (โกโก้อย่างน้อย 70% แต่ที่แนะนำคือ 85% ขึ้นไป) และสารสกัดจากโกโก้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมได้
  • โปรดทราบว่า “% cocoa” หรือ “% cacao” ในช็อกโกแลตหมายถึงปริมาณผงโกโก้ทั้งหมดรวมกับเนยโกโก้ (Cocoa butter) เมื่อเทียบกับส่วนผสมอื่น ๆ ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตมักไม่เปิดเผยอัตราส่วนของผงโกโก้ต่อเนยโกโก้ในช็อกโกแลต ดังนั้น “% cocoa” จึงเป็นเพียงตัวเลขคร่าว ๆ ของปริมาณผงโกโก้ในผลิตภัณฑ์และช็อกโกแลตว่าอาจมีปริมาณสารฟลาวานอลมากน้อยเพียงใด
  • ยังไม่มีการกำหนดปริมาณฟลาวานอลที่มีประสิทธิภาพเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะใด ๆ แม้การศึกษาหลายเรื่องจะพบผลลัพธ์เชิงบวกเมื่อใช้ในปริมาณตั้งแต่ 50-200 มก. หรือมากกว่านี้ทุกวัน
  • ผลิตภัณฑ์โกโก้ในยุโรปที่มีสารฟลาวานอลอย่างน้อย 200 มก./วัน ได้รับอนุญาตให้กล่าวอ้างสรรพคุณได้ว่า “อาจมีผลช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดให้เป็นปกติ”
  • ในการได้รับฟลาวานอล 200 มก. จากผงโกโก้ธรรมชาติที่ไม่หวานและไม่ผ่านกระบวนการดัตซ์ ต้องใช้ผงโกโก้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ (5 กรัม) ในขณะที่การบริโภคผงโกโก้แบบชงดื่มเอง 1 แก้ว โดยทั่วไปแล้วจะใช้ผงโกโก้ประมาณ 1-2.5 ช้อนโต๊ะ (5-15 กรัม) อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์โกโก้บางยี่ห้อก็ผลิตเพื่อให้มีฟลาวานอลที่มีความเข้มข้นสูงโดยเฉพาะจะมีปริมาณฟลาวานอลที่มากกว่านี้
  • ปริมาณฟลาวานอลในโกโก้และผลิตภัณฑ์โกโก้อาจแตกต่างกันได้มาก และผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มักไม่ได้ระบุปริมาณของสารฟลาวานอลเอาไว้
  • ผลิตภัณฑ์จากผงโกโก้ที่ผ่านกระบวนการดัตช์หรือดัตช์โพรเซส (Dutched / Dutch-Process) เพื่อลดความขมและทำให้สีของโกโก้เข้มขึ้น พบว่าจะทำให้ปริมาณสารฟลาวานอลลดลงอย่างมากตามความหนักเบาของกระบวนการ โดยหากผ่านกระบวน Dutching ระดับเบา (Light dutching) จะทำให้มีปริมาณฟลาวานอลหายไป 60%, Dutching ระดับปานกลาง (Medium dutching) หายไป 75% และ Dutching ระดับหนัก (Heavy dutching) หายไปถึง 90% ตามการศึกษาหนึ่ง (อ้างอิง 96) และน่าเสียดายที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่มักไม่ได้ระบุว่าใช้กระบวนการ Dutching ในระดับใดในการผลิต เพื่อได้รับประโยชน์จากโกโก้อย่างเต็มที่จึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคที่ผ่านกระบวนการดัตซ์
  • แคลอรี (Calorie) แคลอรีในผลิตภัณฑ์โกโก้และดาร์กช็อกโกแลตส่วนใหญ่จะมาจากเนยโกโก้ (9 แคลอรี/กรัม) และน้ำตาล (4 แคลอรี/ต่อกรัม) โดยในผงโกโก้ที่ไม่หวาน (ไม่มีน้ำตาล) โดยทั่วไปจะมีเนยโกโก้เพียงเล็กน้อย ซึ่ง 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 5 กรัม) มักจะให้พลังงานเพียง 10-20 แคลอรี, ในขณะที่ดาร์กช็อกโกแลตที่จะประกอบไปด้วยเนยโกโก้และน้ำตาล ซึ่งในขนาด 40 กรัมจะให้พลังงานประมาณ 250 แคลอรี (หรือประมาณ 200 แคลอรีถ้าไม่ใส่น้ำตาล) ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโกโก้หรือสารสกัดจากโกโก้มักจะมีน้ำตาลน้อยหรือไม่มีเลยและมีเนยโกโก้น้อยที่สุด จึงให้แคลอรีน้อย
  • คาเฟอีน (Caffeine) ผลิตภัณฑ์จากโกโก้จะมีคาเฟอีนผสมอยู่ด้วย แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วจะน้อยกว่าในกาแฟหนึ่งแก้ว (ประมาณ 100 มก.) แต่ดาร์กช็อกโกแลต 40 กรัม โดยทั่วไปก็มีคาเฟอีนประมาณ 25-85 มก. หรือในผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ (5 กรัม) จะมีคาเฟอีนประมาณ 10-20 มก. ส่วนอาหารเสริมโกโก้นั้นจะมีคาเฟอีนประมาณ 1-30 มก. และโกโก้นิบส์ (Cocoa nibs) 30 กรัม อาจมีคาเฟอีน 45-85 มก.
