• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine) สรรพคุณ วิธีใช้ ผลข้างเคียง ฯลฯ

POSTED: เวลา 9:06 น. 17 กันยายน 2016, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
ไฮดรอกไซซีน

advertisement M4

ไฮดรอกไซซีน

ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine) หรือยาที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อทางการค้าว่า อาทาแรกซ์ (Atarax) เป็นยาแก้แพ้ในกลุ่มไพเพอราซีน (Piperazine) โดยมีคุณประโยชน์ทางคลินิกของยาที่รู้จักกันดี ได้แก่ การใช้รักษาอาการลมพิษ ผื่นแพ้ อาการคันตามผิวหนัง แก้คลื่นไส้ อาเจียน เมารถ เมาเรือ และใช้เป็นยากล่อมประสาท/ลดความตึงเครียด

ยาไฮดรอกไซซีนจัดอยู่ในหมวดหมู่ของยาอันตราย และจัดอยู่ในประเภท Pregnancy Category C (ระดับความปลอดภัยในคนท้อง) เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาจึงควรใช้ยานี้ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น

ตัวอย่างยาไฮดรอกไซซีน

ยาไฮดรอกไซซีน (ชื่อสามัญ) มีชื่อทางการค้า เช่น อาทาแรกซ์ (Atarax), อบาคัส (Abacus), แอลเลอแรกซ์ (Allerax), แอนตี้พรู (Antipru), แอนตี้ซีน (Antizine), อทาล็อก (Atalog), อทาโน 10 (Atano10), เซแลกซ์ (Cerax), ฮาดาแรกซ์ (Hadarax), ฮิสแตน หรือ ฮีสแทน (Histan), ไฮซิน (Hizin), ไฮดรอก-10 (Hydrox-10), ไฮซีน (Hyzine), คาแทรกซ์ (Katrax), โพลิซีน (Polizine), อาร์-แรกซ์ (R-RAX), ทาราซิน (Taraxin), ทรานโดรซีน (Trandrozine), ไซซีน (Xyzine) ฯลฯ

รูปแบบยาไฮดรอกไซซีน

คณะกรรมการอาหารและยาของไทยได้บรรจุให้ยานี้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยมีรูปแบบการใช้ดังนี้

  • ยาเม็ด ขนาด 10, 25 และ 50 มิลลิกรัม
  • ยาน้ำเชื่อม ขนาด 10 มิลลิกรัม/5 มิลลิลิตร (1 ช้อนชา)
  • ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ขนาด 25 และ 50 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร
ไฮดรอก-10

IMAGE SOURCE : MedThai.com

อาทาแรกซ์

IMAGE SOURCE : twitter.com (by ลูกอม)

อาทาแรกซ์ 25 มก

IMAGE SOURCE : www.bestdrug.org

สรรพคุณของยาไฮดรอกไซซีน

  • ยานี้มีสรรพคุณเช่นเดียวกับยาคลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine)* โดยเฉพาะการใช้รักษาอาการลมพิษ ผื่นแพ้ และอาการคันตามผิวหนัง อันมีสาเหตุมาจากสารฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ (ยานี้ช่วยแก้อาการแพ้ผื่นคันตามผิวหนังได้ดีมาก)
  • ช่วยกล่อมประสาท ลดความตึงเครียด กระวนกระวาย ช่วยผ่อนคลายความกังวล ช่วยให้นอนหลับ และอาจใช้เป็นยาคลายกังวลในเบื้องแรกก่อนทำการผ่าตัด
  • ใช้แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ที่มีสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหว หรือจากการเมารถเมาเรือ เมาเครื่องบิน
  • มีบางกรณีที่แพทย์นำยานี้ไปใช้บำบัดอาการของผู้ติดยา
  • ยานี้อาจใช้เพื่อรักษาโรคหรืออาการอื่น ๆ ได้ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

หมายเหตุ : คลอร์เฟนิรามีนมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น ลมพิษ ผื่นคัน หวัด ภูมิแพ้ เยื่อตาขาวอักเสบจากการแพ้ แพ้ยุง แมลง อาหาร แพ้ยาหรือน้ำเกลือ เป็นต้น ใช้บรรเทาอาการหวัด (ช่วยลดน้ำมูก) และอาการคัน

กลไกการออกฤทธิ์ของยาไฮดรอกไซซีน

ยาไฮดรอกไซซีนมีกลไกการออกฤทธิ์คือ ตัวยาจะออกฤทธิ์โดยเข้าไปยับยั้งการทำงานของตัวรับ (Receptor) ที่เรียกว่า Histamine H1-receptor ซึ่งพบในระบบทางเดินอาหาร หลอดเลือด อวัยวะในระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังออกฤทธิ์กล่อมประสาท/ลดความตึงเครียด ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ทำให้หลอดลมมีการขยายตัว ลดและบรรเทาอาการอาเจียน รวมถึงช่วยบรรเทาอาการปวด

