• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

มะลิ สรรพคุณและประโยชน์ของดอกมะลิซ้อน ดอกมะลิลา 35 ข้อ !

POSTED: เวลา 7:05 น. 17 พฤษภาคม 2014, UPDATED: 01 มีนาคม 2016
มะลิ

advertisement M10

มะลิ

มะลิ ชื่อสามัญ Arabian jasmine[2],[5], Seented Star Jusmine[6], Jusmine[8], Kampopot[8]

มะลิ ชื่อวิทยาศาสตร์ Jasminum sambac (L.) Aiton[3],[5] จัดอยู่ในวงศ์มะลิ (OLEACEAE)[1]

มะลิ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะลิขี้ไก่ (เชียงใหม่), มะลิหลวง (แม่ฮ่องสอน) มะลิป้อม (ภาคเหนือ), มะลิซ้อน มะลิลา (ภาคกลาง), มะลิ มะลิลา มะลิซ้อน (ทั่วไป), เตียมูน (ละว้า-เชียงใหม่), ข้าวแตก (เงี้ยว-แม่งสอน), บักหลี่ฮวย เซียวหน่ำเคี้ยง (จีน), หม้อลี่ฮวา (จีนกลาง) เป็นต้น[1],[3]

ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา…” หลาย ๆ คนคงจะคุ้นเคยกับเพลงพื้นบ้านเพลงนี้ เพราะในสมัยเด็ก ๆ เราคงเคยเล่นการละเล่นโบราณนี้พร้อมกับร้องเพลงนี้ตามไปด้วย แต่ต่อมาถูกนำไปใช้ในความหมายของอะไรก็ตามที่เดิมดูดี แต่พอเวลาผ่านไป สิ่งที่ดูดีนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไป…

ลักษณะของต้นมะลิ

  • ต้นมะลิ มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบประเทศเอเชีย เช่น อินเดีย คาบสมุทรอาระเบีย[7] โดยจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เป็นทรงพุ่ม มีใบแน่น มีความสูงประมาณ 5 ฟุต แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบ ๆ ลำต้น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำ (ในช่วงฤดูฝนเป็นวิธีการที่ดีที่สุด) และการตอนกิ่ง (เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดี) เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย และเป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ชอบแสงแดดจัด การให้น้ำมากเกินไปจะทำให้ออกดอกน้อยลง และการตัดแต่งใบภายหลังการออกดอกชุดใหญ่ จะทำให้การออกดอกดีขึ้น (ทั้งจำนวนและขนาดของดอก)[1],[7]

ต้นมะลิ

  • ใบมะลิ ใบออกเรียงตรงข้าม เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยใบเดียว ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปมนป้อม ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบเข้าหากัน ส่วนขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบมันเป็นสีเขียวแก่ ที่ท้องใบเห็นเส้นใบได้ชัดเจน เส้นใบมีขนาดใหญ่ มีประมาณ 4-6 คู่ ก้านใบมีขนาดสั้นมากและมีขน[1],[8]

ใบมะลิ

  • ดอกมะลิ ออกดอกตามซอกใบและปลายกิ่ง ลักษณะของดอกมีทั้งดอกซ้อนและดอกไม่ซ้อน ดอกซ้อนเราจะเรียกว่า “มะลิซ้อน” ส่วนดอกที่ไม่ซ้อนจะเรียกว่า “มะลิลา” โดยทั้งสองชนิดจะเป็นดอกสีขาวและมีกลิ่นหอม ซึ่งดอกมะลิลาจะมีกลิ่นหอมมากกว่าดอกมะลิซ้อน[1] ขนาดของดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกมะลิลาปลายแยกเป็น 5-8 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ดอกที่อยู่ตรงกลางจะบานก่อน แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยงเป็นหลอดสีเขียวอมสีเหลืองอ่อน ส่วนปลายแยกเป็นเส้น มีเกสรเพศผู้ 2 อันติดกับกลีบดอกในหลอดสีขาว และมักไม่ติดผล[8]

ดอกมะลิ

รูปดอกมะลิลา

ดอกมะลิลา

ดอกมะลิซ้อน

รูปดอกมะลิซ้อน

  • ผลมะลิ ผลเป็นผลสด[2]

