• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

20 วิธีลดริ้วรอยร่องแก้ม ! ร่องแก้มลึกทำไงดี ??

POSTED: เวลา 12:34 น. 25 กุมภาพันธ์ 2015, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
ร่องแก้ม

advertisement M28

ร่องแก้มลึก

ร้อยทั้งร้อยเชื่อเลยว่าทุกคนคงไม่อยากมีใครให้หน้าตัวเองเหี่ยวย่นจนดูแก่ก่อนวัยหรอกจริงไหม๊? แต่ทว่าความเสื่อมโทรมของผิวหนังนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนที่กำลังก้าวเข้าสู่เลข “3” เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า โดยเฉพาะจุดที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดอย่าง “ริ้วรอยร่องแก้ม” ที่จากเดิมเคยเรียบตึงกระชับตอนนี้กลับกลายเป็นร่องขึ้นมาซะอย่างงั้น เห้อ…ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม !

ปัญหาร่องแก้ม หรือ รอยย่นที่แก้ม มีสาเหตุหลักมาจากความหย่อนคล้อยของผิว อันเนื่องมาจากคอลลาเจนและอีลาสตินที่อยู่ใต้ผิวเกิดเสื่อมประสิทธิภาพจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ริ้วรอยบริเวณร่องแก้มยังมาจากปัจจัยกระตุ้นและพฤติกรรมอื่น ๆ อีกเช่น การสูบบุหรี่ รังสียูวีจากแสงแดด ที่เป็นตัวส่งผลให้เกิดการทำลายโครงสร้างผิว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วรอยย่นที่แก้มจะมีลักษณะเป็นร่องลึกเป็นเส้นยาวตั้งแต่บริเวณปีกจมูกโค้งลงมาถึงที่มุมปาก หรืออาจยาวลงมาถึงคางเลยทีเดียว !

สำหรับใครที่กำลังมองหาคำตอบในการดูแลรักษารอยย่นเป็นร่องบริเวณแก้ม งานนี้ห้ามพลาด ! เพราะเราได้นำเคล็ดลับในการดูแลตัวเองและวิธีรักษาร่องแก้มอย่างได้ผลมาฝาก !! ถ้าอยากจะเพิ่มความสดใสไร้ริ้วรอย เปลี่ยนใบหน้าตัวเองให้ดูเด็กลง…ก็อย่ารอช้า ไปดูกัน…

