• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

26 สรรพคุณและประโยชน์ของผักกาดหอม ! (ผักสลัด)

POSTED: เวลา 7:02 น. 30 ตุลาคม 2013, UPDATED: 02 มีนาคม 2016
ผักกาดหอม

advertisement M10

ผักกาดหอม

ผักกาดหอม ชื่อสามัญ Lettuce

ผักกาดหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Lactuca sativa L. จัดอยู่ในจัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)

สมุนไพรผักกาดหอม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักกาดยี (ภาคเหนือ), สลัด สลัดผัก ผักสลัด (ภาคกลาง), ผักกาดปี, พังฉาย พังฉ่าย พังฉ้าย (จีน) เป็นต้น โดยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป สำหรับในประเทศไทยมีการปลูกผักกาดหอมมาช้านานแล้ว[1],[5]

ลักษณะของผักกาดหอม

  • ต้นผักกาดหอม ลักษณะจองลำต้นในระยะแรกมักจะมองไม่เห็น เพราะใบมักปกคลุมไว้ แต่จะเห็นได้ชัดเมื่อถึงระยะแทงช่อดอก ลำต้นมีลักษณะเป็นข้อสั้น โดยแต่ละข้อจะเป็นที่เกิดของใบ ลักษณะของลำต้นต้นจะค่อนข้างอวบอ้วนและตั้งตรงสูงชะลูดขึ้นจนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน หากปลูกในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ๆ ลำต้นอาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 2 นิ้ว[1]

ต้นผักกาดหอม

  • รากผักกาดหอม มีรากเป็นระบบรากแก้วที่แข็งแรงและอวบอ้วน รากแก้วสามารถหยั่งลึกลงดินได้ถึง 5 ฟุต หรือมากกว่านั้น แต่การย้ายไปปลูกจะทำให้รากแก้วเสียหายได้ (แต่การย้ายปลูกจะมีผลดีช่วยทำให้ผักกาดหอมประเภทหัว ห่อหัวได้ดีขึ้น) และรากที่เหลือจะเป็นรากแขนง แผ่กระจายอยู่ใต้ผิวดินประมาณ 1-2 ฟุต โดยรากจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มอ่างหนาแน่น ไม่ค่อยแพร่กระจายมากนัก โดยเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วเมื่อปลูกในดินร่วนปนทรายที่มีความชื้นเพียงพอ[1]

รากผักกาดหอม

  • ใบผักกาดหอม ใบมีสีตั้งแต่เขียวอ่อน เขียวปนเปลือง ไปจนถึงสีเขียวแก่ แต่สำหรับบางสายพันธุ์จะมีสีแดงหรือมีสีน้ำตาลปนอยู่ ทำให้มีสีแดง สีบรอนซ์ หรือสีน้ำตาลปนเขียว ใบจะแตกออกมาจากลำต้นโดยรอบ โดยพันธุ์ที่ห่อเป็นหัวจะมีใบหนา และมีเนื้อใบอ่อนนุ่ม ใบห่อหัวอัดกันแน่นคล้ายกับกะหล่ำปลี ส่วนใบที่ห่ออยู่ข้างในจะเป็นมัน ส่วนบางชนิดจะเป็นใบม้วนงอเปราะ เห็นเส้นใบได้ชัดเจน ขอบใบมีลักษณะเป็นหยัก โดยขนาดและรูปร่างของใบนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ชนิด[1]

ใบผักสลัด

  • ดอกผักกาดหอม ออกดอกเป็นช่อดอกรวม ประกอบไปด้วยกลุ่มของดอกที่อยู่กันเป็นกระจุกตรงส่วนยอด ในแต่ละกระจุกจะประกอบไปด้วยดอกย่อยประมาณ 15-25 ดอกหรือมากกว่านั้น สวนก้านช่อดอกจะมีความยาวประมาณ 2 ฟุต ส่วนช่อดอกอันแรกจะเกิดบริเวณยอดอ่อน หลังจากนั้นจะเกิดช่อดอกบริเวณมุมใบ โดยช่อดอกที่เกิดบริเวณยอดจะมีอายุมากที่สุด ดอกผักกาดหอมเป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมีสีเหลือง ตรงโคนเชื่อมติดกัน มีรังไข่ 1 ห้อง เกสรตัวเมียอยู่ 1 อัน มีลักษณะเป็น 2 แฉก ส่วนเกสรตัวผู้จะมี 5 อัน อยู่รวมกันเป็นยอดยาวห่อหุ้มก้านเกสรตัวเมียและยอดเกสรตัวเมียไว้[1]

