• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

17 วิธีลดรอยสิว รักษาจุดด่างดํา รอยดํา รอยแดงจากสิว !!

POSTED: เวลา 12:27 น. 10 เมษายน 2015, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
รอยสิว

advertisement M31

รอยสิว

สำหรับปัญหาจุดด่างดำหรือรอยสิวคงไม่ต้องอธิบายกันมากว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง สาเหตุก็จะมีอะไรซะอีกล่ะ มันก็คือผลผลิตร่องรอยที่เกิดจากสิวนั่นเอง อย่างสิวอักเสบที่เมื่อยุบตัวลงแล้วมักทิ้งรอยดำ ๆ เอาไว้ หรือสิวอุดตันที่เราพยายามบีบออกแบบผิดวิธีพยายามบีบสิวแรง ๆ เพื่อให้สิวหลุดออก ที่เป็นตัวสร้างความเสียหายให้ผิวเพิ่มขึ้นจนอักเสบและเป็นแผลในที่สุด และยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สีผิวดูไม่สม่ำเสมอกัน นั่นก็คือการเอาผิวหน้าไปรับแสงแดดโดยไม่ป้องกัน จึงทำให้ผิวเป็นทั้งรอยแดง รอยดำจนถึงคล้ำ ขนาดที่ว่าดูเผิน ๆ ก็ยังเห็นว่ามันเป็นจุดด่าง ๆ ดำ ๆ ทำให้เจ้าของใบหน้าไม่กล้าเปิดเผยผิวหน้าเพียว ๆ ให้ใครได้เห็น

แต่ปัญหาดังกล่าวนั้นเราสามารถทำให้มันหายไปได้ไม่ยากเลย ด้วยการใช้กรดผลไม้เพื่อช่วยทำให้รอยดำนั้นจางลง เพราะกรดผลไม้จะเข้าไปกำจัดเซลล์ผิวเก่าและช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยสูตรที่เราสามารถใช้ในการผลัดเซลล์ผิวได้ก็มีอยู่มากมายหลายสูตร มีทั้งสูตรโฮมเมดที่คุณสามารถทำได้เองที่บ้าน และวิธีการที่ต้องพึ่งเครื่องมือของสถาบันความหรือคลินิกความงาม ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าเราสามารถใช้อะไรลดรอยด่างดำได้บ้าง

