• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

สนุ่น สรรพคุณและประโยชน์ของต้นสนุ่น 14 ข้อ !

POSTED: เวลา 12:21 น. 22 ตุลาคม 2014, UPDATED: 01 มีนาคม 2016
สนุ่น

advertisement M10

สนุ่น

สนุ่น ชื่อสามัญ Willow, Indian willow, White willow[2],[4]

สนุ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ Salix tetrasperma Roxb. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Pleiarina tetrasperma (Roxb.) N. Chao & G.T. Gong) จัดอยู่ในวงศ์สนุ่น (SALICACEAE)[1],[3]

สมุนไพรสนุ่น มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า สนุ่นน้ำ (นครราชสีมา), ตะหนุ่น (อยุธยา), ไคร้ใหญ่ (ยะลา), คล้าย (ปัตตานี), ไคร้นุ่น สนุ่นบก ตะไคร้บก (ภาคเหนือ), ไก๋นุ่น (ภาคอีสาน), กร่ยฮอ กะดึยเดะ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ไม้ไคร้ (ไทใหญ่), ตะนุ่น, ไคร้บก, ไคร้นุ่ม เป็นต้น[1],[2],[3],[4]

ลักษณะของต้นสนุ่น

  • ต้นสนุ่น จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลัดใบระยะสั้นก่อนออกดอก มีความสูงของต้นประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นเดี่ยวตั้งตรง เนื้ออ่อน เปลือกต้นหนาเป็นสีน้ำตาลเทาหรือสีเทาเข้ม มีรอยแตกลึกตามยาว กิ่งก้านแตกเป็นพุ่มทรงกลม โปร่ง กิ่งก้านมีลักษณะชูตั้งขึ้น ปลายลู่ลงเล็กน้อย แต่จะไม่ห้อยลงเป็นกิ่งยาว ๆ ยอดอ่อนมีขนสีเงินขึ้นอยู่หนาแน่น สนุ่นมีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่อินเดีย ปากีสถาน จีนตอนใต้ เวียดนาม พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นตามที่ลุ่มชื้น ที่โล่งริมธารน้ำ แม่น้ำลำคลอง ป่าชายน้ำ ป่าผลัดใบและป่าไม่ผลัดใบ หรือภูเขาที่โล่ง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 1,900 เมตร[1],[3]

ต้นสนุ่น

  • ใบสนุ่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน เป็นรูปลิ่ม หรือเบี้ยว ส่วนขอบหยักเป็นซี่ฟันเล็ก ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ใบแก่หนาเกลี้ยงหรือมีขนหนาแน่น หลังใบเป็นสีเขียวแก่ ส่วนท้องใบเป็นสีขาวนวล เส้นใบข้างมีประมาณ 12-24 คู่ มีก้านใบสีแดงลักษณะเรียวเล็ก ยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร ส่วนหูใบยาวได้ถึง 4 มิลลิเมตร อาจมองเห็นได้ไม่ชัดเจนหรือไม่มี[1],[2],[3]

ใบสนุ่น

  • ดอกสนุ่น ออกดอกเป็นช่อเล็ก ๆ โดยจะออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่งข้างสั้น ๆ ช่อดอกห้อยลงแบบหางกระรอก ทรงกระบอก ปลายช่อมีใบอ่อน ช่อมีขนาดยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร ดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ดอกเป็นแบบแยกเพศและอยู่คนละต้น ดอกย่อยไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีก้านดอกเรียวเล็ก มีกาบรองดอกเป็นรูปไข่ ดอกเพศผู้มีเกสรประมาณ 4-10 อัน ยาวประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ส่วนดอกเพศเมียมีต่อมน้ำหวานที่ฐาน 1 ต่อม ก้านเกสรสั้น ปลายแยกเป็น 2 พู รังไข่มีขนขึ้นหนาแน่น และมีก้านชูชัดเจน เกสรแตกกระจายรอบแกนดอก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม[1],[3]