  • ธีโอโบรมีน (Theobromine) สารที่มีรสขมและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงก็พบได้ในผลิตภัณฑ์จากโกโก้เช่นกัน โดยในดาร์กช็อกโกแลตแท่งพบว่ามีปริมาณตั้งแต่ 51.4 มก. ถึงมากกว่า 600 มก. ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค, ในอาหารเสริมจะมีปริมาณตั้งแต่ประมาณ 15-155 มก., ในผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ (5 กรัม) จะมีธีโอโบรมีนประมาณ 100-120 มก. (แต่อาจน้อยกว่านี้มากหากผ่านกระบวนการดัตช์) และโกโก้นิบส์ (Cocoa nibs) 3 ช้อนโต๊ะจะมีธีโอโบรมีนประมาณ 300 มก.

ข้อกังวลและข้อควรระวัง#

  • ความปลอดภัย : ผลิตภัณฑ์โกโก้และช็อกโกแลตโดยทั่วไปมีความปลอดภัยสูง โดยจากการศึกษาเป็น 3 เดือนในผู้ชายและผู้หญิงที่มีสุขภาพแข็งแรง พบว่าการได้รับโกโก้ฟลาวานอลสูงถึง 1,000-2,000 มก. พบว่ามีความปลอดภัย ความดันโลหิตไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการทำงานของเกล็ดเลือด คอเลสเตอรอล หรืออัตราการเต้นของหัวใจ (อ้างอิง 19)
  • โปรดจำไว้ว่าผลิตภัณฑ์จากโกโก้บางชนิด โดยเฉพาะช็อกโกแลตจะมีน้ำตาลและไขมันในปริมาณสูงและให้แคลอรีจำนวนมาก ดังนั้นจึงควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากน้ำตาล ไขมัน และแคลอรีมากเกินไปอาจลบล้างประโยชน์เชิงบวกของสารฟลาวานอลในโกโก้ได้
  • ฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด : อาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าในผู้ที่มีสุขภาพดีและอาจเพิ่มผลกระทบของยาต้านเกล็ดเลือดบางชนิด เพราะการศึกษาพบว่าการบริโภคดาร์กช็อกโกแลต 30 กรัม (โกโก้ 65%) ทุกวัน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ มีผลเพิ่มฤทธิ์ของยาต้านเกล็ดเลือดโคลพิโดเกรล (Clopidogrel) หรือ Plavix® อย่างมีนัยสำคัญ และยังมีผลเพิ่มฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดของยาแอสไพรินด้วยเล็กน้อย (อ้างอิง 17)
  • อาจกระตุ้นไมเกรน : มีรายงานการบริโภคโกโก้และ/หรือช็อกโกแลตแล้วกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้ในบางคน อย่างไรก็ตาม หลักฐานในเรื่องนี้มีปะปนกันไปและยังไม่มีความชัดเจนว่าโกโก้กระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้อย่างไร แต่จากการศึกษา เราพบว่าโกโก้มีเอมีน Phenylethylamine และ Tyramine (ประมาณ 0.1-2.8 ไมโครกรัม/กรัม และ 3.6-8.3 ไมโครกรัม/กรัม ตามลำดับ) ซึ่งพบได้ในอาหาร เช่น ไวน์และชีส ซึ่งผู้ที่เป็นไมเกรนมักได้รับคำแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยง และโกโก้ยังมีผลเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วอาจกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้ในบางคน (อ้างอิง 60) อย่างไรก็ตาม การศึกษาทางคลินิกในผู้ที่เป็นไมเกรนก็มีผลลัพธ์ที่หลากหลาย โดยบางรายงานพบว่ามีอุบัติการณ์การเกิดไมเกรนเพิ่มขึ้น แต่บางรายงานบางรายก็พบว่าไม่มี (อ้างอิง 97, 98, 99) หรืออย่างในการศึกษาทดลองทางคลินิกที่ควบคุมด้วยยาหลอก ก็พบว่าการบริโภคช็อกโกแลต 44-62 กรัม ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของไมเกรนในผู้ที่มีประวัติเป็นไมเกรน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (100)
  • อาจกระตุ้นสิว : แม้ว่าการศึกษาบางส่วนที่บริโภคช็อกโกแลตแท่งไม่พบว่าทำให้สิวแย่ลงหรือกระตุ้นการเกิดสิว แต่การศึกษาขนาดเล็กที่ควบคุมด้วยยาหลอกที่ให้ผงโกโก้ 100% ในผู้ชายอายุ 18-35 ปี พบความสัมพันธ์ในระดับปานกลางของจำนวนสิวที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับโกโก้ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก โดยผู้วิจัยสรุปว่าในผู้ชายที่เป็นสิวง่าย การบริโภคช็อกโกแลตมีความสัมพันธ์กับการกำเริบของสิวที่มากขึ้น (101)
  • ออกซาเลตกับความเสี่ยงนิ่วในไต : มูลนิธิโรคไต (The National Kidney Foundation) แนะนำให้ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดนิ่วในไตจากแคลเซียมออกซาเลต (นิ่วในไตชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด) ให้หลีกเลี่ยงการบริโภคโกโก้และช็อกโกแลต เนื่องจากในโกโก้และช็อกโกแลตมีปริมาณของออกซาเลตในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ในบางคน โดยในการศึกษาเล็ก ๆ ในกลุ่มผู้หญิงที่บริโภคดาร์กช็อกโกแลต 68 กรัม (โกโก้ 72%) มีผลเพิ่มปริมาณออกซาเลตในปัสสาวะโดยเฉลี่ย 69% ในช่วงเวลา 6 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับตอนที่ไม่ได้บริโภค (102) โดยปริมาณออกซาเลตในผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะจะมีประมาณ 36 มก. ในขณะที่ดาร์กช็อกโกแลต 50 กรัมอาจมีออกซาเลตถึง 100 มก. ซึ่งเหล่านี้คือว่าใกล้เคียงหรือเกินจากปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน (โดยปกติแล้วควรจำกัดปริมาณออกซาเลตจากอาหารอยู่ที่ 50-80 มก./วัน)
