• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

บัวหิมะ สรรพคุณบัวหิมะ ประโยชน์ของบัวหิมะ 85 ข้อ !

POSTED: เวลา 5:50 น. 03 กรกฎาคม 2013, UPDATED: 08 ตุลาคม 2016
บัวหิมะ

advertisement M10

ประเภทของบัวหิมะทั้ง 4 ชนิด

ครีมบัวหิมะ

ครีมบัวหิมะ ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีน เรียกว่า “จงหัวฟูเป่า” หรือที่บ้านเรามักเรียกกันง่าย ๆ ว่า “สมุนไพรบัวหิมะ” ซึ่งเป็นครีมที่มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติหลายชนิด เช่น โสม ชะมดเช็ด ว่านหางจระเข้ การบูร ผงไข่มุก ซึ่งราคาจะค่อนข้างแพงหน่อย

สำหรับครีมบัวหิมะ โดยสรรพคุณที่นำมาใช้ในลักษณะเป็นยารักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกซะมากกว่าเป็นครีมบำรุงผิว โดยใช้เป็นยาทาภายนอกและห้ามรับประทาน ซึ่งเนื้อของครีมจะมีสีขาว กลิ่นหอมให้ความรู้สึกสดชื่นและเย็นเล็กน้อย สำหรับการเลือกบัวหิมะก็ควรดูให้ดีด้วย โดยเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือ เพราะครีมบัวหิมะในท้องตลาดนั้นจะมีของปลอมด้วย ก็ระวังกันดี ๆ ซึ่งราคาตามท้องตลาดก็ประมาณหลักพันบาทขึ้นไป

ประโยชน์ของบัวหิมะ (ครีมบัวหิมะ)

  1. บัวหิมะใช้ทาแก้แผลพุพอง ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดนท่อไอเสีย
  2. ใช้รักษาผื่นแพ้คัน บวมแดงบนผิวหนัง
  3. ใช้รักษาแผลสด เป็นหนอง
  4. ช่วยรักษาโรคกลาก เกลื้อน
  5. ใช้รักษาโรคฮ่องกงฟุต
  6. ใช้รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เช่น อีสุกอีใส
  7. ใช้รักษาโรคเริม
  8. ใช้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
  9. ช่วยบำรุงผิว ปรับสภาพผิว ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส
  10. ใช้รักษารอยแผลสิว รักษาสิว แต้มสิวเพื่อให้ยุบไว (แต่บางคนใช้แล้วสิวเห่อ)

บัวหิมะที่เป็นดอก

บัวหิมะที่เป็นดอกหรือต้นพืช (Saussurea หรือ Snow Lotus) ที่จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) ซึ่งมักจะเรียกกันว่า บัวหิมะพันปีหรือบัวหิมะหมื่นปี เป็นต้น โดยเป็นพืชที่ขึ้นในที่สูง มีลักษณะดอกสีขาวหรือเขียวอ่อน

จะงอกเฉพาะในบริเวณภูเขาสูงที่มีอุณหภูมิเย็นจัด หรือบริเวณที่ราบสูงที่มีหิมะปกคลุม หรือในบริเวณที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 – 4,000 เมตร อย่างเทือกเขาอัลไต ภูเขาคุนหลุน ที่ราบสูงซินเจียง เป็นต้น ซึ่งจะใช้เวลานานกว่า 3 ปีถึงจะเก็บเกี่ยวดอกได้ และโดยทั่วไปเมล็ดของบัวหิมะเพียง 5% เท่านั้นที่จะเจริญเติบโตจนออกดอกได้

สรรพคุณบัวหิมะ (ที่เป็นดอกหรือพืช)

  1. บัวหิมะสรรพคุณนำมาใช้เป็นยาบำรุงและรักษาโรคชนิดต่าง ๆ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็น
  2. สรรพคุณของบัวหิมะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย
  3. ช่วยบำรุงหัวใจ
  4. ช่วยแก้ไข้
  5. ช่วยขับพิษในร่างกาย
  6. ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
  7. ช่วยบำรุงโลหิต
  8. ช่วยบำรุงบำรุงไต
  9. ช่วยแก้อาการข้ออักเสบ
  10. นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งที่เป็นแบบบริสุทธิ์ 100% และที่เป็นแบบนำไปผสมกับตัวยาชนิดอื่น ๆ

