• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

ถุงยางอนามัยผู้หญิง : 16 ข้อดี-ข้อเสีย & วิธีการใส่ถุงยางผู้หญิง !!

POSTED: เวลา 8:55 น. 06 ตุลาคม 2015, UPDATED: 08 พฤศจิกายน 2016
ถุงยางผู้หญิง

ถุงยางอนามัยสตรี

ถุงยางผู้หญิง หรือ ถุงยางอนามัยผู้หญิง หรือ ถุงยางอนามัยสตรี (Female condom) มีการผลิตขึ้นมาใช้นานแล้วครับ โดยผ่านการรับรองจาก FDA (องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) เมื่อปี ค.ศ.1993 (พ.ศ.2546) แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเหมือนถุงยางอนามัยผู้ชายที่ผลิตมาจากยางธรรมชาติ (Rubber latex) เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคุ้นเคยกับถุงยางสตรีที่ผลิตมาจากสารสังเคราะห์ (Polyurethane) ที่อ่อนนุ่มยืดหยุ่นได้ และหาซื้อได้ยากพอสมควร แม้ว่าถุงยางจะมีความบางและยืดหยุ่นได้ดี และไม่เกิดการระคายเคืองต่อผู้ใช้ทั้งชายและหญิงก็ตาม

ถุงยางอนามัยของสตรี เป็นอุปกรณ์ที่มีไว้ใช้สำหรับสอดเข้าไปภายในช่องคลอดของสตรีก่อนที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิผ่านเข้าสู่โพรงมดลูก (หลักการเดียวกับถุงยางอนามัยชาย) โดยลักษณะของถุงยางอนามัยสตรีจะมีความยาว 6.5 นิ้ว หรือยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ที่ปลายถุงทั้งสองด้านมีห่วงยางหรือวงแหวนยืดหยุ่น 2 วง ห่วงจะมีลักษณะแข็งกว่าส่วนอื่น มีไว้เพื่อให้เกิดความกระชับและเพื่อให้คงรูปร่างไว้ได้ในขณะใช้งาน ปลายถุงด้านหนึ่งตันเพื่อใช้สอดเข้าไปในช่องคลอด ส่วนปลายถุงอีกด้านหนึ่งจะเป็นปลายเปิด ยื่นออกมานอกช่องคลอด ภายในถุงยางจะมีน้ำยาหล่อลื่น แต่ไม่มียาฆ่าเชื้ออสุจิ

ถุงยางของผู้หญิง

ประโยชน์ของถุงยางอนามัยสตรี

  • ถุงยางอนามัยสตรีมีหลักการเดียวกับถุงยางอนามัยชาย คือ สามารถใช้คุมกำเนิดและช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เอดส์ เป็นต้น ซึ่งการคุมกำเนิดโดยใช้วิธีนี้จะดีกว่าการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิด การทำหมัน ฯลฯ ในเรื่องของการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยสตรี

ตามหลักแล้วการใช้ถุงยางอนามัยสตรีอย่างถูกต้อง (Perfect use) จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5% ซึ่งหมายความว่า จำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัยสตรี จำนวน 100 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 5 คน แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่าอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 21% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 คน จากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ส่วนด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคุมกำเนิดด้วยวิธีการใช้ถุงยางอนามัยสตรีกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

วิธีคุมกำเนิดการใช้แบบทั่วไปการใช้อย่างถูกต้องระดับความเสี่ยง
ยาฝังคุมกำเนิด0.05 (1 ใน 2,000 คน)0.05ต่ำมาก
ทำหมันชาย0.15 (1 ใน 666 คน)0.1ต่ำมาก
ห่วงอนามัยเคลือบฮอร์โมน0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนรวม)0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ทำหมันหญิงแบบทั่วไป0.5 (1 ใน 200 คน)0.5ต่ำมาก
ห่วงอนามัยหุ้มทองแดง0.8 (1 ใน 125 คน)0.6ต่ำมาก
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนเดี่ยว)6 (1 ใน 17 คน)0.2ปานกลาง
แผ่นแปะคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
วงแหวนคุมกำเนิด (NuvaRing)9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ยาเม็ดคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ถุงยางอนามัยชาย18 (1 ใน 5 คน)2สูง
ถุงยางอนามัยสตรี21 (1 ใน 5 คน)5สูงมาก
การหลั่งนอก22 (1 ใน 4 คน)4สูงมาก
ยาฆ่าเชื้ออสุจิ (Spermicidal)28 (1 ใน 3 คน)18สูงมาก
การหลั่งใน (ไม่มีการป้องกัน)85 (6 ใน 7 คน)85สูงมาก

