• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

ปรู สรรพคุณและประโยชน์ของต้นปรู 14 ข้อ ! (ต้นปรู๋)

POSTED: เวลา 3:50 น. 20 เมษายน 2014, UPDATED: 01 มีนาคม 2016
ปรู

advertisement M10

ปรู

ปรู ชื่อสามัญ Ankota[3] ปรู ชื่อวิทยาศาสตร์ Alangium salviifolium (L.f.) Wangerin[1] ส่วนอีกข้อมูลระบุว่าเป็นชนิด Alangium salviifolium subsp. hexapetalum (Lam.) Wangerin[2],[3] โดยจัดอยู่ในวงศ์ CORNACEAE (ALANGIACEAE)[1]

สมุนไพรปรู มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะตาปู๋ (เชียงใหม่), มะเกลือกา (ปราจีนบุรี), ปู๋ ปรู๋ (ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ผลู ปลู (ภาคกลาง) เป็นต้น[1]

ลักษณะของต้นปรู

  • ต้นปรู หรือ ต้นปรู๋ เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ต้องการน้ำปานกลางถึงมาก และชอบแสงแดดตลอดทั้งวัน มักพบขึ้นได้ตามบริเวณป่าโปร่งของประเทศที่มีอากาศร้อน โดยจัดเป็นพรรมไม้พุ่มขนาดกลางหรือเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะเรือนยอดโปร่ง ค่อนข้างกว้าง มีรูปร่างไม่แน่นอน มีความสูงของต้นประมาณ 8-10 เมตร ลักษณะของต้นและกิ่งก้านเกลี้ยง หรืออาจมีขนเล็กน้อยตามกิ่งอ่อน ลำต้นมักบิดและคดงอ ส่วนโคนต้นมักเป็นพูต่ำ ๆ เปลือกต้นด้านนอกเป็นสีหรือสีน้ำตาลแดง แตกล่อนเป็นสะเก็ด ส่วนเปลือกด้านในและกระพี้เป็นสีเหลืองอ่อน และแก่นกลางเป็นสีน้ำตาลเขียว จะผลัดใบหมดก่อนผลิดอก[1],[2],[3] มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไปทางภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ ยกเว้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 200-500 เมตร[4],[6]

ต้นปรู๋

ต้นปรู

  • ใบปรู ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี รูปขอบขนาน หรือเป็นรูปหอกกลับ ปลายใบแหลมหรือมีติ่งแหลมออกมา โคนใบแคบแหลมหรือสอบเรียว ส่วนขอบใบเรียบไม่มีหยักหรือเป็นคลื่น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร ใต้ท้องใบจะมีเส้นใบประมาณ 3-6 คู่ มองเห็นได้ชัดเจน เส้นใบย่อยเป็นแบบเส้นขั้นบันได เนื้อใบบางเกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง มีก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร ใบอ่อนจะมีขนและเป็นสีเขียวอ่อนใส ส่วนใบแก่จะเป็นสีเขียวเข้ม[1],[2],[3]

ใบปรู

ใบปรู๋

  • ดอกปรู ออกดอกเป็นช่อรวมกันเป็นกระจุกตามซอกใบหรือตามกิ่งเหนือรอยแผลใบ ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกเป็นสีขาวนวลหรือเป็นสีเหลืองอ่อน และมีกลิ่นหอม ดอกมีขนขึ้นอยู่ประราย กลีบดอกมีประมาณ 5-7 กลีบ ดอกตูมขอบกลีบดอกจะประสานกัน เป็นรูปทรงกระบอกยาว ส่วนกลีบรองกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานแคบ ๆ ด้านนอกมีขนสีน้ำตาล และแยกแผ่ออกเป็นรูปกังหันในระดับเดียวกันประมาณ 5-6 แฉก มีขนาดประมาณ 0.2-0.5 เซนติเมตร ส่วนโคนจะเชื่อมติดกันลักษณะเป็นท่อรูปกรวย โดยกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่กลีบดอกจะม้วนตัวโค้งกลับมาทางโคนก้านดอก ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 10-18 อัน ส่วนมากมี 12 อัน โคนก้านเกสรมีขนยาว ๆ ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยง มีรังไข่เป็นรูปรี ภายในมีช่องเดียวและมีไข่อ่อนหนึ่งหน่วย และจะออกดอกเต็มต้นหลังการผลัดใบหมด โดยจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม[1],[2],[3]

