• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

วงแหวนคุมกําเนิด : 12 ข้อดี-ข้อเสียของวงแหวนคุมกำเนิด !!

POSTED: เวลา 3:49 น. 12 ตุลาคม 2015, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
วงแหวนคุมกำเนิด

advertisement M34

วงแหวนคุมกำเนิด

วงแหวนคุมกําเนิด หรือ วงแหวนช่องคลอด (Birth Control Ring) คือ วงแหวนสำหรับใส่ช่องคลอดที่เรียกว่า “นูวาริง” (NuvaRing®) มีลักษณะเป็นแหวนพลาสติกขนาดเท่ากำไลข้อมือ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5.5 เซนติเมตร (มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 54 มิลลิเมตร และมีความหนา 4 มิลลิเมตร) ผลิตมาจากวัสดุที่เรียกว่า “เอธิลีนไวนิลอะซิเตทโคโพลิเมอร์” ซึ่งผิวมีลักษณะเรียบ โปร่งใส ไม่มีสี ตัววงแหวนนุ่มและยืดหยุ่น ไม่ละลายในร่างกาย ภายในวงแหวนพลาสติกจะบรรจุไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนคล้ายกับยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่ใช้กันอยู่ โดยจะประกอบไปด้วย Etonogestrel (โปรเจสโตรรเจน) 11.7 มิลลิกรัม และ Ethinyl estradiol (เอสโตรเจน) 2.7 มิลลิกรัม โดยมีไว้ใช้สำหรับใส่เข้าไปในช่องคลอดและฮอร์โมนจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ ซึ่งในปัจจุบันในบ้านเราเริ่มมีใช้กันแล้วนะครับ

แหวนคุมกำเนิด

การทำงานของวงแหวนคุมกำเนิด

วงแหวนคุมกำเนิดจะใช้สำหรับใส่เอาไว้ในช่องคลอดเดือนละ 3 สัปดาห์ หรือ 21 วัน (ใส่วงแหวนวันแรกที่มีประจำเดือน) หลังจากใส่เข้าไปแล้ว ฮอร์โมน Etonogestrel (โปรเจสโตเจน) และ Ethinyl estradiol (เอสโตรเจน) ที่มีอยู่ในวงแหวนจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทันที โดยจะปล่อยฮอร์โมนออกมาในปริมาณต่ำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ (ปล่อยฮอร์โมน Etonogestrel วันละ 0.12 มิลลิกรัม และปล่อย Ethinyl estradiol วันละ 0.015 มิลลิกรัม) ซึ่งฮอร์โมนที่ถูกปล่อยออกมานั้นจะไปยับยั้งรังไข่ในการปล่อยไข่ออกมาแต่ละเดือน จึงทำให้ไม่เกิดการตั้งครรภ์ พอครบ 21 วันแล้วก็ถอดออกมา 7 วันเพื่อเป็นการพักร่างกาย (หลังจากถอดวงแหวนคุมกำเนิดออกประมาณ 2-3 วัน ประจำเดือนก็จะเริ่มมา แต่มาไม่มากหรือเพียงบางเบา) เมื่อครบเจ็ดวันแล้วจะต้องใส่วงแหวนเข้าไปในช่องคลอดใหม่ จนครบ 21 วัน แล้วก็ถอดออกเว้นไปอีก 7 วัน แล้วจึงค่อยใส่วงแหวนเข้าไปใหม่
วงแหวนใส่ช่องคลอด

ประสิทธิภาพของวงแหวนคุมกำเนิด

ตามหลักแล้วการใช้วงแหวนคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง (Perfect use) จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.3% ซึ่งหมายความว่า จำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการใช้วงแหวนคุมกำเนิดจำนวน 1,000 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 3 คน แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่าอัตราการล้มเหลวทำเกิดการให้ตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 9% หรือคิดเป็น 1 ใน 11 คน จากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือจะต้องไม่ลืมถอดออกและใส่กลับคืนให้ถูกเวลา ส่วนด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคุมกำเนิดด้วยวิธีการใช้วงแหวนคุมกำเนิดกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