วิธีรักษารอยดำจากสิว

  1. อยู่เฉย ๆ เดี๋ยวหายเอง เหมาะสำหรับเด็ก ๆ ที่อายุยังน้อยจนถึงวัยที่อายุ 20 ปีต้น ๆ ขอบอกเลยว่าคุณยังโชคดีมาก ๆ ถ้าเกิดรอยแผลหรือจุดด่างดำจาวสิวก็เพียงแค่รอเวลาให้รอยดำจากสิวหายไปเอง แต่สำหรับสาวเลข 2 ปลาย ๆ และเลข 3 ขึ้นไป การที่จุดด่างดำจะหายไปได้เองก็คงจะเป็นเรื่องยาก รีบหาวิธีรักษาดีกว่าครับ ^^
  2. ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) ในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งแบบแอลกอฮอล์เบสและแบบวอเตอร์เบส ส่วนการเลือกใช้ก็ดูว่าเราเหมาะกับแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่าง เรตินเอ (แอลกอฮอล์เบส) หรือ ดิฟเฟอริน (วอเตอร์เบส) เหล่านี้สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดจุดด่างดำจากรอยแผลสิวได้เป็นอย่างดี ถ้ายังไม่เคยใช้มาก่อนก็ขอแนะนำให้ใช้ “ดิฟเฟอริน” เพราะมีความระคายเคืองและผลข้างเคียงน้อยกว่าเรตินเอครับ (ภาพ : ladysquare.com by huyjen)
    ยาแก้รอยสิว
  3. ครีมลดรอยสิว ให้คุณพยายามเลือกครีมลดรอยดําจากสิวที่มีส่วนผสมของวิตามินอี วิตามินซี อาร์บูติน กลูต้าไธโอน โคจิก ทรานซามิค ฯลฯ อย่างยี่ห้อที่นิยมใช้กันแล้วได้ผลดีก็เช่น ยี่ห้อ MEDERMA (อันดับหนึ่งในใจแอดมิน แนะนำเลยครับ) สามารถช่วยลดรอยดำจากสิวได้ดี ทาแล้วหน้าไม่มันมาก แต่คนที่แพ้แอลกอฮอล์ควรหลีกเลี่ยง หลอด 10 กรัม ราคาประมาณ 330 บาท, Hiruscar (อันดับ 1 ในใจของใครหลาย ๆ คน) เป็นเนื้อเจลซึมเร็ว อ่อนโยนต่อผิวเพราะไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ นอกจากจะช่วยจัดการเรื่องรอยสิวแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดสิวใหม่ได้อีกด้วย หลอด 10 กรัม ราคาประมาณ 350 บาท, Scagel (สารสกัดจากหอมแดง มะขาม และผลไม้นานาชนิด) เนื้อเจลใส ไร้กลิ่น เกลี่ยง่าย ซึมไว เป็นครีมลบรอยดำจากสิวที่ได้รับความนิยมมากอีกตัวหนึ่ง สำหรับใครที่ต้องการให้รอยสิวหายเร็ว ๆ ตัวนี้ช่วยได้, SMOOT-E Cream (มีส่วนผสมของวิตามินอีและโจโจบาออยล์) ช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ ทำให้รอยดำรอยแดงจากสิวจางลง เนื้อครีมเข้มข้นมีกลิ่นหอม หลอด 15 กรัม ราคาประมาณ 120 บาท, Scar Esthetique (มีสารสกัดจากหัวหอม เมล็ดองุ่น และเปลือกสน), Scarless (มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติหลายชนิด) มีกลิ่นหอมมาก ใช้ได้ดีกับรอยแดงจากสิว หลอด 20 กรัม ราคาประมาณ 240 บาท, Medmaker Vitamin E Cream (เนื้อครีมสีขาวเข้มข้ม อุดมไปด้วยวิตามินอี) หลอด 20 กรัม ราคาประมาณ 90 บาท, Skinoren cream มักนิยมใช้ลดจุดด่างดำหลังจากสิวหาย และยังใช้รักษาฝ้าและกระได้ด้วยในหลอดเดียวกัน, Scaderm plus สามารถลดรอยแดง รอยดำจากสิวได้ค่อนข้างดี แถมยังช่วยป้องกันสิวเกิดใหม่ได้ด้วย, KA White Spot Cream เป็นตัวที่ช่วยลดรอยแดงจากสิวได้ดี เนื้อครีมเข้มข้น, Garnier Dark Spot Corrector มีวิตามินซีสูงมากที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ จึงช่วยจัดการได้ทั้งปัญหาจุดด่างดำ รอยสิว รวมไปถึงฝ้ากระจากแสงแดด ฯลฯ
    MEDERMAHiruscar
    Scagel
  4. ลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ (Chemical Peeling) ด้วยการใช้กรดผลไม้ (AHA), trichloracetic acid (TCA) ฯลฯ เป็นกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิว ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใย คอลลาเจน ในชั้นหนังแท้ เพื่อช่วยลบเลือนริ้วรอย จุดด่างดำและรอยแผลเป็นจากสิวได้ดี
  5. การรักษาด้วยเครื่องไอพีแอล (Intense Pulse Light – IPL) เป็นการนำแสงความเข้มสูง ยิงเข้าสู่ผิวหนังเพื่อช่วยขจัดรอยหมองคล้ำต่าง ๆ สามารถช่วยลบรอยดำ รอยแดง จุดด่างดำจากสิวได้ดี อีกทั้งเทคโนโลยีชนิดนี้ยังช่วยทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส รักษาฝ้า กระ ริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า รวมไปถึงการใช้กำจัดขนส่วนเกิน ฯลฯ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 2 สัปดาห์ ขั้นต่ำ ประมาณ 3-4 ครั้ง