ดอกผักกาดหอม

  • เมล็ดผักกากหอม หรือ เมล็ดผักสลัด เมล็ดเป็นชนิดเมล็ดเดียวที่เจริญมาจากรังไข่อันเดียว เมล็ดลักษณะแบนยาว หัวท้ายแหลมเคล้ายรูปหอก และมีเส้นเล็ก ๆ ลาดยาวไปตามด้านยาวของเมล็ดบนเปลือกหุ้มเมล็ด เมล็ดมีเปลือกหุ้มเมล็ดบาง เปลือกจะไม่แตกเมื่อเมล็ดแห้ง เมล็ดมีสีเทาปนสีครีม มีความประมาณ 4 มิลลิเมตร และกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร[1]

เมล็ดผักสลัดเมล็ดผักกาดหอม

สายพันธุ์ผักกาดหอม

ในปัจจุบันมีการปลูกผักกาดหอมเพื่อใช้ในการบริโภคอยู่ 3 ชนิดใหญ่ ๆ ซึ่งได้แก่

ผักกาดหอมใบ (Leaf lettuce) ในประเทศไทย ผักกาดหอมใบจะเป็นที่นิยมปลูกและโภคกันมากกว่าผักกาดหอมชนิดอื่น ๆ โดยเป็นผักกาดที่ใบไม่ห่อเป็นหัว ใบมีขนาดกว้างใหญ่และหยิก ลักษณะลำต้นเป็นพุ่มเตี้ย โดยผักกาดหอมใบจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีสีเขียวทั้งต้น และชนิดที่มีสีน้ำตาลทั้งต้น[1]

ผักสลัดผักกาดหอมแดง
ผักกาดหอมห่อ (Head lettuce) เป็นผักกาดหอมที่ใบจะห่อเป็นหัว เพราะมีใบเรียงซ้อนกันแน่นมาก โดยผักกาดหอมห่อจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ[1]

  • ชนิดห่อหัวแน่น (Crisp head) ลักษณะของใบจะบาง กรอบ และเปราะง่าย สามารถเห็นเส้นกลางใบได้ชัดเจน ใบจะห่อเป็นหัวแน่นคล้ายกับหัวกะหล่ำปลี และเป็นชนิดที่นิยมปลูกกันมากในทางการค้า เพราะขนส่งได้สะดวก[1]

ผักกาดหอมห่อผักกาดหอมห่อ

  • ชนิดห่อหัวไม่แน่น (Butter head) ลักษณะของใบจะห่อเป็นหัวแบบหลวม ๆ ใบอ่อนนุ่ม ผิวใบมัน ใบไม่กรอบ โดยใบที่ซ้อนกันอยู่ข้างในจะมีลักษณะเหมือนถูกเคลือบไว้ด้วยเนยหรือน้ำมัน เพราะมีลักษณะอ่อนนุ่มและเป็นเมือกลื่น ๆ และใบข้างในจะซ้อนทับกันพอประมาณ มีสีเหลืองอ่อน ๆ คล้ายกับเนย[1]

ผักกาดหอมผักกาดหอม

  • ชนิดห่อหัวหลวมค่อนข้างยาว ลักษณะของใบจะห่อเป็นรูปกลมยาวหรือเป็นรูปกรวย คล้ายกันผักกาดขาวปลี ใบจะมีลักษณะยาวและแคบ ใบแข็ง ชนิดนี้จะนิยมปลูกกันมากในทวีปยุโรป และยังแบ่งแยกย่อยออกเป็น 2 ชนิด คือ พันธุืที่มีหัวขนาดใหญ่ และพันธุ์ที่หัวขนาดเล็ก[1]

ผักกาดหอมต้น (Stem lettuce) ลักษณะของลำต้นจะอวบ มีลำต้นสูง ใบจะเกิดขึ้นต่อกันไปจนถึงยอดหรือช่อดอก ลักษณะของใบคล้ายกับผักกาดหอมใบ แต่ใบจะเล็กกว่า มีความหนาและมีสีเข้มกว่า โดยมีทั้งชนิดกลมและยาว ไม่ห่อหัว โดยผักกาดหอมต้นนี้จะปลูกไว้เพื่อรับประทานต้นเท่านั้น[1]