วิธีคุมกำเนิดการใช้แบบทั่วไปการใช้อย่างถูกต้องระดับความเสี่ยง
ยาฝังคุมกำเนิด0.05 (1 ใน 2,000 คน)0.05ต่ำมาก
ทำหมันชาย0.15 (1 ใน 666 คน)0.1ต่ำมาก
ห่วงอนามัยเคลือบฮอร์โมน0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนรวม)0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ทำหมันหญิงแบบทั่วไป0.5 (1 ใน 200 คน)0.5ต่ำมาก
ห่วงอนามัยหุ้มทองแดง0.8 (1 ใน 125 คน)0.6ต่ำมาก
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนเดี่ยว)6 (1 ใน 17 คน)0.2ปานกลาง
แผ่นแปะคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
วงแหวนคุมกำเนิด (NuvaRing)9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ยาเม็ดคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ถุงยางอนามัยชาย18 (1 ใน 5 คน)2สูง
การหลั่งนอก22 (1 ใน 4 คน)4สูงมาก
การหลั่งใน (ไม่มีการป้องกัน)85 (6 ใน 7 คน)85สูงมาก

หมายเหตุ : ตัวเลขที่แสดงเป็นจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีดังกล่าวจำนวน 100 คน โดยกำหนดให้ สีฟ้า = ความเสี่ยงต่ำมาก / สีเขียว = ความเสี่ยงต่ำ / สีเหลือง = ความเสี่ยงปานกลาง / สีส้ม = ความเสี่ยงสูง / สีแดง = ความเสี่ยงสูงมาก (ข้อมูลจาก : www.contraceptivetechnology.org, Comparison of birth control methods – Wikipedia)

ผู้ที่เหมาะจะใช้วงแหวนคุมกำเนิด

  • เหมาะสำหรับผู้หญิงทุกคนที่ต้องการความสะดวกในการคุมกำเนิด หรือมักลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำ และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งแทนการใส่ห่วงคุมกำเนิดหรือใช้ยาฝังคุมกำเนิด

ผู้ที่ไม่ควรใช้วงแหวนคุมกำเนิด

  • ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้
  • ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนบางประเภท, มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน เช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดอักเสบ มีเลือดอุดตันที่ขา รวมถึงเส้นเลือดในสมองแตก หรือหัวใจวาย, โรคตับหรือตับทำงานผิดปกติ, เป็นมะเร็งเต้านม, มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ที่มีพยาธิสภาพทางการแพทย์บางประการซึ่งจำกัดให้ไม่สามารถใส่วงแหวนคุมกำเนิดได้ รวมไปถึงผู้ที่ให้นมทารกที่ต่ำกว่า 6 เดือน
  • นอกจากนี้ตัวยาบางชนิดอาจเป็นตัวยับยั้งประสิทธิภาพการทำงานของวงแหวนคุมกำเนิดได้ อย่างไรก็ตามคุณควรปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจก่อนว่าการใช้วงแหวนคุมกำเนิดมีอันตรายหรือไม่ เพราะแพทย์เท่านั้นที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนที่คุณจะตัดสินใจ
advertisement M35

วิธีใช้วงแหวนคุมกำเนิด

ขั้นตอนการใส่วงแหวนคุมกำเนิด : ให้เริ่มใส่ห่วงอนามัยในวันแรกของการมีเลือดประจำเดือนออกมา ในขั้นตอนแรกให้ล้างมือให้สะอาด ฉีกซองออก แล้วหยิบวงแหวนออกมา จากนั้นบีบวงแหวนเข้าหากันด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ แล้วจึงค่อย ๆ สอดวงแหวนเข้าไปในช่องคลอด (ให้เลือกท่าที่จะใส่ได้สะดวก เช่น การนั่งยอง ๆ หรือการนอนหงายชันขาขึ้นทั้งสองข้าง) แล้วใช้นิ้วชี้ดันเข้าไปให้สุด หากใส่แล้วรู้สึกระคาย ให้ดันวงแหวนให้ลึกเข้าไปในช่องคลอดอีก (เมื่อใส่วงแหวนเข้าไปแล้วสตรีส่วนมากมักจะไม่รู้สึกว่าใส่วงแหวนคุมกำเนิดอยู่) ซึ่งกล้ามเนื้อช่องคลอดจะช่วยยึดวงแหวนเอาไว้ไม่ให้วงแหวนเคลื่อนหลุดออกมา แม้ว่าจะเป็นเวลาออกกำลังกายหรือเวลามีเพศสัมพันธ์ก็ตาม (ส่วนข้อมูลจากหนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด หน้า 449 ของ นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ ระบุว่า ในกรณีที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ก็ให้เอาวงแหวนออก หลังจากเสร็จภารกิจแล้วก็ใส่กลับเข้าไปใหม่) แต่ในการใส่วงแหวนคุมกำเนิดครั้งแรกนั้นจะยังไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที ดังนั้นในช่วง 7 วันแรกของการใส่วงแหวน จึงต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยเสมอ เช่น การสวมถุงยางอนามัย หรืองดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงระยะนั้น