  • คาเฟอีนและธีโอโบรมีน (Caffeine & Theobromine) : ปริมาณของสารทั้งสองนี้ที่พบในโกโก้และช็อกโกแลตอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ในบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานในขณะที่ท้องว่าง เช่น แสบร้อนกลางอก โรคกระเพาะ นอนไม่หลับ วิตกกังวล และหัวใจเต้นผิดจังหวะในบางคน นอกจากนี้ การบริโภคโกโก้วันละ 50-100 กรัมต่อวัน (ให้ธีโอโบรมีน 800-1,500 มก.) อาจทำให้เกิดอาการตัวสั่น เหงื่อออก ปวดศีรษะอย่างรุนแรง (103) อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนในบางคน (104) หรืออาจเป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (มีผลเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อได้รับในขนาดวันละ 500 มก. เป็นเวลา 4 สัปดาห์) ในผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้จึงควรจำกัดการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตไม่ให้เกิน 2 มื้อ/สัปดาห์ ส่วนในสัตว์เลี้ยง คาเฟอีนและธีโอโบรมีนยังเป็นพิษต่อสุนัขและแมว (โดยเฉพาะดาร์กช็อกโกแลต) ทำให้สุนัขและแมวเกิดอาการกระหายน้ำมาก อาเจียน ท้องเสีย ท้องอืด และกระวนกระวาย ซึ่งอาจนำไปสู่อาการชัก โคม่า และตายได้ จึงห้ามให้นำมาให้สัตว์เลี้ยงกิน
  • แคดเมียม (Cadmium) : สหภาพยุโรปได้กำหนดขีดจำกัดของแคดเมียมไว้ที่ 0.6 ไมโครกรัม/ผงโกโก้หนึ่งกรัม (แคดเมียมในช็อกโกแลตที่มีโกโก้ 30-50% คือ 0.3 ไมโครกรัม/กรัม ส่วนช็อกโกแลตที่มีโกโก้มากกว่า 50% อย่างดาร์กช็อกโกแลต คือ 0.8 ไมโครกรัม/กรัม ส่วนในช็อกโกแลตนมจะอยู่ที่ 0.1 ไมโครกรัม/กรัม เนื่องจากมีความกังวลเป็นพิเศษในเด็กที่มักกินช็อกโกแลตนมมากกว่าดาร์กช็อกโกแลต)
    • การศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2018 โดยนักวิจัยจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ตรวจผลิตภัณฑ์โกโก้และช็อกโกแลตจำนวน 144 รายการ (ไม่ระบุยี่ห้อ) ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา แล้วพบว่าความเข้มข้นของแคดเมียมสูงสุดในผงโกโก้เฉลี่ยอยู่ที่ 0.7 ไมโครกรัม/กรัม), โกโก้นิบส์เฉลี่ย 0.62 ไมโครกรัม/กรัม, ดาร์กช็อกโกแลตเฉลี่ย 0.27 ไมโครกรัม/กรัม และช็อกโกแลตนมในระดับต่ำมาก คือ เฉลี่ย 0.06 ไมโครกรัม/กรัม (105)
    • แคดเมียมเป็นหนึ่งในสารก่อมะเร็งที่อาจเป็นพิษต่อไต สามารถทำให้กระดูกอ่อนลง ทำให้เกิดอาการปวดกระดูก และอาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ ในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนัก 150 ปอนด์สามารถทนต่อการสัมผัสแคดเมียมอย่างต่อเนื่องทุกวัน (นั่นคือ จากแหล่งรับสัมผัสทั้งหมด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม อากาศ) ได้ถึง 25 ไมโครกรัม ในขณะที่เด็กที่มีน้ำหนักเพียงครึ่งหนึ่งสามารถทนได้ ประมาณ 12 ไมโครกรัม (106)
    • ผลิตภัณฑ์ “ออร์แกนิก” โดยทั่วไปมักมีการปนเปื้อนแคดเมียมมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ออร์แกนิก เพราะปริมาณแคดเมียมในเมล็ดโกโก้จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณแคดเมียมในดินที่ปลูกและเมื่อดินมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น (107)
  • นิกเกิล (Nickel) : ผงโกโก้และช็อกโกแลตมักมีนิกเกิลค่อนข้างสูงและอาจก่อให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis) ในบุคคลที่ไวต่อนิกเกิล ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อรับประทานเข้าไปในปริมาณมากหรือร่วมกับอาหารอื่น ๆ ที่มีนิกเกิลสูง เช่น ถั่วและถั่วต่างๆ อาหารกระป๋อง หอย ข้าวโอ๊ต (รวมถึงกราโนลา) ถั่วลิสง เฮเซลนัท วอลนัท และเมล็ดทานตะวัน (108)
  • สารตะกั่วและสารหนู (Lead & Arsenic) : อาจมีพบบ้างเล็กน้อยในโกโก้และช็อกโกแลต (เกี่ยวข้องกับการเก็บเกี่ยวและกระบวนการผลิต) แต่ทุกยี่ห้อจากหลายการทดสอบมักมีปริมาณไม่เกินค่ามาตรฐาน