หมายเหตุ : ตัวเลขที่แสดงเป็นจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีดังกล่าวจำนวน 100 คน โดยกำหนดให้ สีฟ้า = ความเสี่ยงต่ำมาก / สีเขียว = ความเสี่ยงต่ำ / สีเหลือง = ความเสี่ยงปานกลาง / สีส้ม = ความเสี่ยงสูง / สีแดง = ความเสี่ยงสูงมาก (ข้อมูลจาก : www.contraceptivetechnology.org, Comparison of birth control methods – Wikipedia)

ถุงยางอนามัยสตรีเหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดทั้งแบบชั่วคราวหรือแบบฉุกเฉินโดยที่ไม่ได้กินยาคุมกำเนิดมาก่อน
  2. เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้หรือรู้สึกไวต่อถุงยางอนามัยแบบลาเทกซ์
  3. สตรีที่ตัวเองมีโรคหรือสามีมีโรคที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ ติดเชื้อเอชไอวี ฯลฯ
  4. สตรีที่มีการคุมกำเนิดในรูปแบบอื่นอยู่แล้ว แต่อยากป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มเติมด้วย เช่น ฉีดยาคุมกำเนิด หรือรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดมาก่อนอยู่แล้ว

รูปถุงยางอนามัยของผู้หญิง

วิธีใส่ถุงยางอนามัยสตรี

ในขั้นตอนแรกของการใส่ถุงยางอนามัยสตรี โปรดจำไว้ว่าจะต้องใส่ถุงยางเข้าไปในช่องคลอดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ จะใส่ไว้รอล่วงหน้าก็ได้ครับ ซึ่งในกรณีนี้จะแตกต่างจากถุงยางอนามัยผู้ชายตรงที่ต้องใส่ในขณะที่อวัยวะเพศกำลังแข็งตัวเต็มที่ โดยมีขั้นตอนการใส่ดังนี้ครับ

  1. ให้ล้างมือให้สะอาดแล้วแกะถุงยางอนามัยออกจากซอง หลังฉีกซองเสร็จแล้ว ให้ทาสารหล่อลื่นที่ถุงยางอนามัย จะใช้สารหล่อลื่นชนิดใดก็ได้ เพราะถุงยางอนามัยสตรีนั้นทำมาจากสารสังเคราะห์ (Polyurethane) ที่สามารถใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นหรือตัวยาที่มีส่วนผสมของน้ำมันได้โดยไม่ทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมคุณภาพหรือฉีกขาดได้เหมือนถุงยางอนามัยชาย
  2. เลือกท่าใส่ที่สบาย โดยอาจจะเป็นท่ายืนแยกขาเล็กน้อย ท่ายืนแบบยกขา 1 ข้าง (วางขาบนเก้าอี้) ท่านั่งยอง ๆ หรือเป็นท่านอนชันเข่าก็ได้ครับตามแต่จะสะดวก แล้วให้ใช้นิ้วมือด้านที่ถนัดจับห่วงยาง (ด้านนอก) ตรงด้านที่ปลายตัน แล้วบีบห่วงยางเข้าหากันให้มีรูปร่างเล็กลง แล้วจึงค่อย ๆ สอดใส่เข้าไปในช่องคลอดให้ลึกพอประมาณ และให้ใช้นิ้วชี้หรือนิ้วกลางสอดเข้าไปภายในถุงยางพร้อมกับดันให้ก้นถุงยางเข้าไปอยู่ในช่องคลอดให้ลึกที่สุดจนชนปากมดลูก พอเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วก็ค่อย ๆ จัดระเบียบให้ถุงยางที่สอดเข้าไปด้านในไม่บิดเบี้ยวและจัดให้ขอบห่วงที่อยู่ภายนอก (ด้านปลายเปิด) ให้ครอบอยู่ที่ปากช่องคลอดพอดี แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย
  3. ในขั้นตอนการถอดถุงยางอนามัยสตรี หลังจากมีเพศสัมพันธ์เสร็จแล้วและมีน้ำอสุจิอยู่ในถุง ให้ใช้นิ้วจับห่วงที่อยู่ภายนอกแล้วบิดปากถุงประมาณ 3-4 รอบให้สนิท เพื่อให้เชื้ออสุจิอยู่ในถุง แล้วจึงค่อย ๆ ดึงถุงยางออกมาจากช่องคลอด (บิดห่วงด้านปลายตันหลาย ๆ รอบ แล้วครอบด้วยห่วงด้านปลายเปิดอีกรอบ) จากนั้นห่อด้วยกระดาษหรือทิชชูให้มิดชิดก่อนจะนำไปทิ้งขยะ ถ้าเลือกได้ให้เลือกถังขยะติดเชื้อจะดีที่สุด และไม่ควรทิ้งถุงยางอนามัยลงในชักโครก เพราะจะทำให้ชักโครกตันได้

