• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

การฉีดยาคุมกําเนิด : 15 ข้อดี-ข้อเสีย & ยาฉีดคุมกำเนิด !!

POSTED: เวลา 7:13 น. 09 ตุลาคม 2015, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
ยาฉีดคุมกําเนิด

advertisement M34

ยาฉีดคุมกําเนิด

ยาฉีดคุมกำเนิด (Injectable contraceptive) คือ วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวแบบหนึ่ง โดยจะเป็นการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อของสตรีในระยะเวลาตามที่แพทย์กำหนด หลังจากฉีดตัวยาจะค่อย ๆ ขับฮอร์โมนออกมา เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในรายที่ต้องการเว้นระยะการมีบุตร เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง ทำได้ง่าย สะดวก และมีราคาถูก

การฉีดยาคุมกําเนิด เริ่มมีครั้งแรกทางภาคเหนือในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 ต่อมาได้มีการศึกษาและทดลองใช้ จึงได้พบว่ามีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยาฉีดที่ใช้ในอดีตและยังใช้กันมากในปัจจุบันคือ Depot medroxyprogesterone acetate (DMPA) โดยใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 3 เดือน นอกจากจะช่วยคุมกำเนิดแล้ว ยานี้ยังมีฤทธิ์ทำให้รอบเดือนเปลี่ยนแปลง มาไม่ตรงเวลา อาจมีประจำเดือนน้อย กะปริดกะปรอย หรือประจำเดือนไม่มา เป็นต้น

ชนิดของยาฉีดคุมกำเนิด

  • ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งเป็นยาฉีดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เพียงอย่างเดียว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ดังนี้
    • ยา Depot Medroxyprogesterone acetate (DMPA) ขนาด 150 มิลลิกรัม เป็นตัวยาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน มีชื่อทางการค้าว่า Depo-Provera® (ยี่ห้ออื่นก็มีครับ) ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 3 เดือน (12 สัปดาห์ หรือ 84 วัน) เลยได้ไม่เกิน 5 วัน หลังจากฉีด DMPA จะสามารถตรวจพบได้ในกระแสเลือดภายใน 30 วินาที ระดับฮอร์โมนไม่สะสมในร่างกาย เมื่อเข้าไปในกระแสเลือดจะออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมายโดยตรง และจะออกฤทธิ์คุมกำเนิดภายใน 24 ชั่วโมง
      การฉีดยาคุมกำเนิด
    • ยา Norethisterone Enanthate (NET-EN) ขนาด 200 มิลลิกรัม มีชื่อทางการค้าว่า Noristerat® ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 2 เดือน (8 สัปดาห์) หลังฉีดตัวยาจะเข้าไปอยู่ในไขมันทั่วร่างกาย แล้วกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ระดับของฮอร์โมนจะลดลงเร็ว ฮอร์โมนนี้เมื่อเข้าในกระแสเลือดจะต้องถูกเปลี่ยนที่ตับให้เป็น Norethisterone ก่อน จึงจะออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมายได้ โดยการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนตัวยาจะถูกดูดซึมได้เร็วกว่าและระดับฮอร์โมนจะสูงกว่าการฉีดเข้ากล้ามบริเวณสะโพก
      ยาฉีดคุมกำเนิด
  • ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม เป็นยาฉีดคุมกำเนิดแบบใหม่ที่ผลิตมาเพื่อลดอาการผิดปกติของประจำเดือน ในยาฉีดจะมีทั้งฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) และฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ชนิดนี้มีชื่อทางการค้าว่า Cyclofem® และ Lunelle™ ยาฉีดจะประกอบไปด้วยตัวยา Medroxyprogesterone acetate 25 มิลลิกรัม และ Estradiol cypionate 5 มิลลิกรัม และอีกยี่ห้อคือ Mesigyna® จะประกอบไปด้วยยา Norethisterone Enanthate (NET-EN) ขนาด 50 มิลลิกรัม และ Estradial valerate 5 มิลลิกรัม แต่โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะใช้ Cyclofem® มากกว่ายี่ห้ออื่นครับ
    ผลข้างเคียงของการฉีดยาคุมกำเนิดโดยยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมนี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อด้อยของยาฉีดชนิดฮอร์โมนเดี่ยวและเพื่อเป็นการเลียนแบบฮอร์โมนของร่างกาย ทำให้มีประจำเดือนมาทุกเดือน ช่วยให้เกิดการสร้างเยื่อบุมดลูกขึ้น ช่วยลดภาวะเลือดประจำเดือนออกผิดปกติ และทำให้สามารถตั้งครรภ์ได้เร็วขึ้นหลังจากหยุดใช้ยา แต่ต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นประจำทุก ๆ 1 เดือน (4 สัปดาห์) ซึ่งจากการศึกษาผล พบว่าผู้ที่ฉีดยาคุมกำเนิดชนิดนี้จะมีอัตราการเลิกใช้ยาในช่วงแรกน้อยกว่าชนิดแรก เนื่องจากปัญหาประจำเดือนขาด ไม่มีประจำเดือน เลือดออกกะปริดกะปรอยเกิดได้น้อยกว่า แต่ทั้งนี้ผู้ที่ใช้ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมจะใช้ยาต่อเนื่องได้ไม่นานเท่าชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ด้วยสาเหตุอาการข้างเคียงอย่างอื่น เช่น มีน้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดศีรษะ ฯลฯ