  • อะคริลาไมด์ (Acrylamide) : เป็นสารที่เป็นพิษต่อระบบประสาทและน่าจะเป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นเมื่อเมล็ดโกโก้ถูกคั่ว (เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตทั่วไป) การทดสอบขององค์การอาหารและยาในปี 2002 พบปริมาณอะคริลาไมด์ในผงโกโก้และช็อกโกแลตแท่งต่าง ๆ มีตั้งแต่ 0.29-4.5 ไมโครกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค อะคริลาไมด์ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกได้ ทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียต้องมีฉลากเตือนบนอาหารที่มีอะคริลาไมด์มากกว่า 0.2 ไมโครกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคต่อวัน แม้ว่าจะมีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยต่อระบบประสาทหากได้รับน้อยกว่าวันละ 140 ไมโครกรัมก็ตาม (109)
  • โอคราทอกซิน เอ (Ochratoxin A) : เมล็ดโกโก้สามารถปนเปื้อนเชื้อราซึ่งผลิตสารพิษได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการอบแห้งและการเก็บรักษา โดย Ochratoxin A นี้เป็นสารก่อมะเร็งและเป็นพิษต่อไต เป็นหนึ่งในสารพิษจากเชื้อราที่พบได้บ่อยที่สุดในเมล็ดโกโก้ อย่างไรก็ตาม สารพิษนี้ส่วนใหญ่จะพบในเปลือกของเมล็ดถั่ว ซึ่งจะถูกคัดออกระหว่างการผลิต โดยจากการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์โกโก้และช็อกโกแลตรวม 85 รายการที่ขายในแคนาดาในระหว่างปี 2011-2012 พบว่ามีผงโกโก้เพียง 2 รายการที่มีปริมาณสาร Ochratoxin A เกินขีดจำกัดของยุโรป (110)
  • ส่วนผสมของนมในดาร์กช็อกโกแลต (ควรระวังในผู้ที่แพ้นม) : ในผู้ที่แพ้นมควรระวังว่าดาร์กช็อกโกแลตแท่งที่อาจมีนมเป็นส่วนผสมอยู่ เนื่องจากผลการทดสอบที่เผยแพร่ในปี 2020 โดย FDA กับดาร์กช็อกโกแลตแท่งและช็อกโกแลตชิปจำนวน 119 รายการที่ในฉลากระบุว่า “ปราศจากนม” พบว่าในจำนวนเหล่านี้มีประมาณถึง 10% ที่มีนมผสมอยู่ด้วย (111)

สรุปเรื่องผงโกโก้ & ดาร์กช็อกโกแลต#

  • โกโก้อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ลดความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร เพิ่มความไวของอินซูลิน เสริมพรีไบโอติกในลำไส้ ดีต่อสมอง อารมณ์และความเครียด ดีต่อผิวพรรณ/ป้องกันการเกิดริ้วรอย เพิ่มการมองเห็นที่ดี ช่วยลดหรือควบคุมน้ำหนักตัว เสริมสมรรถภาพทางกาย เป็นต้น
  • ผลิตภัณฑ์โกโก้ที่ให้ประโยชน์ตามงานวิจัย ได้แก่ ผงโกโก้ (ไม่หวานและไม่ผ่านกระบวนการดัตซ์), ดาร์กช็อกโกแลต (โกโก้อย่างน้อย 70%) และสารสกัดจากโกโก้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
  • หลีกเลี่ยงผงโกโก้ที่ผ่านกระบวนการดัตซ์ (Dutched) เพราะจะมีทำให้สารสำคัญอย่างฟลาวานอลลดลงอย่างมากจนไม่ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
งานวิจัยอ้างอิง#
  1. U.S. FDA. “Petition for a Qualified Health Claim – for Cocoa Flavanols and Reduced Risk of Cardiovascular Disease”. (2023)
  2. EFSA. “Scientific Opinion on the substantiation of a health claim related to cocoa flavanols and maintenance of normal endothelium-dependent vasodilation pursuant to Article 13(5) of Regulation (EC) No 1924/2006”. (2012)
  3. Phytotherapy Research . “The Impact of Cocoa Flavanols on Cardiovascular Health”. (2016)
  4. Heart. “Habitual chocolate consumption and risk of cardiovascular disease among healthy men and women”. (2015)
  5. The American Journal of Clinical Nutrition. “Effect of cocoa flavanol supplementation for the prevention of cardiovascular disease events: the COcoa Supplement and Multivitamin Outcomes Study (COSMOS) randomized clinical trial”. (2022)
  6. Cambridge University Press. “Cocoa flavanol intake improves endothelial function and Framingham Risk Score in healthy men and women: a randomised, controlled, double-masked trial: the Flaviola Health Study”. (2015)
  7. Neurology. “Chocolate consumption and risk of stroke: a prospective cohort of men and meta-analysis”. (2012)
  8. Heart.. “Chocolate intake and risk of clinically apparent atrial fibrillation: the Danish Diet, Cancer, and Health Study”. (2017)
  9. European Heart Journal. “Chocolate consumption and risk of heart failure: a meta-analysis of prospective cohort studies”. (2018)
  10. Circulation: Heart Failure. “Chocolate intake and incidence of heart failure: a population-based prospective study of middle-aged and elderly women”. (2010)
  11. American Heart Journal. “Chocolate intake and incidence of heart failure: Findings from the Cohort of Swedish Men”. (2017)