ทั้งนี้ ยาเม็ดรับประทานสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วจากระบบทางเดินอาหารและออกฤทธิ์หลังการรับประทานภายในประมาณ 15-30 นาที โดยระยะเวลาการออกฤทธิ์ยาจะอยู่ได้นานประมาณ 1-12 ชั่วโมง (โดยเฉลี่ยประมาณ 3-4 ชั่วโมง) ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย เมื่อตัวยาเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะเข้าไปจับกับพลาสมาโปรตีนประมาณ 93% และจะถูกส่งไปเผาผลาญหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีที่ตับ ร่างกายจะต้องใช้เวลาประมาณ 20-24 ชั่วโมง ในการกำจัดปริมาณยาครึ่งหนึ่งในกระแสเลือดโดยผ่านทิ้งไปกับปัสสาวะและอุจจาระ (ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ สามารถตรวจพบปริมาณยาที่ผิวหนังได้มากกว่าในเลือด ดังนั้น ยานี้จึงช่วยแก้อาการแพ้ผื่นคันตามผิวหนังได้ดีนั่นเอง)

ก่อนใช้ยาไฮดรอกไซซีน

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมถึงยาไฮดรอกไซซีน สิ่งที่ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบมีดังนี้

  • มีประวัติการแพ้ยาไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine) หรือยาแก้แพ้ (Antihistamines) กลุ่มอื่น และประวัติการแพ้ยาอื่น ๆ ทุกชนิด รวมทั้งอาการจากการแพ้ยา เช่น รับประทานยาแล้วคลื่นไส้มาก ขึ้นผื่น หรือแน่น หายใจติดขัด/หายใจลำบาก ตาบวม เป็นต้น
  • โรคประจำตัวหรือประวัติการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ยาที่แพทย์สั่งจ่ายและยาที่ใช้เอง รวมถึงอาหารเสริม วิตามิน และยาสมุนไพรต่าง ๆ ที่กำลังใช้อยู่หรือกำลังจะใช้ เพราะยาไฮดรอกไซซีนอาจส่งผลให้อาการของโรคเหล่านั้นรุนแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่น ๆ ที่รับประทานอยู่ก่อนได้ เช่น
    • การใช้ยาไฮดรอกไซซีนร่วมกับยาโพรพอกซิฟีน (Propoxyphene) อาจทำให้ผู้ป่วยได้ผลข้างเคียงของยาไฮดรอกไซซีนมากขึ้น เช่น มีอาการวิงเวียน ง่วงนอน รู้สึกสับสน และขาดสติ ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็นใด ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกัน
    • การใช้ยาไฮดรอกไซซีนร่วมกับยาโพแทสเซียมคลอไรด์ (Potassium chloride) สามารถก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นจนทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกได้ ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกัน
    • การใช้ยาไฮดรอกไซซีนร่วมกับยาอะมิโอดาโรน (Amiodarone), โคลซาปีน (Clozapine), มอกซิฟลอกซาซิน (Moxifloxacin), โซทาลอล (Sotalol) สามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อตัวผู้ป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็นใด ๆ ไม่ควรใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับยาไฮดรอกไซซีนเป็นอันขาด
  • เป็นหรือเคยเป็นโรคลมชัก โรคต้อหิน โรคหอบหืด โรคความดันโลหิตสูง โรคปอด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคลำไส้อุดตัน โรคต่อมไทรอยด์ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปัสสาวะลำบากหรือเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
  • มีการตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะในช่วงระหว่าง 3 เดือนแรก) คาดว่าจะตั้งครรภ์ หรือกำลังวางแผนในการตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร เพราะยาหลายชนิดสามารถผ่านรกหรือผ่านเข้าสู่น้ำนมและเข้าสู่ทารก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อทารกได้
  • หากกำลังเข้ารับการผ่าตัดหรือการทำทันตกรรมใด ๆ หรือเข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบด้วยว่ากำลังใช้ยานี้อยู่