ดอกปรู

  • ผลปรู ออกผลเป็นกระจุก ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมหรือเป็นรูปรี ปลายผลมีกลีบรองกลีบดอกติดอยู่ ส่วนกลางผลมีสันแข็งตลอดความยาวของผล ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ผลจะไม่แตก แต่จะเป็นร่องตามยาวหลายร่อง (สัน) ภายในผลมีเมล็ดเดี่ยว และมีเนื้อเยื่อสีแดง ๆ บาง ๆ หุ้มเมล็ดแข็ง ผลมีรสหวานอมเปรี้ยว มีกินหอม ใช้รับประทานได้ โดยจะเป็นผลในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน[1],[2],[3]

ลูกปรู

ผลปรู

สรรพคุณของปรู

  1. ตำรายาไทยใช้แก่นหรือเนื้อไม้เป็นยาบำรุงกำลัง (แก่น,เนื้อไม้)[2],[5]
  2. เปลือกต้นมีรสฝาด ใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาบำรุงธาตุไฟ ปิดธาตุ (เปลือกต้น)[1],[5] ส่วนผลมีรสร้อนเบื่อ สรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ (ผล)[5]
  3. ช่วยบำบัดอาการเป็นไข้ และช่วยขับเหงื่อ ด้วยการใช้เปลือกรากนำมาต้มเป็นยากิน (เปลือกราก)[1]
  4. ใช้แก้หอบหืด แก้อาการไอ ไอหืด ด้วยการใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำกิน (เปลือกต้น)[1],[2],[4]
  5. เปลือกรากนำมาต้มกินเป็นยาแก้พิษ เป็นยาทำให้อาเจียน (เปลือกราก)[1]
  6. เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการจุกเสียด แก้ท้องร่วง ลงท้อง ท้องเสีย ท้องเดิน (เปลือกต้น)[1],[2] ส่วนผลก็มีสรรพคุณแก้อาการจุกเสียดได้เช่นกัน (ผล)[2]
  7. ใช้เปลือกรากต้มกับน้ำกินเป็นยาระบาย (เปลือกราก)[1]
  8. ช่วยในการขับพยาธิ ด้วยการใช้เปลือกรากนำมาต้มกับน้ำกิน (เปลือกราก)[1] ส่วนผลมีรสฝาด มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิเช่นกัน (ผล)[2],[4]
  9. เนื้อไม้มีรสฝาดเฝื่อน ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงลำไส้ (เนื้อไม้)[5]
  10. แก่นหรือเนื้อไม้ ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (แก่น,เนื้อไม้)[2],[5]
  11. แก่นมีรสจืดเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (แก่น)[5]
  12. เปลือกรากสดนำมาตำให้ละเอียด หรือคั้นเอาแต่น้ำใช้ล้างแผล แก้โรคผิวหนัง (เปลือกราก)[1]
advertisement M11

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของต้นปรู

  • พบว่ามีสารอัลคาลอยด์อยู่หลายชนิด ได้แก่ anabasine, cephaeline, psychotrine เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรมีการศึกษาทางพิษวิทยาของสารเหล่านี้ด้วย[2]
  • มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต เพิ่มความแรงของการบีบตัวของหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบบีบตัว ทำให้หลอดเลือดหดตัว มีฤทธิ์ลดการอักเสบ คลายกล้ามเนื้อมดลูก ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย โปรโตซัว ต้านยีสต์ และต้านมะเร็ง[6]

แก่นปรู

รากปรู

ประโยชน์ของปรู

  1. ผลมีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม ใช้รับประทานได้[3]
  2. เนื้อไม้ของต้นปรูมีความเหนียวและมีลายสวยงาม จึงนิยมนำมาใช้ทำพานท้ายปืน ด้ามเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องกลึง เครื่องประกอบเกวียน งานแกะสลัก รวมไปถึงเครื่องเรือนต่าง ๆ[4],[6]
References
  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “ปรู”.  หน้า 449-450.
  2. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “ปรู”.  หน้า 40.
  3. สวนพฤกษศาตร์โรงเรียนชลบุรีสุขบท.  “ปรู”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.skb.ac.th/~botanical/.  [20 เม.ย. 2014].
  4. หนังสือสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4.  (วีระชัย ณ นคร).  “ปรู๋”.
  5. ศูนย์ปฏิบัติการโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.  “ปรู๋, ปรู”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.goldenjubilee-king50.com.  [20 เม.ย. 2014].
  6. สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์.  “ปรู”.  อ้างอิงใน: สมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทย. ไม้และของป่าบางชนิดในประเทศไทย.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: uttaradit.uru.ac.th/~botany/.  [20 เม.ย. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Dinesh Valke, Mamatha Rao), www.pharmacy.mahidol.ac.th

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.