  12. Journal of the American Heart Association. “Dark Chocolate Acutely Improves Walking Autonomy in Patients With Peripheral Artery Disease”. (2014)
  13. Circulation Research. “Cocoa to Improve Walking Performance in Older People With Peripheral Artery Disease”. (2020)
  14. The Journal of Nutritional Biochemistry. “Short-term supplementation with flavanol-rich cocoa improves lipid profile, antioxidant status and positively influences the AA/EPA ratio in healthy subjects”. (2018)
  15. The Journal of Nutritional Biochemistry. “Natural cocoa consumption: Potential to reduce atherogenic factors?”. (2015)
  16. European Journal of Clinical Nutrition. “Effects of cocoa products/dark chocolate on serum lipids: a meta-analysis”. (2011)
  17. Open Heart. “Effect of cocoa (Theobroma cacao L.) on platelet function testing profiles in patients with coronary artery disease: ECLAIR pilot study”. (2022)
  18. Medicine. “Dark chocolate modulates platelet function with a mechanism mediated by flavan-3-ol metabolites”. (2018)
  19. The American Journal of Clinical Nutrition. “Safety and efficacy of cocoa flavanol intake in healthy adults: a randomized, controlled, double-masked trial”. (2015)
  20. Cochrane Database of Systematic Reviews. “Effect of cocoa on blood pressure”. (2017)
  21. BMC Medicine. “Does chocolate reduce blood pressure? A meta-analysis”. (2010)
  22. Clinical Trials and Regulatory Science in Cardiology. “Dose and response to cocoa (DARC): A randomized double-blind controlled trial”. (2016)
  23. Nutrition Journal. “Dark chocolate and reduced snack consumption in mildly hypertensive adults: an intervention study”. (2015)
  24. Nutrition and Metabolism. “Assessing Variability in Vascular Response to Cocoa With Personal Devices: A Series of Double-Blind Randomized Crossover n-of-1 Trials”. (2022)
  25. Acta Medica Indonesiana. “Effect of dark chocolate on nitric oxide serum levels and blood pressure in prehypertension subjects”. (2011)
  26. International Journal of Cardiology. “Acute effect of oral flavonoid-rich dark chocolate intake on coronary circulation, as compared with non-flavonoid white chocolate, by transthoracic Doppler echocardiography in healthy adults”. (2009)
  27. Journal of the American College of Cardiology. “Sustained benefits in vascular function through flavanol-containing cocoa in medicated diabetic patients a double-masked, randomized, controlled trial”. (2008)
  28. The American Journal of Clinical Nutrition. “Cocoa consumption for 2 wk enhances insulin-mediated vasodilatation without improving blood pressure or insulin resistance in essential hypertension”. (2008)
  29. American Journal of Hypertension. “Effect of dark chocolate on arterial function in healthy individuals”. (2005)
  30. Cardiology Research and Practice. “Central arterial hemodynamic effects of dark chocolate ingestion in young healthy people: a randomized and controlled trial”. (2014)
  31. Journal of Applied Physiology. “Dose-dependent increases in flow-mediated dilation following acute cocoa ingestion in healthy older adults”. (2011)
  32. Heart. “Dark chocolate improves endothelial and platelet function”. (2006)
  33. The American Journal of Clinical Nutrition. “Acute dark chocolate and cocoa ingestion and endothelial function: a randomized controlled crossover trial”. (2008)
  34. International Journal of Hypertension. “Characterisation of hypertensive patients with improved endothelial function after dark chocolate consumption”. (2013)
  35. Antioxidants (Basel). “Effects of Cocoa Antioxidants in Type 2 Diabetes Mellitus”. (2017)
  36. Current Diabetes Reviews. “Flavonoids in the Treatment of Diabetes: Clinical Outcomes and Mechanism to Ameliorate Blood Glucose Levels”. (2021)
  37. The Journal of Nutrition. “Cocoa Flavanol Intake and Biomarkers for Cardiometabolic Health: A Systematic Review and Meta-Analysis of Randomized Controlled Trials”. (2016)
