• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

17 สรรพคุณและประโยชน์ของเกรปฟรุต ! (Grapefruit)

POSTED: เวลา 10:49 น. 29 กรกฎาคม 2013, UPDATED: 10 พฤศจิกายน 2016
เกรปฟรุต

advertisement M10

เกรปฟรุต

เกรปฟรุต ภาษาอังกฤษ Grapefruit (ตรงตัว) สามารถสะกดได้หลายแบบ เช่น เกรฟฟรุต หรือ เกรพฟรุต หรือ เกรปฟรุ๊ต เป็นต้น เป็นผลไม้กึ่งเขตร้อนที่จัดอยู่ในสกุลส้ม (Citrus) เป็นผลไม้ที่มีรสหวานอมเปรี้ยวถึงเปรี้ยวจัด มีรสฝาดปนนิด ๆ

ลักษณะของเกรปฟรุต

  • ต้นเกรปฟรุต เป็นไม้ผลยืนต้น สูงโดยเฉลี่ยประมาณ 5-6 เมตร และสามารถสูงได้ถึง 13-15 เมตร ลักษณะของใบเกรปฟรุตเป็นใบสีเขียวเข้ม รูปร่างยาวและเรียว ส่วนดอกเป็นสีขาว มี 4 กลีบ ลักษณะของผลเกรปฟรุต ภายนอกผลเปลือกสีเหลือง รูปกลมแป้น ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-15 เซนติเมตร เนื้อด้านในแบ่งเป็นกลีบออกสีเหลือง

ต้นเกรปฟรุต

ประโยชน์ของเกรปฟรุต

  1. การดื่มน้ำเกรปฟรุตจะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย แถมยังช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้า เมื่อยล้าได้อีกด้วย
  2. ผลไม้เกรปฟรุต สามารถช่วยแก้อาการนอนไม่หลับและส่งเสริมการนอนหลับให้ดีขึ้นได้
  3. ช่วยบำรุงผิวพรรณ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส
  4. กลิ่นของเกรปฟรุตสามารถช่วยลดความอยากอาหารลงได้
  5. ช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะเกรปฟรุตมีเอนไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญไขมันได้ ลองหันมารับประทานหรือดื่มน้ำเกรปฟรุตทุกวันดู แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลง !
  6. สารต่อต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตมีประสิทธิภาพในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
  7. หากคุณเป็นไข้ การได้ดื่มน้ำเกรปฟรุตก็จะช่วยทำให้ไข้หวัดหายเร็วมากยิ่งขึ้น
  8. มีส่วนช่วยป้องกันและรักษาโรคไข้หวัดใหญ่และมาลาเรีย
  9. เกรปฟรุตมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด
  10. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานก็รับประทานเกรปฟรุตได้อย่างปลอดภัย และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายอีกด้วย
  11. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้ และมะเร็งปอด
  12. สรรพคุณของเกรปฟรุตช่วยในการย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ป้องกันอาการท้องผูก
  13. ช่วยป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบ
  14. การดื่มน้ำเกรปฟรุตเป็นประจำจะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วในไตได้เป็นอย่างดี
  15. ในทางการแพทย์พบว่า เมื่อใช้เกรปฟรุตร่วมกับยารักษาโรคมะเร็ง จะสามารถช่วยลดการใช้ตัวยาบางชนิดลงได้ จึงช่วยประหยัดค่ารักษาได้อีกทางหนึ่ง
  16. ช่วยทำให้กลิ่นเท้าหอม ด้วยการผสมเนื้อเกรปฟรุต 1 ช้อนโต๊ะ / เกลือทะเลครึ่งถ้วยเข้ากับขิงสด 1 ช้อนโต๊ะ / น้ำมันงาหรือน้ำมันอัลมอนด์ 1 ถ้วย แล้วนำมาขัดเท้า ถ้าเหลือก็สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานประมาณ 3 สัปดาห์
  17. มีการนำผลไม้ชนิดนี้ไปใช้ในการผลิตเครื่องสำอางประเภทต่าง ๆ หรือทำน้ำมันหอมระเหย
advertisement M11

คุณค่าทางโภชนาการของเกรปฟรุต (ผลดิบ เฉพาะเนื้อในสีขาว) ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 33 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 8.41 กรัม
  • น้ำตาล 7.31 กรัม
  • เส้นใย 1.1 กรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัมน้ำเกรปฟรุต
  • โปรตีน 0.69 กรัม
  • น้ำ 90.48 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.037 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 2 0.020 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 3 0.269 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 5 0.283 มิลลิกรัม 6%
  • วิตามินบี 6 0.043 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 9 10 ไมโครกรัม 3%
  • โคลีน 7.7 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินซี 33.3 มิลลิกรัม 40%
  • วิตามินอี 0.13 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุแคลเซียม 12 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุเหล็ก 0.06 มิลลิกรัม 0%
  • ธาตุแมกนีเซียม 9 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.013 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุโพแทสเซียม 148 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุสังกะสี 0.07 มิลลิกรัม 1%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

เกรพฟรุตเกรปฟรุ๊ต
คำเตือน : การรับประทานหรือดื่มน้ำเกรปฟรุตร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยารักษามะเร็ง ยาลดระดับคอเลสเตอรอล ยาลดความดันเลือด ยาที่ใช้เพื่อกดระบบภูมิต้านทาน เป็นต้น (สถาบันวิจัยสุขภาพลอว์สันจากมหาวิทยาลัยเวสต์เทิร์น ออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ระบุว่ายาที่มีผลข้างเคียงต่อเกรปฟรุต มีตัวยามากกว่า 43 ชนิด) อาจส่งผลให้เกิดอาการ Overdose หรือปริมาณยาที่มากเกินไปได้

เนื่องจากน้ำผลไม้ดังกล่าวมีฤทธิ์ทำให้ตัวยาที่รับประทานเข้าไปไม่แตกตัวในลำไส้และตับ ซึ่งหมายความว่าจะมีปริมาณยาจำนวนมากที่ไม่ถูกดูดซึมผ่านระบบการย่อยอาหาร ซึ่งมันจะสะสมในเลือดเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว (ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ เหมือนเรารับประทานยา 1 เม็ด แต่จะส่งผลทำให้มีอาการคล้ายกับรับประทานยา 5 ถึง 10 เม็ด ซึ่งแน่นอนว่ามันอันตรายมาก) ดังนั้นหากคุณกำลังรับประทานอะไรอยู่ก็ตามก่อนการรับประทานเกรปฟรุต คุณควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน

แหล่งอ้างอิง : www.whfoods.com, www.organicfacts.net, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.