การออกฤทธิ์ของยาฉีดคุมกำเนิด

ฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) จะเป็นตัวยับยั้งการตกไข่ ทำให้ไม่มีไข่มารอปฏิสนธิ นอกจากนั้นยังทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางตัวไม่เหมาะสมแก่การฝังตัวของไข่ และทำให้มูกที่ปากมดลูกมีความเหนียวข้น ส่งผลให้ตัวอสุจิไม่สามารถว่ายผ่านเข้าไปผสมกับไข่ได้ (ผ่านเข้าไปได้ยาก) จึงสามารถช่วยคุมกำเนิดได้

ประสิทธิภาพของยาฉีดคุมกำเนิด

ตามที่กล่าวมาแล้วว่าการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพสูง เพราะตามหลักแล้วการฉีดยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง (Perfect use) ทั้งยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยวและฮอร์โมนรวมจะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.2% ซึ่งหมายความว่าจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการฉีดยาคุมกำเนิดจำนวน 1,000 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 2 คน

แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่าอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ของการใช้ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Depo-Provera®) จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 6% หรือคิดเป็น 1 ใน 33 คน ส่วนยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Cyclofem®, Lunelle™) จะมียังมีประสิทธิภาพคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง (0.2%)

ส่วนด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคุมกำเนิดด้วยการฉีดยาคุมกำเนิดกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

วิธีคุมกำเนิดการใช้แบบทั่วไปการใช้อย่างถูกต้องระดับความเสี่ยง
ยาฝังคุมกำเนิด0.05 (1 ใน 2,000 คน)0.05ต่ำมาก
ทำหมันชาย0.15 (1 ใน 666 คน)0.1ต่ำมาก
ห่วงอนามัยเคลือบฮอร์โมน0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนรวม)0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ทำหมันหญิงแบบทั่วไป0.5 (1 ใน 200 คน)0.5ต่ำมาก
ห่วงอนามัยหุ้มทองแดง0.8 (1 ใน 125 คน)0.6ต่ำมาก
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนเดี่ยว)6 (1 ใน 17 คน)0.2ปานกลาง
แผ่นแปะคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
วงแหวนคุมกำเนิด (NuvaRing)9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ยาเม็ดคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ถุงยางอนามัยชาย18 (1 ใน 5 คน)2สูง
การหลั่งนอก22 (1 ใน 4 คน)4สูงมาก
การหลั่งใน (ไม่มีการป้องกัน)85 (6 ใน 7 คน)85สูงมาก

หมายเหตุ : ตัวเลขที่แสดงเป็นจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีดังกล่าวจำนวน 100 คน โดยกำหนดให้ สีฟ้า = ความเสี่ยงต่ำมาก / สีเขียว = ความเสี่ยงต่ำ / สีเหลือง = ความเสี่ยงปานกลาง / สีส้ม = ความเสี่ยงสูง / สีแดง = ความเสี่ยงสูงมาก (ข้อมูลจาก : www.contraceptivetechnology.org, Comparison of birth control methods – Wikipedia)