ผักกาดหอมต้น

สรรพคุณของผักกาดหอม

  1. ผักกาดหอม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงช่วยในการป้องกันและต่อต้านมะเร็งได้ (ใบ)[2]
  2. น้ำคั้นจากทั้งต้น นำมาใช้ปรุงเป็นยาบำรุงร่างกายได้ (ทั้งต้น)[4
  3. ช่วยในการนอนหลับ ทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย แก้อารมณ์เสียง่าย โดยดร. ดันแคน (แพทย์ยุคกลางชาวอังกฤษ) ในใบหรือก้านของผักกาดหอมจะมีสารรสขมที่มีชื่อว่า “แลกทูคาเรียม” (Lactucarium) ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติทำให้เกิดอาการง่วงนอน ทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย การรับประทานผักกาดหอมแบบสด ๆ ก่อนนอนหรือรับประทานเป็นอาหารมื้อเย็น จึงช่วยทำให้เรานอนหลับได้สบายยิ่งขึ้นนั่นเอง[2],[5
  4. ผักกาดหอมมีน้ำเป็นองค์ประกอบโดยส่วนมาก จึงเป็นผักที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน[3]
  5. ผักกาดหอมอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ที่ช่วยเสริมการสร้างเม็ดเลือด หรือฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง และยังช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย หรือมีสมาธิสั้น การเรียนรู้ลดลง[3]
  6. น้ำคั้นจากใบ ช่วยแก้ไข้ได้ (ใบ)[2],[5]
  7. น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาแก้ไอได้เป็นอย่างดี (ใบ)[2],[5]
  8. เมล็ดผักกาดหอมตากแห้งประมาณ 5 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น ถ้าหากใช้ต้นให้ใช้เพียงครึ่งต้นทานเพื่อช่วยขับเสมหะและแก้อาการไอ และไม่ควรใช้มากเกินไป (เมล็ด,ต้น)[5]
  9. น้ำคั้นจากใบมีสรรพคุณเป็นยาขับเหงื่อ (น้ำคั้นจากใบ)[2],[5]
  10. ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (น้ำคั้นจากทั้งต้น)[4]
  11. การรับประทานผักกาดหอมจะช่วยในการขับถ่าย ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูกได้ (ทั้งต้น)[4]
  12. น้ำคั้นจากทั้งต้น ใช้เป็นยาระบายได้ (ทั้งต้น)[4]
  13. ช่วยขับลมในลำไส้ (น้ำคั้นจากทั้งต้น)[4]
  14. ช่วยขับพยาธิ (น้ำคั้นจากทั้งต้น)[4]
  15. ช่วยขับปัสสาวะ (น้ำคั้นจากใบ,เมล็ด)[2],[5]
  16. ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร (เมล็ด)[5]
  17. เมล็ดผักกาดหอม ใช้รักษาโรคตับ (เมล็ด)[5]
  18. น้ำคั้นจากทั้งต้นใช้ทาฝีมะม่วงที่รีดเอาหนองออกแล้วได้ (ทั้งต้น)[4]
  19. ช่วยระงับอาการปวด (เมล็ด)[5]
  20. ช่วยแก้อาการปวดเอว (เมล็ด)[5]
  21. เมล็ดผักกาดหอม สรรพคุณช่วยขับน้ำนมของสตรีหลังคลอดบุตร (เมล็ด)[2],[5]
advertisement M11

ประโยชน์ของผักกาดหอม

  1. ผักกาดหอมเป็นผักที่มีแคลอรี่ต่ำ จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก[6]
  2. การรับประทานผักกาดหอมร่วมกับแครอท และผักขม จะช่วยบำรุงสีของเส้นผมให้สวยงามได้[6]
  3. ผักกาดหอมเป็นผักที่นิยมบริโภคใบ มีคุณค่าทางอาหารสูง เป็นผักที่นิยมบริโภคมากที่สุดใบบรรดาผักสลัด และยังนิยมนำมารับประทานสด หรือนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย สำหรับคนไทยแล้วจะนิยมใช้รับประทานกับอาหารจำพวกยำต่าง ๆ เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้หมู เป็นต้น[1]
  4. นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารที่ดีแล้ว ยังนิยมนำมาใช้ตกแต่งอาหารเพ่อให้มีสีสันสวยงามน่ารับประทานยิ่งขึ้น[1]
  5. ปัจจุบันมีการใช้ยาง (Latex) ที่สกัดของผักกาดหอมออกมาจำหน่ายในรูปแบบยา มีทั้งชนิดน้ำและแบบชนิดเม็ด[5]