สรรพคุณของมะลิ

  1. ดอกมะลิมีรสหอมเย็น มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ทำให้ชื่นใจ จิตใจชุมชื่น แก้อาการอ่อนเพลีย ชูกำลัง (ดอก)[4]
  2. ชาวโอรังอัสลี ในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย จะใช้รากนำไปต้ม แล้วดื่มน้ำกินเป็นยาแก้เบาหวาน (ราก)[9]
  3. หากมีอาการนอนไม่หลับ ให้ใช้รากแห้งประมาณ 1-1.5 กรัม นำมาฝนกับน้ำรับประทาน (ราก)[3]
  4. ดอกสดนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกขมับ จะช่วยแก้อาการปวดศีรษะได้ (ดอก)[1] หรือจะใช้รากสดประมาณ 1-1.5 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดหัวก็ได้ (ราก)[1],[3]
  5. ช่วยแก้เจ็บตา (ดอก)[4]
  6. รากสดใช้ทำเป็นยาล้างตาแก้เยื่อตาอักเสบ (ราก)[1] ใบและรากใช้ทำเป็นยาหยอดตา (ใบ,ราก)[5] บ้างว่าใช้ดอกมะลิสดที่ล้างน้ำสะอาด นำมาต้มกับน้ำจนเดือนสักครู่ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ล้างตาแก้ตาแดง เยื่อตาขาวอักเสบ (ดอก)[10]
  7. ช่วยแก้อาการเจ็บหู (ดอกและใบ)[3]
  8. ช่วยแก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้รากสดนำมาทุบให้แหลกคั่วกับเหล้าจนร้อน ใช้พอกบริเวณที่ปวด (ราก)[3],[10] หากปวดฟันผุ ให้ใช้รากมะลิตากแห้งยำมาบดให้เป็นผง ผสมกับไข่แดงที่ต้มสุกแล้วจนได้ยาที่เหนียวข้น ใช้ใส่ในรูฟันผุ (ราก)[10]
  9. ดอกและใบมีรสเผ็ดชุ่ม เป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ใช้เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเหงื่อขับความชื้น แก้ไข้หวัดแดด (ดอกและใบ)[3],[4] รากใช้ฝนกับน้ำเป็นยาแก้ร้อนใน (ราก)[5]
  10. ใช้ใบสดประมาณ 3-6 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ (ใบ)[1],[5]
  11. ตำรับยาแก้หวัดแดด มีไข้ ให้ใช้ดอกมะลิแห้ง 3 กรัม, ใบชาเขียว 3 กรัม, เมล็ดเฉาก๊วย 9 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกิน (ดอก)[3]
  12. ดอกสดนำมาตำใส่พิมเสน ใช้สุมหัวเด็กแก้ซาง แก้หวัด แก้ตัวร้อน (ดอก)[4]
  13. ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ด้วยการใช้รากสดประมาณ 1-1.5 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)[1]
  14. ดอกแก่ใช้เข้ายาหอมเป็นยาแก้หืด (ดอก)[5]
  15. ช่วยแก้หอบหืด หลอดลมอักเสบ ด้วยการใช้รากสด 1-1.5 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)[1],[4]
  16. รากใช้เป็นยาแก้โรคเกี่ยวกับทรวงอก (ราก)[1]
  17. ดอกสดนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกหรือเช็ดบริเวณเต้านมเพื่อให้หยุดการหลั่งของน้ำนมได้ (ดอก)[1]
  18. ใบสดประมาณ 3-6 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืดแน่น (ใบ)[1] หรือจะใช้ดอกมะลิแห้ง 3 กรัม, ใบชาเขียว 3 กรัม, เมล็ดเฉาก๊วย 9 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย (ดอก)[3]
  19. ช่วยแก้อาการเสียดท้อง (ราก)[5]
  20. ใช้ดอกสดหรือดอกแห้งประมาณ 1.5-3 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้โรคบิด แก้อาการปวดท้อง (ดอก[1],[4], ดอกและใบ[3])
  21. ชาวโอรังอัสลี ในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย จะนำใบอ่อนใสแช่ในน้ำเย็น ใช้ดื่มกินแก้นิ่วในถุงน้ำดี (ใบ)[9]
  22. ช่วยบำรุงครรภ์รักษา (ดอก)[4]
  23. ช่วยขับประจำเดือนของสตรี (ราก)[5]
  24. ดอกสดนำมาตำใช้เป็นยาทารักษาแผลเรื้อรัง ทาฝีหนอง ผิวหนังผื่นคัน เยื่อตาอักเสบ และแก้ปวดหูชั้นกลาง (ดอก)[1],[4] ช่วยแก้ฝีหนอง (ดอกและใบ)[3]
  25. ใบสดนำมาตำใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง แผลโรคผิวหนังเรื้อรัง แก้ฟกช้ำ และบาดแผล (ใบ)[1] หรือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวใหม่ ๆ นำไปลนไฟ ใช้ทารักษาแผล ฝีพุพอง (ใบ)[5]
  26. รากมีรสเผ็ดขม เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ใช้เป็นยาชา ยาแก้ปวด ให้ใช้รากสดประมาณ 1-1.5 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวด (ราก)[1],[3]
  27. ใช้แก้กระดูกร้าว ฟกช้ำ ให้ใช้รากแห้ง 1.5 กรัม นำมาฝนกับเหล้ากิน (ราก)[3] หรือจะใช้รากสดตำพอกแก้ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอกเนื่องจากการหกล้ม (ราก)[3]
  28. ใบมีสรรพคุณช่วยขับน้ำนมของสตรี (ใบ)[5]
  29. ตำรายาไทยจะใช้ดอกมะลิแห้งปรุงเป็นยาหอม โดยจัดให้ดอกมะลิอยู่ในพิกัดเกสรทั้ง 5, พิกัดเกสรทั้ง 7, พิกัดเกสรทั้ง 9 เป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณแก้ไข้ ช่วยทำให้จิตใจชุ่มชื่น (ดอก)[2],[4]
  30. นอกจากนี้ยังมีการนำดอกมะลิผสมเข้ายาหอมที่มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ทำให้จิตใจชุ่มชื่น แก้ลมวิงเวียน เช่น ในตำรับยาหอมเทพจิต ยาหอมทิพโอสถ ยาหอมนวโกฐ และยาหอมอินทจักร์ ซึ่งมีส่วนประกอบหลักเป็นดอกมะลิ และยังใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแก้ไข้มิรู้จักสติสมปฤดี ยาประสะจันทน์แดง ยามหานิลแท่งทอง เป็นต้น (ดอก)[4]

