• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

หูปลาช่อน สรรพคุณและประโยชน์ของต้นหูปลาช่อน 22 ข้อ !

POSTED: เวลา 12:27 น. 19 กรกฎาคม 2014, UPDATED: 15 สิงหาคม 2016
หูปลาช่อน

advertisement M10

หูปลาช่อน

หูปลาช่อน ชื่อสามัญ Cupid’s shaving brush, Emilia, Sow thistle,

หูปลาช่อน ชื่อวิทยาศาสตร์ Emilia sonchifolia (L.) DC. ex DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cacalia sonchifolia Hort ex L.) จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)[1],[3]

สมุนไพรหูปลาช่อน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักบั้ง (ลำปาง), ผักแดง (เลย), หางปลาช่อน (เพชรบุรี, ภาคกลาง) เอี่ยโต่ยเช่า เฮียะแอ่อั้ง (จีนแต้จิ๋ว), หยางถีฉ่าว หยางถีเฉ่า เยวียะเสี้ยหง อีเตี่ยนหง (จีนกลาง) เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะของหูปลาช่อน

  • ต้นหูปลาช่อน จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า มีลำต้นตั้งตรง มีมีสีเขียวแกมม่วง ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 10-50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านที่โคนต้น ลำต้นปกคลุมไปด้วยขนนุ่มทั่วไป ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เป็นพรรณไม้วัชพืชที่มักขึ้นตามที่ชื้น ทุ่งหญ้าโล่ง หรือขึ้นปะปนกับวัชพืชทั่วไป พบได้ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย และจัดเป็นวัชพืชที่มีการกระจายพันธุ์ได้รวดเร็ว[1],[2]

ต้นหูปลาช่อน

หญ้าหูปลาช่อน

  • ใบหูปลาช่อน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบมีลักษณะห่อหุ้มลำต้นอยู่ ปลายใบแหลมเรียว โคนใบกว้างเป็นรูปไข่ ส่วนขอบใบโค้งหยักเล็กน้อยหรือหยักเว้า มีขนาดยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีม่วงแดง ใบที่โคนต้นจะมีขนาดใหญ่กว่าใบที่อยู่บนยอด ใบบนเป็นรูปหอกโคนเว้าขอบจักแคบ ไม่มีก้านใบ[1],[2]

ใบหูปลาช่อน

  • ดอกหูปลาช่อน ออกดอกเป็นช่อ โดยจะออกตามบริเวณกลางลำต้นหรือยอดต้น ก้านช่อดอกยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร และก้านดอกมักแบ่งออกเป็น 2 แขนง (ช่อหนึ่งจะแยกออกเป็น 2 แขนง) มีดอกย่อยประมาณ 20-45 ดอก ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ลักษณะของดอกเป็นดอกขนาดเล็ก ยาวประมาณ 12-14 มิลลิเมตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอก กลีบดอกส่วนโคนจะเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ ดอกเป็นสีแดงม่วงมี 5 แฉก มีเกสรเพศผู้ 5 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน[1],[2]

ดอกหูปลาช่อน

  • ผลหูปลาช่อน ผลเป็นผลเดี่ยว ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกระบอกยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร เปลือกผลแข็งมีจรสีขาวปกคลุมที่เส้นสันผิวเปลือก ผลแห้งจะไม่แตกหรืออ้าออก เมล็ดล่อน สีน้ำตาล และมีขน[1],[2]

ผลหูปลาช่อน

สรรพคุณของหูปลาช่อน

  1. ทั้งต้นมีรสขมฝาด เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดตับและลำไส้เล็ก ใช้เป็นยารักษาระบบทางเดินหายใจติดเชื้อ (ทั้งต้น)[2]
  2. รากใช้เป็นยาแก้โรคตานซางขโมยในเด็ก ด้วยการใช้รากสดประมาณ 10 กรัม นำมานึ่งกับเนื้อหมูแดงให้เด็กกิน (ราก)[1]
  3. ทั้งต้นใช้เป็นยาขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ เป็นยาแก้ไข้ ทำให้เลือดเย็น ช่วยขับน้ำชื้นในร่างกาย (ทั้งต้น)[2]
  4. ช่วยแก้หืดไอ (ทั้งต้น)[6]
  5. ช่วยแก้เลือดกำเดา อาเจียนเป็นเลือด (ทั้งต้น)[2]
  6. ช่วยแก้ตาเจ็บตาแดง (ทั้งต้น)[2] น้ำคั้นจากใบใช้หยอดแก้เจ็บตา (ใบ)[4]
  7. ลำต้นนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้เจ็บคอ คอตีบ คออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ด้วยการต้นสดใช้ 30-90 กรัม ส่วนแห้งใช้ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินวันละ 2-3 ครั้ง (ลำต้น)[1],[2]
  8. ช่วยขับเสมหะ (ทั้งต้น)[4]
  9. ใช้แก้บิดถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด แก้ท้องร่วง ด้วยการใช้ลำต้นสดประมาณ 30-90 กรัม (แห้งใช้ 15-30 กรัม) นำมาต้มเอาน้ำกิน (ลำต้น)[1],[2]
  10. รากมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องเสีย (ราก)[6]
  11. ช่วยขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)[2]
  12. ช่วยรักษาโรคเริม ด้วยการใช้ต้นสดนำมาพอกบริเวณที่เป็น และให้เปลี่ยนยาวันละครั้ง (ต้น)[7]
  13. หากช่องคลอดอักเสบหรือคัน ให้ใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำสะอาดแล้วใช้ชะล้าง (ทั้งต้น)[7]
  14. ช่วยลดและแกอาการบวมน้ำ (ลำต้น,ทั้งต้น)[1],[2]
  15. ช่วยรักษาฝีในลำไส้ (ทั้งต้น)[2]
  16. ช่วยแก้ฝีฝักบัว ด้วยการใช้ลำต้นสดนำมาต้มกับน้ำกิน (ต้นสดใช้ 30-90 กรัม ส่วนแห้งใช้ 15-30 กรัม) (ลำต้น,ทั้งต้น)[1],[2]
  17. ใช้แก้ผดผื่นคัน ฝีต่าง ๆ ด้วยการใช้ลำต้นสดนำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็น (ลำต้น)[1]
  18. ใบนำมาขยี้ทารักษาหูด (ใบ)[4]
  19. ทั้งต้นใช้ภายนอกเป็นยาห้ามเลือด และสมานแผล (ใบและดอก,ทั้งต้น)[2],[4],[6]
  20. ทั้งต้นใช้ตำพอกแก้ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (ทั้งต้น)[6]
  21. รากมีรสเฝื่อนเย็น นำมาตำคั้นผสมกับน้ำตาลเมาใช้ดื่มแก้อาการปวดหลัง ปวดเอว (ราก)[6]

