• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

แอสเตอร์ สรรพคุณและประโยชน์ของดอกแอสเตอร์ 6 ข้อ !

POSTED: เวลา 7:31 น. 03 กันยายน 2014, UPDATED: 01 มีนาคม 2016
แอสเตอร์

advertisement M10

แอสเตอร์

แอสเตอร์ ชื่อสามัญ Aster, White Aster, Heath Aster ชื่อวิทยาศาสตร์ Symphyotrichum ericoides (L.) G.L.Nesom (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Aster ericoides L.)[2]

แอสเตอร์จีน ชื่อสามัญ China Aster ชื่อวิทยาศาสตร์ Callistephus chinensis (L.) Nees[1]

สมุนไพรแอสเตอร์ มีชื่อเรียกอื่นว่า ดอกบานไม่รู้โรยฝรั่ง, ดอกกระดาษ, ฮังนังเก๊ก (จีน), Michaelmas Daisy เป็นต้น และจัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)[1],[2],[3]

ลักษณะของแอสเตอร์

  • ต้นแอสเตอร์ เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของญี่ปุ่นและจีน ชาวยุโรปจะเรียกแอสเตอร์ว่า “สตาร์เวิร์ท แอสเตอร์” เพราะดอกมีลักษณะคล้ายกับดวงดาว ส่วนเวิร์ทนั้นหมายถึงราก ใช้กับต้นไม้ที่มีสรรพคุณทางยา ต้นแอสเตอร์จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีอายุเพียงหนึ่งปี มีรากเป็นระบบรากแก้ว ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามากมาย มีความสูงของลำต้นประมาณ 8-24 นิ้ว มีขนเล็กน้อย การขยายพันธุ์แอสเตอร์ทำได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด การแยกหน่อ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่การเพาะเมล็ดจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ต้นแอสเตอร์จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่มีอินทรีย์วัตถุสูง ระบายน้ำได้ดี ชอบความชื้นปานกลางและแสงแดดจัด ในระยะยังเป็นกล้าไม่ควรให้น้ำมากจนเกินไป หลังจากการย้ายปลูกลงในกระถางหรือแปลงปลูกแล้วควรรดน้ำให้โชก ถ้าเป็นไปได้ควรรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งในตอนเช้า เมื่อดอกแอสเตอร์เริ่มบานแล้ว การรดน้ำไม่ควรจะรดให้โดนดอก เพราะจะทำให้ดอกเน่าและเป็นโรคได้ง่าย[1],[2]

ต้นแอสเตอร์

  • ใบแอสเตอร์ ใบเป็นใบเดี่ยว การจัดเรียงของใบเป็นแบบสลับ ใบที่โคนจะออกรอบลำต้นติดกับพื้นดิน ส่วนใบถัดมาจะออกเรียงเวียนสลับเป็นรูปลูกข่าง ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปช้อน ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบติดกับก้านใบ ส่วนขอบใบจัก หรือบางครั้งมองดูก็คล้ายกับรูปช้อน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว ที่ก้านใบจะมีปีกแคบ ๆ ติดอยู่[1],[2]

ใบแอสเตอร์

  • ดอกแอสเตอร์ ออกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณส่วนยอดของลำต้น ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีครีม สีเหลือง สีชมพู สีแดง สีม่วง สีน้ำเงิน ตรงกลางดอกเป็นสีเหลือง ดอกแอสเตอร์พันธุ์ดั้งเดิมนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 2 สี คือ สีขาวและสีม่วงอ่อน มีกลีบดอกชั้นเดียวคล้ายดาว แต่แอสเตอร์ที่ปลูกกันอยู่ในปัจจุบันนี้จะเป็นพันธุ์ลูกผสมทั้งสิ้น ทำให้ดอกมีหลายรูปแบบ กลีบดอกซ้อนหนาและมีสีสันสวยงาม โดยดอกแอสเตอร์จัดเป็นพวก head คือ ประกอบไปด้วยดอกย่อย 2 ประเภท คือ ดอกชั้นนอกและดอกชั้นใน ลักษณะของดอกจะเป็นรูปวงกลม มีริ้วประดับเรียงแผ่เป็นรูปจาน กลีบดอกเรียงซ้อนกัน วงในกลีบจะเล็กกว่ากลีบด้านนอก กลีบดอกเป็นหลอด ปลายมี 5 แฉก ดอกวงนอกเป็นดอกเพศเมีย ส่วนดอกวงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 4.5-8 เซนติเมตร[1],[2]

ดอกแอสเตอร์

  • ผลแอสเตอร์ ลักษณะของผลเป็นรูปไข่กลับ แบน แห้ง มีรยางค์ 2 แถว ที่ปลายผลมีขน[1]

เมล็ดแอสเตอร์

แอสเตอร์จีน (Callistephus chinensis) ที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ตัดดอก โดยทั่วไปแล้วจะมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์พาวเดอร์พัฟท์ (พันธุ์ดอกใหญ่ – ลำต้นเป็นทรงพุ่มเตี้ยสูงได้ประมาณ 15-24 นิ้ว ดอกมีขนาดประมาณ 3-3.5 นิ้ว กลีบดอกสั้นบิดเล็กน้อย กลีบดอกซ้อนกันแน่น นิยมปลูกเพื่อตัดดอกหรือถอนทั้งต้น), พันธุ์สีแดงไส้เหลือง (พันธุ์ดอกเล็ก : ลำต้นเป็นทรงพุ่มเตี้ยสูงได้ไม่เกิน 24 นิ้ว แต่มีขนาดของดอกเล็กกว่าพันธุ์พาวเดอร์พัฟท์ โดยจะมีขนาดประมาณ 1-1.5 นิ้ว พันธุ์นี้กลีบดอกชั้นนอกจะเป็นสีแดง ส่วนชั้นในเป็นสีเหลือง นิยมปลูกเพื่อถอนต้นจำหน่าย)[3]

