• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

12 วิธีแก้ขาหนีบดำ ! ขาหนีบดําทําไงดี ??

POSTED: เวลา 4:36 น. 17 กุมภาพันธ์ 2015, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
ขาหนีบดำ

advertisement M28

ขาหนีบดำ

ปัญหาขาหนีบดำหรือง่ามขาดำแม้ว่าจะดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในที่ลับก็ตาม แต่ใครเลยจะรู้ว่าหากความดำมาเยือนขาหนีบแล้ว มันก็ทำให้สูญเสียความมั่นใจได้มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับสาวสุดเปรี้ยวที่ชอบนุ่งบิกินี่ตัวจิ๋วหรือใส่ชุดว่ายน้ำก็มักจะเกิดอาการหวั่น ๆ ทำให้บางคนถึงกับไม่กล้าจะสวมใส่มันอีกเลยทีเดียว วันนี้เรามาดูวิธีแก้ปัญหาขาหนีบดำและคืนความขาวใสให้กับขาหนีบกันดีกว่า ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

วิธีแก้ขาหนีบดํา

  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ขาหนีบดำ แน่นอนว่าถ้าไม่รู้ป้องกัน รักษาไปยังไงมันก็ไม่หาย โดยปกติแล้วเม็ดสีผิวบริเวณขาหนีบจะเกิดการเสียดสีได้ง่ายอยู่แล้ว จนทำให้เกิดรอยดำเป็นปื้น ๆ มากกว่าบริเวณอื่น โดยเฉพาะกับคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ๆ ก็ควรจะเริ่มหันมาลดน้ำหนักอย่างจริงจัง โดยให้เน้นท่าออกกำลังกายกระชับต้นขาเพื่อช่วยลดการเสียดสี หรือใครที่ชอบสวมใส่กางเกงในหรือกางเกงยีนส์แบบรัด ๆ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มการเสียดสีเข้าไปใหญ่ เพราะผ้าค่อนข้างหนา ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เป็นดี เพื่อป้องกันไม่ให้ขาหนีบดำถาวรและแก้ยากมากยิ่งขึ้น
  2. ไม่ควรใส่กางเกงในตอนนอน แต่หากจำเป็นต้องใส่ก็ให้เลือกใส่กางเกงในที่ไม่มีตะเข็ม ใส่แล้วไม่รัดติ้ว และไม่ใส่จนรัดเกินไป
  3. อะไรที่เลี่ยงได้เราก็ควรเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ เราอาจจะต้องหาอะไรมารองกันกระแทกบริเวณที่เสียดสีนั้น เช่น เวลานั่งควรจะเอาเบาะนุ่ม ๆ มารองก้นเพื่อลดการสัมผัส
  4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี โดยวิตามินอีสามารถพบได้มากในอาหารจำพวก นม ถั่ว ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา ผัก ฯลฯ ส่วนวิตามินซีจะพบได้มากในผักและผลไม้ วิตามินทั้งสองชนิดนี้มีบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่อผิว ทำให้ผิวแข็งแรงและลดการอักเสบได้
  5. ขัดผิวซะบ้าง ให้ใช้ฟองน้ำหรือใยบวมขัดเบา ๆ บริเวณขาหนีบในขณะอาบน้ำ อาจขัดไปพร้อม ๆ กับตอนถูสบู่เลยก็ได้ โดยให้ทำอาทิตย์ละครั้งละสองครั้งพอ รอยดำบนขาหนีบของคุณจะค่อย ๆ จางลงอย่างแน่นอน แต่ขอย้ำนะครับว่าควรขัดถูแบบเบา ๆ เพราะถ้ายิ่งลงแรงขัดมากเท่าไหร่ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบบวมแดงมากขึ้นเท่านั้น พอแดงมาก ๆ ความดำจากการเสียดสีก็จะมาเยือน และเยอะขึ้นกว่าเดิมด้วย
  6. สครับผิวสูตรธรรมชาติ การขัดบำรุงผิวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วบริเวณขาหนีบออกไป จึงช่วยคืนความขาวกระจ่างใสขึ้นมาได้ โดยคุณอาจเน้นเป็นสครับสูตรธรรมชาติ ดังต่อไปนี้ (ให้ทำเพียงอาทิตย์ละประมาณ 2-3 ครั้ง)
    • สูตรมะขามเปียกผสมน้ำผึ้ง นำมาทาถูทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออก
    • สูตรมะนาว ใช้เปลือกมะนาวนำมาทาถูทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออก
    • สูตรขมิ้นผง มะขามเปียก และนมสด นำมาผสมพอให้ข้นแล้วนำไปขัดวนบริเวณขาหนีบทั้งสองข้างเบา ๆ
    • สูตรน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาวครึ่งลูก และน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมให้เข้ากันใช้สครับวนเป็นวงกลมจนน้ำตาลละลายทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก
    • สูตรสครับน้ำผึ้งเปลือกส้ม เพียงแค่คุณนำมีดมากรัดเปลือกส้มเบา ๆ ให้มีรอยเปิด แล้วนำมาขยี้และบีบกับน้ำผึ้ง ใช้ขัดผิวเบา ๆ