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://en.wikipedia.org/wiki/Saussurea

บัวหิมะที่เป็นผลไม้

บัวหิมะที่เป็นผลไม้ ที่หลาย ๆ คนเรียกว่า “บัวหิมะสด” หรือ “ผลบัวหิมะ” หรือ “หัวบัวหิมะ” หรือ “รากบัวหิมะ” หรือ “บัวหิมะจีน” นั่นแหละ หรือในประเทศจีนจะเรียกกันว่า “เสวี่ยเหลียนกว่อ” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Yacon (ผลไม้แห่งพระเจ้า) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Smallanthus sonchifolius (Poepp.) H.Rob. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวันเช่นเดียวกับชนิดแรก บัวหิมะชนิดนี้จะเป็นพืชพื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ผลไม้อะไรหรอกครับ เพียงแต่เราเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นผลไม้ เนื่องจากนิยมนำมารับประทานสด ๆ นั่นเองครับ

โดยจะมีรูปร่างคล้าย ๆ กับหัวมันเทศ เปลือกบาง รสออกหวานเหมือนแห้วผสมมันแกว ฉ่ำน้ำเหมือนสาลี่ และกรอบ เป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนหรือกำลังควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม เป็นต้น และรากบัวหิมะ สรรพคุณใช้เป็นยาสมุนไพรในการรักษาอาการต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ประโยชน์บัวหิมะ (ที่เป็นผลไม้หรือพืช)

  1. ประโยชน์บัวหิมะนำมารับประทานสด ให้รสชาติหวานฉ่ำ ชื่นใจ
  2. เป็นอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพ เสริมความงามที่น่าใจ
  3. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดสิวฝ้าบนใบหน้า
  4. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
  5. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน คอเลสเตอรอล
  6. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  7. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
  8. ช่วยป้องกันจากสารพิษจากมลภาวะและสารก่อมะเร็ง
  9. ช่วยให้หลอดเลือดอ่อนตัว
  10. ช่วยบำรุงหัวใจและเส้นเลือด
  11. ช่วยควบคุมของเหลวในเลือด
  12. ช่วยแก้อาการร้อนใน
  13. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ
  14. ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูกและท้องเสีย
  15. ช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะทำงานได้ดีขึ้น
  16. ป้องกันการเกิดผลึกก้อนนิ่ว
  17. ช่วยตับขับถ่ายสารพิษในร่างกาย
  18. แก้อาการอักเสบ
  19. ใบของหัวบัวหิมะมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
  20. นำไปปรุงสุกต้มกับกระดูกหมูหรือนำไปตุ๋น ช่วยย่อยอาหารและระบายท้องได้ดี
  21. มีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่ม ชา อาหารกระป๋อง

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://en.wikipedia.org/wiki/Yacón

บัวหิมะธิเบต

บัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์ (Kefir) บ้านเรานิยมเรียกว่า “บัวหิมะธิเบต” หรือ “น้ำหมักบัวหิมะ” ซึ่งก็คือ นมหมักคีเฟอร์ นั่นเอง เกิดจุลินทรีย์ขนาดเล็กซึ่งประกอบด้วยยีสต์ Saccharomyces exiguus และ Lactic acid bacteria ซึ่งอยู่ร่วมกันในแบบที่พึ่งพาอาศัยกันและยึดเกาะกันด้วยสารที่มีลักษณะเป็นเมือกเหนียว ๆ จนเกิดการก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างคล้ายดอกกะหล่ำ มีสีขาวจนถึงสีเหลืองอ่อน ขนาดเล็กเท่ากับเมล็ดข้าว โดยจะมีกลิ่นอ่อน ๆ ของยีสต์ (คล้ายเบียร์) ซึ่งจะเจริญเติบโตด้วยการเพาะเลี้ยงในอาหารชนิดต่าง ๆ แต่ละชนิดจะให้คีเฟอร์ที่มีขนาดและลักษณะแตกต่างกันออกไป นิยมเลี้ยงในน้ำนมอย่างนมวัว นมแพะ นมแกะ เป็นต้น

ข้อควรรู้ อ่านก่อนสำคัญมาก !

