• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

น้ำใจใคร่ สรรพคุณและประโยชน์ของต้นน้ำใจใคร่ 15 ข้อ !

POSTED: เวลา 10:44 น. 01 ธันวาคม 2014, UPDATED: 02 มีนาคม 2016
น้ำใจใคร่

advertisement M10

น้ำใจใคร่

น้ำใจใคร่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Olax psittacorum (Lam.) Vahl จัดอยู่ในวงศ์น้ำใจใคร่ (OLACACEAE)[1],[2]

สมุนไพรน้ำใจใคร่ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เคือขนตาช้าง (ศรีสะเกษ), ควยเซียก (นครราชสีมา), อีทก เยี่ยวงัว (อุบลราชธานี), กระดอกอก (สุพรรณบุรี), กระทอกม้า (ราชบุรี), น้ำใจใคร่ (ราชบุรี, กาญจนบุรี), กะหลันถอก (กาญจนบุรี), หญ้าถลกบาตร (พิษณุโลก, อุตรดิตถ์), ส้อท่อ (ทุ่งสง-นครศรีธรรมราช), กระทอก ชักกระทอก (ประจวบคีรีขันธ์), ควยถอก (ชุมพร), กะเดาะ กระเดาะ (สงขลา), ผักรูด (สุราษฎร์ธานี), เจาะเทาะ (พัทลุง, สงขลา), เสาะเทาะ (สงขลาตอนใน เช่น หาดใหญ่ คลองหอยโข่ง), นางจุม นางชม (ภาคเหนือ), กะทกรก กระทกรก (ภาคกลาง), ลูกไข่แลน (ภาคใต้บางแห่ง), กระเด๊าะ อาจิง (มลายู-นราธิวาส), อังนก, สอกทอก, จากกรด, ผักเยี่ยวงัว เป็นต้น[1],[2],[3],[4],[5],[6]

ลักษณะของน้ำใจใคร่

  • ต้นน้ำใจใคร่ จัดเป็นไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มีความสูงได้ประมาณ 2-5 เมตร มีกิ่งก้านมาก เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวเข้มหรือสีขาวอมน้ำตาล แตกเป็นแนวยาวห่าง ๆ กัน กิ่งมักห้อยลง ตามกิ่งอ่อนมีขนละเอียดสีขาวขึ้นปกคลุม มักมีหนามแข็งเล็ก ๆ ทั่วไป ส่วนกิ่งแก่เกือบเกลี้ยง มีหนามโค้ง ส่วนเนื้อไม้เป็นสีขาวนวล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามดินปลวก มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน ภูมิภาคอินโดจีน ชวา คาบสมุทรมลายู และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยเฉพาะในจังหวัดสระบุรี จันทบุรี พิษณุโลก ลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่ โดยมักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าชายหาด ป่าละเมาะ ที่กรร้าง และป่าดิบเขาทั่วไป ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 300 เมตร[1],[2],[3],[4],[6]

ต้นน้ำใจใคร่

  • ใบน้ำใจใคร่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี รูปขอบขนานแกมใบหอก หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนเว้าเล็กน้อย สองข้างไม่เท่ากัน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบหนาคล้ายแผ่นหนัง หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบมีสีอ่อนกว่า หลังใบและท้องใบมีขนนุ่ม ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนขึ้นประปราย เส้นแขนงใบมีข้างละประมาณ 5-8 เส้น เมื่ออ่อนจะมีขนสั้นนุ่มตามเส้นกลางใบ ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร และมีขนสั่นนุ่ม[1],[2],[3]

ใบน้ำใจใคร่

  • ดอกน้ำใจใคร่ ออกดอกเป็นช่อกระจุก โดยจะออกตามซอกใบ มี 1-3 ช่อ ต่อซอกใบ ดอกมีกลิ่นหอม มีขนสั้นหนาแน่น ดอกย่อยเป็นสีขาวมีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 3 กลีบ ลักษณะของกลีบเป็นรูปแถบแกมรูปขอบขนาน เกลี้ยง มีขนาดกว้างประมาณ 1.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร กลีบดอก 2 ใน 3 กลีบ มักจะมีแฉกย่อยที่ปลาย ทำให้ดูคล้ายว่ามีกลีบดอก 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ปลายดอกแหลม แยกออกเป็นแฉก 5-6 แฉก ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วยสีเขียว มี 5 กลีบ ปลายตัด ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ก้านชูดอกสั้น เกสรเพศผู้มี 3 อัน อับเรณูเป็นรูปขอบขนาน เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันเป็นรูปไข่แคบ ปลายแยกเป็นแฉก 2 แฉก รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรี เกลี้ยง ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นแฉก 3 แฉก ไม่ชัดเจน มีใบประดับที่โคนก้านช่อดอกยาวประมาณ 0.5-3.5 เซนติเมตร และใบประดับย่อยร่วงได้ง่าย ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ปลายมน มีสันตามยาว และมีขนสั้นนุ่ม ส่วนก้านดอกเกลี้ยงยาวประมาณ 1-5 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน[1],[3]