วิธีใส่วงแหวนคุมกำเนิด

สำหรับการเริ่มใส่วงแหวนคุมกำเนิด อาจมีข้อแตกต่างออกไปบ้าง ขึ้นอยู่กับวิธีการคุมกำเนิดเดิมที่เคยใช้มาก่อน ดังนี้

  1. หากยังไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีใดมาก่อน ให้เริ่มใส่วงแหวนคุมกำเนิดครั้งแรกได้ในวันแรกของการมีประจำเดือน
  2. หากใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมในเดือนที่ผ่านมา ให้เริ่มใส่วงแหวนคุมกำเนิดได้อย่างช้าที่สุดในวันถัดจากวันสุดท้ายในระยะหยุดยา (แบบ 21 เม็ด) แต่ถ้ายาคุมกำเนิดที่ใช้เป็นแบบ 28 เม็ด ให้เริ่มใส่วงแหวนคุมกำเนิดได้อย่างช้าที่สุดในวันถัดจากวันที่รับประทานยาที่ไม่มีสารออกฤทธิ์เม็ดสุดท้าย
  3. หากใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยวในเดือนที่ผ่านมา สามารถหยุดใช้ยาคุมกำเนิดในวันใดก็ได้ และเริ่มใส่วงแหวนคุมกำเนิดในวันถัดมา ณ เวลาเดียวกันกับที่รับประทานยาตามปกติ
  4. ถ้าใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดมาก่อนในช่วงเดือนที่ผ่านมา ให้ใช้วงแหวนคุมกำเนิดได้ในวันถัดจากวันที่พักการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด
  5. ในกรณีที่คุมกำเนิดด้วยการฉีดยาคุมกำเนิด ใช้ยาฝังคุมกำเนิด หรือใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ในเดือนที่ผ่านมา ให้เริ่มใส่วงแหวนคุมกำเนิดได้เมื่อถึงกำหนดวันที่ต้องฉีดยาคุมครั้งต่อไป หรือในวันที่ถอดยาฝังคุมกำเนิดออก หรือในวันที่ถอดห่วงคุมกำเนิด
  6. สตรีหลังคลอดบุตร จะต้องรอจนกว่าเลือดประจำเดือนมาเป็นปกติครั้งแรกก่อน จึงจะเริ่มใส่วงแหวนคุมกำเนิดได้ แต่บางครั้งอาจจะเริ่มใส่ได้เร็วกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ โดยเฉพาะช่วงที่กำลังให้นมบุตรและต้องการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้จะต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ส่วนสตรีหลังแท้งบุตรคุณควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ขั้นตอนการถอดวงแหวนคุมกำเนิด : ในการถอดวงแหวนให้ถอดโดยใช้นิ้วชี้หรือนิ้วกลางสอดเข้าไปในช่องคลอด และเกี่ยวรอบวงแหวน พร้อมกับดึงวงแหวนออกมาตามภาพ

วิธีถอดวงแหวนคุมกำเนิด

หากลืมใส่วงแหวนควรทำอย่างไร ? : ในกรณีที่ถอดออกมาเป็นเวลาน้อยกว่า 24 ชั่วโมง ให้ล้างวงแหวนด้วยน้ำให้สะอาดและรีบใส่กลับไปทันที (ในระหว่างนี้การคุมกำเนิดยังได้ผลดีอยู่) แต่หากวงแหวนอยู่นอกช่องคลอดนานเกินกว่า 24 ชั่วโมง ก็ให้รีบใส่กลับเข้าไปทันทีที่จำได้ และใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยเป็นระยะเวลา 7 วัน แต่ถ้าวงแหวนอยู่นอกช่องคลอดนานเกินกว่า 24 ชั่วโมง ในระหว่าง “สัปดาห์ที่ 3” ให้รีบใส่วงแหวนกลับเข้าไปทันที และต้องเริ่มนับเป็นอีก 3 สัปดาห์ใหม่ ซึ่งประจำเดือนอาจมาไม่เหมือนประจำเดือนปกติ หรืออาจมาแค่เป็นจุด ๆ ส่วนในกรณีที่ลืมใส่วงแหวนคุมกำเนิดนานเกินกว่า 24 ชั่วโมง “หลังจากที่เว้นช่วงไม่ได้ใส่มาเป็นเวลา 1 สัปดาห์” ให้รีบใส่วงแหวนเข้าไปทันทีที่จำได้ และใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยเป็นระยะเวลา 7 วัน เช่น การสวมถุงยางอนามัย หรืองดการมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น (ถ้ามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันในช่วง 7 วันที่เอาห่วงออก อาจเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้ คุณควรพิจารณาใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาโดยไม่ต้องมีใบสั่งของแพทย์)