ข้อห้าม/ข้อควรระวังในการใช้ยาไฮดรอกไซซีน

  • ห้ามใช้กับผู้ที่แพ้ยานี้หรือยาในกลุ่มไพเพอราซีน (Piperazine) เช่น อะมิโนฟิลลีน (Aminophylline), เซทิไรซีน (Cetirizine)
  • ห้ามใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงที่คาดว่าจะตั้งครรภ์ และในหญิงให้นมบุตร เพราะยานี้อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ (เคยมีการทดลองใช้ยานี้กับสัตว์ทดลองที่ตั้งท้องแล้วพบว่า ตัวยาสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับตัวอ่อนของสัตว์ทดลองได้ ในทางคลินิกจึงไม่แนะนำให้ใช้ยานี้กับหญิงตั้งครรภ์)
  • ห้ามใช้ยานี้กับทารกที่คลอดก่อนกำหนด
  • ห้ามใช้ยานี้กับผู้ที่มีอาการหอบหืดกำเริบ
  • ห้ามใช้ยานี้กับผู้ป่วยโรคพอร์ไฟเรีย (Porphyria) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยที่มีความผิดปกติในเม็ดเลือดแดง
  • ห้ามใช้ยาไฮดรอกไซซีนฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะ Hemolysis (การแตกของเม็ดเลือดแดง) ได้
  • ห้ามแบ่งยานี้ให้ผู้อื่นใช้
  • ห้ามใช้และเก็บยาที่หมดอายุ
  • ห้ามปรับขนาดรับประทานยานี้ด้วยตนเอง
  • ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีอาการไอมีเสลด เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หืด เพราะยานี้อาจทำให้เสมหะหรือเสลดเหนียวและขับออกได้ยาก
  • ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในเด็ก ผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยานี้ได้มากกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่น
  • ควรระมัดระวังในการใช้ยานี้กับผู้ที่มีประวัติเป็นโรคลมชัก ผู้ป่วยโรคต้อหิน โรคต่อมลูกหมากโต โรคตับ โรคไต โรคหอบหืด โรคหัวใจหรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตสูง โรคต่อมไทรอยด์ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ป่วยด้วยโรคความจำเสื่อม ผู้ที่มีปัสสาวะขัด ผู้ที่มีภาวะกระเพาะอาหาร-ลำไส้เคลื่อนตัวหรือบีบตัวได้น้อยลง
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกับยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้ซึมเศร้า ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้อื่น ๆ หรือแอลกอฮอล์ เพราะอาจเสริมฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนมากขึ้น (ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้มากกว่าปกติ)
  • ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาแก้แพ้ทางผิวหนัง เช่น ครีมไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine cream) เพราะจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน
  • ยานี้มักทำให้เกิดอาการง่วงนอน มึนงง เวียนศีรษะ ตาพร่า ผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะ ขับรถ ขับเรือ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือของมีคม ควรระมัดระวังในการใช้ยานี้ให้มาก ถ้าหากมีอาการง่วงนอน ให้หยุดทำงานเหล่านี้ทันทีจนกว่าฤทธิ์ยาจะหมดไป
  • ยานี้อาจทำให้ตาแห้งและการมองเห็นไม่ชัดเจนได้ ดังนั้น สำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์แล้วรู้สึกไม่สบายตา ให้ปรึกษาจักษุแพทย์
advertisement M5

วิธีใช้ยาไฮดรอกไซซีน

ขนาดการรับประทานยาไฮดรอกไซซีนจะขึ้นอยู่กับอาการ อายุของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษา ดังนี้

  • สำหรับแก้อาการลมพิษ ผื่นแพ้ และอาการคันตามผิวหนัง ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 25 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ให้รับประทานวันละ 50 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง ส่วนในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ให้รับประทานวันละ 50-100 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง[1],[5]
  • สำหรับใช้ลดความตึงเครียด คลายความกังวล ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 50-100 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 50-100 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ตามความจำเป็น ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ให้รับประทานวันละ 50 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง ส่วนในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ให้รับประทานวันละ 50-100 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง[1],[5]
  • สำหรับใช้กล่อมประสาท ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 50-100 มิลลิกรัม หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 25-100 มิลลิกรัม (อาจใช้ฉีดก่อนและหลังผ่าตัดหรือใช้ฉีดก่อนและหลังการคลอด) ส่วนในเด็กให้รับประทานในขนาด 0.6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 1.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (อาจใช้ฉีดก่อนและหลังการผ่าตัด) [1],[5]
  • สำหรับแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เมารถเมาเรือ ในผู้ใหญ่ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 25-100 มิลลิกรัม ส่วนในเด็กให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 1.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม[1],[5]
อาทาแรกซ์แก้