  38. Nutrients. “Cocoa Flavanol Supplementation and the Effect on Insulin Resistance in Females Who Are Overweight or Obese: A Randomized, Placebo-Controlled Trial”. (2023)
  39. Nutrients. “Regular Intake of a Usual Serving Size of Flavanol-Rich Cocoa Powder Does Not Affect Cardiometabolic Parameters in Stably Treated Patients with Type 2 Diabetes and Hypertension—A Double-Blinded, Randomized, Placebo-Controlled Trial”. (2018)
  40. European Journal of Clinical Nutrition. “Chocolate intake and diabetes risk in postmenopausal American women”. (2017)
  41. Appetite. “Consumption of dark chocolate attenuates subsequent food intake compared with milk and white chocolate in postmenopausal women”. (2017)
  42. International Archives of Medicine. “Chocolate with high Cocoa content as a weight-loss accelerator”. (2015)
  43. British Journal of Nutrition. “Cocoa-rich chocolate and body composition in postmenopausal women: a randomised clinical trial”. (2021)
  44. Archives of Internal Medicine. “Association Between More Frequent Chocolate Consumption and Lower Body Mass Index”. (2015)
  45. Critical Reviews in Food Science and Nutrition. “Does cocoa/dark chocolate supplementation have favorable effect on body weight, body mass index and waist circumference? A systematic review, meta-analysis and dose-response of randomized clinical trials”. (2019)
  46. Frontiers in Nutrition. “Flavonoid Intake From Cocoa-Based Products and Adiposity Parameters in Adolescents in Spain”. (2022)
  47. Alzheimer’s & Dementia Journal. “Effectsofcocoaextractandamultivitaminoncognitivefunction:Arandomizedclinicaltrial”. (2022)
  48. Alzheimer’s & Dementia Journal. “Impact of multivitamin-mineral and cocoa extract on incidence of mild cognitive impairment and dementia: Results from the COcoa Supplement and Multivitamin Outcomes Study for the Mind (COSMOS-Mind)”. (2023)
  49. The American Journal of Clinical Nutrition. “A combined DHA-rich fish oil and cocoa flavanols intervention does not improve cognition or brain structure in older adults with memory complaints: results from the CANN randomized, controlled parallel-design study”. (2023)
  50. Nutritional Immunology. “Enhancing Human Cognition with Cocoa Flavonoids”. (2017)
  51. Nature Neuroscience. “Enhancing dentate gyrus function with dietary flavanols improves cognition in older adults”. (2014)
  52. The American Journal of Clinical Nutrition. “Cocoa flavanol consumption improves cognitive function, blood pressure control, and metabolic profile in elderly subjects: the Cocoa, Cognition, and Aging (CoCoA) Study–a randomized controlled trial”. (2015)
  53. Hypertension. “Benefits in cognitive function, blood pressure, and insulin resistance through cocoa flavanol consumption in elderly subjects with mild cognitive impairment: the Cocoa, Cognition, and Aging (CoCoA) study”. (2012)
  54. Journal of Neuroscience. “Plant-derived flavanol (-)epicatechin enhances angiogenesis and retention of spatial memory in mice”. (2007)
  55. Nutritional Neuroscience. “Effects of cocoa-rich chocolate on cognitive performance in postmenopausal women. A randomised clinical trial”. (2022)
  56. Scientific Reports. “Dietary flavanols improve cerebral cortical oxygenation and cognition in healthy adults”. (2020)
  57. Experimental Gerontology. “The short-term effect of dark chocolate flavanols on cognition in older adults: A randomized controlled trial (FlaSeCo)”. (2020)
  58. Frontiers in Pharmacology. “The acute and sub-chronic effects of cocoa flavanols on mood, cognitive and cardiovascular health in young healthy adults: a randomized, controlled trial”. (2015)
  59. Journal of Cardiovascular Pharmacology. “The effect of flavanol-rich cocoa on the fMRI response to a cognitive task in healthy young people”. (2006)
