• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

ยมหิน สรรพคุณและประโยชน์ของต้นยมหิน 5 ข้อ !

POSTED: เวลา 6:46 น. 21 พฤษภาคม 2014, UPDATED: 01 มีนาคม 2016
ยมหิน

advertisement M10

ยมหิน

ยมหิน ชื่อสามัญ Almond-wood, Chickrassy Chittagong-wood[2]

ยมหิน ชื่อวิทยาศาสตร์ Chukrasia tabularis A.Juss.[4] (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Chukrasia velutina M.Roem.)[1],[2] จัดอยู่ในวงศ์กระท้อน (MELIACEAE)[1]

สมุนไพรยมหิน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ฝักดาบ (จันทบุรี), เสียดกา (ปราจีนบุรี), เสียดค่าย (สุราษฎร์ธานี), ยมขาว (ภาคเหนือ), มะเฟืองต้น มะเฟืองช้าง ยมหิน สะเดาหิน สะเดาช้าง (ภาคกลาง), ช้ากะเดา (ภาคใต้), มะยมหลวง (ไทใหญ่), โค้โย่ง (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), ริ้งบ้าง รี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ลำชา (ลั้วะ), ตุ๊ดสะเต๊ะ (ขมุ) เป็นต้น[1],[2],[4],[6]

Note : ต้นยมหินเป็นต้นไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์พระบรมราชินีนาถพระราชทานเพื่อปลูกเป็นไม้มงคลประจำจังหวัดแพร่[2]

ลักษณะของต้นยมหิน

  • ต้นยมหิน จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่เร็ว เรือนยอดเป็นทรงพุ่มรูปกรวยต่ำ มีความสูงของต้นประมาณ 15-25 เมตร ลำต้นเปลาตรง มีพูพอนที่โคนต้น เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลคล้ำ สีเทา หรือสีเทาปนดำ เปลือกต้นแตกเป็นสะเก็ดรูปสี่เหลี่ยมเมื่อมีอายุมากขึ้น แตกเป็นร่องลึกตามยาวของลำต้น เปลือกชั้นในเป็นสีแดงออกน้ำตาลหรือสีชมพู ส่วนกระพี้เป็นสีเหลืองคล้ายฟางข้าว และแก่นไม้เป็นสีเหลืองเข้มถึงสีน้ำตาล กิ่งอ่อน ใบอ่อน และช่อดอกมีขนนุ่ม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชุ่มชื้นปานกลาง จัดเป็นไม้กลางแจ้ง พบได้ตามป่าเบญจพรรณแล้งและชื้นทั่วไป ป่าดิบแล้ง และป่าผลัดใบผสม ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-800 เมตร มีเขตการกระจายพันธุ์จากอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในปัจจุบันนี้มีจำนวนที่พบได้ในธรรมชาติลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเดิมทีแล้วต้นยมหินเป็นพรรณไม้ที่ขึ้นตามป่า มีการกระจัดกระจายไปตามภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันเกิดปัญหาการบุกรุกป่าและการเสื่อมของดิน ทำให้ต้นยมหินได้รับผลกระทบไปด้วย[1],[2],[3]

ต้นยมหิน

เปลือกต้นยมหิน

  • ใบยมหิน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกออกเยื้องกันเล็กน้อย ก้านใบยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 6-20 คู่ จัดเรียงตัวกันแบบสลับ แต่ใบย่อย 2 คู่แรกจะเรียงตัวกันแบบตรงข้าม ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี รูปไข่ หรอรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือกลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 3.5-6.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-17.5 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมัน ท้องใบมีขนอ่อนนุ่ม 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นขนยาว ปลายแหลม อ่อนนุ่ม ส่วนอีกชนิดจะมีจำนวนน้อยกว่าและสั้นกว่า มีลักษณะปลายขนมนแข็งกว่าชนิดแรง ขึ้นปกคลุมด้านหลังใบเป็นจำนวนมาก ก้านใบยาวประมาณ 2-8 มิลลิเมตรsup>[1],[2],[7]

ใบยมหิน

  • ดอกยมหิน ออกดอกเป็นช่อตามมุมกิ่งอ่อนหรือตามปลายยอด ปลายช่อห้อยลง มีความยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร กิ่งหลักของช่อดอกยาวประมาณ 16 เซนติเมตร ส่วนกิ่งย่อยยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ดอกนมหินมีขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม มีความยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร เป็ดอกชนิดมีเพศเดียวและดอกแบบสมบูรณ์เพศ มีใบประดับขนาดประมาณ 2-7 มิลลิเมตร ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบ และจะหลุดร่วงไปเมื่อดอกบาน ก้านดอกยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร อยู่ติดกับก้านดอกเทียมซึ่งยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร และอยู่ติดกับกลีบเลี้ยงซึ่งเป็นสีเขียวออกม่วงหรือสีแดง มีกลีบ 4-5 กลีบ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5-3.5 มิลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกมีปลายมน ส่วนกลีบดอกมีกลีบ 4-5 กลีบ แยกจากกันอย่างอิสระ โดยจะมีความยาวมากกว่ากลีบเลี้ยง หรือยาวประมาณ 12-20 มิลลิเมตร มีรูปร่างเป็นแผ่นยาวแคบ ปลายมน เป็นสีเขียวอ่อนหรือสีเหลืองปนสีม่วง มีขนสั้น ๆ ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วทั้งกลีบดอก ก้านชูเกสรเพศผู้มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ปลายเรียวแคบ ขอบหยักเล็กน้อย เกสรเพศผู้ติดอยู่บนขอบทรงกระบอกนี้ ไม่มีขน มีสีเหมือนกลีบดอก มีรูปทรงแบบขอบขนาน ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ส่วนรังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ เป็นรูปทรงคล้ายแจกัน ภายในมีช่องประมาณ 3-5 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีไข่เป็นจำนวนมาก ส่วนก้านชูเกสรเพศเมียจะมีลักษณะยาวแคบ ส่วนปลายมีรอยหยัก แบ่งออกเป็น 3-5 หยัก มีน้ำเหนียว ๆ และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม เรณูมีลักษณะเป็นเรณูเดี่ยวขนาดเล็ก เรณูมีขั้วและได้สัดส่วนกันทุกด้าน ขนาดความยาวของแนวแกนระหว่างขั้วต่อความกว้างของแนวแก่นเส้นศูนย์สูตรเฉลี่ยเท่ากับ 21:19.74 ไมโครมิเตอร์ รูปทรงของเรณูเป็นแบบ prolate-spheroidal มีช่องเปิดแบบผสมจำนวน 4 ช่อง และมีผนังเรณูเป็นแบบร่างแห ออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนภุมภาพันธ์[1],[2],[6],[7]