หมายเหตุ : การใช้ตาม [3] ดอกและใบแห้ง ใช้ครั้งละ 3-6 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน ถ้าเป็นรากแห้ง ให้ใช้ครั้งละ 1-1.5 กรัม นำมาฝนกับน้ำกิน หรือใช้ 3-6 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน ส่วนใช้ภายนอกให้ใช้รากสดนำมาตำพอกแผลตามที่ต้องการ[3]

advertisement M11

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของมะลิ

  • ดอกมะลิ มีน้ำมันระเหยประมาณ 0.2-0.3% ซึ่งในน้ำมันระเหยจากดอกมะลิพบสาร Benzyl alcohol, Benzyl alcohol ester, Benzyl acetate, Cadinene, Caryophyllene, Geraniol, hexenyl benzoate, Jasmone, Jasmine lactone, Linalool (สารที่ทำให้ดอกมะลิลามีกลิ่น), Methyl benzoate, Methyl jasmonte, และพบสาร Pipid, Linalyl benzoate ส่วนในใบพบสาร Jasmine, Sambacin และรากพบสาร Alkaloids, Sterols เป็นต้น[3],[4]
  • ใบและลำต้นของมะลิลา พบสารสำคัญหลายกลุ่ม เช่น flavonoid, triterpenoid, irridoid glycoside เช่น sambacin, sambacoside A, E, F, jasminin, benzyl acetate, cis-linalool oxide, d-fenchene, quercetin, isoquercetin, limonene, linalool, methyl benzoate, kaempferol-3-rhamnooglycoside, methyl salicylate, myrcene, rutin, trans-3-hexenyl butyrate[4]
  • สาร jasmolactone B และ D ที่แยกได้จากดอกมะลิพวงออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดโคโรนารี (coronary vasodilating) และกระตุ้นหัวใจ (cardiotropic activities) จึงอาจสนับสนุนการใช้ดอกมะลิในตำรับยาหอมในการรักษาอาการวิงเวียน เป็นลม ที่มีการใช้ในยาไทยมาแต่โบราณ[4]
  • น้ำคั้นที่ได้จากรากสดของต้นมะลิ เมื่อนำมาทดลองกับสัตว์ทดลอง เช่น การนำมาฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูใหญ่ หนูตะเภา สุนัข กระต่าย กบ และนกพิราบ ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน พบว่าจะทำให้การเต้นหัวใจของกระต่ายและกบเต้นช้าลง ทำให้กล้ามเนื้อของกบคลายตัว ทำให้หลอดเลือดดำของกระต่ายขยายตัวขึ้น และทำให้มีฤทธิ์ในการกดประสาทของกระต่าย ทำให้กระต่ายเคลื่อนไหวได้ช้าลง[1]
  • เมื่อนำรากที่สัดด้วยน้ำมาทดลองกับหัวใจของกบและกระต่ายที่อยู่นอกตัว พบว่า จะทำให้หัวใจเต้นช้าลง และเมื่อนำมาทดลองกับมดลูกที่อยู่นอกตัวของหนูและกระต่ายทดลอง จะพบว่ามีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกที่ตั้งท้องและไม่ได้ตั้งท้อง ให้เกิดการบีบตัวแรงขึ้น[3]