ผู้ที่เหมาะจะฉีดยาคุมกำเนิด

  • สตรีที่ต้องการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย
  • สตรีที่ลืมรับประทานยาคุมกำเนิดบ่อย ๆ ต้องการความสะดวก ไม่ต้องการรับประทานยาคุมกำเนิดแบบเดิมทุก ๆ วัน
  • สตรีหลังคลอดที่กำลังให้นมบุตร (ต้องเป็นยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว)
  • สตรีที่มีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ
  • สตรีที่สูบบุหรี่

ผู้ที่ไม่เหมาะจะฉีดยาคุมกำเนิด

  • ปกติแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ยาฉีดคุมกำเนิดเป็นทางเลือกแรกของสตรีที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือสตรีที่มีอายุเกิน 45 ปีขึ้นไป เพราะยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (โปรเจสติน) จะมีผลต่อความหนาแน่นของกระดูก
  • สงสัยว่าตัวเองตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์
  • มีความดันโลหิตสูงเกิน 160/100 มม.ปรอท
  • เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้
  • เป็นโรคมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์หรือเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์ เช่น มะเร็งเต้านม หรือเคยเป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่า 5 ปี
  • เป็นโรคหลอดเลือด โรคเส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจขาดเลือด
  • เป็นโรคไมเกรนที่มี Aura (อาการที่เกี่ยวกับความรู้สึก เช่น เห็นแสงวาบ เห็นจุดดำ ๆ หรือรู้สึกซ่าบริเวณใบหน้าและมือ)
  • มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เป็นโรคไต โรคตับอักเสบ ตับแข็ง หรือมะเร็งตับ
  • เป็นโรคเลือดออกง่ายและหยุดยาก
  • มีภาวะกระดูกพรุน ไม่ควรใช้ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (โปรเจสติน)
  • มีภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง
  • สตรีที่อ้วนมากเกินไป

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก bangkokhealth.com (นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ) ระบุว่า จากการศึกษาผลในระยะยาวของ DMPA พบว่า มีผลต่อสุขภาพจิตและความรู้สึกทางเพศไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พบอุบัติการณ์เกี่ยวกับการเกิดมะเร็งเต้านมและปากมดลูก รวมถึงความดันโลหิต และไม่พบการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของการทำงานของไตและต่อมไทรอยด์ ส่วนในตับพบว่าในรายที่ใช้ยาเกิน 4 ปีจะมีความผิดปกติ 3% บางข้อมูลระบุว่า ยาฉีดคุมกำเนิดไม่สามารถใช้ได้กับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง โรคลมชัก โรคถุงน้ำดี นอกจากนี้การใช้ยายังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาด้วย เช่น เป็นสิว ขนดก มีความต้องการทางเพศลดลง (siamhealth.net)

advertisement M35

วิธีการฉีดยาคุมกำเนิด

ระยะเวลาในการคุมกำเนิดจะขึ้นอยู่กับชนิดของยาฉีดที่นำมาใช้ ซึ่งจะมีระยะตั้งแต่ 1-3 เดือน ถ้าเป็นยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินอย่างเดียว ตัว Depo-Provera® ขนาด 150 มิลลิกรัม จะต้องใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 3 เดือน โดยไม่เกี่ยวกับน้ำหนักตัวของสตรีที่มารับการฉีดแต่อย่างใด (ในต่างประเทศจะมีขนาด 104 มิลลิกรัม ที่ใช้สำหรับฉีดเข้าใต้ผิวหนังด้วย) แต่ถ้าเป็นตัวยา Norethisterone Enanthate (Noristerat®) ขนาด 200 มิลลิกรัม จะใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 2 เดือนครับ ส่วนยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ตัว Cyclofem® จะต้องฉีดทุก ๆ 1 เดือน ซึ่งยาในกลุ่มนี้จะทำให้มีประจำเดือนมาทุกเดือนครับ