  60. Psychopharmacology (Berl). “The effect of flavanol-rich cocoa on cerebral perfusion in healthy older adults during conscious resting state: a placebo controlled, crossover, acute trial”. (2015)
  61. Neuropsychiatric Disease and Treatment. “Cerebral blood flow response to flavanol-rich cocoa in healthy elderly humans”. (2008)
  62. Antioxidants. “Effect of Polyphenol-Rich Dark Chocolate on Salivary Cortisol and Mood in Adults”. (2019)
  63. The Journal of Nutritional Biochemistry. “Consumption of 85% cocoa dark chocolate improves mood in association with gut microbial changes in healthy adults: a randomized controlled trial”. (2022)
  64. Journal of Psychopharmacology. “Cocoa polyphenols enhance positive mood states but not cognitive performance: a randomized, placebo-controlled trial”. (2013)
  65. European Journal of Clinical Nutrition. “Chocolate, well-being and health among elderly men”. (2008)
  66. Depression and Anxiety. “Is there a relationship between chocolate consumption and symptoms of depression? A cross-sectional survey of 13,626 US adults”. (2019)
  67. JAMA Ophthalmology. “Effects of Milk vs Dark Chocolate Consumption on Visual Acuity and Contrast Sensitivity Within 2 Hours A Randomized Clinical Trial”. (2018)
  68. JAMA Ophthalmology. “Effects of Flavanol-Rich Dark Chocolate on Visual Function and Retinal Perfusion Measured With Optical Coherence Tomography Angiography A Randomized Clinical Trial”. (2019)
  69. The Journal of Nutrition. “Flavanol-Enriched Cocoa Powder Alters the Intestinal Microbiota, Tissue and Fluid Metabolite Profiles, and Intestinal Gene Expression in Pigs”. (2016)
  70. The American Journal of Clinical Nutrition. “Prebiotic evaluation of cocoa-derived flavanols in healthy humans by using a randomized, controlled, double-blind, crossover intervention study”. (2011)
  71. The Journal of Nutrition. “Cocoa Flavanol Supplementation Influences Skin Conditions of Photo-Aged Women: A 24-Week Double-Blind, Randomized, Controlled Trial”. (2016)
  72. Nutrition Journal. “Chocolate flavanols and skin photoprotection: a parallel, double-blind, randomized clinical trial”. (2014)
  73. The Journal of Nutrition. “Long-term ingestion of high flavanol cocoa provides photoprotection against UV-induced erythema and improves skin condition in women”. (2006)
  74. Food and Chemical Toxicology. “Potential for preventive effects of cocoa and cocoa polyphenols in cancer”. (2013)
  75. Diseases. “Preventive Effects of Cocoa and Cocoa Antioxidants in Colon Cancer”. (2016)
  76. Food and Chemical Toxicology. “Potential for preventive effects of cocoa and cocoa polyphenols in cancer”. (2013)
  77. Nutrition and Cancer. “Cancer protective properties of cocoa: a review of the epidemiologic evidence”. (2009)
  78. European Journal of Epidemiology. “Relationship between chocolate consumption and overall and cause-specific mortality, systematic review and updated meta-analysis”. (2022)
  79. The American Journal of Clinical Nutrition. “Multivitamins in the prevention of cancer and cardiovascular disease: the COcoa Supplement and Multivitamin Outcomes Study (COSMOS) randomized clinical trial”. (2022)
  80. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. “Chocolate Candy and Incident Invasive Cancer Risk in the Women’s Health Initiative: An Observational Prospective Analysis”. (2021)
  81. Journal of Thoracic Disease. “Theobromine for the treatment of persistent cough: a randomised, multicentre, double-blind, placebo-controlled clinical trial”. (2017)
  82. Respiratory Medicine. “The potential of methylxanthine-based therapies in pediatric respiratory tract diseases”. (2016)
  83. Nutrients. “Influence of Consumption of Two Peruvian Cocoa Populations on Mucosal and Systemic Immune Response in an Allergic Asthma Rat Model”. (2022)
