• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

37 สรรพคุณและประโยชน์ของต้นตูมกาขาว !

POSTED: เวลา 9:50 น. 11 กรกฎาคม 2014, UPDATED: 01 มีนาคม 2016
ตูมกา

advertisement M10

ตูมกาขาว

ตูมกาขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Strychnos nux-blanda A.W. Hill จัดอยู่ในวงศ์กันเกรา (LOGANIACEAE หรือ STRYCHNACEAE)[1]

สมุนไพรตูมกาขาว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้กา (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), มะติ่ง มะติ่งต้น มะติ่งหมาก (ภาคเหนือ), ตูมกาขาว (ภาคกลาง), มะตึ่ง (คนเมือง), อีโท่เหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), กล้อวูแซ กล้ออึ กล๊ะอึ้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), มะปินป่า (ปะหล่อง), ปลูเวียต (เขมร), แสงเบื่อ, แสลงใจ, ตากาต้น, ตึ่ง, ตึ่งต้น เป็นต้น[1],[2]

หมายเหตุ : ต้นตูมกาชนิดนี้เป็นคนละชนิดกันกับ “ต้นตูมกาแดง” หรือที่ภาคกลางเรียกว่า “ต้นแสลงใจ” (มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos nux-vomica L.)

ลักษณะของตูมกาขาว

  • ต้นตูมกาขาว จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ผลัดใบ มีความสูงของต้นได้ถึง 15 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอมสีเหลือง ไม่มีช่องอากาศ เกลี้ยง และไม่มีมือจีบ ตามง่ามใบบางครั้งมีหนาม มักพบขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง และป่าหญ้าที่ค่อนข้างแห้ง ส่วนในต่างประเทศพบได้ในประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย[1],[4]

ต้นตูมกา

  • ใบตูมกาขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปรี รูปค่อนข่างกว้างหรือกลม ปลายใบมนหรือเรียวแหลม ปลายสุกมักมีติ่งแหลม โคนใบแหลม หรือกลม หรือเว้าเป็นรูปหัวใจเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-14 เซนติเมตร ผิวใบมันเรียบเป็นสีเขียวเข้ม มีเส้นใบตามยาวคมชัดประมาณ 3-5 เส้น เส้นกลางใบด้านบนแบนหรือเป็นร่องตื้น ๆ ส่วนด้านล่างนูนเกลี้ยงหรือมีขนประปรายตามเส้น ส่วนก้านใบยาวประมาณ 5-17 มิลลิเมตร[1]

ใบตูมกาขาว

  • ดอกตูมกาขาว ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบแบบกระจุกแยกแจนง โดยจะออกบริเวณยอดหรือตามปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร ช่อดอกมีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกเป็นสีเหลืองแกมสีเขียวถึงขาว ก้านดอกยาวไมเกิน 2.5 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่แคบถึงรูปใบหอก ยาวประมาณ 1.5-2.2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนถึงเกลี้ยง ส่วนด้านในเกลี้ยง ส่วนกลีบดอกเป็นสีเขียวถึงขาว ยาวประมาณ 9.4-13.6 มิลลิเมตร โคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก หลอดจะยาวกว่าแฉก 3 เท่า ด้านนอกเกลี้ยง หรือมีตุ่มเล็ก ๆ ด้านใน บริเวณด้านล่างของหลอดมีขนแบบขนแกะ แฉกมีตุ่มหนาแน่น หนาที่ปลายแฉก ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ไม่มีก้าน ติดกันอยู่ภายในหลอดดอก ส่วนอับเรณูเป็นรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร เกลี้ยง ปลายมนหรือมีติ่งแหลม ส่วนเกสรเพศเมียยาวประมาณ 8-13 มิลลิเมตร เกลี้ยง ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม[1]

ดอกตูมกาขาว

  • ผลตูมกาขาว ผลเป็นผลสด ลักษณะเป็นรูปทรงกลม ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-8 เซนติเมตร เปลือกผลหนาและสาก ผลเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มถึงแดง ไม่แตก ภายในมีเมล็ดประมาณ 4-15 เมล็ด[1]

ผลตูมกาขาว

ตูมกาขาว

  • เมล็ดตูมกาขาว เมล็ดมีลักษณะกลมแบนคล้ายกระดุม ยาวประมาณ 1.5-2.2 เซนติเมตร และหนาประมาณ 5-15 มิลลิเมตร ผิวเมล็ดมีขนสีอมเหลือง ตำรายาไทยจะเรียกเมล็ดแก่แห้งว่า “โกฐกะกลิ้ง[1]

