• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

เร่ว สรรพคุณและประโยชน์ของต้นเร่ว 34 ข้อ ! (เร่วใหญ่)

POSTED: เวลา 3:09 น. 27 กันยายน 2013, UPDATED: 28 พฤศจิกายน 2016
ดอกเร่วใหญ่

advertisement M10

เร่ว

เร่ว ชื่อสามัญ Bustard cardamom, Tavoy cardamom

เร่ว ชื่อวิทยาศาสตร์ Amomum villosum var. xanthioides (Wall. ex Baker) T.L.Wu & S.J.Chen (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amomum xanthioides Wall. ex Baker) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

สมุนไพรเร่ว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หมากแหน่ง (สระบุรี), หน่อเนง (ชัยภูมิ), มะอี้ หมากอี้ มะหมากอี้ (เชียงใหม่), หมากเนิง (ภาคอีสาน), เร่วใหญ่ (ทั่วไป) เป็นต้น

สมุนไพรเร่ว จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ เร่วน้อยและเร่วใหญ่

  • เร่วน้อย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amomum villosum Lour. มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เร่ว, เร่วดง เป็นต้น โดยผลเร่วน้อยที่มีคุณภาพดีนั้นต้องมีลักษณะของผลใหญ่ แข็ง มีเนื้อมาก เนื้อในเมล็ดมีสีน้ำตาลแดง และมีกลิ่นหอมฉุนมาก
  • เร่วใหญ่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Amomum xanthioides Wall. ex Baker มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เร่ว, เร่วกระวาน, กระวานป่า, หมากแหน่ง, มะอี้, หมากอี้, หมากเน็ง เป็นต้น โดยผลเร่วใหญ่ที่มีคุณภาพดีนั้นต้องมีลักษณะผลใหญ่ แข็ง มีสีเทา เนื้อในมีสีน้ำตาลอมเทาถึงสีน้ำตาล และมีกลิ่นหอมฉุน

ลักษณะของเร่ว

  • ต้นเร่ว จัดเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด โดยเฉพาะในดินร่วนซุยในที่ร่มรำไร นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เหง้าหรือหน่อมากกว่าการใช้เมล็ด ในประเทศไทยสามารถพบได้ทางภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง

ต้นเร่วใหญ่

  • ใบเร่ว เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ลักษณะของใบเรียวยาว เป็นรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก มีความยาวประมาณ 12-20 เซนติเมตรและกว้างประมาณ 4-7 เซนติเมตร ปลายใบแหลมและห้อยโค้งลง ก้านใบเป็นแผ่นมีขนาดสั้น

ใบเร่วน้อย

  • ดอกเร่ว ดอกมีสีขาว ออกเป็นช่อจากยอดที่แทงขึ้นมาจากเหง้า ดอกจะรวมอยู่ในก้านเดียวกันเป็นช่อยาว ๆ คล้ายกับดอกข่า กลีบดอกเป็นสีชมพูอ่อนแล้วจะเปลี่ยนสีน้ำตาลเทา โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นกลีบ ก้านช่อดอกสั้น

เร่วใหญ่

  • ผลเร่วน้อย ผลค่อนข้างกลม ลักษณะเป็น 3 พู มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีขน ผลแก่สีน้ำตาลแดง ภายในมีเมล็ดจำนวนมากจับกันเป็นกลุ่มก้อนกลม ๆ หรือกลมรี มี 3 พู โดยแต่ละพูจะมีเมล็ดประมาณ 3-15 เมล็ด อัดเรียงกันแน่น 3-4 แถว เมล็ดมีรูปร่างไม่แน่นอน มีหลายเหลี่ยมและมีเป็นสันนูน ขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลดำ ผิวด้านนอกเรียบมีเยื่อบางหุ้ม ปลายแหลมของเมล็ดมีรูเห็นได้เด่นชัด เมล็ดแข็ง เนื้อในเมล็ดมีสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดซ่า และมีรสขมเล็กน้อย

ลูกเร่วน้อยผลเร่วน้อย

  • ผลเร่วใหญ่ ผลมีลักษณะเรียวยาวหรือขอบขนานแกมสามเหลี่ยม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผลแห้งแตกได้ มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุมอยู่ ผลมีรสมันเผื่อนติดเปรี้ยว ภายในผลมีเมล็ดเป็นกลุ่ม 10-20 เมล็ด ลักษณะเหมือนเร่วน้อย เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นหอม มีรสร้อนเผ็ดปร่า

ผลเร่วใหญ่

ต้นเร่ว มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น เร่วกอ เร่วช้าง เร่วหอม ซึ่งเร่วเหล่านี้ก็จะมีลักษณะของลำต้นที่แตกต่างกันออกไปด้วย โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้แก่ ต้น ใบ ดอก ผล เมล็ดจากผลที่แก่จัด และราก