ดอกสนุ่น

รูปดอกสนุ่น

  • ผลสนุ่น ผลเป็นแห้งและแตกได้ ขนาดประมาณ 0.4 เซนติเมตร ผลเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีออกเทา แตกได้เป็น 2 พู ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กประมาณ 4-6 เมล็ด ปลายด้านหนึ่งมีแผงขนสีขาวเป็นปุย สามารถปลิวไปตามลมเพื่อกระจายพันธุ์ได้ โดยจะติดผลในช่วงประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์[1],[3]

ไคร้นุ่น

ผลสนุ่น

สรรพคุณของสนุ่น

  1. รากมีรสขมเย็น ใช้ต้มดื่มเป็นยาช่วยทำให้เจริญอาหาร (ราก)[3]
  2. เปลือกต้นสนุ่นมีรสเมาเย็น มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ ช่วยทำให้หัวใจเต้นแรง ชูเส้นชีพจร (เปลือกต้น)[1],[2],[3]
  3. เปลือกต้นนำมาต้มเอาน้ำอาบและรดศีรษะเด็ก ช่วยดับร้อน แก้เด็กตัวร้อน แก้ไข้ แก้หวัดคัดจมูก (เปลือกต้น)[1],[2],[3]
  4. ตำรายาไทยจะใช้เปลือกต้นสนุ่นเป็นยาแก้ไข้ แก้ตัวร้อน (เปลือกต้น)[1],[2],[3]
  5. เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคเบาหวาน (เปลือกต้น)[4]
  6. ใช้รักษาโรคริดสีดวงจมูก (เปลือกต้น)[1],[3]
  7. รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาดับพิษร้อนทั้งปวง (ราก)[1],[3]
  8. รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ตับพิการ (ราก)[1],[3]
  9. ใบสนุ่นมีรสจืดเย็นเมา น้ำคั้นจากใบสด นำมาทา พอก หรือพ่น แก้พิษงูสวัด แก้เริม แก้แผลเปื่อย (ใบ)[1],[2],[3]
advertisement M11

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของสนุ่น

  • เปลือกต้นพบสารไกลโคไซด์ salicin มีฤทธิ์ลดไข้ แก้ปวด เช่นเดียวกับแอสไพริน (aspirin)[2],[3]

เปลือกต้นสนุ่น

ประโยชน์ของสนุ่น

  1. ดอกอ่อนของสนุ่นเรียก Ooyum สามารถนำมารับประทานได้[5]
  2. รากใช้ต้มกับน้ำดื่ม จะช่วยทำให้รู้รสอาหาร[1],[3]
  3. ยอดอ่อนใช้ใส่ในแกง จะช่วยแก้เมาพิษจากปลา เช่น ปลามุง ปลาสะแงะ เป็นต้น[4],[5]
  4. เนื้อไม้เบา สามารถนำมาใช้ทำฟืนได้[5]
  5. ต้นนิยมนำมาปลูกไว้ริมน้ำเพื่อยึดตลิ่งไม่ให้พังทลายได้ง่าย[4],[5]
References
  1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ).  “สนุ่น”.  หน้า 140.
  2. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “สนุ่น Willow”.  หน้า 182.
  3. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “สนุ่น”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com.  [21 ต.ค. 2014].
  4. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “สนุ่น, ไคร้นุ่น”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th.  [21 ต.ค. 2014].
  5. หนังสือต้นไม้เมืองเหนือ : คู่มือศึกษาพรรณไม้ยืนต้นในป่าภาคเหนือ ประเทศไทย.  (ไซมอน การ์ดเนอร์, พินดา สิทธิสุนทร, วิไลวรรณ อนุสารสุนทร).  “สนุ่น”.

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Dinesh Valke, Tony Rodd, Prashant Awale), www..phargarden.com (by Sudarat Homhual), www.pharmacy.mahidol.ac.th, indiantreepix.blogspot.com, botany.csdl.tamu.edu

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.