การใส่ถุงยางผู้หญิง

คำแนะนำในการใช้ถุงยางอนามัยสตรี

  • ถุงยางอนามัยสตรีต้องใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ห้ามนำมาใช้ซ้ำเป็นอันขาด ถ้าต้องการมีเพศสัมพันธ์อีกครั้ง ต้องใช้ถุงยางอนามัยสำหรับสตรีอันใหม่
  • ห้ามใช้ถุงยางอนามัยสตรีร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยชาย หรือใช้ถุงยางอนามัยสตรีทางทวารหนัก เพราะจะทำให้ถุงยางอนามัยเลื่อนหลุดหรือเกิดการเสียดสีจนถุงยางฉีกขาดและเป็นอันตรายได้
  • ห้ามใช้ถุงยางอนามัยสตรีที่หมดอายุแล้ว
  • หากพบว่าถุงยางอนามัยสตรีทำงานได้ไม่เต็มที่ ให้ซื้อยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมารับประทาน เพื่อลดโอกาสในการตั้งครรภ์

สาเหตุที่ทำให้การคุมกำเนิดด้วยถุงยางสตรีล้มเหลว

  1. ถุงยางฉีกขาดในขณะสวมใส่ เพราะโดนของมีคม เช่น กรรไกร เล็บมือ ฟัน และแหวน
  2. ถุงยางฉีกขาดในขณะร่วมเพศ
  3. ถุงยางหลุดเข้าไปในช่องคลอดในขณะมีเพศสัมพันธ์
  4. ถุงยางหลุดออกมาในขณะมีเพศสัมพันธ์
  5. ฝ่ายชายสอดใส่อวัยวะเพศออกนอกถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยสตรีหาซื้อได้ที่ใด ?

ในปัจจุบันค่อนข้างจะหาซื้อได้ยากพอสมควร เพราะถุงยางของสตรีจะไม่มีวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเหมือนถุงยางอนามัยชาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีจำหน่ายครับ โดยสามารถหาซื้อจากร้านขายยาขนาดใหญ่บางแห่ง คลินิกสุขภาพสตรี คลินิกวางแผนครอบครัว คลินิกสุขภาพทางเพศทั่วไป ตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ ส่วนรูปด้านล่างนี้คือถุงยางอนามัยผู้หญิงยี่ห้อ fc2 ครับ ในต่างประเทศนิยมใช้กันมาก ในบ้านเราผมเห็นขายทางออนไลน์อยู่ประมาณชิ้นละ 150 บาท ค่อนข้างแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ

ถุงยางอนามัยผู้หญิง

ถุงยางอนามัยสตรีแบบใหม่

ในปัจจุบันทางบริษัท IXu LLC ได้ผลิตถุงยางอนามัยสตรีรุ่นใหม่ ที่มีชื่อว่า VA w.o.w ซึ่งมีความแตกต่างจากถุงยางอนามัยแบบธรรมดาที่เราเคยเห็น เพราะตรงห่วงหรือวงแหวนนั้นจะมีเครื่องสั่นขนาดจิ๋วที่ช่วยกระตุ้นให้ถึงจุดสุดยอดได้ง่ายฝังเอาไว้ และสามารถสอดใส่เข้าไปก่อนการมีเพศสัมพันธ์ได้นานถึง 8 ชั่วโมง