สรรพคุณของเร่ว

  1. ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ด้วยการใช้เมล็ดเร่วผสมกับหัวแห้วหมู ขิงแห้ง และชะเอมเทศ นำมาปรุงเป็นยารับประทาน (เมล็ด)
  2. ช่วยแก้ธาตุพิการ (ผลเร่วใหญ่)
  3. ช่วยลดไขมันในเลือด (เมล็ดเร่วใหญ่)
  4. ช่วยแก้โลหิตขึ้นเบื้องสูง (ผลเร่วใหญ่)ดอกเร่วน้อย
  5. ผลมีรสเผ็ดปร่า ใช้เป็นยาแก้ไข้ (ผลเร่วน้อย)
  6. ช่วยแก้ไข้สันนิบาต (ผลเร่วน้อย, ผลเร่วใหญ่, เมล็ดเร่วน้อย)
  7. ช่วยแก้ไข้เซื่องซึม (ราก)
  8. ผลเร่วใหญ่มีรสมันเผื่อนติดเปรี้ยว ช่วยแก้ไข้เพื่อดีและเสมหะได้ (ผลเร่วใหญ่)
  9. ช่วยแก้อาการหืด แก้อาการไอ (ราก)
  10. ช่วยแก้หืดไอ (ผลเร่วน้อย, ผลเร่วใหญ่, เมล็ดเร่วน้อย, เมล็ดเร่วใหญ่)
  11. ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ (ต้น, เมล็ด, เมล็ดเร่วน้อย, เมล็ดเร่วใหญ่)
  12. ผลช่วยแก้เสมหะในลำคอ เมล็ดช่วยกัดเสมหะ (ผลเร่วน้อย, เมล็ดเร่วน้อย)
  13. ช่วยแก้เสมหะอันบังเกิดแต่ดี (ผลเร่วใหญ่)
  14. ช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ (ผลเร่วใหญ่)
  15. ผลหรือเมล็ดจากผลที่แก่จัดใช้เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการใช้เมล็ดจากผลแก่นำมาบดให้เป็นผง แล้วใช้รับประทานหลังอาหารครั้งละ 1-3 กรัม (ประมาณ 3-9 ผล) วันละ 3 ครั้ง (ผล, ผลเร่วใหญ่, เมล็ดเร่วน้อย, เมล็ดเร่วใหญ่)
  16. ช่วยแก้อาการปวดท้อง ด้วยการใช้เมล็ดเร่วผสมกับหัวแห้วหมู ขิงแห้ง และชะเอมเทศ นำมาปรุงเป็นยารับประทาน (ผลเร่วใหญ่, เมล็ดเร่วน้อย, เมล็ดเร่วใหญ่)
  17. เมล็ดเร่วน้อยช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย ด้วยการใช้เมล็ดนำมาบดเป็นผงครั้งละประมาณ 7-8 กรัม ชงกับน้ำขิงต้มดื่มกินบ่อย ๆ (เมล็ดเร่วน้อย)
  18. ช่วยขับผายลม ช่วยทำให้เรอ (ผลเร่วใหญ่)
  19. ช่วยขับลมในลำไส้ (ใบ, เมล็ด, เมล็ดเร่วน้อย, เมล็ดเร่วใหญ่)
  20. ช่วยแก้ปัสสาวะพิการ (ใบ)
  21. ผลเร่วใช้เป็นยารักษาโรคริดสีดวงทวารได้ (ผลเร่วน้อย, ผลเร่วใหญ่, เมล็ดเร่วน้อย, เมล็ดเร่วใหญ่)
  22. เร่วช่วยแก้ระดูขาวของสตรี (ผลเร่วน้อย, ผลเร่วใหญ่)
  23. ช่วยแก้อาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ ด้วยการใช้ผลเร่วแห้งหนักประมาณ 7-8 กรัม ย่างไฟจนแห้งกรอบแล้วนำมาบดเป็นผง ใช้ชงกับน้ำดื่มบ่อย ๆ (ผล)
  24. ช่วยรักษาพิษอันบังเกิดในกองมุตกิดและมุตฆาต (ผลเร่วน้อย)
  25. เมล็ดเร่วใหญ่ช่วยลดความเป็นพิษของสารพิษต่อตับ (เมล็ดเร่วใหญ่)
  26. ดอกเร่วช่วยแก้พิษอันเกิดเป็นเม็ดผื่นคันขึ้นตามร่างกาย (ดอก)
  27. ช่วยแก้อาการเป็นพิษ ด้วยการใช้เมล็ดนำมาบดเป็นผง ชงกับน้ำอุ่นแล้วนำมาดื่ม (เมล็ด)
  28. ช่วยขับน้ำนมหลังการคลอดบุตรของสตรี (เมล็ดเร่วน้อย, เมล็ดเร่วใหญ่)
  29. ช่วยรักษาอาการขัดในทรวง (ผลเร่วใหญ่)
  30. จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่าเร่วใหญ่มีฤทธิ์ขับลม ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้เล็กส่วนปลาย และช่วยลดความดันโลหิต
  31. เร่วจัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดทศกุลาผล” ซึ่งเป็นตำรับยาสมุนไพรที่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกัน 10 ชนิด ประกอบไปด้วย เร่วน้อย เร่วใหญ่ ชะเอมไทย ชะเอมเทศ อบเชยไทย อบเชยเทศ ผักชีล้อม ผักชีลาว ลำพันขาว และลำพันแดง เป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้เพื่อดีและเสมหะ ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ บำรุงปอด บำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น ช่วยแก้ไข้ แก้รัตตะปิดตะโรค ช่วยขับลมในลำไส้ และแก้ลมอัมพฤกษ์อัมพาต
advertisement M11

ประโยชน์ของเร่ว

  1. ช่วยขับน้ำนมหลังการคลอดบุตรของสตรี (เมล็ด)
  2. เมล็ดและผลของเร่วใหญ่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องเทศได้
  3. สามารถนำมาผลิตหรือใช้ทำเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง น้ำมันหอมระเหย และผลิตภัณฑ์อาหาร

เร่ว
แหล่งอ้างอิง : เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

ภาพประกอบ : www.thaicrudedrug.com (by Sudarat Homhual), www.biogang.net, hinsorn.ac.th, bansuanporpeang.com (by ป้าเล็ก..อุบล), flickr.com (by Honey-น้ำผึ้ง-)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.