วิธีลดร่องแก้ม

  1. นอนหงายไร้ริ้วรอย ท่านอนถือเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อการเกิดริ้วรอย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม” ซึ่งปัญหานี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ชอบนอนตะแคงเป็นประจำ เพราะจะทำให้ใบหน้าถูกกดทับเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดรอยย่นเป็นร่องลึกแบบยากที่จะแก้ไข ลองคิดดูว่าแค่เพียง 1 คืน ผิวหน้าของคุณถูกกดทับนานแค่ไหน? ดังนั้นการนอนอย่างถูกวิธีด้วยการนอนหงายจึงเป็นการป้องกันและลดการเกิดริ้วรอยได้เป็นอย่างดี
  2. ไม่หัวเราะเกินความจำเป็น แม้การหัวเราะจะเป็นสิ่งที่ดีและเป็นตัวบ่งบอกถึงความสุขของมนุษย์อย่างเราก็ตาม แต่การหัวเราะที่มากเกินความจำเป็น หัวเราะจนไม่แคร์ผิวหน้า ก็คงจะไม่ดีต่อสุขภาพผิวหน้านัก ! เพราะสาเหตุหลักของการเกิดริ้วรอยร่องแก้มก็มาจากการหัวเราะหรือยิ้มมากจนเกินไปนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้ความว่าคุณจะต้องทำหน้านิ่งหรือบึ้งตลอดเวลานะ เพียงแค่ลดการหัวเราะที่ไม่จำเป็นหรือหัวเราะกว้างจนเกินไปก็เท่านั้น
  3. หลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวต้องเผชิญหน้ากับแสงแดดรังสี UV เพราะแสงแดดเป็นตัวการทำลายผิว หากต้องออกไปข้างนอก คุณควรหมั่นทาครีมกันแดดบริเวณใบหน้าและลำคอเป็นประจำ
  4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ การนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะเครียด การล้างถูหน้าแรง ๆ การเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอาง การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดริ้วรอยและความเหี่ยวย่นที่มากยิ่งขึ้น
  5. ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายเป็นประจำก็สามารถช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะมีใบหน้าที่แสนอ่อนเยาว์และไร้ริ้วรอยอยู่ตลอดเวลา เพราะการออกกำลังกายนั้นสามารถช่วยลดการเกิดริ้วรอยต่าง ๆ รวมทั้งริ้วรอยร่องแก้มได้อย่างไม่น่าเชื่อ !
  6. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผักใบเขียว ผลไม้ หรืออาหารทะเล ซึ่งอาหารเหล่านี้จะอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี รวมถึงเกลือแร่ที่มีส่วนช่วยทำให้ผิวสดใสและคงความชุ่มชื่นอยู่เสมอ และที่สำคัญคุณควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยบำรุงผิวให้ดูและช่วยระบบการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ
  7. อาหารเสริมช่วยได้ ให้เลือกอาหารเสริมหรือวิตามินที่ช่วยเสริมความแข็งแรงและฟื้นฟูสภาพผิว ปกป้องผิว ลดรอยเหี่ยวย่น และป้องกันการทำลายของอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลของพลังงาน อย่างเช่น วิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด
  8. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยกักเก็บและเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิวเป็นประจำ อย่างพวกครีมหรือเซรั่มที่มีสารบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นและชะลอการเกิดริ้วรอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครเป็นคนผิวแห้งก็ยิ่งไม่ควรละเลยการทาครีมบำรุงโดยเด็ดขาด ส่วนเวลาทาครีมนั้นก็ให้ปัดขึ้นเสมอ (ประมาณ 10-20 ครั้ง) โดยใช้นิ้วกลางปักจากลางริมฝีปากไล่เรื่อยไปหาโหนกแก้ม
    advertisement M29