รูปดอกยมหิน

ดอกยมหิน

  • ผลยมหิน ผลออกเป็นพวง ลักษณะของผลเป็นรูปทรงรีหรือรูปไข่ ผลเป็นผลแบบผลแห้งมีเปลือกแข็งสีน้ำตาล ปลายผลเป็นติ่งแหลม ผลมีขนาดยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.8-4 เซนติเมตร ผลเป็นสีน้ำตาล เมื่อสุกจะเปลี่ยนสีดำ เมื่อแห้งหรือแก่จะแตกเป็น 3-5 เสี่ยง ภายในผลแบ่งออกเป็นช่องประมาณ 3-5 ช่อง มีเมล็ดลักษณะแบน เป็นแผ่นบาง ๆ สีน้ำตาล มีความเป็น 2 เท่า ของความกว้าง โดยมีขนาดกว้างประมาณ 0.4-1.0 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.8-1.8 เซนติเมตร ในแต่ละช่องของผลจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 60-100 เมล็ด ซึ่งการเรียงตัวของเมล็ดยมหินจะเรียงตัวกันแบบสลับกันระหว่างส่วนหัวและปลายเมล็ดที่อยู่ในช่องแต่ละช่อง[1],[6],[7]

ลูกยมหิน

ผลยมหิน

เมล็ดยมหิน

สรรพคุณของยมหิน

  1. เปลือกจากเนื้อไม้ ใช้ผสมกับเป็นยาปรุงแก้ไข้เปลี่ยนฤดู หนาว ๆ ร้อน ๆ ไข้จับสั่น (เปลือกจากเนื้อไม้)[1]
  2. เปลือกใช้เป็นยาสมานแผล[5]
advertisement M11

ประโยชน์ของยมหิน

  1. ผลสุกใช้รับประทานได้ (ชาวลั้วะ)[4]
  2. เนื้อไม้ยมหินมีลายไม้ที่สวยงามและเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองเป็นมัน เนื้อไม้ละเอียด ไสกบตกแต่งได้ง่าย ชักเงาได้ดี เป็นไม้ที่เหมาะสำหรับงานไม้ที่ใช้ในที่ร่ม และไม่ควรให้ส่วนหนึ่งส่วนใดสัมผัสกับดิน โดยเนื้อไม้ ไม้ท่อน และไม้ยมหินแปรรูปเป็นไม้ที่มีคุณค่าเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่นำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ที่มีราคาแพง หรือนำไปใช้ในงานก่อสร้างบ้านเรือน งานโครงสร้างอื่น ๆ เครื่องจักสาน และเครื่องมือใช้สอยต่าง ๆ เช่น การนำมาใช้ทำเสา ขื่อ รอด ตง ปูพื้นห้อง กระดาน หน้าต่าง ประตู ฝาบ้าน ไม้อัด ทำด้ามเครื่องมือ รวมทั้งการนำมาใช้ในการทำกล่องใส่ใบชา ไม้อัด และลังบรรจุสิ่งของต่าง ๆ[2],[4],[6]
  3. ส่วนประโยชน์ด้านอื่น ๆ เช่น การนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ใช้ในงานศิลปะ และใช้เป็นสมุนไพร[6]

หมายเหตุ : ในพระราชกฤษฎีกา กำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ได้กำหนดให้ไม้ยมหินเป็นไม้หวงห้ามธรรมดา ประเภท ก.[6]

References
  1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ).  “ยมหิน”.  หน้า 131.
  2. สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  “พรรณไม้ประจำจังหวัด”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: chm-thai.onep.go.th.  [21 พ.ค. 2014].
  3. หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4.  “ยมหิน”.
  4. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “ยมหิน”.  อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [21 พ.ค. 2014].
  5. พืชสมุนไพรโตนงาช้าง.  “ยมหิน”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: paro6.dnp.go.th/web_km/พืชสมุนไพรโตนงาช้าง/.  [21 พ.ค. 2014].
  6. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้.  “ยมหิน”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: biodiversity.forest.go.th.  [21 พ.ค. 2014].
  7. รายชื่อพรรณไม้ (ป่า) ในประเทศไทย, เครือข่ายวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย, สำนักงานเครือข่ายการวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  “ยมหิน”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: t-fern.forest.ku.ac.th.  [21 พ.ค. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by 阿橋, through-pan*flashing, Dinesh Valke), www.qsbg.org

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.