• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

สับปะรด สรรพคุณและประโยชน์ของสับปะรด 32 ข้อ !

POSTED: เวลา 12:22 น. 05 กรกฎาคม 2013, UPDATED: 16 ตุลาคม 2016
สับปะรด

advertisement M10

สับปะรด

สับปะรด ชื่อสามัญ Pineapple (ถ้าเป็นพายสับปะรดจะใช้คำว่า Pineapple Pie)

สับปะรด ชื่อวิทยาศาสตร์ Ananas comosus (L.) Merr. จัดอยู่ในวงศ์สับปะรด (BROMELIACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย BROMELIOIDEAE

สับปะรด มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะนัด มะขะนัด บ่อนัด (ภาคเหนือ), บักนัด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ย่านัด ขนุนทอง (ภาคใต้) เป็นต้น

สับปะรด มีต้นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี และจัดว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจของบ้านเราด้วย แหล่งปลูกที่สำคัญ ๆ มักจะอยู่ใกล้ ๆ ทะเล เช่น ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี หรืออุตรดิตถ์ ลำปาง พิษณุโลก เป็นต้น สำหรับพันธุ์ที่นิยมปลูกในบ้านเราก็มีหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์ปัตตาเวีย (สับปะรดศรีราชา ผลใหญ่ เนื้อฉ่ำ สีเหลืองอ่อน), พันธุ์อินทรชิต (หรือพันธุ์พื้นเมือง), พันธุ์ภูเก็ต (ผลเล็กเปลือกหนา เนื้อสีเหลือง หวานกรอบ), พันธุ์นางแล (พันธุ์น้ำผึ้ง เนื้อจะเข้มเหลือง รสออกหวานจัด) เป็นต้น

สับปะรดจัดเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง โดยประโยชน์ของสับปะรดนั้นมีอยู่หลากหลาย เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งได้แก่ คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุแมงกานีส ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุสังกะสี เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพเราเป็นอย่างมาก และสรรพคุณสับปะรดทางสมุนไพรนั้น ก็ช่วยรักษาอาการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายเช่นกัน เช่น โรคบิด โรคนิ่ว ช่วยบรรเทาอาการแผลเป็นหนอง ขับปัสสาวะ เป็นต้น

ประโยชน์ของสับปะรด

  1. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง
  2. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ
  3. ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและความแก่ชรา
  4. เป็นผลไม้ที่เมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสบายท้อง ไม่รู้สึกอึดอัด ดื่มน้ำสับปะรดปั่นกันดีกว่า
  5. ใช้นำมารับประทานเป็นผลไม้ หรือนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงสับปะรด เป็นต้น
  6. นำมาใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง ทำเป็นสับปะรดกวนก็ได้
  7. การแปรรูปสับปะรดอื่น ๆ เช่น การทําไวน์สับปะรด แยมสับปะรด เป็นต้น
  8. ช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งประโยชน์ของสับปะรด
  9. ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัดได้
  10. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีมากขึ้น
  11. ช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหงือก
  12. สับปะรดมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการร้อน กระสับกระส่าย หิวน้ำ
  13. ช่วยแก้อาการท้องผูก ขับถ่ายไม่สะดวก
  14. ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีน
  15. ช่วยลดเสมหะในลำคอได้
  16. ช่วยในการขับปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออก
  17. ช่วยรักษาโรคนิ่ว
  18. ช่วยรักษาโรคไตอักเสบ
  19. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  20. ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
  21. ช่วยบรรเทาอาการของโรคบิด
  22. เชื่อว่าช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคนิ้วล็อก (Trigger finger)
  23. ช่วยรักษาอาการบวมน้ำ

    สรรพคุณของสับปะรด

    พายสับปะรด Pineapple Pie

  24. ช่วยรักษาอาการแผลเป็นหนอง
  25. ช่วยแก้ปัญหาส้นเท้าแตก
  26. ช่วยลดการอักเสบจากบาดแผล
  27. เป็นยารักษาโรคผิวหนัง
  28. ใบสด นำมาใช้เป็นยาถ่ายหรือยาฆ่าพยาธิได้
  29. ผลดิบสามารถนำมาใช้ห้ามเลือดได้
  30. ผลดิบสับปะรดช่วยขับประจําเดือน
  31. ส่วนของรากสับปะรดนำมาใช้เป็นยาแก้กระษัย บำรุงไตได้
  32. หนามของสับปะรดช่วยแก้พิษฝีต่าง ๆ ได้
advertisement M11

คุณค่าทางโภชนาการของสับปะรดต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 50 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 13.12 กรัม
  • น้ำตาล 9.85 กรัม
  • เส้นใย 1.4 กรัม
  • รูปสับปะรดไขมัน 0.12 กรัม
  • โปรตีน 0.54 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.079 มิลลิกรัม 7%
  • วิตามินบี 2 0.032 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 5 0.213 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 6 0.112 มิลลิกรัม 9%
  • วิตามินบี 9 18 ไมโครกรัม 5%
  • โคลีน 5.5 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินซี 47.8 มิลลิกรัม 58%
  • ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.927 มิลลิกรัม 44%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุโพแทสเซียม 109 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
  • ธาตุสังกะสี 0.12 มิลลิกรัม 1%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

การรับประทานสับปะรดแนะนำให้ทานสด ๆ ไม่ผ่านกระบวนการประกอบอาหารหรือผ่านความร้อนเพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามิน โดยสับปะรดที่เริ่มนิ่มแล้วและมีน้ำเหนียว ๆ ไหลออกมา แสดงว่าเริ่มเน่าหรือสุกมากจนเกินไป จึงไม่ควรรับประทาน

แหล่งอ้างอิง : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, USDA Nutrient Database

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.