  84. Nutrients. “Attenuating Effect of Peruvian Cocoa Populations on the Acute Asthmatic Response in Brown Norway Rats”. (2020)
  85. Journal of the International Society of Sports Nutrition. “Dark chocolate supplementation reduces the oxygen cost of moderate intensity cycling”. (2015)
  86. Journals of Gerontology – Series A Biological Sciences and Medical Sciences. “High Flavonoid Cocoa Supplement Ameliorates Plasma Oxidative Stress and Inflammation Levels While Improving Mobility and Quality of Life in Older Subjects: A Double-Blind Randomized Clinical Trial”. (2019)
  87. The Journal of Nutritional Biochemistry. “Effects of (-)-epicatechin on molecular modulators of skeletal muscle growth and differentiation”. (2014)
  88. The Journal of Physiology. “(-)-Epicatechin enhances fatigue resistance and oxidative capacity in mouse muscle”. (2011)
  89. Frontiers in Pharmacology. “The relevance of theobromine for the beneficial effects of cocoa consumption”. (2015)
  90. Clinical Nutrition. “Theobromine does not affect postprandial lipid metabolism and duodenal gene expression, but has unfavorable effects on postprandial glucose and insulin responses in humans”. (2018)
  91. British Journal of Nutrition. “Iron bioavailability of cocoa powder as determined by the Hb regeneration efficiency method”. (2009)
  92. U.S. DEPARTMENT OF AGRICULTURE. “FoodData Central”. (2023)
  93. Journals of Gerontology – Series A Biological Sciences and Medical Sciences. “Recovery of Indicators of Mitochondrial Biogenesis, Oxidative Stress, and Aging With (-)-Epicatechin in Senile Mice”. (2015)
  94. International Journal of Immunopathology and Pharmacology. “Unsweetened natural cocoa has anti-asthmatic potential”. (2014)
  95. Journal of NeuroVirology. “Catechins protect neurons against mitochondrial toxins and HIV proteins via activation of the BDNF pathway”. (2012)
  96. Journal of Agricultural and Food Chemistry. “Impact of alkalization on the antioxidant and flavanol content of commercial cocoa powders”. (2008)
  97. The BMJ. “Preliminary report on tyramine headache.”. (1967)
  98. Journal of Neurology, Neurosurgery and Psychiatry. “Effect of tyramine in migraine: a double-blind study”. (1972)
  99. Nature. “A phenylethylamine oxidising defect in migraine”. (1974)
  100. Acta Biomedica Atenei Parmensis. “Chocolate and migraine: the history of an ambiguous association”. (2014)
  101. The Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology. “Double-blind, Placebo-controlled Study Assessing the Effect of Chocolate Consumption in Subjects with a History of Acne Vulgaris”. (2014)
  102. Journal of Food Composition and Analysis. “Oxalate content in commercially produced cocoa and dark chocolate”. (2011)
  103. IARC Monographs. “THEOBROMINE”. (1991)
  104. Psychopharmacology (Berl). “Psychopharmacology of theobromine in healthy volunteers”. (2013)
  105. Food Additives & Contaminants. “Cadmium and lead in cocoa powder and chocolate products in the US Market”. (2018)
  106. European Food Safety Authority. “Statement on tolerable weekly intake for cadmium”. (2011)
  107. PLOS ONE. “Drivers of cadmium accumulation in Theobroma cacao L. beans: A quantitative synthesis of soil-plant relationships across the Cacao Belt”. (2022)
  108. European Annals of Allergy and Clinical Immunology. “Systemic nickel hypersensitivity and diet: myth or reality?”. (2011)
  109. U.S. Environmental Protection Agency. “Acrylamide”. (2010)
  110. Mycotoxin Research. “Analysis of cocoa products for ochratoxin A and aflatoxins”. (2013)
  111. U.S. FDA. “FY18/19 Sample Collection and Analysis of Domestically Manufactured, Dairy-Free Dark Chocolate Products for Milk Allergen”. (2023)

ตรวจสอบทางการแพทย์ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2023