วิธีการฉีดยาคุมกำเนิด

ฉีดยาคุมกำเนิดได้เมื่อไหร่ ? : วันที่ฉีดยาคุมกำเนิดจะต้องเริ่มฉีดยาภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน (เหมือนกับการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด) ส่วนสตรีหลังคลอดบุตร สามารถฉีดยาได้ทันทีหลังการคลอดหรือเริ่มฉีดยา DMPA หลังคลอดประมาณ 4-6 สัปดาห์ ส่วนสตรีแท้งบุตรให้ฉีดได้ทันทีหลังการแท้งหรือเมื่อตรวจติดตาม เมื่อถึงกำหนดฉีดยาในครั้งหน้าก็ต้องไปฉีดยาให้ตรงเวลาตามที่แพทย์นัด โดยไม่ต้องรอให้มีประจำเดือนมาครับ สำคัญมาก ๆ คือ “ห้ามรอจนกว่าจะมีประจำเดือนมาแล้วค่อยไปฉีด” เพราะอาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ถึงเวลาครบกำหนดฉีดก็ต้องไปครับ ส่วนในรายที่ไม่ได้ไปฉีดยาตรงตามกำหนดหรือประจำเดือนหยุดเกิน 7 วัน แล้วจึงค่อยไปฉีด จะต้องระวังเรื่องการตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัวด้วย และควรใช้วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่นไปก่อน เช่น การใช้ถุงยางอนามัย หรือถ้ามีอาการแปลก ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ก็ควรไปตรวจปัสสาวะว่าตั้งครรภ์หรือไม่ด้วยเช่นกัน

สถานที่ฉีดยาคุมกำเนิด : ในปัจจุบันการฉีดยาคุมกำเนิดยังไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองเหมือนกับการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ดังนั้น จึงต้องไปรับบริการจากสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เช่น โรงพยาบาล สถานีอนามัย คลินิกวางแผนครอบครัว หรือตามคลินิกต่าง ๆ โดยแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุขจะเป็นคนฉีดยาให้ครับ เอาเป็นว่าสะดวกที่ไหนก็ไปที่นั่นครับ เมื่อถึงกำหนดฉีดครั้งหน้าจะได้เดินทางมาได้สะดวก

ค่าฉีดยาคุมกำเนิด : ราคาไม่แพงครับ เข็มละ 100-500 บาทครับ ขึ้นอยู่กับสถานที่ฉีด

อาการหลังฉีดยาคุมกำเนิด : ปกติแล้วแพทย์หรือพยาบาลจะฉีดยาคุมกำเนิดเข้าเนื้อบริเวณต้นแขนหรือสะโพก หลังจากฉีดยาอาจมีอาการปวดตึง ๆ ในบริเวณที่ฉีดยาประมาณ 1 วัน แต่หลังจากนี้จะหายไปครับ ที่สำคัญอย่างมากก็คือหลังฉีดเสร็จแล้วไม่ควรเอามือไปคลึงหรือขยี้บริเวณที่ฉีดยา เพราะจะทำให้ตัวยาถูกดูดซึมเร็วเกินไปและทำให้ระดับยาเหลือไม่สูงพอที่จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้จนครบกำหนดเวลา อย่างแทนที่ตัวยาจะได้ 3 เดือน (84 วัน) ก็อาจลดลงเหลือเพียงแค่ 77 วัน เป็นต้น ส่วนอีกในกรณีก็คือ DMPA ที่นัดฉีดทุก 3 เดือน 90 วัน จะพบการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ภายในช่วง 84-90 วัน ดังนั้น แพทย์ส่วนใหญ่จึงนัดมาฉีดยาก่อนครบกำหนดประมาณ 1 สัปดาห์

การดูแลตนเองหลังฉีดยาคุมกำเนิด : ก็ไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษครับ แต่หลังการฉีดยาคุมกำเนิดควรงดมีเพศสัมพันธ์หลังฉีดประมาณ 7 วัน เพื่อที่ฮอร์โมนจะยับยั้งการตกไข่ได้ทั้งหมดก่อน ในระหว่างนี้ก็ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นไปก่อนครับ เช่น การใส่ถุงยางอนามัย แค่ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และต้องไปฉีดยาเข็มต่อไปให้ตรงเวลานัด โดยไม่ต้องรอจนกว่าประจำเดือนจะมา

ระหว่างใช้ยาคุมกำเนิดสามารถกินยาปฏิชีวนะได้หรือไม่ ? : การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะในระหว่างการฉีดยาคุมกำเนิดสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหา เพราะยาฉีดคุมกำเนิดไม่ได้มีปฏิกิริยากับยาปฏิชีวนะหรือไปลดทอนประสิทธิภาพของยาแต่อย่างใด ซึ่งจะแตกต่างจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