  9. แต่งหน้าลดร่องแก้ม ด้วยเทคนิคดังต่อไปนี้จะช่วยทำให้คนที่มีปัญหาร่องแก้มลึกมีผิวเรียบเนียนได้อย่างไม่ยากเย็น ! โดยเริ่มจากให้แต้มครีมรองพื้น 5 จุด ให้ทั่วทั้งใบหน้า (หน้าผาก, จมูก, คาง และแก้มทั้งสองข้าง) จากนั้นให้ใช้ฟองน้ำเกลี่ยให้ทั่วใบหน้าจนเรียบเนียน ส่วนบริเวณร่องแก้มให้ใช้คอนซีลเลอร์ชนิดดินสอเนื้อบาง ๆ ที่สีสว่างกว่าผิวจริง (คอนซีลเลอร์เนื้อดินสอจะเกาะผิวได้ดีกว่าชนิดอื่น ๆ) โดยเขียนลงไปบริเวณร่องแก้ม แล้วใช้ปลายนิ้วกลางค่อย ๆ ตบและเกลี่ยคอนซีลเลอร์แบบเบา ๆ จนกระทั่งเนื้อครีมเรียบกลมกลืนไปกับผิว (สาเหตุที่เป็นนิ้วกลางก็เพราะว่า นิ้วกลางจะมีคุณสมบัติในเรื่องของความอุ่นที่ช่วยทำให้ครีมรองพื้นและคอนซีลเลอร์ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน และช่วยลดปัญหารองพื้นเป็นคราบระหว่างวันได้เป็นอย่างดี) จากนั้นให้ใช้แป้งฝุ่นปัดทับเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้าเพื่อรองพื้นเซตตัว แล้วจึงค่อยแต่งหน้าในขั้นตอนอื่นต่อไป… (ภาพ : www.bloggang.com by พลอย)
    แต่งหน้าลดร่องแก้ม
  10. นวดหน้าลดริ้วรอย การใช้มือนวดคลึงบนใบหน้าเบา ๆ เป็นประจำ ประมาณ 15 นาที จะช่วยทำให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณใบหน้ามากยิ่งขึ้น จึงช่วยทำให้ผิวเปล่งปลั่ง อัตราการเกิดริ้วรอยก็ลดน้อยลง
  11. บริหารหน้าลดริ้วรอยร่องแก้ม ด้วยวิธีง่าย ๆ เพียงแค่ออกเสียง เอ อี ไอ โอ ยู (A E I O U) โดยเกร็งกล้ามเนื้อให้มากที่สุด ซึ่งการออกเสียงโดยการเกร็งกล้ามเนื้อรอบปากก็เหมือนกับการทำโยคะหน้าไปในตัว แต่วิธีนี้จะช่วยเน้นการลดริ้วรอยร่องแก้ม ส่วนอีกสูตร ใน 1 เซ็ท จะมีอยู่อยู่กัน 5 สเต็ป โดยเริ่มจากสเต็ปแรก ให้อ้าปากให้กว้างมากเท่าที่จะทำได้ค้างไว้ นับ 1-10 สเต็ปต่อมา ให้ทำปากจู๋ ยื่นริมฝีปากออกไปให้มากที่สุด (แต่ห้ามเม้มปาก) นับ 1-10 สเต็ปที่ 3 ให้ยิ้มจนมุมปากตึงทั้งซ้ายและขวา นับ 1-10 สเต็ปที่ 4 ให้เหยียดริมฝีปากไปทางด้านซ้ายให้มากที่สุด นับ 1-10 และสเต็ปสุดท้ายให้เหยียดริมฝีปากไปด้านขวาให้ได้มากที่สุด แล้วนับ 1-10 โดยให้ทำวันละ 3 เซ็ท เป็นประจำทุกวัน
    บริหารหน้าลดริ้วรอยร่องแก้ม
  12. การทำทรีทเม้นท์ประเภทยกกระชับต่าง ๆ ที่ช่วยยกกล้ามเนื้อใบหน้าให้กระชับเต่งตึงยิ่งขึ้นได้ รวมไปถึงการทำไอออนโตหรือโฟโนโดยใช้เจลคอลลาเจนหรือไฮย่า ก็ช่วยลดริ้วรอยร่องแก้มได้เช่นกัน แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมออาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง
  13. ฉีดโบท็อกซ์ (ฉีดลดริ้วรอย) นับเป็นเทรนเสริมความงามยอดนิยมของโลก นอกจากจะช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อบริเวณกราม ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลงได้แล้ว การฉีดโบท็อกซ์ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อก็ช่วยกระชับแก้มและลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ให้จางหายไปได้เหมือนกัน โดยจะเริ่มเห็นผลหลังการฉีดประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าข้างแก้มทั้งสองข้างจะดูเรียบเนียนเต่งตึงขึ้น แต่วิธีนี้จะใช้ผลดีกับผู้ที่มีร่องแก้มตื้น ๆ เท่านั้น ถ้าร่องแก้มลึกมากก็อาจจะไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงมากนัก
    ฉีดโบท็อกซ์ลดร่องแก้ม
  14. ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม (ฉีดร่องแก้ม) เทรนฮิตติดลมที่ตามโบท็อกซ์มาติด ๆ สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เติมร่องแก้ม จะเป็นการฉีดสารเติมเต็มตามธรรมชาติซุึ่งอยู่ได้ชั่วคราว (Hyaluronic acid – ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมและผ่าน อย. ในบ้านเราจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ยี่ห้อ คือ Restylane และ Esthelis) เข้าไปในผิวหนังบริเวณที่เป็นริ้วรอยร่องลึกเพื่อเต็มเติมให้ผิวดูเรียบเนียนและเต่งตึงไร้ริ้วรอย หลังฉีดเสร็จบริเวณที่ฉีดจะมีอาการบวมตึง แดงเล็กน้อย หรือเขียวช้ำประมาณ 1-2 วัน และจะหายไปเองประมาณ 1-2 สัปดาห์ วิธีนี้เรียกได้ว่าฉีดเสร็จปุ๊ป ผิวจะอวบอิ่มและเต่งตึงขึ้นมาแบบทันตาเลยทีเดียว โดยทั่วไปแล้วสารเติมเต็ม (Hyaluronic acid) จะอยู่ได้นานประมาณหนึ่งถึงสองปี (ถ้าเป็นของแท้) แต่หากอยู่ในสภาวะที่ต้องเจอความร้อนสูงอย่างการเข้าซาวน่าเป็นประจำจะทำให้อายุของสารเติมเต็มน้อยลง