จากผลการสำรวจคู่รักจำนวน 50 คู่ พบว่า ผู้หญิงกว่าร้อยละ 70 ถึงจุดสุดยอดตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้งาน และเมื่อใช้เป็นครั้งที่ 2 ก็เพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ 84 และเพิ่มขึ้นเป็น 100% หลังจากใช้งาน 4 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของถุงยางชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ในบ้านเราตอนนี้ยังไม่มีขายนะครับ เพราะทางบริษัทผู้ผลิตมีแผนจะวางจำหน่ายในตลาดยุโรปก่อนในอีกประมาณ 12-18 เดือนข้างหน้า และทางบริษัทยังบอกอีกด้วยว่าในอนาคตอาจมีถุงยางอนามัยสตรีที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือควบคุมผ่านรีโมตได้ ถ้าใครสนใจและอยากทดลองใช้ก็เตรียมตัวรอได้เลยครับ

ถุงยางอนามัยของผู้หญิง

ข้อดีของถุงยางอนามัยสตรี

  1. ใช้คุมกำเนิดหรือป้องกันการตั้งครรภ์ได้
  2. ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกับการใช้ถุงยางอนามัย เช่น ซิฟิลิส หนองใน ไวรัสตับอักเสบบี เอดส์
  3. มีความปลอดภัย ไม่มีผลต่อสุขภาพและต่อภาวะการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง เพราะไม่เกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนในร่างกาย จึงทำให้ไม่มีผลข้างเคียงจากฮอร์โมน ประจำเดือนมาตามปกติ
  4. สามารถใส่และถอดได้เองโดยไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหรือต้องรอพึ่งพาฝ่ายชายให้เป็นคนสวมถุงยางอนามัยชาย (ฝ่ายหญิงจะมีส่วนร่วมในการคุมกำเนิด เพราะหากผู้ชายไม่ยอมคุมกำเนิดโดยการใส่ถุงยาง ฝ่ายหญิงก็สามารถคุมกำเนิดได้ด้วยตัวเอง)
  5. การสอดใส่ถุงยางอนามัยได้ลึกจะทำให้ไม่ก่อปัญหาในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
  6. ไม่ต้องรีบถอนอวัยวะเพศชายออกจากช่องคลอดทันทีเมื่อหลั่งน้ำอสุจิ เหมือนการคุมกำเนิดด้วยถุงยางอนามัยชาย
  7. มีความทนทานมากกว่าถุงยางอนามัยชาย และสามารถใช้ร่วมกับเจลหล่อลื่นที่เป็นน้ำมันได้
  8. เมื่อหยุดใช้ ก็สามารถมีลูกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ

ข้อเสียของถุงยางอนามัยสตรี

  1. มีอัตราการล้มเหลวสูงจากการคุมกำเนิด หากใช้อย่างไม่ถูกวิธี
  2. ต้องใช้ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หาซื้อได้ยาก และมีราคาแพงกว่าถุงยางอนามัยชาย
  3. ขั้นตอนการใส่ค่อนข้างยุ่งยากเล็กน้อย การสอดถุงยางอาจจะมีความลำบากสำหรับบางคน
  4. ผู้หญิงบางรายอาจสูญเสียความมั่นใจ เพียงแค่เห็นถุงยางอนามัยที่ห้อยออกมานอกช่องคลอด !! เนื่องจากถุงยางมีขนาดใหญ่ ลักษณะพร้อมใช้อาจดูไม่น่ามองนักสำหรับบางคน จนอาจทำให้เสียอารมณ์ทางเพศได้
  5. ในบางครั้งฝ่ายชายอาจสอดใส่เข้าไปผิดตำแหน่งในขณะร่วมเพศได้
  6. ในระหว่างการร่วมเพศอาจจะเกิดเสียงดัง จนอาจทำให้ขัดจังหวะในการร่วมเพศได้ และผู้ใช้บางรายอาจมีอาการเจ็บแสบในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย (ในกรณีนี้ให้ใส่น้ำยาหล่อลื่นเพิ่ม)
  7. ในระหว่างการใช้ ถุงยางอาจหลุดเข้าไปค้างอยู่ในช่องคลอดได้
  8. ถุงยางอาจมีสารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง จนทำให้เกิดอาการคันได้ และในบางรายอาจทำให้มีตกขาวได้ด้วย

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.