  • ประโยชน์ของบัวหิมะบัวหิมะธิเบตหรือคีเฟอร์ (Kefir) จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับเห็ดและยีสต์
  • บัวหิมะคีเฟอร์ ประกอบไปด้วยแบคทีเรียและยีสต์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสัมพันธ์ทางบวก
  • โยเกิร์ตบัวหิมะ (Kefir) แตกต่างกับโยเกิร์ตธรรมดาตรงที่หัวเชื้อที่ใช้ในการหมัก โดยการหมักโยเกิร์ตธรรมดาจะใช้หัวเชื้อ Lactobacillus แต่คีเฟอร์จะใช้หัวเชื้อที่มีลักษณะเป็นก้อนเหนียวยืดหยุ่นคล้ายดอกกะหล่ำ เรียกว่า Kefir grain
  • ความเป็นมาของบัวหิมะคีเฟอร์มาจากอาจารย์ท่านหนึ่งในโปแลนด์ ซึ่งในขณะที่ทำงานอยู่ที่ประเทศอินเดียและทิเบต เขาได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ พระที่ทิเบตได้นำบัวหิมะมาให้กินเพื่อรักษาอาการป่วย หลังจากนั้น 18 เดือนอาการป่วยของเขาได้หายไป และก่อนจะเดินทางกลับ เขาจึงขอบัวหิมะจากพระรูปนั้นมา ถัดมาจึงได้มีการนำบัวหิมะเข้ามาสู่ทวีปยุโรปและเอเชีย
  • การเพาะเลี้ยงคีเฟอร์ในอาหารแต่ละชนิด จะทำให้คีเฟอร์มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
  • นมที่สามารถนำมาใช้ทำโยเกิร์ตคีเฟอร์ได้ก็มาจากนมจากสัตว์ เช่น แพะ แกะ วัว เป็นต้น นมที่มาจากพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วอัลมอนด์ มะพร้าว กะทิ เป็นต้น นมที่มาจากพืชตระกูลข้าว เช่น ข้าว ข้าวบาร์เล่ย์ เป็นต้น และนมที่มาจากพืชตระกูลเมล็ดเล็ก เช่น ป่าน ฟักทอง งา เป็นต้น
  • นมที่นิยมนำมาใช้ทำกันมากคือ นมวัว นมแพะ และนมถั่วเหลือง
  • นมชนิดที่ดีที่สุดที่นำมาใช้ทำคีเฟอร์คือนมแพะ เพราะย่อยง่ายกว่านมวัว และพบอาการแพ้ได้น้อยกว่านมวัว
  • นอกจากนมแล้วก็สามารถใช้เครื่องดื่มอื่น ๆ มาทำคีเฟอร์แทนนมได้ แต่เครื่องดื่มประเภทนั้น ๆ ต้องมีน้ำตาลซึ่งเป็นอาหารของคีเฟอร์ เช่น คีเฟอร์ที่ทำจากน้ำผลไม้หรือน้ำหวานต่าง ๆ เราจะเรียกว่า “คีเฟอร์น้ำ” (Water kefir) ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวของคีเฟอร์มากกว่า 1 สัปดาห์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ
  • แล้วคีเฟอร์แบบน้ำกับแบบนม อันไหนดีกว่ากัน ? สรุปแล้วทั้งสองต่างมีประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนกัน จะแตกต่างตรงที่คีเฟอร์แบบนมจะมีจุลินทรีย์มากกว่าคีเฟอร์แบบน้ำเกือบเท่าตัว !
  • ความหนืดของคีเฟอร์เป็นตัวบอกได้ถึงการเจริญโตของบัวหิมะ ยิ่งหนืดยิ่งดี
  • ถ้าจำนวนบัวหิมะคีเฟอร์ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ นั้น แสดงว่าบัวหิมะบางส่วนได้ตายแล้ว