    ฉีดร่องแก้ม
  15. ร้อยไหมดึงหน้า จัดเป็นการยกกระชับอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยยกกระชับหน้าได้ผลดีและรวดเร็ว เมื่อไหมเข้าสู่ผิวหนังจะทำให้เกิดการอักเสบเล็ก ๆ ของผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไป จึงเป็นการช่วยกระตุ้นการสร้างเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น และมีผลให้เกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนรอบ ๆ เส้นไหม จึงเกิดการยกกระชับมากขึ้น
    ร้อยไหมลดร่องแก้ม
  16. ลดริ้วรอยด้วยเลเซอร์ (เลเซอร์ร่องแก้ม) เป็นการใช้เครื่องมือเลเซอร์ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ เพื่อเป็นการช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ได้แก่ Nd:YAG, Fractional laser และ IPL
  17. สร้างคอลลาเจนจากเกล็ดเลือด (PRP – Platelet Rich Plasma) เป็นการนำเลือดของเราเองที่ผ่านกระบวนการคัดแยกเกล็ดเลือด (ใช้เลือดเพียงไม่กี่ซีซี) แล้วนำมาฉีดกลับเข้าไปที่ผิวในบริเวณที่ต้องการ ซึ่งเกล็ดเลือดนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์รอบ ๆ ตัวมัน จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอวบอิ่ม แต่วิธีนี้จะต้องทำเดือนละครั้งติดต่อกัน 3 เดือน หลังจากนั้นก็สามารถเว้นระยะได้เกือบปี
    PRP
  18. ใช้สารเติมเต็มที่สร้างจาก Stem cell ซึ่งสกัดมากจากเซลล์ในร่างกายของเราเอง วิธีนี้จะเป็นการดูดเอาไขมันบริเวณหน้าท้องออกมา แล้วนำมาผ่านกระบวนการคัดแยกเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน และกระตุ้น ซึ่งจะได้เซลล์ต้นกำเนิดที่ดีกว่าในเลือด สามารถให้ผลการรักษาที่ดีกว่าการสร้างคอลลาเจนจากเกล็ดเลือด ทำเพียงปีละครั้ง แต่ราคาทำต่อครั้งค่อนข้างแพง และมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก เพราะการเอาเลือดออกมาเพียงไม่กี่ซีซีย่อมง่ายกว่าการเอาไขมันออกมาจากร่างกาย
  19. Fractional RF Microneedle เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มมวลของผิวให้กับใบหน้า โดยเป็นการใช้เทคโนโลยีพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) ส่งพลังงานไปกระตุ้นองค์ประกอบสำคัญของผิว คือ คอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูโรนิค แอซิดพร้อมกันในคราวเดียวกัน เป็นการส่งพลังงานลงไปที่ใต้ผิวเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างมวลผิวด้วยตัวเอง จุดเด่นอีกอย่างของเครื่องมือชนิดนี้ก็คือมันจะส่งพลังงานเป็นระยะ ๆ ในอุณหภูมิแบบคงที่ด้วยเข็มนาโนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้พลังงานลงสู่ผิวชั้นลึกที่เราต้องการได้โดยตรง ไม่เกิดการสูญเสียพลังงานไประหว่างชั้นผิวและไม่ทำลายเซลล์ผิวส่วนอื่น ๆ
    Fractional-RF-MicroneedleFractional-RF-Microneedle
  20. ขอแปะไว้ก่อนครับ…ได้ข้อมูลมาแล้วจะนำมาเขียนเพิ่มเติมให้นะครับ

อย่างไรก็ดีการจะเลือกเทคโนโลยีตัวไหนเพื่อแก้ปัญหาร่องแก้ม แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นจะแก้ปัญหาได้เหมือนกัน แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ คุณจึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และให้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปมากที่สุด และแม้ว่าวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยที่เกิดขึ้นบริเวณแก้มได้จริง แต่ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการใส่ใจและดูแลผิวหน้าให้เหมาะสมกับสภาพผิวและเติมเต็มความชุ่มชื่นให้ผิวอยู่เสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียง รวมถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดริ้วรอย

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M30

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.