คุณค่าทางโภชนาการของผักกาดหอม (ชนิดใบสีเขียว) ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 15 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 2.87 กรัม
  • น้ำ 94.98 กรัม
  • น้ำตาล 0.78 กรัมรูปผักกาดหอม
  • เส้นใย 1.3 กรัม
  • ไขมัน 0.15 กรัม
  • โปรตีน 1.36 กรัม
  • วิตามินเอ 7,405 หน่วยสากล
  • วิตามินบี1 0.07 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2 0.08 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี3 0.375 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี6 0.09 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี9 38 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 9.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินอี 0.22 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 126.3 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 36 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.86 มิลลิกรัม
  • ธาตุแมกนีเซียม 13 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 29 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 194 มิลลิกรัม
  • ธาตุโซเดียม 28 มิลลิกรัม
  • ธาตุสังกะสี 0.18 มิลลิกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

คุณค่าทางโภชนาการของผักกาดหอม (ชนิดใบสีแดง) ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 16 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 2.26 กรัม
  • น้ำ 95.64 กรัมผักสลัดสีแดง
  • น้ำตาล 0.48 กรัม
  • เส้นใย 0.9 กรัม
  • ไขมัน 0.22 กรัม
  • โปรตีน 1.33 กรัม
  • วิตามินเอ 7,492 หน่วยสากล
  • วิตามินบี1 0.064 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2 0.077 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี5 0.321 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี6 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 3.7 มิลลิกรัม
  • วิตามินอี 0.15 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 140.3 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม
  • ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 28 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 187 มิลลิกรัม
  • ธาตุโซเดียม 25 มิลลิกรัม
  • ธาตุสังกะสี 0.2 มิลลิกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

คุณค่าทางโภชนาการของผักกาดหอม (ชนิดห่อหัวไม่แน่น) ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 13 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 2.23 กรัม
  • น้ำ 95.63 กรัม
  • น้ำตาล 0.94 กรัม
  • เส้นใย 1.1 กรัม
  • ไขมัน 0.22 กรัม
  • โปรตีน 1.35 กรัม
  • วิตามินเอ 3,312 หน่วยสากล 21%
  • เบต้าแคโรทีน 1,987 ไมโครกรัม 18%ผักกาดหอมห่อ
  • ลูทีน และ ซีแซนทีน 1,223 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี1 0.057 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี2 0.062 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี5 0.15 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี6 0.082 มิลลิกรัม 6%
  • วิตามินบี9 73 ไมโครกรัม 18%
  • วิตามินซี 3.7 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินอี 0.18 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินเค 102.3 ไมโครกรัม 97%
  • ธาตุแคลเซียม 35 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุเหล็ก 1.24 มิลลิกรัม 10%
  • ธาตุแมกนีเซียม 13 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุแมงกานีส 0.179 มิลลิกรัม 9%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 33 มิลลิกรัม 5%
  • โพแทสเซียม 238 มิลลิกรัม 5%
  • ธาตุโซเดียม 5 มิลลิกรัม 0%
  • ธาตุสังกะสี 0.2 มิลลิกรัม 2%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

รูปผักสลัด

References
  1. กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.doae.go.th.  [30 ต.ค. 2013].
  2. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaihealth.or.th.  [30 ต.ค. 2013].
  3. มูลนิธิโครงการหลวง.  “ผักกาดหอมใบแดง“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.royalprojectthailand.com.  [30 ต.ค. 2013].
  4. พจนานุกรมโรคและสมุนไพรไทย.  (วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).
  5. บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร (วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2546).  ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่.  “พืชผักผลไม้ไทยมีคุณค่าเป็นทั้งอาหารและยา ตอนผักกาดหอม“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: natres.psu.ac.th.  [30 ต.ค. 2013].
  6. สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ.  “ผัดกาดหอมอุดมไปด้วยวิตามินบีรักษาฝีมะม่วงได้“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.hiso.or.th.  [27 ต.ค. 2013].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Hey! Sam !!, Ruth and Dave, Trinity)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.