• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

ยาฆ่าเชื้ออสุจิ : 13 ข้อดี-ข้อเสีย & ประสิทธิภาพของยาฆ่าอสุจิ !!

POSTED: เวลา 6:32 น. 13 ตุลาคม 2015, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
ยาฆ่าอสุจิ

ยาฆ่าเชื้ออสุจิ

ยาฆ่าเชื้ออสุจิ หรือ ยาฆ่าอสุจิ (Spermicide) คือ การคุมกำเนิดแบบชั่วคราววิธีหนึ่ง ที่มีความปลอดภัย โอกาสเกิดผลข้างเคียงมีน้อย โดยเป็นการใส่ยาเข้าไปในช่องคลอดก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ตัวยาทำลายหรือฆ่าเชื้ออสุจิหลังจากการมีเพศสัมพันธ์และมีการหลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอด ตัวยาจะทำให้เชื้ออสุจิที่อยู่ในช่องคลอดตาย ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่มดลูกไปผสมกับไข่ได้ เมื่อไม่มีการผสมกับไข่ จึงไม่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ ซึ่งยาฆ่าเชื้ออสุจิที่นำมาใช้กันในปัจจุบันก็มีอยู่หลากหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น ยาเหน็บช่องคลอด ยาเม็ดฟองฟู่ ฟองอัดในกระป๋อง ครีม เยลลี่ เป็นต้น

รูปแบบของยาฆ่าเชื้ออสุจิ

สารที่นิยมนำมาใช้ทำเป็นยาฆ่าอสุจิมากที่สุด คือ Nonoxynol-9 (สารประกอบอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้ออสุจิได้) ซึ่งมีอยู่ในผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เช่น ยาเม็ดฟองฟู่, ฟองอัดในกระป๋อง, ยาเหน็บช่องคลอด, แบบเยลลี่, แบบครีม, แบบโฟม (โดยการฉีดจากกระป๋อง), แบบแผ่นฟิล์มบาง ๆ เป็นต้น ซึ่งเมื่อสอดหรือใส่ยาเข้าไปในช่องคลอดของสตรีแล้ว ตัวยาจะเข้าไปเคลือบบริเวณปากมดลูกและคอยทำลายเชื้ออสุจิที่ผ่านเข้ามา เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้

นอกจากรูปแบบดังที่กล่าวมาแล้ว ยาฆ่าเชื้ออสุจิยังมีอยู่ในรูปแบบอื่น ๆ อีกด้วย คือ การเคลือบยาฆ่าเชื้ออสุจิในถุงยางอนามัยของฝ่ายชาย และเคลือบยาฆ่าเชื้ออสุจิในฟองน้ำคุมกำเนิดสตรี (Contraceptive sponge ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่มีลักษณะเป็นก้อนกลมที่มีรูพรุนเล็ก ๆ จำนวนมากคล้ายฟองน้ำ และเคลือบไปด้วยสารฆ่าเชื้ออสุจิ เมื่อใส่เข้าไปในช่องคลอดโดยให้ไปคลุมอยู่ที่ปากมดลูกเพื่อช่วยคุมกำเนิด) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดให้ดียิ่งขึ้น

การออกฤทธิ์ของยาฆ่าเชื้ออสุจิ

สารฆ่าอสุจิจะไปทำให้ตัวอสุจิไม่เคลื่อนไหว ทำลายหรือฆ่าตัวอสุจิ ทำให้ตัวอสุจิไม่สามารถผ่านปากโพรงมดลูกเข้าไปผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงได้

ประสิทธิภาพของยาฆ่าเชื้ออสุจิ

ตามหลักแล้วการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิอย่างถูกต้อง (Perfect use) จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 18% ซึ่งหมายความว่า จำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิจำนวน 100 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 18 คน แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่าอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 28% หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 คน จากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ (วิธีนี้เป็นวิธีที่มีโอกาสล้มเหลวสูงสุดของการคุมกำเนิดด้วยวิธีทางการแพทย์) ซึ่งสาเหตุก็น่าจะมาจากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง สอดยาตื้นเกินไป หรือมีเพศสัมพันธ์ก่อนที่ตัวยาจะออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ องค์การอนามัยโลกจึงมีคำแนะนำว่า ควรใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิร่วมกับวิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นอยู่เสมอ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดให้มีมากขึ้น เช่น การสวมถุงยางอนามัย, หมวกครอบปากมดลูก, การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น การนับวัน การหลั่งนอก เป็นต้น ส่วนด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคุมกำเนิดด้วยวิธีการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