    • สูตรน้ำมันอัลมอนด์ 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, นมจืด 2/3 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาวครึ่งลูก และเมล็ดอัลมอนด์บด นำมาผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาทาบริเวณขาหนีบทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นก็ค่อย ๆ สครับออกกับน้ำสะอาด
    • สูตรโยเกิร์ตผสมกับเบคกิ้งโซดา แล้วนำมาขัดเบา ๆ (สูตรนี้หลายคนบอกว่าได้ผลนะ)
    • สูตรสารส้มผสมกับมะขามเปียก
    • สูตรผงวิเศษนิยมขัดกับมะนาว
  7. บำรุงด้วยน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันคาโมมายล์ หรือน้ำมันดอกลาเวนเดอร์ ก็สามารถนำมาใช้ทาเพื่อช่วยลดเลือนรอยด่างดำ ลดปัญหาผิวหยาบกร้าน และทำให้ผิวเนียนนุ่มได้ เพียงแค่นำมาทาบริเวณขาหนีบเป็นประจำทุกวันก็จะช่วยทำให้ขาหนีบของคุณขาวขึ้นได้ แถมยังเป็นการบำรุงผิวไปในตัวอีกด้วย ส่วนระยะเวลาอาจจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและสีผิวด้วย
    advertisement M29
  8. ทาครีมลดรอยดำและเพิ่มความชุ่มชื้น อีกวิธีรักษาขาหนีบดํา คุณอาจเลือกใช้ครีมบำรุงผิวเฉพาะจุดสำหรับทาขาหนีบก็ได้ อย่างครีมทาขาหนีบดํา หรืออาจจะเป็นครีมที่มีส่วนผสมจากไวท์เทนนิ่งและวิตามินอี โดยให้นำมาทาเป็นประจำทุกครั้งหลังอาบน้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความหมองคล้ำบริเวณขาหนีบได้ ส่วนยี่ห้อที่แนะนำจากเท่าที่อ่าน ๆ มาก็จะมี ครีมหน้าขาวของหมอจุฬา ครีมกวนอิม สมูทอี
  9. เลเซอร์ลดรอยดำ ในกรณีที่มีรอยดำคล้ำมากอาจต้องรักษาโดยใช้เลเซอร์เพื่อลบรอยดำ เพื่อยับยั้งการสร้างเม็ดสี ซึ่งการยิงเลเซอร์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ๆ เช่น สีผิว เพราะคนผิวคล้ำจะเห็นผลได้ไม่ดีเท่าคนผิวขาว หรือใช้พวกไอพีแอล (IPL) เหมือนตอนเราใช้แก้ปัญหารอยดำของสิวบนใบหน้า หรือทำไอออนโตโฟเรซิส (lontophoresis) ซึ่เหล่านี้ก็สามารถนำมาใช้กับผิวบริเวณก้นและขาหนีบได้เช่นกัน
  10. รักษาด้วยยากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สำหรับใครที่รักษาด้วยยาทากรณีขัดก็แล้วบำรุงก็แล้วแต่ยังไม่เกิดผล ก็ต้องมาดูสภาพผิวกันก่อนว่า ดำหนามากไหม? และหมอจะให้ยาไปทาตามสภาพ ถ้าดำอย่างเดียวก็อาจจะให้ยาที่ลดการทำงานของเม็ดสี หรือถ้ามันมีอาการหนาตัวก็อาจจะใช้ยาที่ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวเล็กน้อย แต่ก็ต้องระวังกันหน่อยนะ เพราะผิวบริเวณนี้จะบางมาก หากจะไปซื้อยามาทาเองคุณควรถามเภสัชให้ดีก่อน
  11. ขาหนีบดำระหว่างตั้งครรภ์ เกิดจากฮอร์โมนในระหว่างการตั้งครรภ์เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ผิวของคุณแม่บางรายเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ มีรอยดำคล้ำหรือมีสีเข้มขึ้นตามต้นคอ ข้อหับ รักแร้ ขาหนีบ และหัวนม ซึ่งรอยดำคล้ำต่าง ๆ นั้น ปกติแล้วจะหายไปเองภายหลังการคลอดบุตร ดังนั้นคุณแม่จึงไม่ต้องกังวลใจ ไม่ต้องไปทำการขัดถูหรือซื้อยามาทาแต่อย่างใด เพราะยาบางตัวอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ ดังนั้น คุณแม่ควรอดทนรอ และเมื่อเวลาผ่านไปความดำคล้ำก็ค่อย ๆ จางลง จนกลับมาสู่ปกติเอง
  12. โรคผิวหนังช้าง (Acanthosis Nigricans) สำหรับผู้ที่ขาหนีบดำ โดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากขี้ไคล ขัดเท่าไหร่ก็ขัดไม่ออก คุณอาจเป็นโรคผิวหนังช้างก็ได้ ซึ่งโรคนี้เป็นโรคผิวหนังที่มีลักษณะผิวคล้ำ หนา และมีลักษณะเหมือนกำมะหยี่ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ โดยมักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอินซูลินมากจนทำให้มีการกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังมีการเจริญมาก หากคุณเป็นโรคนี้ก็ควรจะปรับอาหารโดยการลดน้ำตาลและแป้งและหาทางลดน้ำหนักให้ได้ แล้วภาวะ insulin resistance หมดไป รอยดำก็จะค่อย ๆ จางหายไปเองโดยไม่ต้องไปขัดผิวเลย

เมื่อรู้ปัญหาและวิธีแก้กันไปแล้ว ก็อย่าลืมนำไปทำตามกันดูนะครับ รับรองว่าหากทำเป็นประจำรับรองได้เลยว่าความขาวใสและความมั่นใจจะกลับคืนมาอีกครั้งแน่นอน

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M30

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.