หมายเหตุ : การใช้ตาม [1],[2] ถ้าเป็นต้นสดให้ใช้ครั้งละ 30-60 กรัม ถ้าเป็นยาแห้งให้ใช้ครั้งละ 15-30 กรัม ถ้านำมาใช้ภายนอกให้กะปริมาณเอาตามสมควร ใช้ตำพอกแผลหรือต้มเอาน้ำล้างแผล[2]

ข้อควรระวัง : สตรีมีครรภ์ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้[2] สมุนไพรชนิดนี้เป็นพิษต่อตับ โดยสารที่เป็นพิษคือสาร Pyrrolizidine alkaloid หากได้รับในครั้งแรกจะทำให้อาเจียน หลังจากนั้นประมาณ 8-10 ชั่วโมง จะมีอาการชักกระตุกควบคู่ไปกับมีอาการเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง และหมดสติ ส่วนวิธีการแก้พิษเบื้องต้น ให้ทำให้อาเจียน โดยการรับประทาน Syrup of ipecac ในผู้ใหญ่ให้ใช้ 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1-12 ให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ[3]

advertisement M11

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของหูปลาช่อน

  • สารสำคัญที่พบ ได้แก่ สารจำพวก Alkaloid และ Phenols[2]
  • จากการรักษาปู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจจำนวน 50 ราย และผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่เป็นเด็กอีก 25 ราย ด้วยการใช้ลำต้นของหูปลาช่อนแห้งประมาณ 1 กรัม นำมาทำเป็นยาฉีด ฉีดข้ากล้ามเนื้อติดต่อกันประมาณ 2-3 วัน พบว่าจากการรักษาได้ผลดีที่เป็นที่น่าพอใจ และทำให้อาการไข้ลดลง อาการหอบ อาการไอก็หายไปด้วย[1],[2]
  • รากที่ต้มของหูปลาช่อน พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Btaphylo coccus ได้[2]
  • จากการศึกษาฤทธิ์ระงับอาการปวดของต้นหูปลาช่อน โดยป้อนสารสกัดไฮโดรเอทาโนลิคจากส่วนของลำต้นส่วนที่อยู่เหนือดินให้แก่หนูเมาส์ในขนาด 30, 100 และ 300 มก./กก. 1 ชั่วโมง ก่อนนำหนูไปกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บปวดด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อสังเกตพฤติกรรมการตอบสนองของหนูต่อสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด และเปรียบเทียบผลที่ได้กับหนูที่ถูกป้อนด้วยยาระงับอาการปวดชนิดอื่น ๆ และหนูที่ไม่ได้รับยาชนิดใด ๆ เลย ผลการทดลองพบว่าสารสกัดไฮโดรเอทาโนลิคจากต้นหูปลาช่อนในขนาด 100 และ 300 มก./กก. มีผลระงับอาการเจ็บปวดของหนูได้ในทุกรูปแบบของการทดลอง และยังให้ผลดีกว่าการใช้มอร์ฟีน จึงแสดงให้เห็นว่าสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ในการยับยั้งอาการเจ็บปวดได้[5]

ประโยชน์ของหูปลาช่อน

  • ยอดอ่อนและใบอ่อน ใช้รับประทานเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริกหรือลาบได้[6]

ผักหูปลาช่อน

References
  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “หูปลาช่อน“.  หน้า 827-829.
  2. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “หูปลาช่อน“.  หน้า 620.
  3. ระบบวินิจฉัยและการรักษาอาการอันเนื่องจากพืชพิษในประเทศไทย, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “หูปลาช่อน”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.medplant.mahidol.ac.th/tpex/.  [18 ก.ค. 2014].
  4. อุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เครือข่ายกาญจนาภิเษก.  “หูปลาช่อน“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.kanchanapisek.or.th.  [18 ก.ค. 2014].
  5. หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “ฤทธิ์ระงับปวดของสารสกัดจากต้นหูปลาช่อน (Emilia sonchifolia)”.  เข้าถึงได้จาก: www.medplant.mahidol.ac.th.  [18 ก.ค. 2014].
  6. ศูนย์รวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน).  “หางปลาช่อน”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaibiodiversity.org.  [18 ก.ค. 2014].
  7. ไทยเกษตรศาสตร์.  “สมุนไพรหูปลาช่อน”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaikasetsart.com.  [18 ก.ค. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by AFI 11, Nelindah, Tang C., Russell Cumming, Ahmad Fuad Morad, Harry Rose)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.