IMAGE SOURCE : medschemsuppliers.com

คำแนะนำในการใช้ยาไฮดรอกไซซีน

  • ยานี้สามารถรับประทานก่อนหรือพร้อมอาหารก็ได้
  • ควรใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุไว้ในฉลากยาอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาในขนาดที่น้อยกว่าหรือมากกว่าที่ระบุไว้ หรือใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
  • ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งการใช้ยาของแพทย์ได้ การใช้ยาที่เหมาะสมจึงต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
  • ในผู้สูงอายุควรใช้ยานี้ในปริมาณน้อยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะการกำจัดยาออกจากร่างกายในผู้สูงอายุจะทำงานได้น้อยลง
  • หากใช้ยานี้แล้วมีอาการปากแห้ง จมูกและคอแห้ง แนะนำให้เคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกกวาดที่ไม่หวานมาก หรือให้ดื่มน้ำ ก็จะช่วยบรรเทาอาการข้างเคียงนี้ได้ แต่หากใช้แล้วเกิดอาการตัวสั่น รู้สึกสับสน เกิดอาการของลมชัก กล้ามเนื้อในลิ้น-ที่กราม หรือที่คอมีอาการกระตุก ให้หยุดการใช้ยานี้แล้วรีบมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที
  • ผู้ที่รับยานี้เกินขนาดโดยการตั้งใจหรือจากอุบัติเหตุจะทำให้มีอาการง่วงซึม (ง่วงนอนมากกว่าปกติ) หากพบผู้ป่วยหลังจากรับประทานยานี้ไม่นานและยังคงรู้สึกตัวอยู่ต้องรีบกระตุ้นให้อาเจียน อาจจะโดยการให้กินไข่ขาวและใช้ช้อนแยงคอก็ได้ หลังจากนั้นให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ส่วนผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวแล้วห้ามกระตุ้นให้อาเจียน เพราะจะทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหารได้

การเก็บรักษายาไฮดรอกไซซีน

  • ควรเก็บยานี้ในภาชนะบรรจุเดิมที่บรรจุมา ปิดให้สนิท และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • ควรเก็บยานี้ในอุณหภูมิห้องที่เย็น ไม่เก็บยาในบริเวณที่เปียกหรือชื้น (เช่น ในห้องน้ำ ช่องแช่แข็งของตู้เย็น) และเก็บยาให้พ้นแสงแดด ไม่ให้อยู่ในที่ร้อนมากกว่า 30 องศาเซลเซียส (เช่น ในรถยนต์ บริเวณใกล้หน้าต่าง)
  • ให้ทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุ

เมื่อลืมรับประทานยาไฮดรอกไซซีน

โดยทั่วไปเมื่อลืมรับประทานยาไฮดรอกไซซีน ให้รับประทานยาในทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อต่อไปได้เลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

ผลข้างเคียงของยาไฮดรอกไซซีน

  • อาจทำให้มีอาการง่วงนอนตั้งแต่ระดับต่ำ ๆ ไปจนถึงระดับกลาง ๆ ตื่นไม่ไหว มึนงง หลงลืม พูดไม่ชัด ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว ปาก จมูก และคอแห้ง ปัสสาวะลำบาก[1],[3]
  • อาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ง่วงซึม (ง่วงนอนมากกว่าปกติ) ซึมเศร้า หงุดหงิด กระสับกระส่าย ใจสั่น มือสั่น เบื่ออาหารหรือเจริญอาหาร (น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น) คลื่นไส้ อาเจียน ไม่สบายท้อง ปวดท้อง ท้องเดิน ท้องเสีย หรือท้องผูกจากฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก มีสารคัดหลั่งออกมามากในระบบทางเดินหายใจ และอาจพบภาวะหลอดลมเกร็งตัว ชีพจรเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ ตัวบวม[3]
  • ในบางกรณีกับผู้ป่วยบางรายยานี้อาจกระตุ้นให้เกิดลมพิษ ผื่นคันขึ้นเสียเอง ผิวแพ้แสงแดดได้ง่าย[3]
  • ในเด็กเล็ก ถ้าใช้ยานี้ในขนาดมากเกินไป อาจทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายหรือชักได้[1]
  • ผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยานี้ คือ หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดปกติ มีความวิตกกังวลมากขึ้น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปัสสาวะลำบาก ตัวสั่น เกิดภาวะชักกระตุก ความคิดสับสน เกิดอาการพูดคำคละละเลือน (Slurred speech)[2]
References
  1. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 1.  “ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 266.
  2. ยากับคุณ (Ya & You), มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา (วพย.).  “HYDROXYZINE”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.yaandyou.net.  [16 ก.ย. 2016].
  3. หาหมอดอทคอม.  “ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine)”.  (ภก.อภัย ราษฎรวิจิตร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [16 ก.ย. 2016].
  4. Siamhealth.  “ยาแก้แพ้ Hydroxyzine”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.siamhealth.net.  [17 ก.ย. 2016].
  5. Drugs.com.  “Hydroxyzine”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.drugs.com.  [17 ก.ย. 2016].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M6

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.