• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

เปราะป่า สรรพคุณและประโยชน์ของต้นเปราะป่า 21 ข้อ !

POSTED: เวลา 2:21 น. 18 พฤศจิกายน 2013, UPDATED: 02 มีนาคม 2016
เปราะป่า

advertisement M10

เปราะป่า

เปราะป่า ชื่อสามัญ Peacock Ginger, Resurrection Lily

เปราะป่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia marginata Carey ex Roscoe จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)[1]

สมุนไพรเปราะป่า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ตูบหมูบ ว่านตูบหมูบ (อุบลราชธานี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), เปราะเถื่อน (ปราจีนบุรี, ชุมพร), เปราะ หัวหญิง (กระบี่), เปราะเขา เปราะป่า เป็นต้น[1],[2],[5]

ลักษณะของเปราะป่า

  • ต้นเปราะป่า จัดเป็นพืชลงหัวขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 3-5 เซนติเมตร มีเหง้าสั้น และรากเป็นกระจุก หัวเปราะป่า หรือเหง้าสั้น และมีขนาดเล็ก ลักษณะของเหง้าเป็นรูปทรงกลม สีน้ำตาล ที่ผิวมีรอยข้อปล้องอย่างชัดเจน ออกรากจากเหง้าหลักเป็นเส้นกลมยาว เหง้ามีกลิ่นหอม รสร้อนเผ็ดและขมจัด สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ต้นเปราะป่ามักขึ้นตามพื้นดิน หรือเกาะอยู่ตามโขดหิน โดยเกิดตามที่ลุ่มชื้นแฉะในป่าเบญจพรรณทั่ว ๆ ไป[1],[2]

ต้นเปราะป่า

  • ใบเปราะป่า มีใบเป็นใบเดี่ยว ใบอ่อนจะม้วนเป็นกระบอกตั้งขึ้น เมื่อแก่จะแผ่ราบบนหน้าดิน ใบไม่มีก้านใบ ในหนึ่งต้นจะใบเพียง 2 ใบ ใบมีสีเขียวเข้ม ขอบใบมีสีม่วงแดง ลักษณะของใบเป็นรูปทรงกลมหรือเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม หลังใบเรียบ ด้านล่างมีขน มีขนาดความกว้างประมาณ 8-14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-11.5 เซนติเมตร มีกาบใบยาวประมาณ 5 เซนติเมตร กาบใบที่ไม่มีใบจะยาวประมาณ 3 เซนติเมตร มีลิ้นใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร[1]

ใบเปราะป่า

ใบอ่อนเปราะป่า

  • ดอกเปราะป่า ช่อดอกแทงออกมาจากตรงกลางระหว่างกาบใบทั้งสอง มีกลีบดอกเป็นหลอดยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นกลีบรูปแถบ กลีบหลังยาว และมีขนาดกว้างกว่ากลีบข้าง โดยกลีบหลังจะมีความยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ส่วนกลีบข้างจะกว้างประมาณ 0.3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.4 เซนติเมตร ดอกเปราะป่ามีสีขาว กลีบดอกมีลักษณะบอบบาง มีดอกย่อยประมาณ 6-8 ดอก มีใบประดับสีขาวอมสีเขียว ลักษณะเป็นรูปใบหอก กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.2 เซนติเมตร โดยเกสรตัวผู้ที่เป็นหมันจะมีสีขาว ลักษณะเป็นรูปไข่กลับแกมรูปลิ่ม มีความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ที่กลีบปากมีสีม่วง มีแถบสีขาวอยู่ระหว่างเส้นกลางกลีบกับขอบกลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลีบแกมรูปลิ่ม กว้างประมาณ 1.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.2 เซนติเมตร มีปลายหยักและลึกมาก เกสตัวผู้นั้นเกือบไม่มีก้าน หรืออาจมีก้านยาวเพียง 1 มิลลิเมตร ส่วนอับเรณูจะยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร มีรังไข่ขนาดกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร มีกลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดยาว ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร และส่วนปลายแยกเป็น 2 แฉก[1]

ดอกเปราะป่า

  • ผลเปราะเป่า ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ มีสีขาว แตกเป็น 3 พู ภายในผลมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีน้ำตาล[1]

