• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

พริกหยวก สรรพคุณและประโยชน์ของพริกหยวก 18 ข้อ !

POSTED: เวลา 8:22 น. 24 สิงหาคม 2014, UPDATED: 02 มีนาคม 2016
พริกหยวก

advertisement M10

พริกหยวก

พริกหยวก ชื่อสามัญ Banana Pepper, Paprika, Garden Pepper, Chili Pepper, Chili Plant, Red Pepper, Spanish pepper, Sweet Pepper[1],[2]

พริกหยวก ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum annuum L. (Capsicum annuum var. annuum) จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ (SOLANACEAE)[1]

สมุนไพรพริกหยวก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พริกหนุ่ม (พายัพ), พริกตุ้ม พริกตุ้มนาก (ไทย), พริก พริกซ่อม (ทั่วไป) เป็นต้น[1]

ลักษณะของพริกหยวก

  • ต้นพริกหยวก เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของอเมริกาเขตร้อน จัดเป็นไม้ล้มลุกฤดูเดียวหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูงประมาณ 0.5-1.5 เมตร ลำต้นตั้งตรงและแตกกิ่งก้านมาก โคนต้นเป็นเนื้อไม้แข็ง ส่วนยอดเป็นเนื้อไม้อ่อน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีปลูกทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อน[1],[2]

ต้นพริกหยวก

  • ใบพริกหยวก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรีหรือรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-16 เซนติเมตร ส่วนก้านใบยาวได้ถึง 10 เซนติเมตร[1],[2]

ใบพริกหยวก

  • ดอกพริกหยวก ออกเป็นดอกเดี่ยวตากซอกใบ กลีบดอกเป็นสีขาวนวลเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังหรือรูปปากแตร ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก (แต่อาจจะมีกลับตั้งแต่ 4-7 กลีบก็ได้) โดยปกติจะมีเกสรเพศผู้ 5 อัน เท่ากับจำนวนกลีบดอก เกสรนี้จะแตกออกมาจากตรงโคนของกลีบดอก อับเกสรเพศผู้มักมีสีน้ำเงินและแยกตัวเป็นกระเปาะเล็ก ๆ ยาว ๆ ส่วนเกสรเพศเมียจะชูขึ้นเหนือเกสรเพศผู้ ส่วนของยอดเกสรเพศเมียจะมีรูปร่างคล้ายกระบอกหัวมน ๆ รังไข่มีพู 3 พู (อาจจะมี 2 หรือ 4 พูก็ได้) และดอกมีลักษณะห้อยลง[1],[2]

ดอกพริกหยวก

  • ผลพริกหยวก ผลสดมีหลายรูปร่างและหลายขนาด โดยมากมักเป็นรูปกรวยกว้าง หรือมีลักษณะตั้งแต่แบน ๆ กลมยาว ไปจนถึงพองอ้วน และสั้น ยาวได้ถึง 30 เซนติเมตร ผลมีลักษณะเป็นกระเปาะ มีฐานขั้วผลสั้นและหนา ผลอ่อนเป็นสีเขียว เหลือง ครีม หรือสีม่วง เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง สีส้ม สีเหลือง หรือสีน้ำตาล โดยปกติแล้วผลอ่อนมักจะชี้ขึ้น ส่วนผลแก่อาจชี้ขึ้นหรือห้อยลงตามแต่สายพันธุ์ที่ปลูก ภายในมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปโล่กลมแบน สีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาล (เมล็ดจะเกาะรวมกันอยู่ที่รก (Placenta) ซึ่งจะมีตั้งแต่โคนผลจนถึงปลายผล)[1],[2]

ผลพริกหยวก

เมล็ดพริกหยวก

ความเผ็ดของพริกหยวกเกิดจากสารแคปไซซิน (Capsaisin) หรือ Capsacutin ซึ่งอยู่ที่รกตามบริเวณที่มีเมล็ดเกาะอยู่ หากถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ผิวหนังได้[1] ปริมาณของสาร Capsaisin จะแตกต่างกันออกไปตามชนิดและสายพันธุ์ของพริก ซึ่งสามารถเรียงลำดับตามความเผ็ดได้ดังนี้ คือ พริกขี้หนู 18.2 ppm., พริกเหลือง 16.7 ppm., พริกชี้ฟ้า 4.5 ppm., พริกหยวก 3.8 ppm., พริกหวาน 1.6 ppm. (จะเห็นได้ว่าพริกหยวกมีความเผ็ดน้อยกว่าพริกขี้หนูหลายเท่าตัว) และเนื่องจากสาร Capsaisin สามารถละลายในน้ำได้เพียงเล็กน้อย แต่จะละลายได้ดีในไขมัน น้ำมัน และแอลกอฮอล์ ถ้าต้องการลดความเผ็ดของอาหารในปาก ก็ให้รับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบหรือดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าดื่มน้ำเปล่า เนื่องจากน้ำเปล่าที่เราดื่มนั้นจะช่วยแค่บรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดยังไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด เพราะว่าน้ำละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดีนั้นเอง[4]