ดอกน้ำใจใคร่

  • ผลน้ำใจใคร่ ผลเป็นผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่ ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตร โคนผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่เกินครึ่งผล หรือประมาณ 2 ใน 3 ส่วน ส่วนปลายผลมีสีเข้มครอบเหมือนหมวกและมียอดเกสรเพศเมียที่ติดคงทน จะหลุดร่วงไปเมื่อผลแก่จัด ผิวผลเรียบและเป็นมัน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนสีเหลืองอมส้ม ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลม[1],[3]

ผลน้ำใจใคร่

สรรพคุณของน้ำใจใคร่

  1. เปลือกต้นมีรสฝาดร้อน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาชูกำลังหรือบำรุงกำลัง (เปลือกต้น)[2],[3]
  2. เนื้อไม้มีรสฝาดเฝื่อน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาคุมธาตุ ถอนพิษยาเมาเบื่อทั้งปวง (เนื้อไม้)[2],[3],[6]
  3. ใบนำมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อ (ใบ)[6]
  4. รากมีรสสุขุม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้เด็กตัวร้อน ส่วนเปลือกต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้เช่นกัน (ราก,เปลือกต้น)[2],[3],[4],[6]
  5. ใบมีรสฝาดเมา นำมาตำให้ละเอียดเอากากสุมศีรษะแก้อาการปวดศีรษะ ไข้หวัดคัดจมูก (ใบ)[2],[3],[6]
  6. เนื้อของผลใช้เป็นยารักษาโรคตาแดง (เนื้อผล)[5]
  7. เมล็ดมีรสฝาดร้อน นำมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำสับปะรด ลมควันให้อุ่นใช้เป็นยาทาท้องเด็ก แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยทำให้ขับผายลม (เมล็ด)[2],[6]
  8. รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับพยาธิ (ราก)[2],[3] ส่วนอีกตำราระบุว่าให้ใช้ใบนำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาขับพยาธิ (ใบ)[6]
  9. เนื้อไม้นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กามโรค (เนื้อไม้)[2] ส่วนอีกตำราระบุว่าให้ใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื้มเป็นยาแก้กามโรค (ราก)[6]
  10. ลำต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคไตพิการ (โรคที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะขุ่น แดง หรือเหลือง มีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้) (ต้น)[1],[3]
  11. เนื้อไม้ใช้ฝนทารักษาบาดแผล (เนื้อไม้)[2],[3],[6]
  12. เปลือกต้นนำมาต้มรมหรือทารักษาแผลเน่าเปื่อย ทำให้แผลแห้ง (เปลือกต้น)[2],[3],[6]
  13. เนื้อไม้นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย (เนื้อไม้)[3]
advertisement M11

ประโยชน์ของน้ำใจใคร่

  • ยอดอ่อนและใบอ่อน (ใบเพสะลาด) มีรสหวานมันและฝาดเล็กน้อย ใช้เป็นผักแกงส้ม แกงเลียง หรือใช้เป็นผักแนม (ผักเหนาะ) จิ้มกับน้ำพริกรับประทาน[5] ส่วนผลสุกก็ใช้รับประทานได้เช่นกัน[3]
  • ลักษณะของผลน้ำใจใคร่นี้ ชาวบ้านจะใช้เป็นตัวตรวจสอบด้วยว่าปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีจะมีมากน้อยเพียงใด กล่าวคือ ถ้าปีไหนผลน้ำใจใคร่มีกลีบเลี้ยงหุ้มมากจนเกือบมืดผล นั่นแสดงว่าปีนั้นน้ำท่าจะอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้ากลีบเลี้ยงหุ้มผลสั้นหรือมีน้อย ผลโผล่ออกมามาก ก็แสดงว่าปีนั้นฝนจะตกน้อย[5]
References
  1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “น้ำใจใคร่ (Nam Chai Khrai)”.  หน้า 156.
  2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ).  “น้ำใจใคร่”.  หน้า 126.
  3. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “น้ำใจใคร่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com.  [01 ธ.ค. 2014].
  4. ข้อมูลพรรณไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  “น้ำใจใคร่”.  อ้างอิงใน: หนังสืออนุกรมวิธานพืช อักษร ก. (ราชบัณฑิตยสถาน).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/.  [01 ธ.ค. 2014].
  5. เดอะแดนดอทคอม.  “น้ำใจใคร่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.the-than.com.  [01 ธ.ค. 2014].
  6. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “กะทกรก”.  หน้า 49-50.

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by thammavong viengsamone, Dinesh Valke), photobucket.com (by jayah9), www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.