• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

พญามุตติ สรรพคุณของต้นพญามุตติ 11 ข้อ ! (หญ้าจามหลวง)

POSTED: เวลา 2:20 น. 11 พฤศจิกายน 2014, UPDATED: 02 มีนาคม 2016
พญามุตติ

advertisement M10

พญามุตติ

พญามุตติ ชื่อวิทยาศาสตร์ Grangea maderaspatana (L.) Poir. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Grangea aegyptiaca (Juss. ex Jacq.) DC., Artemisia maderaspatana L., Tanacetum aegyptiacum Juss. ex Jacq.) จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)[1],[]

สมุนไพรพญามุตติ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าจามหลวง (เชียงใหม่), พญามุตติ (สุพรรณบุรี), กาดน้ำ, กาดนา เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะของพญามุตติ

  • ต้นพญามุตติ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุฤดูเดียว มักแตกกิ่งก้านมากบริเวณโคนต้น ลำต้นมีลักษณะชูขึ้นสูงได้ประมาณ 10-55 เซนติเมตร หรือทอดนอนเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน ที่ผิวจะมีขนนุ่มสีขาวและมีต่อม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นตามที่ชื้น และตามทุ่งนาทั่วไป[1],[2]

ต้นพญามุตติ

รูปพญามุตติ

  • ใบพญามุตติ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปหอกกลับถึงรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบแคบเรียว ส่วนขอบใบจักเว้าลึกข้างละประมาณ 3-4 หยัก ไม่เป็นระเบียบ แต่ละหยักนั้นค่อนข้างมน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-8 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวอ่อน เนื้อใบอวบ ผิวใบมีขนนุ่มทั้งสองด้าน ไม่มีก้านใบ มีส่วนเนื้อใบแผ่เป็นปีก[1],[2]

หญ้าจามหลวง

ใบพญามุตติ

  • ดอกพญามุตติ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ดอกย่อยเป็นกระจุกแน่นสีเหลือง ออกเดี่ยว ๆ ตรงปลายยอดตรงข้ามกับใบ รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลางช่อดอกมีขนาดประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ก้านดอกมีขนนุ่มเป็นสีขาว ดอกย่อยมีจำนวนมาก โดยดอกเพศเมียจะเรียงกันเป็นชั้นวงนอกหลายวง มีจำนวนมาก กลีบดอกเป็นสีเหลืองอ่อน เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็นแฉกเล็กน้อย 2 แฉก แต่ละแฉกยาวประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร เกสรเพศเมีย รังไข่รูปรี สีเขียว ยาวประมาณ 3-3.5 มิลลิเมตร ผิวด้านนอกมีขนต่อม ก้านชูเกสรยาวประมาณ 1.8-2.2 มิลลิเมตร ปลายยอดเกสรแยกออกเป็น 2 แฉก แต่ละแฉกยาวประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร ส่วนดอกสมบูรณ์เพศจะเรียงกันเป็นชั้นวงใน กลีบดอกเป็นสีขาวแกมเหลืองสด ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก แต่ละแฉกยาวประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร มีเฉพาะดอกรูปหลอด กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดที่ฐาน ยาวประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร ผิวด้านนอกมีขนต่อม มีเกสรเพศผู้ 5 อัน ติดกัน สีเหลืองอ่อนแกมเทา ก้านชูเกสรมีลักษณะเป็นแท่งยาวประมาณ 0.2-0.3 มิลลิเมตร ติดบริเวณฐานของหลอดกลีบดอก อับเรณูมีลักษณะเป็นรูปกระสวย ยาวประมาณ 0.1-0.2 มิลลิเมตร เกสรเพศเมีย มีรังไข่เป็นรูปรี ยาวประมาณ 3.5-4 มิลลิเมตร ผิวด้านนอกมีขนต่อม ก้านชูเกสรเพศเมียมี 1 อัน ยาวได้ประมาณ 1 มิลลิเมตรปลายยอดเกสรแยกออกเป็น 2 แฉก แต่ละแฉกยาวประมาณ 0.1-0.2 มิลลิเมตร ผิวมีขนต่อม และมีชั้นใบประดับสีเขียวปนขาว ลักษณะเป็นรูปใบหอกหนาแข็ง วงใบประดับมี 3 ชั้น ผิวด้านนอกมีขนขึ้นประปราย วงนอกสุดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2.5-3 มิลลิเมตร ส่วนวงที่สองเป็นรูปสามเหลี่ยม มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-3.5 มิลลิเมตร และวงในสุดเป็นรูปหอก มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4-4.5 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน[1],[2]

ดอกพญามุตติ

รูปดอกพญามุตติ

  • ผลพญามุตติ ผลแห้ง เมล็ดล่อน มีเมล็ดยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปทรงกระบอกกลม[2]

สรรพคุณของพญามุตติ

  1. ทั้งต้นมีรสร้อน มีสรรพคุณเป็นยาช่วยบำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร (ทั้งต้น)[1],[2]
  2. ช่วยระงับประสาท (ทั้งต้น)[2]
  3. ตำรายาไทยจะใช้ใบเป็นยารักษาอาการไอ (ใบ)[1],[2]
  4. น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหู รักษาอาการหูเจ็บ (ใบ)[1],[2]
  5. ทั้งต้นใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ รักษาอาการท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ (ทั้งต้น)[1],[2]
  6. ใช้เป็นยาแก้อาการท้องร่วง (ทั้งต้น)[1]
  7. ในประเทศอินเดียจะใช้ใบเป็นยารักษาอาการปวดท้อง และเป็นยาระบาย (ใบ)[2]
  8. ตำรายาไทยจะใช้ทั้งต้นเป็นยาขับระดูของสตรี (ทั้งต้น)[2] ส่วนประเทศอินเดียจะใช้ใบทำเป็นยาป้ายลิ้นสำหรับขับระดูและแก้ฮีสทีเรีย (ใบ)[2]
  9. ใบมีรสร้อน มีสรรพคุณเป็นยาฆ่าเชื้อโรค ใช้เป็นยาปฏิชีวนะชำระบาดแผล (ใบ)[1],[2]
  10. ทั้งต้นและรากใช้ตำพอกหรือทาแก้โรคอีสุกอีใส (ทั้งต้นและราก)[2]
  11. ตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานจะใช้สมุนไพรพญามุตติทั้งต้น นำมาตำพอกแก้อาการปวดบวม (ทั้งต้น)[2]
advertisement M11

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพญามุตติ

  • สารสกัดแอลกอฮอล์จากทั้งต้นพญามุตติ มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านเชื้อบิด ลดการบีบตัวของลำไส้ กระตุ้นการบีบตัวของมดลูกในสัตว์ทดลอง มีการทดลองในสตรีมีครรภ์พบว่ากระตุ้นการบีบตัวของมดลูกซึ่งอาจทำให้แท้งได้[2]
  • จากการทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดแอลกอฮอล์จากทั้งต้นพญามุตติ พบว่ามีความเป็นพิษปานกลาง (มีค่า LD50 = 681 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)[2]
References
  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “พญามุตติ”.  หน้า 523-524.
  2. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “พญามุตติ”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com.  [11 พ.ย. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Foggy Forest, 翁明毅, Tony Rodd, Dr Asha Rani Arora)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.