  • หากเลี้ยงคีเฟอร์ไปเรื่อย ๆ แล้วเมล็ดมันเล็กลงก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ซึ่งอาจมีได้หลายขนาด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
  • แล้วถ้าเลี้ยงคีเฟอร์เรื่อย ๆ จนมันก้อนใหญ่เกินไป จะนำมาตัดแบ่งส่วนได้หรือไม่ ? การตัดคีเฟอร์จะเป็นการไปทำลายโครงสร้างของมัน แต่ถ้าอยากจะแบ่งก็ควรใช้มือดึงออกจากกันเบา ๆ เพื่อเป็นการถนอมโครงสร้างเดิมของมันให้คงอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
  • การเลี้ยงคีเฟอร์อย่างไม่เหมาะสม เช่น การเติมนมที่เยอะเกินไปหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี อุณหภูมิผิดปกติอาจจะทำให้คีเฟอร์เหลวเละ ดูพองบวม และไม่เป็นลักษณะยางยืดเหมือนเคย นั่นแสดงว่ามันกำลังไม่มีความสุขหรือมันกำลังจะตาย ดังนั้นควรเอาใจใส่ในการเลี้ยงด้วย
  • รู้หรือไม่ว่าคีเฟอร์มีประโยชน์มากกว่าโยเกิร์ต ! เพราะมีจุลินทรีย์ถึง 41 ชนิด ในขณะที่โยเกิร์ตมีเพียง 4 ชนิด !
  • นมที่ได้มาจะมีรสชาติออกเปรี้ยว โดยจะมีคุณสมบัติเป็นยา นำมาดื่มทุกวันก่อนนอนเป็นเวลา 20 วัน และหยุดพักการดื่มอีก 10 วันวนไปเรื่อย ๆ แต่บางคนบอกว่ากินทุกวันก็ได้
  • บัวหิมะไม่จำเป็นต้องล้างด้วยน้ำทุกวันก็ได้ เมื่อกรองนมโยเกิร์ตออก ก็เทนมใหม่ต่อใส่ได้เลย เพราะคลอรีนในน้ำจะไปทำลายการเจริญเติบโตของบัวหิมะ แต่ภาชนะที่ใส่ก็ต้องล้างให้สะอาดด้วย
  • สำหรับบางคนที่เริ่มกินครั้งแรกแล้วมีอาการท้องไส้ปั่นป่วน ไม่ต้องตกใจคิดไปว่าฉันแพ้บัวหิมะแน่ ๆ ! ความจริงแล้วบัวหิมะกำลังขับสารพิษในร่างกายอยู่นั่นเอง แต่สำหรับผู้ที่เริ่มกินแนะนำว่าควรลดปริมาณการกินช่วงแรกให้น้อยลงจากปกติ แล้วค่อยปรับไปเรื่อย ๆ จะดีกว่า
  • สำหรับบางรายกินแล้วมีอาการท้องผูก เพราะรับประทานมากเกินไปจึงทำให้ลำไส้ไม่สมดุล
  • โยเกิร์ตบัวหิมะเมื่อนำมาพอกหน้า บางครั้งอาจมีอาการคันยิบ ๆ เล็กน้อย แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผิวบริเวณนั้นอาจเป็นสิว แผลสิว หรือผิวที่กำลังแห้งลอก บัวหิมะจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและช่วยสมานผิวให้หายเป็นปกตินั่นเอง
  • การเอาใจใส่ในการเลี้ยงบัวหิมะให้ดี จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง
  • มีความเชื่อว่าถ้าหากเลี้ยงบัวหิมะจนเจริญเติบโตดีแล้วหรือมีมากเกินความต้องการ ให้นำไปแจกจ่ายให้ญาติและมิตรสหาย
  • มีความเชื่อว่าห้ามจำหน่ายบัวหิมะ (ซึ่งผู้เขียนมองว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะต่างประเทศเขาขายกันเป็นปกติ)
advertisement M11