เมื่อมีเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังฉีดยาคุมกำเนิดควรทำอย่างไร ? : เมื่อฉีดยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสติน (ที่ใช้ฉีดทุก 2 หรือ 3 เดือน) ถ้าอยากให้อาการเลือดออกกะปริดกะปรอยหยุดไหลหรือให้ประจำเดือนไม่มานาน ๆ ก็สามารถไปพบแพทย์ได้เลยครับ โดยแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือแนะนำให้เปลี่ยนมาฉีดยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม (ฉีดทุก 1 เดือน) หรือเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดมาใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแทนก็ได้

ฉีดยาคุมกำเนิดแล้วจะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ ? : จากข้อมูลในปัจจุบันยังไม่พบว่ายาฉีดคุมกำเนิดเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งเต้านม

สามารถฉีดยาคุมกำเนิดได้นานเท่าไร ? : เรื่องนี้ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัด เพราะยังไม่มีการกำหนดที่แน่นอนว่าควรจะฉีดเท่าไรจึงจะไม่เป็นอันตราย แต่ก็สามารถฉีดไปได้เรื่อย ๆ จนถึงอายุ 45 ปี เพราะหลายคนที่ฉีดยาคุมกำเนิดนานถึง 10-15 ปี ก็ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่หมอบางท่านแนะนำว่าไม่ควรฉีดยาคุมกำเนิดนานเกินกว่า 5 ปี เพราะยังไงก็ต้องถึงเวลาที่ควรจะตัดสินใจว่าจะมีลูกหรือไม่ ถ้าอยากมีก็ให้หยุดฉีดยาคุมกำเนิด แต่ถ้าไม่ต้องการที่จะมีลูกเลยก็ควรไปทำหมัน ก็ดูจะปลอดภัยมากกว่า

เมื่อหยุดฉีดยาคุมกำเนิดจะพร้อมมีลูกได้เมื่อไหร่ ? : โดยทั่วไปแล้วเมื่อหยุดฉีดยาคุมกำเนิดหลังจากครบกำหนดฉีด ระดับยาที่ฉีดยังคงค้างอยู่ในกระแสเลือด จึงทำให้การกลับมาของประจำเดือนจะมาช้ากว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่ต้องทานแบบวันต่อวัน ซึ่งกว่าประจำเดือนจะกลับมาเป็นปกติก็จะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนหรืออาจนานกว่านั้น แต่โดยทั่วไปแล้วประมาณ 70% สามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากหยุดฉีดยาคุมกำเนิด และในปีที่สองประมาณ 90%

ประโยชน์ของการฉีดยาคุมกำเนิด

  • ลดอาการเครียดก่อนมีประจำเดือน
  • ลดอุบัติการณ์ของภาวะโลหิตจาง
  • ลดภาวะซีดและอาการปวดประจำเดือน เนื่องจากทำให้ไม่มีประจำเดือนหรือประจำเดือนมาน้อย
  • ลดโอกาสในการเกิดการตั้งครรภ์หรือท้องนอกมดลูกได้ เพราะโอกาสในการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานมีน้อยลง
  • ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เนื่องจากยาฉีดคุมกำเนิดจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงและไม่มีการแบ่งเซลล์
  • ลดโอกาสการติดเชื้อหรือเกิดการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เนื่องจากปากมดลูกเหนียวข้นจะช่วยป้องกันเชื้อต่าง ๆ ไม่ให้ผ่านเข้าไปในมดลูกได้
  • ช่วยป้องกันอุบัติการณ์เกิดเนื้องอกมดลูก
  • ลดอุบัติการณ์เกิดซีสต์ในรังไข่ (Ovarian Cysts)
  • ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่
  • ลดอุบัติการณ์เกิดเชื้อรา
  • DMPA สามารถช่วยป้องกัน Sickle cell crisis ได้
  • ช่วยลดจำนวนความถี่ของการชัก
  • ใช้รักษาภาวะผิดปกติและโรคทางนรีเวชได้ เช่น endometriosis, endometrial hyperplasia, precocious puberty และถ้าใช้หลังหมดระดูจะช่วยลดอาการ vasomotor symptoms (กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทอัตโนมัติ อาการที่พบได้แก่ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากในตอนกลางคืน)