วิธีคุมกำเนิดการใช้แบบทั่วไปการใช้อย่างถูกต้องระดับความเสี่ยง
ยาฝังคุมกำเนิด0.05 (1 ใน 2,000 คน)0.05ต่ำมาก
ทำหมันชาย0.15 (1 ใน 666 คน)0.1ต่ำมาก
ห่วงอนามัยเคลือบฮอร์โมน0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนรวม)0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ทำหมันหญิงแบบทั่วไป0.5 (1 ใน 200 คน)0.5ต่ำมาก
ห่วงอนามัยหุ้มทองแดง0.8 (1 ใน 125 คน)0.6ต่ำมาก
หมวกครอบปากมดลูกแบบ Lea's Shield (สตรีที่ไม่มีบุตร)5 (1 ใน 20 คน)ไม่มีข้อมูลต่ำ
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนเดี่ยว)6 (1 ใน 17 คน)0.2ปานกลาง
หมวกครอบปากมดลูกแบบ FemCap7.6 (1 ใน 13 คน)ไม่มีข้อมูลปานกลาง
หมวกครอบปากมดลูกแบบ Prentif (สตรีที่ไม่มีบุตร)9 (1 ใน 11 คน)16ปานกลาง
แผ่นแปะคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
วงแหวนคุมกำเนิด (NuvaRing)9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ยาเม็ดคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ฝาครอบปากมดลูก (Diaphragm)12 (1 ใน 8 คน)6สูง
ฟองน้ำคุมกำเนิด (สตรีที่ไม่มีบุตร)12 (1 ใน 8 คน)19สูง
หมวกครอบปากมดลูกแบบ Lea's Shield (สตรีที่มีบุตร)15 (1 ใน 6 คน)ไม่มีข้อมูลสูง
ถุงยางอนามัยชาย18 (1 ใน 5 คน)2สูง
การหลั่งนอก22 (1 ใน 4 คน)4สูงมาก
ฟองน้ำคุมกำเนิด (สตรีที่มีบุตร)24 (1 ใน 4 คน)20สูงมาก
หมวกครอบปากมดลูกแบบ Prentif (สตรีที่มีบุตร)26 (1 ใน 3 คน)32สูงมาก
ยาฆ่าเชื้ออสุจิ (Spermicidal)28 (1 ใน 3 คน)18สูงมาก
การหลั่งใน (ไม่มีการป้องกัน)85 (6 ใน 7 คน)85สูงมาก

หมายเหตุ : ตัวเลขที่แสดงเป็นจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีดังกล่าวจำนวน 100 คน โดยกำหนดให้ สีฟ้า = ความเสี่ยงต่ำมาก / สีเขียว = ความเสี่ยงต่ำ / สีเหลือง = ความเสี่ยงปานกลาง / สีส้ม = ความเสี่ยงสูง / สีแดง = ความเสี่ยงสูงมาก (ข้อมูลจาก : www.contraceptivetechnology.org, Comparison of birth control methods – Wikipedia)

ผู้ที่เหมาะจะใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ

  • คู่ที่นาน ๆ จะมีเพศสัมพันธ์กันสักครั้ง
  • คู่ที่ฝ่ายชายไม่ยอมใช้ถุงยางอนามัย แต่ฝ่ายหญิงต้องการที่จะคุมกำเนิด
  • ผู้ที่พร้อมจะยอมรับการตั้งครรภ์ หากการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ล้มเหลว
  • ผู้ที่ไม่สะดวกเข้ารับบริการการวางแผนครอบครัวจากบุคลากรทางการแพทย์ได้ เช่น การฉีดยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย เป็นต้น

ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือโรคเอดส์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากยาฆ่าอสุจินี้อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองทั้งในผนังช่องคลอดหรือที่อวัยวะเพศของฝ่ายชาย หรือทำให้เกิดรอยแผลหรือรอยถลอกได้ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อหรือติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • คู่ที่มีเพศสัมพันธ์กันบ่อย ๆ เพราะการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้มีโอกาสล้มเหลวได้สูง และยานี้ก็ต้องใช้ทุกครั้งก่อนการมีเพศสัมพันธ์ จึงอาจทำให้ไม่สะดวก

วิธีใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ

การใช้ยาหรือสารฆ่าอสุจิจะต้องใส่เข้าไปในช่องคลอดก่อนการมีเพศสัมพันธ์เสมอ โดยทั่วไปแล้วจะต้องใส่ยาเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดจนถึงบริเวณปากมดลูกก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ยากระจายตัวได้ทั่วช่องคลอด ถ้าเป็นพวกฟองฟู่จะกระจายตัวได้เร็วกว่ายาแบบครีมและแบบเหน็บ โดยจะมีฤทธิ์ในการคุมกำเนิดได้ประมาณ 30-60 นาที การใส่ยาครั้งหนึ่งจะสามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้สำหรับการร่วมเพศเพียง 1 ครั้งเท่านั้น เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์อ่อนและต้องใช้เวลาในการฆ่าอสุจิ ถ้าหากมีการร่วมเพศซ้ำจะต้องใส่ยาอีกครั้ง และหลังจากร่วมเพศเสร็จใหม่ ๆ ไม่ควรรีบสวนล้างช่องคลอด เพราะน้ำจะไปละลายตัวยาออกมา ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง ถ้าต้องการสวนล้างช่องคลอดก็ให้ทำภายหลังการร่วมเพศประมาณ 6-8 ชั่วโมงขึ้นไป นอกจากนี้หลังจากใส่ยาแล้วก็ไม่ควรจะลุก ยืน เดิน หรือไปนั่งถ่ายปัสสาวะ/อุจจาระ จนกว่าจะมีเพศสัมพันธ์เรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาไหลออกมา ดังนั้น ก่อนจะใส่ยาเข้าไปในช่องคลอดทุกครั้ง ก็ควรจะทำอะไรให้เรียบร้อยเสียก่อน

วิธีใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ

โดยรูปแบบของยาฆ่าอสุจิก็มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน ผู้ใช้ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่เขียนแนะนำไว้ในฉลากอย่างเคร่งครัด เพราะยาแต่ละรูปแบบจะมีวิธีการใช้ ขนาดของยาที่ใช้ และระยะเวลาที่ต้องใส่แตกต่างกันออกไป เช่น

  • ยาฆ่าเชื้ออสุจิชนิดเม็ด : วิธีการใช้จะเหมือนการใช้ยาสอดช่องคลอดทั่วไป โดยให้นั่งยอง ๆ หรือนอนชันเข่า แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งจับยาสอดเข้าไปในช่องคลอด และใช้นิ้วชี้ดันเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกมากที่สุด

ยาฆ่าตัวอสุจิ

  • ยาเม็ดฟองฟู่ฆ่าเชื้ออสุจิ (Foam Tablet) : มีลักษณะเป็นเม็ดกลม มีรูตรงกลาง มีขนาดเท่ายารับประทานทั่วไป ก่อนใช้ต้องนำไปจุ่มน้ำสะอาด ให้ยาเม็ดชุ่มน้ำพอสมควร แล้วจึงสอดเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุด แล้วรอประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ยาละลายกลายเป็นฟองอยู่ในช่องคลอด ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์
  • ยาฆ่าเชื้ออสุจิชนิดฟอง (Aerosol Foams) : มีลักษณะเป็นฟองอัดอยู่ในขวด เป็นยาฆ่าอสุจิที่มีการกระจายตัวในช่องคลอดได้ดี ตัวฟองสามารถกระจายไปคลุมช่องคลอดและปากมดลูกได้เร็วมาก แต่ต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์ประกอบคือหลอดฉีดฟอง (ลักษณะคล้ายหลอดฉีดยา) โดยใช้หลอดดูดฟองออกมาจากกระป๋องที่มีฟองบรรจุอยู่ จากนั้นสอดหลอดฉีดยาเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุด แล้วขยับกลับมา 1 นิ้วฟุต ก่อนที่จะดันหลอดฉีดฟองอัดเข้าไปในช่องคลอด (ปกติท่าที่ใส่ยาได้ง่าย คือ ท่านอนหงาย หรือท่านั่งยอง ๆ) ซึ่งตัวยาจะเริ่มมีผลในการคุมกำเนิดได้ภายใน 2-3 นาทีหลังใส่ และป้องกันการคุมกำเนิดได้ประมาณ 1 ชั่วโมง

ยาฆ่าเชื้ออสุจิชนิดฟอง

  • ยาฆ่าเชื้ออสุจิในรูปแบบครีมหรือเยลลี่ (Cream and Jellies) : ยารูปแบบนี้จะมีแท่งพลาสติกที่ใช้บรรจุยา ใช้สำหรับสอดแท่งพลาสติกเข้าไปในช่องคลอด แล้วจึงดันยาออกจากหลอดให้มาอยู่ช่องคลอด แล้วรอประมาณ 10-15 นาที ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์