  • เมื่อนำสารสกัดจากรากของต้นมะลิด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำ ในปริมาณ 1-8 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม นำมาฉีดข้าทางช่องท้องของสัตว์ทดลอง เช่น หนู กระต่าย กบ สุนัข พบว่าจะทำให้สัตว์ทดลองมีอาการหลับได้ดี ทำให้หลับสบาย และช่วยทำให้สงบนิ่ง แต่ถ้าใช้สารนี้ในปริมาณมากขึ้น แล้วนำมาฉีดให้กบจะทำให้กบเป็นอัมพาตทั้งตัว จึงแสดงให้เห็นว่าสารดังกล่าวมีฤทธิ์ในการยับยั้งประสาทส่วนกลางของสัตว์[3]
  • น้ำมันระเหยจากดอกมะลิลา มีผลช่วยทำให้ระยะเวลาการหลับของยา pentobarbital สั้นลง โดยไปการกระตุ้นประสาทสัมผัสกลิ่น และสารสำคัญคือ phytol[4]
  • กลิ่นชามะลิที่มีสารสำคัญ (R)-(-)-linalool พบว่าสามารถช่วยทำให้สงบในอาสาสมัคร 24 คน[4]
  • จากการทดสอบตำรับยาที่มีน้ำมันหอมระเหยในตำรับ 3-20% (โดยมีน้ำมันหอมระเหยจากมะลิคิดเป็น 50-90%) พบว่ามีฤทธิ์กระต้นความรู้สึกทางเพศ[4]
  • สารสกัดเมทานอลจากดอกมะลิลาแห้งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus sanguinis ที่เป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุ โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้งเชื้อ (MIC) เท่ากับ 1 mg/ml ดังนั้นสารสกัดดังกล่าวจึงมีผลต่อสุขภาพในช่องปาก[4]
  • สาร benzyl benzoate, caryophyllene oxide, farnesyl acetate, methyl isoeugenol จากดอกมะลิลาออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa และเชื้อรา Aspergillus niger[4]
  • น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิลา มีฤทธิ์ในการไล่หมัดได้ดีกว่าสารเคมี diethyltoluamide[4]
  • จากการทดสอบความเป็นพิษ พบว่าสารสกัดจากดอกมะลาด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ ในอัตราส่วน 1:1 ในขนาดเทียบเท่ากับยาผง 10 กรัมต่อกิโลกรัม ไม่เป็นพิษต่อหนูถีบจักร ไม่ว่าจะให้ด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือให้ด้วยการป้อน ส่วนสารสกัดจากส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ ในอัตราส่วน 1:1 เมื่อทำการฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าในขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่งมีค่าเท่ากับ 1 กรัมต่อกิโลกรัม[4]

ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรมะลิ

  • รากมะลิหากกินมาก ๆ อาจทำให้สลบได้[1]
  • ดอกมะลิที่นำมาใช้แต่งกลิ่นชา ไม่ควรนำมารับประทานเป็นประจำ เพราะอาจทำให้ความจำเสื่อมหรือเป็นคนลืมง่าย[1]
  • ดอกมะลิเป็นยารสหอมเย็น อย่าใช้มากเกินไป เพราะจะไปแสลงกับโรคลมจุกเสียดแน่น[4]
  • การดื่มน้ำลอยดอกมะลิเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันการปลูกและการดูแลรักษามะลิก็เพื่อการค้าเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจมีการใช้สารเคมีชนิดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก[7]