  6. การรักษาด้วยเลเซอร์ Nd:YAG เป็นเลเซอร์ที่นิยมนำมาใช้ในการกำจัดจุดด่างดำ เพราะมันสามารถเข้าไปทำให้เม็ดสีกระจายตัวและกลายเป็นสะเก็ดแผลหลังทำ และจะหลุดออกไปเองตามธรรมชาติ แต่ควรหมั่นทำซ้ำอย่างต่อเนื่องทุก 2 อาทิตย์ นอกจากนี้ก็ยังมีเลเซอร์อีกหลายตัวที่สามารถกำจัดจุดด่างดำได้เช่น ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ต่อจุดด่างดำของแต่ละคนด้วยครับ
    advertisement M32
  7. สูตรมะเฟือง+น้ำผึ้ง สูตรนี้ให้คุณคั้นเอาน้ำมะเฟืองมาผสมกับน้ำผึ้ง จากนั้นก็นำมาแต้มลงบนจุดด่างดำทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออก แต่ถ้าไม่รู้สึกแสบหรือระคายเคือง คุณอาจลงทั้งหน้าเลยก็ได้ สามารถทำได้อาทิตย์ละครั้ง โดยมะเฟืองนั้นเป็นผลไม้ที่มีวิตามินเอและวิตามินซีสูง มันจึงช่วยทำให้เซลล์ผิวใหม่ขาวขึ้น ส่วนที่ต้องนำมาผสมกับน้ำผึ้งนั้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าแห้งจนเกินไป ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนหน้าแห้งมากก็ให้ใส่น้ำผึ้งมากหน่อย และเน้นแต้มเฉพาะบริเวณจุดด่างดำ
    วิธีลดจุดด่างดําจากสิว
  8. สูตรมะขามเปียก+น้ำผึ้ง+นมสด มะขามเปียกเป็นอะไรที่พูดถึงกันมายาวนานและเป็นที่ยอบรับว่ามันสามารถช่วยทำให้ผิวขาวและช่วยผลัดเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี แต่มะขามเปียกนั้นมีความเป็นกรดสูงมาก หากต้องนำมาใช้บนผิวหน้า (โดยเฉพาะคนผิวแห้ง) จะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง จะใช้น้ำมะขามพอกหน้าเพียว ๆ ไม่ได้ โดยสูตรนี้ให้คุณคั้นเอาน้ำมะขาม (กะเอาพอประมาณกับใบหน้า) จากนั้นให้นำมาผสมกับน้ำผึ้งและนมสดเล็กน้อย ถ้าต้องการพอกทั้งหน้าและต้องการให้หน้าเนียนนุ่ม เมื่อผสมจนเข้ากันดีแล้วก็ให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แต่ถ้ารู้สึกคันยิบ ๆ จนทนไม่ไหว ก็ไม่ต้องฝืนนะครับ ให้รีบล้างออกเลย โดยสูตรนี้คุณสามารถทำได้อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง แล้วจุดด่างดำก็จะจางลงเองครับ
  9. สูตรเนื้อองุ่นเขียว+โยเกิร์ตรสธรรมชาติ+น้ำผึ้ง+น้ำมะนาว สูตรนี้เป็นสูตรที่อ่อนโยน ปลอดภัยและทำให้หน้ามีความชุ่มชื้น เหมาะสำหรับคนผิวแห้ง โดยจะใช้องุ่นเขียวเป็นส่วนผสมหลัก ส่วนผสมก็มีเนื้อองุ่น 2 ช้อนโต๊ะ, โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาวอีกเล็กน้อย วิธีทำก็เริ่มจากการปั่นส่วนผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีม แล้วเอามาพอกบริเวณใบหน้า จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำเย็น สามารถทำได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง แล้วจุดด่างดำจะค่อย ๆ จางลงในที่สุด
  10. สูตรข้าวโอ๊ต+น้ำผึ้ง อีกสูตรที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีสรรพคุณที่ดีต่อผิวพรรณ สามารถช่วยลดจุดด่างดำบนใบหน้า และช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เพื่อให้ผิวหน้าดูเปล่งปลั่งสดใสและเกลี้ยงเกลา วิธีการก็คือให้คุณนำข้าวโอ๊ตมาบดให้เป็นผงละเอียดและผสมเข้ากับน้ำผึ้ง ใช้ทาให้ทั่วใบหน้า (หลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตา) ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จากนั้นก็ใช้ผ้าขนหนูนุ่ม ๆ ซับให้แห้ง
    แก้รอยสิว
  11. สูตรสับปะรด+น้ำผึ้ง เป็นสูตรของผู้ที่มีผิวหน้ามันแบบสุด ๆ เพราะสูตรนี้นอกจากจะช่วยขจัดปัญหารอยแผลและจุดด่างดำแล้ว มันยังช่วยกำจัดความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อีกด้วย (ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย) วิธีการก็คือให้คั้นเอาน้ำสับปะรดมาผสมกับน้ำผึ้ง แล้วทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที (ระยะเวลาจะสั้นหรือนานก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิว) แล้วล้างออก สามารถทำได้อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ถ้าใช้สูตรนี้แล้วอย่าลืมทากันแดดก่อนออกจากบ้านด้วยละ เพราะผิวจะค่อนข้างไวต่อแสงแดด