ครีมฆ่าเชื้ออสุจิ

  • ฟองน้ำคุมกำเนิด (Contraceptive Sponge) : เป็นสารสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นสารปรุพรุนและเคลือบไปด้วยน้ำยาฆ่าอสุจิ ตัวฟองน้ำจะมีลักษณะเป็นรูปกลม รูปรี หรือเป็นรูปคล้ายโดนัท ใช้สำหรับสอดใส่ในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเพื่อช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ แต่การใช้จะต้องสอดเข้าไปในช่องคลอดให้ถูกวิธีก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ สามารถใส่ไว้ในช่องคลอดได้ 1 วัน ในระหว่างนี้ถ้ามีการร่วมเพศหลายครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใส่ยาเพิ่ม แต่การจะเอาฟองน้ำออกก็ต้องทิ้งไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไปหลังจากมีเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ตัวยาได้ทำลายอสุจิให้หมด แต่ฟองน้ำที่ว่านี้ในบ้านเรายังไม่มีขายนะครับ คงต้องรอไปก่อน และใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นแทน

ฟองน้ำคุมกำเนิด

  • ยาฆ่าเชื้ออสุจิชนิดแผ่นฟิล์ม (Contraceptive Film)

ยาฆ่าเชื้ออสุจิชนิดแผ่นฟิล์ม

ผลข้างเคียงของยาฆ่าเชื้ออสุจิ

  • อาจทำให้เกิดการแพ้ยาฆ่าเชื้ออสุจิได้ โดยอาจทำให้เกิดการระคายเคือง บวมแดง ทั้งต่อช่องคลอดของสตรีและต่ออวัยวะเพศชาย
  • หากเกิดเป็นแผลถลอกที่เกิดจากการระคายเคือง จะทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ง่ายมากขึ้น
  • อาจทำให้เกิดการติดเชื้อยีสต์หรือเชื้อราในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น
  • อาจทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
  • มีโอกาสเกิดช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น หรือที่เรียกว่าโรค Bacterial Vaginosis ได้มากขึ้น

ข้อดีของยาฆ่าเชื้ออสุจิ

  1. เป็นยาที่ใช้ได้ง่าย สามารถใช้ได้ด้วยตนเองหรือคู่นอน ไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์
  2. มีราคาไม่แพง หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์
  3. ยานี้มีความปลอดภัยสูง โอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนมีน้อย
  4. ไม่มีผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนเหมือนการคุมกำเนิดแบบอื่น เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด เป็นต้น
  5. เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ไม่ได้พบกันบ่อย เพราะจะใช้เฉพาะเวลาร่วมเพศเท่านั้น ถ้าใช้วิธีนี้ร่วมกับการป้องกันอย่างอื่น เช่น การนับวันปลอดภัย หลั่งภายนอก หรือสวมถุงยางอนามัย ก็จะช่วยให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงขึ้นด้วย
  6. สามารถใช้ได้ในสตรีที่กำลังเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ข้อเสียของยาฆ่าเชื้ออสุจิ

  1. ประสิทธิภาพในด้านการคุมกำเนิดยังไม่สูงนัก จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากถ้าใส่ยาเข้าไปไม่ลึกพอ หรือยายังไม่กระจายตัวดีพอ หรือใช้ยาไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้จะใส่ยาไว้รอก็ไม่ได้ จะต้องใส่ยาในช่วงเวลาที่จำกัดเท่านั้น (10-15 นาที) ซึ่งอาจทำให้ขัดต่อความรู้สึกและอารมณ์ของทั้งคู่ได้
  2. เนื่องจากการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงสูง การป้องกันการตั้งครรภ์จึงต้องใช้ร่วมกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นเสมอ เช่น การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ (เช่น การหลั่งนอก, นับวัน), การใช้ร่วมกับถุงยางอนามัย, หมวกครอบปากมดลูก (Cervical cap), แผ่นกั้นปากมดลูก (Diaphragm) เป็นต้น
  3. ในบางคู่จะไม่นิยมใช้วิธีคุมกำเนิดรูปแบบนี้กันมากนัก เพราะยาที่ใส่เข้าไปอาจทำให้รู้สึกเหนียว แฉะ เปื้อน หรือมีการหล่อลื่นในช่องคลอดมากเกินไป จนก่อให้เกิดความรำคาญได้
  4. ต้องใช้ทุกครั้งเมื่อจะมีเพศสัมพันธ์
  5. ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิทุกครั้ง เช่น หลอดฉีดโฟม หลอดฉีดของเหลวเข้าไปในช่องคลอด เป็นต้น
  6. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
  7. ในรายที่แพ้ยา อาจทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง บวมแดง หรือแสบได้
References
  1. หาหมอดอทคอม.  “การคุมกำเนิดด้วยยาฆ่าอสุจิ Spermicidal contracep tion”.  (รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ประนอม บุพศิริ).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [13 ต.ค. 2015].
  2. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.  “การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ไม่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : kanchanapisek.or.th/kp6/.  [13 ต.ค. 2015].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.