ประโยชน์ของมะลิ

  1. ดอกมะลิ เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมและยังมีสีขาวบริสุทธิ์ คนไทยนิยมยกย่องดอกมะลิให้เป็นดอกไม้ของวันแม่แห่งชาติ[1] และดอกมะลิลายังเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์อีกด้วย[9]
  2. นิยมเก็บดอกเพื่อนำมาร้อยเป็นพวงมาลัย หรือใช้ทำดอกไม้แห้ง ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่นใบชา ใช้อบขนมต่าง ๆ[6]
  3. ในทางสุคนธบำบัด (Aromatherapy) หรือการบำบัดโดยการใช้กลิ่นหอม จะใช้น้ำมันหอมระเหยของดอกมะลิ ในการกระตุ้นระบบประสาทสำหรับผู้ที่มีภาวะอ่อนล้าทางจิตใจ เฉื่อยชา อ่อนเพลีย ง่วง ช่วยปรับอารมณ์และสภาพสมดุลของจิตใจให้ดีขึ้น บรรเทาอาการปวดศีรษะ ความเครียด ความกลัว และช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ (ดอก)[4]
  4. ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ส่งกลิ่นหอมตลอดทั้งวัน ยิ่งในช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำจะยิ่งส่งกลิ่นแรง เป็นพันธุ์ไม้หอมที่ปลูกได้ง่าย ปลูกได้ดีทั้งในพื้นที่แคบหรือในกระถาง เจริญเติบโตเร็ว ไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวน และสามารถควบคุมการออกดอกได้โดยการควบคุมการให้น้ำและการใส่ปุ๋ยอย่างเหมาะสม[7]
  5. ในด้านของความเชื่อ คนไทยเชื่อว่าการปลูกต้นมะลิไว้เป็นไม้ประจำบ้าน จะทำให้มีความสงบสุข ร่มเย็น เป็นที่ประทับใจแก่ผู้คนรอบข้าง ช่วยเกื้อหนุนให้เกิดความกตัญญูของผู้เป็นลูกที่มีต่อแม่ และเพื่อความสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย ควรปลูกต้นมะลิไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และให้ปลูกในวันพุธเพื่อเอาคุณ โดยผู้ปลูกควรเป็นสตรีที่สูงอายุ เพราะเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง และยังเป็นผู้ที่ประกอบคุณงามความดีเป็นที่รับถือแก่บุคคลทั่วไป โดยต้นมะลิที่นิยมปลูกไว้ในบ้านเพื่อความเป็นมงคลมีอยู่ 5 ชนิดด้วยกัน คือ มะลิซ้อน มะละฉัตร มะลิพวง มะลิวัลย์ และพุทธชาด นอกจากนี้ต้นมะลิยังเป็นต้นไม้ประจำวันเกิดของผู้เกิดวันจันทร์อีกด้วย ซึ่งหมายถึงความนุ่มนวลอ่อนโยน และเรียบร้อย
References
  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “มะลิ”.  หน้า 639-641.
  2. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “มะลิลา Arabian Jasmine”.  หน้า 128.
  3. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “มะลิ”.  หน้า 454.
  4. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “มะลิ”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaicrudedrug.com.  [17 พ.ค. 2014].
  5. สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  “มะลิลา”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/herbs/. [17 พ.ค. 2014].
  6. โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์, โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  “มะลิ”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.shc.ac.th/learning/botanical-garden/. [17 พ.ค. 2014].
  7. ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  “มะลิซ้อน”.  (นพพล เกตุประสาท).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: clgc.rdi.ku.ac.th.  [17 พ.ค. 2014].
  8. ไขปริศนา พฤกษาพรรณ, สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยามหิดล.  “มะลิลา”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.il.mahidol.ac.th/e-media/plants/.  [17 พ.ค. 2014].
  9. Samuel, A.J.S.J., Kalusalingam, A., Chellappan, D.K., Gopinath, R., Radhamani, S., Husain, H. A., Muruganandham, V., Promwichit, P. 2010. Ethnomedical survey of plants used by the orang asli in kampong bawong, Perak, West Malaysia. Joutnal of Ethnobiology and Ethnomedicine. 6:5
  10. โรงเรียนอุดมศึกษา จังหวัดนนทบุรี.  “ดอกมะลิ”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.udom-suksa.com.  [17 พ.ค. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by douneika, Green Acres Nursery, candiru, apasar, Yanni, NextGenGardener, stef yau

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.