วิธีเลี้ยงบัวหิมะ (Kefir)

  1. สรรพคุณของบัวหิมะเมื่อได้รับบัวหิมะมาแล้ว (จะมาในสภาพที่แช่อยู่ในนม) โดยบัวหิมะประมาณ 2.5 ช้อนโต๊ะสามารถทำได้ 1 แก้ว
  2. ลักษณะก่อนกรองมันจะดูเหมือนโยเกิร์ต มีรสและกลิ่นเปรี้ยว แต่ไม่เสีย ถึงจะเปรี้ยวมากแค่ไหนก็กินได้ (มันไม่เหมือนกลิ่นเปรี้ยวแบบนมเสียนมบูดนะ) และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และถ้าเห็นเป็นฟอง ๆ ก็ไม่ต้องตกใจเพราะมันเป็นเรื่องปกติ
  3. หลังจากนั้นให้นำมากรองด้วยการแยกนมออกจากบัวหิมะ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้กรองนั้นก็คือกระชอนกรองที่เป็นพลาสติกหรือกระชอนช้อนปลาก็ได้และไม่ต้องใหญ่เกินไปสักขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.5 นิ้วกำลังดี แต่จะต้องไม่ใช่โลหะหรือเหล็กเด็ดขาด เพื่อป้องกันการเกิดสนิมและลดโอกาสปนเปื้อนจากสารตะกั่ว (และห้ามไม่ให้บัวหิมะสัมผัสโลหะที่มีส่วนผสมของเงินเด็ดขาด เพราะจะไปทำลายโครงสร้างบางอย่างของแบคทีเรียในคีเฟอร์)
  4. นำนมที่ได้จากการกรองมาดื่ม (การดื่มทันทีจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าอยากเก็บไว้ดื่มวันหลังก็นำไปแช่เย็น ซึ่งจะเก็บไว้ได้แค่ 2-3 วัน)
  5. ถัดมาก็ทำความสะอาดบัวหิมะโดยให้น้ำไหลผ่านให้สะอาด ถ้าเป็นน้ำกลั่นที่ปราศจากสารคลอรีนจะดีมาก (การทำความสะอาดอย่างดี จะช่วยให้สุขภาพของผู้ดื่มดีตามไปด้วย)
  6. นำบัวหิมะที่ทำความสะอาดใส่ลงไปในแก้วพลาสติกหรือภาชนะที่สะอาดดีแล้ว
  7. บัวหิมะธิเบตใส่นมลงไปประมาณ 8 ออนซ์ (แต่ถ้าได้รับบัวหิมะมาในช่วง 1 สัปดาห์แรก ปริมาณอาจมีน้อย ควรใส่นมแค่พอให้ท่วมหมด ไม่ต้องใส่หมดกล่อง เพื่อให้บัวหิมะได้ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ก่อน)
  8. นำผ้าบาง ๆมาปิดฝาเพื่อป้องกันแมลงวันและแมลงหวี่มาตอมหรือฝักไข่ แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณหนึ่งวัน (ห้ามแช่เย็น เพราะจะเป็นการชะลอการเจริญเติบโตของบัวหิมะ บัวหิมะชอบอากาศร้อนชื้น และจะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิปกติ)
  9. หลังจากนั้นหาภาชนะนำมาใส่น้ำลองแก้วนมอีกที เพื่อป้องกันมด
  10. แล้วนำมากรองเพื่อดื่มนมเหมือนใหม่ (ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ)
  11. หากไม่อยู่บ้าน 2-3 วันหรือต้องการหยุดใช้ชั่วคราว ก็ให้ใส่นมแค่พอท่วมบัวหิมะ แล้วแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา
  12. หากต้องการหยุดใช้หรือไม่อยู่บ้านเกินกว่า 4-5 วันขึ้นไป ให้นำบัวหิมะมาล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งพอหมาด ๆ ไม่ต้องใส่นม แล้วนำไปแช่ช่องแช่แข็ง (เพื่อหยุดยั้งการเจริญโต) เมื่อจะกลับมาใช้อีกครั้งให้นำไปล้างน้ำเพื่อให้หายแข็งตัว ทิ้งไว้ให้อุณหภูมิอุ่นขึ้นแล้วค่อยใส่นม