ผลข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิด

  • อาการข้างเคียงของการฉีดยาคุมกำเนิดในชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Noristerat®, Depo-Provera®) มีดังนี้
    1. ประจำเดือนเปลี่ยนแปลง หลังจากฉีดยาคุมกำเนิดอาจมีเลือดออกคล้ายประจำเดือน ในบางรายอาจมีเลือดออกแบบกะปริดกะปรอย ออกบ้างหยุดบ้าง หรือออกทั้งเดือนก็มี ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่พบได้บ่อย แต่จะเกิดขึ้นเมื่อฉีดยาเข็มแรก ๆ แล้วต่อไปจะมีเลือดออกแบบกะปริดกะปรอยน้อยลงและเว้นระยะเวลานานขึ้น จนกลายเป็นไม่มีประจำเดือน หรือในบางรายฉีดยาไปแล้วประจำเดือนอาจขาดไปเลยก็มี แต่ไม่มีอันตรายอย่างใดครับ แถมยังช่วยป้องกันโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็กได้อีกด้วย (ประจำเดือนไม่มา ไม่ได้หมายความว่าจะมีเลือดคั่งค้างอยู่ในร่างกาย เพราะเลือดเสียในร่างกายจะถูกขับออกทางตับและน้ำดีที่ออกมากับอุจจาระและปัสสาวะ) แต่ถ้าอยากให้เลือดออกกะปริดกะปรอยหยุดไหลหรือประจำเดือนไม่มานาน ๆ และอยากให้ประจำเดือนมาก็ไปหาหมอได้เลยครับ เพราะจะมีตัวยาที่กินแล้วจะช่วยให้ประจำเดือนหยุดไหลหรือมาได้
    2. การหลั่งน้ำนมแม่ ผู้ฉีดยาคุมกำเนิดจะมีปริมาณน้ำนมแม่มากกว่าปกติ (ไม่ได้เพิ่มมากนัก) แต่ส่วนประกอบของสารอาหารในน้ำนมแม่ยังคงเป็นปกติ แม้ว่ายาที่ฉีดเข้าไปจะถูกขับออกมาทางน้ำนมได้ แต่ก็มีจำนวนน้อยจนไม่เกิดผลเสียต่อลูกน้อยแต่อย่างใด
    3. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ที่กลัวอ้วน ไม่แนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาคุมกำเนิด เพราะจากผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ฉีดยาคุมกำเนิดจำนวน 3 ใน 5 รายมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 1-5 กิโลกรัมต่อปี) อีก 1 รายมีน้ำหนักคงที่ ส่วนอีกรายน้ำหนักลดลง แต่จริง ๆ แล้วอาหารก็มีส่วนเยอะครับ จะโทษแต่ยาฉีดคุมกำเนิดอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ถ้าควบคุมอาหารได้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรครับ ถ้าใช้ไปแล้วน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 กิโลกรัมหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แพทย์อาจแนะนำให้หยุดใช้ยาแล้วเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นแทน
    4. ผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย การฉีดยาคุมกำเนิดอาจทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือด การทำงานของตับ และระบบการเผาผลาญสารอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามถ้าเป็นโรคในระบบเหล่านี้อยู่ก็ควรไปปรึกษาหมอก่อนจะฉีดยาคุมกำเนิด หรือในขณะที่ฉีดอยู่แล้วถ้าเป็นก็ควรบอกให้หมอทราบด้วย
    5. ภาวะกระดูกบาง เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสตินจะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ ทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงและมีผลทำให้มวลกระดูก ความหนาแน่นของกระดูกลดลง แต่จะเป็นผลแบบชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหยุดฉีดยาคุมชนิดนี้แล้ว ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะกลับคืนมาปกติ แต่จากการศึกษาและการรวบรวมรายงานของสุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล ไม่พบความแตกต่างระหว่างความแน่นของกระดูกในกลุ่มผู้ฉีดยาคุมกำเนิดนานกว่า 3 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งผลการศึกษานี้แตกต่างจากการศึกษาในสตรีจากนิวซีแลนด์ ที่พบว่าความหนาแน่นของกระดูกลดลง เมื่อใช้ยาฉีดนานกว่า 5 ปี
    6. อาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อาจมีการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ มึนงง ใจสั่น อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิด อ่อนเพลีย อึดอัดในท้อง ปวดท้อง แต่อาการเหล่านี้ยังไม่แน่นอนครับ เพราะอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้
  • อาการข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Cyclofem®) ที่อาจพบได้คือ อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เป็นฝ้า จุดด่างดำ มีอาการคัดตึงหน้าอกหรือเต้านม