สรรพคุณของพริกหยวก

  1. สาร Capsaisin ในผลเป็นตัวช่วยทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง จึงช่วยในการบำบัดโรคเบาหวานได้ (ผล)[2]
  2. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ (ผล)[2]
  3. ช่วยบำรุงเลือดลม (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[2]
  4. ผลมีรสเผ็ด (แต่เมล็ดไม่มีรสเผ็ด) เนื่องมาจากสาร Capsaisin ใช้ในปริมาณน้อย ๆ จะมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นน้ำย่อย (ผล)[1]
  5. ผลมีสรรพคุณช่วยขับลม แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ (ผล)[2]
  6. ช่วยขับปัสสาวะ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[2],[5]
  7. ช่วยแก้กามโรม (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[5]
  8. ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย (ผล)[2]
  9. ยาดองเหล้าพริก (Tincture of Capsaicin) สามารถนำมาใช้ผสมในขี้ผึ้ง ใช้เป็นยาทาถูนวด และ Plaster ทาภายนอก เป็นยารักษาอาการปวดเมื่อย ไขข้ออักเสบได้ เพราะทำให้บริเวณที่ถูกทาร้อนและมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น (ยาดองเหล้าพริก)[1]

หมายเหตุ : การใช้ผลให้นำมาปรุงเป็นอาหาร[2]

advertisement M11

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพริกหยวก

  • สารสำคัญที่พบ ได้แก่ acetamide, alanine, aspartic acid, boron, caffeic acid, capsaicin, capsanthin, capsicoside A, B, C, E, cinnamic acid, P-caumaric, galactosamine, vanilloyl, glutaminase trigonelline, zeaxanthin[2]
  • พริกหยวกมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ฆ่าพยาธิ สร้างเม็ดเลือดแดง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต รักษาแผลในกระเพาะ และเพิ่มการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร[2],[3],[5]
  • เมื่อปี ค.ศ.1980 ได้มีการประชุมสัมมนาในกรุงเทพมหานคร เรื่องผลของสาร Capsaicin ที่ออกฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองได้[3]
  • เมื่อปี ค.ศ.1982 ที่ประเทศอินเดีย ได้ทำการศึกษาทดลองผลการลดไขมันของพริกหยวก โดยทำการทดลองในหนู โดยให้อาหารที่ผสมพริกหยวกแก่หนูทดลอง ภายหลังการทดลองพบว่าระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดของหนูลดลง โดยพบว่า lipogenic enzymes ในพริกหยวกช่วยในการลดไขมัน[2]
  • เมื่อปี ค.ศ.1996 ที่ประเทศอิตาลี ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดจากพริกหยวกกับหนูทดลอง โดยให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังและให้ทางปาก ผลการทดลองพบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองได้[3]
  • เมื่อปี ค.ศ.2003 ที่ประเทศเกาหลี ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดจากพริกหยวกในหนูทดลองที่ถูกทำให้อ้วน (ด้วยการให้ 20% ของ corn oil) โดยทดลองให้สารสกัดจากพริกหยวก 10% กับหนูทดลองนาน 4 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าหนูทดลองมีระดับคอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง[2]
  • เมื่อปี ค.ศ.2004 และ ปี ค.ศ.2001 ที่ประเทศจาไมก้า ได้ทำการทดลองกับสุนัข โดยให้สารสกัด Capsaicin จากพริกชนิดต่าง ๆ ผลการทดลองพบว่า สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของสุนัขได้[3]