แอสเตอร์ ชนิด Aster ericoides เป็นแอสเตอร์อีกชนิดที่มีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ ได้แก่ แอสเตอร์ดาวเงิน (ดอกชั้นนอกเป็นสีขาว ส่วนชั้นในเป็นสีเหลือง เป็นพันธุ์ที่นิยมใช้กันมาก เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ตัดดอกได้ดี บางครั้งเรียกว่า “แอสเตอร์พีค็อก”), แอสเตอร์ดาวทอง (ดอกเป็นสีเหลืองทั้งชั้นนอกและชั้นใน), แอสเตอร์ดาวพระศุกร์ (ดอกชั้นนอกเป็นสีม่วงแกมสีน้ำเงิน ส่วนชั้นในเป็นสีเหลือง), แอสเตอร์ดาวชมพู (ดอกชั้นนอกเป็นสีชมพูอ่อน ส่วนชั้นในเป็นสีเหลือง ใบเรียวขนาดใหญ่ ขอบใบเรียบ), แอสเตอร์ดาวอังคาร (ดอกชั้นนอกเป็นสีชมพู ส่วนดอกชั้นในเป็นสีเหลือง ใบอ้วนใหญ่ ขอบใบเรียบ), แอสเตอร์ดาวจุฬา (ดอกชั้นนอกเป็นสีชมพู ส่วนดอกชั้นในสีเหลือง ใบเรียวเล็ก ขอบใบหยัก เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีชื่อว่า “Pink Star”)[3]

สรรพคุณของแอสเตอร์

  • รากนำมาต้มแล้วใส่หมู ต้มกับซุปกินเป็นยาบำรุง หรือแก้อาการอ่อนเพลีย (ราก)[1]
advertisement M11

ประโยชน์ของแอสเตอร์

  1. ต้นแอสเตอร์เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ปลูกเป็นไม้ประดับได้ดีและดอกมีความสวยงาม แอสเตอร์จะใช้เวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงการออกดอกประมาณ 3-3.5 เดือน ยิ่งถ้าเป็นในช่วงฤดูหนาวจะสามารถผลิตดอกไม่มากกว่า 1 ครั้งในรอบหนึ่งปี[1],[2]
  2. ดอกแอสเตอร์นิยมนำมาใช้ในการจัดแจกัน การตัดดอกจะทำเมื่อดอกเริ่มบาน โดยให้ดอกที่อยู่บนสุดบานได้เต็มที่และดอกอื่น ๆ เริ่มแย้มสี การเก็บเกี่ยวจะไม่ทำให้ช่วงที่มีอากาศร้อนของวัน หากต้องการส่งขายหรือมีการขนส่งในระยะไกล หลังจากตัดดอกแล้วก็ให้นำมาจุ่มในน้ำทันที และควรมีส่วนผสมของสารเคมี ได้แก่ น้ำตาล และ Silverthiosulfate 5 cc. ต่อน้ำ 1 ลิตร และควรเก็บดอกที่ตัดไว้ในที่ร่มและเย็นเพื่อให้ดอกดุดสารเคมีไว้ในต้นให้ได้มากที่สุด โดยควรแช่ไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในห้องเย็น จะทำให้ได้ดอกแอสเตอร์ที่มีคุณภาพดีได้[2]
  3. ในอังกฤษแอสเตอร์หรือเดซี่ จะหมายถึง การเริ่มต้นวันเปิดเทอม ดอกแอสเตอร์จะบานเต็มที่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นการปิดฉากฤดูร้อนอันแสนสดใส แต่ก็เป็นการรอคอยฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึงภายหลังความหนาวเย็นในฤดูหนาวผ่านไป[2]
  4. โบราณเชื่อว่าเมื่อนำดอกแอสเตอร์มาเผาไฟ กลิ่นของมันจะช่วยไล่งูได้
  5. ความหมายของดอกแอสเตอร์ : ดอกแอสเตอร์มีความหมายแทนความห่วงใย ความใคร่ครวญ ความมุ่งมั่น ความสละสลวย และความปราณีต บ่งบอกถึงความน่าหลงไหลและมีเสน่ห์ นิยมนำมาใช้ในโอกาสที่บ่งบอกถึงความปรารถนาดี หรือแทนความหมาย “เราภาวนาให้คุณอยู่” ส่วนคนจีนบอกว่าดอกแอสเตอร์นั้นเป็นสิ่งที่แทนความหมายถึงความซื่อสัตว์และจงรักภักดี นอกจากนี้ดอกแอสเตอร์ยังเป็นต้นไม้ประเดือนเดือนเกิดของคนเกิดเดือนกันยายนอีกด้วย

ดอกแอสเตอร์

ดอกแอสเตอร์สีขาว

ดอกแอสเตอร์สีชมพู

ดอกแอสเตอร์สีม่วง

ดอกแอสเตอร์สีแดง

References
  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “แอสเตอร์”.  หน้า 851.
  2. ไม้ดอก ไม้ประดับ.  “ดอกแอสเตอร์”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: student.nu.ac.th/sangtawan/.  [03 ก.ย. 2014].
  3. OK Nation.  “การผลิตไม้ตัดดอก แอสเตอร์และแอสเตอร์จีน ตอนที่ 1”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.oknation.net.  [03 ก.ย. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Eddie Crimmins, Nobuhiro Suhara, László Majercsik, adrianbartel, Bienenwabe, Kurt Qvist)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.