สรรพคุณของเปราะป่า

  1. หัวหรือเหง้าใต้ดิน ใช้ผสมกับตัวยาอื่น เพื่อเข้าตำรับยา ใช้เป็นอายุวัฒนะ (หัว)[1],[2]
  2. ใช้เป็นยาแก้ไข้ (หัว)[1],[2]
  3. ช่วยแก้หวัด โดยใช้หัวตำผสมกับหัวหอม ใช้สุมกระหม่อมเด็กจะช่วยบรรเทาอาการได้ (หัว)[1],[2],[6]
  4. ช่วยแก้อาการไอ (หัว)[5]
  5. ช่วยแก้กำเดา โดยใช้หัวตำผสมกับหัวหอม ใช้สุมกระหม่อมเด็ก (หัว)[1],[2]
  6. ดอกเปราะป่า สรรพคุณช่วยแก้อาการอักเสบตาแฉะ (ดอก)[5]
  7. ใช้รักษาเด็กที่ชอบนอนผวาตาเหลือกช้อนดูหลังคา (ดอก)[6]
  8. น้ำคั้นจากใบและเหง้านำมาใช้ป้ายคอ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ (หัว,ใบ)[3]
  9. หัวมีสรรพคุณเป็นยาแก้เสมหะ (หัว)[5]
  10. ช่วยขับลมในลำไส้ (หัว)[1],[2],[6]
  11. ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ (ต้น)[5]
  12. ใช้เป็นยาขับโลหิตที่เน่าเสียของสตรี (ต้น)[6]
  13. ใช้เป็นยากระทุ้งพิษต่าง ๆ (หัว)[4]
  14. ช่วยแก้ลมพิษ ผดผื่นคัน (หัว)[5] ช่วยรักษาเลือดที่เจือด้วยลมพิษ (หัว)[6]
  15. ใบเปราะป่า สรรพคุณช่วยแก้เกลื้อนช้าง (ใบ)[5]
  16. หัวหรือเหง้าใต้ดิน นำมาตำพอกแก้อาการอักเสบ อันเนื่องมาจากถูกแมลงสัตว์กัดต่อย (หัว)[1],[2]
  17. หัวมีกลิ่นหอม ให้รสร้อนและขมจัด ใช้สำหรับทำเป็นลูกประคบ เพื่อช่วยแก้อาการฟกช้ำได้ (หัว)[1],[2]
  18. หัวใช้ผสมกับใบหนาดใหญ่ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อัมพาต (หัว)[1],[2]
advertisement M11

ประโยชน์ของเปราะป่า

  1. ประโยชน์เปราะป่า เปราะป่าสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องเทศและเป็นเครื่องยาสมุนไพร[3]
  2. ใบอ่อนสดที่ม้วนอยู่ใช้รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกได้[3],[5] หรือนำมาใช้ทำเป็นผักเครื่องเคียงกับขนมจีนหรือข้าวยำ ให้รสชาติร้อนซ่าเล็กน้อย[6]
  3. ปัจจุบันพบว่ามีการนิยมปลูกทั่วไปตามบริเวณบ้าน โดยปลูกการนำมาปลูกในกะละมัง[5],[6]

หัวเปราะป่า

References
  1. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “เปราะป่า“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com.  [18 พ.ย. 2013].
  2. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “เปราะป่า“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaicrudedrug.com.  [18 พ.ย. 2013].
  3. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “Kaempferia marginata Carey“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th.  [18 พ.ย. 2013].
  4. โปงลางดอทคอม.  “ว่านเปราะป่า“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.pongrang.com.  [18 พ.ย. 2013].
  5. ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร.  “ผักพื้นบ้าน เปราะป่า“.  อ้างอิงใน: หนังสือผักพื้นบ้านภาคใต้ (สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: 203.172.205.25/ftp/intranet/Research_AntioxidativeThaiVegetable/.  [18 พ.ย. 2013].
  6. บล็อกโอเคเนชั่น.  “เปราะ ผักพื้นบ้าน เมนูสุขภาพ“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.oknation.net.  [18 พ.ย. 2013].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.