รูปพริกหยวก

ประโยชน์ของพริกหยวก

  1. พริกหยวกที่เรานำมาใช้ประกอบอาหารยังประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยคุณค่าทางโภชนาการของพริกหยวก ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 27 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 1.5 กรัม, ไขมัน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 4.8 กรัม, ใยอาหาร 3.2 กรัม, เบตาแคโรทีน 8.88 ไมโครกรัม, วิตามินบี1 0.41 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.08 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 1.3 มิลลิกรัม, วิตามินซี 14 มิลลิกรัม, แคลเซียม 11 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.1 กรัม, ฟอสฟอรัส 47 มิลลิกรัม (ข้อมูลจาก : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)
  2. ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด อาการไอ ทำให้ระบบการหายใจสะดวกยิ่งขึ้น โดยสารแคปไซซินที่อยู่ในพริกนั้นจะมีคุณสมบัติในการช่วยลดน้ำมูกหรือลดปริมาณของสารที่ขัดขวางระบบการหายใจให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ไซนัส หรือไข้หวัด สารแคปไซซินยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของตัวยาหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ในบริเวณเนื้อเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ และปอด[4]
  3. พริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมาก ๆ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้[4]
  4. การบริโภคพริกเป็นประจำสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงของการอุดตันของเส้นเลือดที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจล้มเหลวได้ เพราะพริกสามารถช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นได้และช่วยลดความดัน เนื่องจากในพริกมีสารเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีที่ช่วยเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันในระดับต่าง ๆ ได้ดี[4]
  5. สาร Capsaicin ในพริกยังช่วยป้องกันไม่ให้ตับสร้างไขมันเลว (LDL) ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพ และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้การสร้างไขมันชนิดดี (HDL) ให้มากยิ่งขึ้น จึงทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในเลือดต่ำลง จึงเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค[4]
  6. สาร Capsaicin มีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร endorphin ขึ้น ซึ่งสารชนิดนี้มีคุณสมบัติคล้ายกับมอร์ฟีน คือ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันยังช่วยสร้างอารมณ์ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีผลการทดลองใหม่ ๆ ที่ระบุว่าสาร Capsaicin สามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะและไมเกรนลงได้อีกด้วย[4]
  7. ในปัจจุบันมีการใช้สาร Capsaicin เป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้ง ที่นำมาใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นและผื่นแดงบริเวณผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น ข้อต่ออักเสบ โรคเก๊าท์ เป็นต้น[4]
  8. นอกจากนี้ยังยังมีการนำพริกชนิดต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารสัตว์เพื่อทดแทนสารปฏิชีวนะ ใช้ไล่แมลงศัตรูพืช ใช้ป้องกันไม่ให้เพรียงมาเกาะท้องเรือ เป็นต้น[4]
  9. ประโยชน์ทางด้านอาหารของพริกหยวก พริกหยวกมีรสไม่เผ็ดมาก จึงสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง โดยนิยมเอาผลอ่อนมาทำผัดเปรี้ยวหวาน ผัดพริกหยวกใส่หมูรับประทานกับข้าวร้อน ๆ

โดยคุณค่าทางโภชนาการของพริกหยวก ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 27 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 5.3 กรัม
  • น้ำตาล 1.9 กรัม
  • ใยอาหาร 3.4 กรัม
  • ไขมัน 0.5 กรัม
  • โปรตีน 1.7 กรัม
  • วิตามินเอ 340 หน่วยสากล
  • วิตามินบี1 0.1 มิลลิกรัม (9%)
  • วิตามินบี2 0.1 มิลลิกรัม (8%)
  • วิตามินบี3 1.2 มิลลิกรัม (8%)
  • วิตามินบี5 0.3 มิลลิกรัม (6%)
  • วิตามินบี6 0.4 มิลลิกรัม (31%)
  • วิตามินบี9 29 ไมโครกรัม (7%)
  • วิตามินซี 82.7 มิลลิกรัม (100%)
  • แคลเซียม 14 มิลลิกรัม (1%)
  • ธาตุเหล็ก 0.5 มิลลิกรัม (4%)
  • แมกนีเซียม 17 มิลลิกรัม (5%)
  • ฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม (5%)
  • โพแทสเซียม 256 มิลลิกรัม (5%)
  • สังกะสี 0.3 มิลลิกรัม (3%)

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

References
  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “พริกหยวก”.  หน้า 544-545.
  2. หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “พริกหยวก”  หน้า 130-131.
  3. หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “พริกหยวก”.  หน้า 114-115.
  4. สาขาพืชผัก  มหาวิทยาลัยแม่โจ้.  (ชวนพิศ  อรุณรังสิกุล).  “พริก : พืชน่าพิศวง”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.agric-prod.mju.ac.th/web-veg/.  [24 ส.ค. 2014].
  5. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 305 คอลัมน์: เรื่องเด่นจากปก.  (ดร.พัชราณี ภวัตกุล).  “พริกขี้หนู กับปัจจัยเสี่ยง ของโรคหัวใจและหลอดเลือด”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th.  [26 ส.ค. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Ahmad Fuad Morad, Joseph Skompski)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.