สามารถหาซื้อวงแหวนคุมกำเนิดได้ที่ใด ? : คุณจำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อขอใบสั่งใช้วงแหวนคุมกำเนิด แล้วจึงนำใบสั่งนั้นไปซื้อวงแหวนคุมกำเนิดได้ที่ร้านขายยาขนาดใหญ่ทั่วไป ซึ่งมีราคาประมาณวงละ 400-500 บาท

วงแหวนช่องคลอด

ผลข้างเคียงของวงแหวนคุมกำเนิด

  • ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะรู้สึกเป็นปกติหลังจากใช้วงแหวนคุมกำเนิด แต่ในบางรายก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ เช่น อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกเจ็บเต้านม เป็นต้น แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปเองหลังจาก 1-2 เดือน ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงเนื่องจากการใส่วงแหวนในช่องคลอดมักจะไม่ค่อยมี อย่างไรก็ตาม คุณควรปรึกษาแพทย์ทันทีหากมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น

ข้อดีของวงแหวนคุมกำเนิด

  1. เป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ากับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
  2. เหมาะสำหรับผู้หญิงทุกคนที่ต้องการความสะดวกในการคุมกำเนิด หรือมักลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำ
  3. ช่วยลดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมน เนื่องจากตัววงแหวนจะค่อย ๆ ปลดปล่อยฮอร์โมนออกมาในระดับต่ำและคงที่ จึงช่วยลดอาการข้างเคียงต่าง ๆ จากฮอร์โมนได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกะปริดกะปรอย ช่วยลดสิว ลดหน้ามัน ลดขนดก และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวแต่อย่างใด
  4. สวมใส่และถอดออกได้ง่ายด้วยตัวเอง (คล้ายกับการเหน็บยาในช่องคลอด)
  5. ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ
  6. สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ โดยไม่มีผลต่อความรู้สึกทางเพศ หรือทำให้เกิดการระคายเคืองหรือมีผลข้างเคียงใด ๆ ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง (ไม่ทำให้เกิดการตกขาวหรือติดเชื้อในช่องคลอด แต่จะทำให้สภาวะแวดล้อมในช่องคลอดเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อช่องคลอด จึงทำให้ช่องคลอดไม่แห้ง การตกขาวติดเชื้อจึงเกิดได้น้อยลง)
  7. เป็นการดูดซึมฮอร์โมนเฉพาะที่ จึงไม่รบกวนระบบการทำงานของร่างกายทั้งหมด ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่
  8. ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ณ ขณะนี้ยอดขายวงแหวนคุมกำเนิดใน USA เพิ่มขึ้นสูงมาก เพราะมีผลสำรวจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่พบว่า การคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ง่ายต่อการใส่และถอดออก และไม่มีผลกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ และผู้หญิงมากกว่า 97% ยังรู้สึกพึงพอใจมากกับการใช้วงแหวนคุมกำเนิดนี้ด้วย

ข้อเสียของวงแหวนคุมกำเนิด

  1. แม้ในปัจจุบันวงแหวนคุมกำเนิดจะมีขายตามร้านขายยาก็ตาม แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้ใบสั่งของแพทย์ในการซื้อ
  2. ในครั้งแรกที่ใส่วงแหวนคุมกำเนิด จะยังไม่สามารถคุมกำเนิดได้ทันที จำเป็นต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย
  3. ในบางรายใส่แล้วอาจเกิดการระคายเคืองช่องคลอด ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อในช่องคลอดและทำให้มีตกขาวมากขึ้นได้
  4. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
References
  1. Family Planning NSW.  “วงแหวนช่องคลอด (Nuvaring®)”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.fpnsw.org.au.  [12 ต.ค. 2015].
  2. สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย (สวท.).  “วงแหวนคุมกำเนิด ทางเลือกหญิงยุคใหม่”.  (ดร.นพ.เกษมสิษฐ์  แก้วเกียรติคุณ).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.ppat.or.th.  [12 ต.ค. 2015].
  3. สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา.  “ใส่แหวนกันท้อง”.  (ผู้ช่วยศาสตราจารย์วชิราภรณ์ สุมนวงศ์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.uniserv.buu.ac.th.  [12 ต.ค. 2015].
  4. ไทยรัฐออนไลน์.  “วงแหวนแห่งความลับ นวัตกรรมคุมกำเนิด ผู้หญิงมั่นใจไม่มีป่อง”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.thairath.co.th.  [12 ต.ค. 2015].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M36

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.