บัวหิมะสรรพคุณ (คีเฟอร์)

  1. คีเฟอร์ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอวัยและลดการเกิดริ้วรอย
  3. เป็นยาจากธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ต่อร่างกาย
  4. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานในร่างกาย
  5. ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ความเป็นกรด-ด่างให้เป็นปกติ
  6. ช่วยบำรุงร่างกาย บรรเทาอาการเหนื่อยล้า
  7. ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
  8. ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง
  9. ช่วยลดความเครียด รักษาอาการซึมเศร้า ทำให้อารมณ์ดี
  10. ช่วยทำให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น
  11. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและการแพร่ขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
  12. มีส่วนช่วยยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก
  13. ช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวให้แก่ร่างกาย
  14. ช่วยบำรุงหัวใจ ป้องกันและรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจอย่างโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
  15. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลในร่างกาย
  16. ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารจำพวกน้ำตาล
  17. ช่วยควบคุมน้ำหนักในร่างกาย
  18. ช่วยรักษาอาการแพ้น้ำตาลแล็กโทส
  19. ช่วยบำรุงและเสริมสร้างกระดูกและฟัน
  20. ช่วยให้ความดันโลหิตเป็นปกติ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  21. บัวหิมะรักษาสิวช่วยลดอาการไข้
  22. ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้
  23. ช่วยรักษาโรคเมตาบอลิกซินโดรม (อ้วนลงพุง)
  24. ช่วยรักษาโรควัณโรค
  25. ช่วยบำบัดรักษาโรคปอด
  26. ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ลำไส้เล็กส่วนต้น และช่วยบำรุงลำไส้
  27. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติและดียิ่งขึ้น ลำไส้บีบตัวได้ดียิ่งขึ้น
  28. ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร
  29. ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
  30. เป็นอาหารที่เหมาะกับทารกหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร
  31. ช่วยแก้ปัญหาอาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ
  32. ช่วยบำรุงตับ ไต และรักษาตับ ไตอักเสบ
  33. ช่วยรักษาโรคของถุงน้ำดี นิ่วในถุงน้ำดี ช่วยละลายก้อนนิ่วในไต
  34. ช่วยรักษาแผลพุพอง น้ำร้อนลวก
  35. นำมาใช้ทาเพื่อรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เช่น เชื้อราบนผิวหนัง กลาก เกลื้อน เป็นต้น
  36. การดื่มคีเฟอร์ช่วยให้ผู้ป่วยเอดส์และผู้ป่วยโรคมะเร็งมีอาการดีขึ้น (ผลการวิจัยยังไม่ชัดเจน)
  37. ช่วยลดอาการแพ้ยาหรือเซรุ่มชนิดต่าง ๆ
  38. ช่วยรักษาสารพิษจากยาเสพติดในร่างกาย
  39. ใช้เลี้ยงทารกที่คลอดก่อนกำหนด ช่วยให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง
  40. ช่วยเสริมสร้างการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ของเด็กทารก
  41. ช่วยป้องกันและรักษาโรคตับอ่อนในเด็ก โรคปอดบวม หลอดลมอักเสบในเด็กที่อายุกว่า 2 ขวบ
  42. มีสารต่าง ๆ อย่างวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่าง ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุไอโอดีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 กรดโฟลิก ไบโอติน วิตามินดี วิตามินเค เป็นต้น
  43. โยเกิร์ตบัวหิมะ นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที (หรือจนกว่าจะแห้ง) เพื่อช่วยให้หน้าขาวเนียนใส รักษาสิว แผลสิว และช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน
  44. นมหมักคีเฟอร์ช่วยให้อยู่ท้อง อิ่มนาน
  45. บัวหิมะรักษาสิวด้วยการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางที่ช่วยในเรื่องของการรักษาสิว กระชับรูขุมขน ทำให้หน้าเต่งตึงอ่อนเยาว์

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://en.wikipedia.org/wiki/Kefir

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.