ข้อดีของการฉีดยาคุมกำเนิด

  1. สามารถรับบริการได้ง่าย เนื่องจากวิธีการและอุปกรณ์สำหรับการให้บริการไม่ยุ่งยาก เลือกให้บริการแก่สตรีทั่วไปได้อย่างกว้างขวาง เพราะยาฉีดมีข้อห้ามในการใช้ยาน้อย
  2. มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก (มากกว่าหรือเทียบเท่ากับการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด)
  3. ราคาถูกเมื่อเทียบกับวิธีคุมกำเนิดแบบอื่น เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด หรือ การใส่ห่วงอนามัย
  4. ให้ความสะดวก ใช้งานง่าย ฉีดครั้งเดียวก็สามารถคุมกำเนิดได้นานถึง 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ทุกวันเหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด
  5. ไม่ขัดขวางขั้นตอนต่าง ๆ ของการร่วมเพศ
  6. สามารถใช้ได้ดีในขณะให้นมลูก เพราะไม่ทำให้น้ำนมแห้ง
  7. การไม่มีประจำเดือนภายหลังการฉีดมีผลดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง
  8. มีผลพลอยได้ทางด้านสุขภาพอื่น ๆ หลายอย่างตามที่กล่าวมา

ข้อเสียของยาฉีดคุมกำเนิด

  1. จะต้องเสียเวลาไปสถานที่รับบริการบ้างและอาจทำให้ลืมเวลานัดได้
  2. ต้องให้แพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุขเป็นคนฉีดยาให้
  3. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
  4. ประจำเดือนอาจเปลี่ยนแปลง มาไม่สม่ำเสมอ มากะปริดกะปรอย หรือไม่มีประจำเดือน และหลาย ๆ รายอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
  5. เนื่องจากการที่มีเลือดออกแบบกะปริดกะปรอย (ในช่วงแรกของการฉีด หรืออาจจะหลายเดือน) จึงทำให้ต้องใส่ผ้าอนามัยอยู่ตลอดเวลา จะไม่ใส่ก็ไม่ได้ เพราะบางครั้งก็มาโดยไม่ได้นัดแนะ ปัญหาที่ตามมาก็คือทำให้เกิดความอับชื้น มีตกขาว เป็นต้น
  6. เมื่อเกิดอาการข้างเคียงจะต้องรอจนกว่ายาคุมจะหมดฤทธิ์ อาการถึงจะหายไปเอง
  7. เมื่อหยุดฉีดร่างกายจะยังไม่พร้อมมีลูกได้ทันที (มีลูกได้ช้ากว่าการคุมกำเนิดแบบอื่น) โดยอาจจะต้องรอไปเกือบ 1 ปี ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าการฉีดยานาน ๆ จะทำให้เป็นหมัน เรื่องนี้ไม่จริงครับ แต่อาจจะทำให้มีลูกได้ช้า ไม่ทันใจ คนที่ฉีดยาคุมกำเนิดจึงต้องวางแผนไว้อย่างดี เพราะไม่ใช่เมื่อพร้อมจะมีลูกก็จะหยุดฉีดแล้วจะมีได้ทันที แต่ต้องรอไประยะหนึ่งก่อนครับ เช่น บางคนฉีดยาไป 3 ปีกว่า กว่ายาจะหมดฤทธิ์ก็ต้องรอไปอีก 10 เดือน แต่ถ้าฉีดนานกว่านั้นก็อาจจะรอยาวนานขึ้นไปอีก โดย NET-EN จะทำให้ภาวการณ์เจริญพันธุ์กลับคืนมาเร็วกว่า DMPA สรุปคือ “การฉีดยาคุมกำเนิดไม่ทำให้มีบุตรยากหรือเป็นหมันแต่อย่างใด แต่จะทำให้มีบุตรได้ช้า เพราะฤทธิ์ยายังคงอยู่
References
  1. กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศอ.4.  “ยาฉีดคุมกำเนิด”.  (นพ.วิชาญ ติปะวาโร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : hpe4.anamai.moph.go.th.  [08 ต.ค. 2015].
  2. ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ.  “การฉีดยาคุมกำเนิด”.  (นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.bangkokhealth.com.  [08 ต.ค. 2015].
  3. หาหมอดอทคอม.  “การฉีดยาคุมกำเนิด”.  (รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ประนอม บุพศิริ).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [08 ต.ค. 2015].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M36

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.