  12. สูตรมะเขือเทศ+ข้าวโอ๊ต+โยเกิร์ตรสธรรมชาติ เป็นสูตรที่ใช้ได้กับทุกสภาพผิว วิธีการก็คือให้นำมะเขือเทศมาคั้นแยกกาก คัดเอาแต่น้ำมาผสมกับข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ และโยเกิร์ตรสธรรมชาติอีก 1 ช้อนชา จากนั้นก็คนให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที วิตามินจากมะเขือเทศจะเข้าไปช่วยผลัดเซลล์ผิวให้รอยด่างดำบนใบหน้าดูจางลง โดยสูตรนี้แนะนำว่าให้ทำอาทิตย์ละครั้งก็พอครับ
  13. สูตรมะนาว+น้ำผึ้ง อย่างที่ทราบสรรพคุณของมะนาวและน้ำผึ้งไปแล้วว่าสามารถช่วยลดจุดด่างดำได้ วิธีการทำก็ง่าย ๆ เพียงแค่คุณนำน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำมะนาว แล้วนำมาทาลงบนใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที โดยสามารถทำได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวบอบบาง
    ลดรอยดำจากสิว
  14. สูตรแตงกวา+มะนาว+น้ำผึ้ง วิธีการทำก็คือให้คุณคั้นเอาน้ำแตงกวา 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาวอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันแล้วนำมาทาบนหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที สามารถทำได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง โดยมะนาวและแตงกวาจะมีสรรพคุณช่วยลดจุดด่างดำให้จางลง ส่วนน้ำผึ้งมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม
  15. สูตรหอมแดง สมุนไพรรักษาจุดด่างดำ ช่วยลดผิวที่ดำคล้ำ รวมไปถึงฝ้าและกระ วิธีการทำก็ง่าย ๆ เพียงแค่นำหอมแดงมาฝานออกเป็นแว่น ๆ แล้วนำมาถูบริเวณที่เป็นรอยดำ หรือจะนำมาทุบแล้วบีบเอาน้ำมาทาผิวที่เป็นรอยดำก็ได้เช่นกัน โดยให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที สามารถทำได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง (ถ้าหัวหอมไม่มีจะใช้กระเทียมแทนก็ได้นะครับ ได้ผลดีเหมือนกัน)
    วิธีลดจุดด่างดํา
  16. สูตรว่านหางจระเข้ สมุนไพรลดรอยดําจากสิว อีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถช่วยลดรอยแผลเป็นและรอยดำต่าง ๆ ได้ดี วิธีใช้ก็ให้นำว่านหางจระเข้มาทาบริเวณใบหน้าวันละ 2 ครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที รอยด่างดำก็จะค่อย ๆ จางลงในเวลา 1-2 เดือน แถมยังช่วยลดความมันบนใบหน้าได้อีกด้วย
    วิธีรักษาจุดด่างดํา
  17. สูตรมะละกอสุก มะละกอเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารปาเปน ซึ่งเป็นเอนไซม์โปรตีนที่ช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกได้ และยังช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่ดูสดใสกว่าขึ้นมาแทน อีกทั้งมะละกอยังอุดมไปด้วยวิตามินซีและวิตามินอี ที่เป็นตัวช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม วิธีการก็ไม่ยาก เพียงแค่คุณนำเนื้อมะละกอสุกมาปั่นให้ละเอียดแล้วนำมาพอกหน้า (เว้นรอบดวงตา) ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เพียงเท่านี้คุณก็จะรู้สึกได้ถึงผิวหน้าที่เต่งตึงและดูสดชื่นขึ้นแบบทันตา ส่วนสูตรอื่น ๆ ก็ใช้ได้ผลเช่นกันครับ เช่น น้ำมันละหุ่ง มันฝรั่ง หัวหอมใหญ่ ถั่วลูกไก่ น้ำส้มสด+น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ล ฯลฯ
    รักษารอยดำจากสิว

ทั้งหมดนี้ก็คือสูตรลับเพื่อหน้าสวยใส ใครชอบแบบไหนก็เลือกใช้ได้ตามสบายเลยครับ และนอกจากสูตรที่กล่าวไปแล้ว การหันดูแลตัวเองให้ดีก็เป็นสิ่งสำคัญครับ คุณควรหันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างเช่นผักหรือผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน รวมไปถึงอาหารเสริมอย่างวิตามินซีและวิตามินอี และที่สำคัญอย่างมากก็คือคุณควรหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มาก ๆ ในระหว่างการรักษา หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ต้องทาครีมกันแดดทุกครั้ง ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่ต้องการจะทำให้รอยแผลและรอยด่างดำจางหายไปอย่างรวดเร็ว

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M33

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.