เมล็ดตูมกาขาว

สรรพคุณของตูมกาขาว

  1. ตำรายาไทยจะใช้เมล็ดแก่แห้ง (โกฐกะกลิ้ง) เป็นยาขมเจริญอาหาร แก้กระษัย ช่วยขับน้ำย่อย แก้อิดโรย (เมล็ด)[1] ส่วนเนื้อไม้และเปลือกต้นก็มีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหารเช่นเดียวกับเมล็ด (เปลือกต้น,เนื้อไม้)[1],[2],[4]
  2. ตำรายาสมุนไพรพื้นบ้านของจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้แก่นของต้นตูมกาขาวเข้ายากับเครือกอฮอ ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เบาหวาน (แก่น)[1]
  3. เมล็ดมีรสเมาเบื่อขมจัดมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ (เมล็ด)[1]
  4. ช่วยกระตุ้นประสาทส่วนกลาง บำรุงประสาท หูตาจมูก (เมล็ด)[1] ส่วนเนื้อไม้มีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาทเช่นเดียวกับเมล็ด (เนื้อไม้)[1],[2]
  5. ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงหัวใจให้เต้นแรง (เมล็ด)[1] ส่วนเปลือกต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจเช่นกัน (เปลือกต้น)[4]
  6. ช่วยแก้โลหิตพิการ (เมล็ด)[1]
  7. ลำต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้พิษภายใน (ลำต้น)[1]
  8. เป็นยาแก้ไข้ ช่วยทำให้ตัวเย็น (เมล็ด)[1] ส่วนเนื้อไม้มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ แก้พิษร้อน แก้ไข้เซื่องซึม (เนื้อไม้)[1],[2]
  9. รากมีรสเมาเบื่อ ใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ราก)[1]
  10. ใช้เป็นยาแก้โรคอันเกิดจากปากคอพิการ (เมล็ด)[1]
  11. ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ (เมล็ด)[1]
  12. ชาวกะเกรี่ยงแดงจะใช้เปลือกต้นตูมกาขาว นำมาเคี้ยวกินกับเกลือเป็นยาแก้อาการปวดท้อง (เปลือกต้น)[2] (บางข้อมูลระบุว่าแก่นนำมาต้มกับน้ำดื่มและอาบ เป็นยาแก้บิด)
  13. รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ (ราก)[4]
  14. ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารลำไส้ให้แข็งแรง ช่วยแก้ลมกระเพื่อมในท้อง แก้ลมพานไส้ ช่วยขับลมในลำไส้ (เมล็ด)[1]
  15. ตำรายาพื้นบ้านจะใช้รากตูมกาขาวผสมกับต้นกำแพงเจ็ดชั้น รากปอด่อน และรากชะมวง นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย (ราก)[1]
  16. ช่วยขับพยาธิ (เมล็ด)[1]
  17. ช่วยขับปัสสาวะ (เมล็ด)[1]
  18. ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (เมล็ด)[1]
  19. ช่วยแก้ลมคูถทวาร (เมล็ด)[1]
  20. ช่วยบำรุงเพศของบุรุษ (เมล็ด)[1]
  21. ใช้แก้หนองใน (เมล็ด)[1]
  22. ช่วยแก้ไตพิการ (เมล็ด)[1]
  23. ใบใช้ตำพอกแก้แผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง (ใบ)[1]
  24. ใบใช้ตำพอกหรือคั้นเอาแต่น้ำทาแก้โรคผิวหนัง แก้ขี้กลาก (ใบ)[3],[4]
  25. เมล็ดใช้เป็นยาแก้พิษงู พิษตะขาบ พิษแมงป่อง (เมล็ด)[1]
  26. เปลือกต้นมีรสเมาเบื่อ ใช้เป็นยาแก้พิษสัตว์กัดต่อย พิษงูกัด ฝนกับเหล้าปิดแผลและรับประทานแก้พิษงู (ใช้ได้กับทั้งคนและสัตว์) ส่วนในกรณีใช้แก้อาการอักเสบจากพิษงูกัด อาจจะใช้สมุนไพรก่อนแล้วจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล (เปลือกต้น)[1],[3]
  27. ต้นหรือรากใช้ฝนกับน้ำทาแก้อักเสบจากงูกัด (ต้น,ราก)[1]
  28. ใบมีรสเมาเบื่อ ใช้ตำพอกเป็นยาแก้ฟกบวม (ใบ)[1]
  29. ต้นนำมาต้มกับน้ำหรือฝนทาแก้อาการปวดตามข้อ (ต้น)[1]
  30. แก่นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย (แก่น)[1] ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณแก้อาการปวดเมื่อยเช่นกัน (เมล็ด)[1]
  31. ช่วยแก้อัมพาต แก้เส้นตาย แก้เหน็บชา แก้เนื้อชา (เมล็ด)[1]
advertisement M11

ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรตูมกาขาว

  • ทุกส่วนของต้นมีพิษ เป็นยาที่อันตรายมาก ก่อนนำมาใช้เป็นยาจะต้องทำการฆ่าพิษตามกรรมวิธีในหลักเภสัชกรรมไทยเสียก่อน[1]
  • เมล็ดมีพิษเมาเบื่อ อาจทำให้ตายได้ การนำมาใช้เป็นยาต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากรับประทานเข้าไปจะทำให้กล้ามเนื้อกระตุก เกร็ง ขาสั่น กลืนลำบาก ชักอย่างแรง ทำให้หัวใจเต้นแรง ขากรรไกรแข็งและตายได้ ส่วนในกรณีที่ไม่ตาย พบว่ามีไข้ ตัวชา หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมากติดต่อกันหลายวัน และกล้ามเนื้อเกร็ง ซึ่งในขนาด 60-90 มิลลิกรัม ก็ทำให้ตายได้[1]
  • ห้ามประชาชนทั่วไปนำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้เอง การนำมาใช้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ[1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของตูมกาขาว

  • ทุกส่วนของต้นและเมล็ดตูมกาขาลมีสารอัลคาลอยด์ ส่วนเนื้อในผลสุกพบไกลโคไซด์ Laganin ที่ทำให้มีรสขม ส่วนเมล็ดมีสาร Strychnine และ Brucine โดยสาร Strychnine เป็นสารมีพิษ ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดความรู้สึกไวกว่าปกติ กลืนลำบาก กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง มีอาการชักกระตุก[1]

ประโยชน์ของตูมกาขาว

  1. ผลสุกใช้รับประทานได้ (กินได้แต่เนื้อ ส่วนเมล็ดห้ามกินเพราะมีพิษมาก) (คนเมือง, ปะหล่อง, กะเหรี่ยงแดง)[2],[3]
  2. ชาวบ้านจะใช้ไม้จากต้นตูมกาขาวเป็นฟืนและถ่าน เพราะเป็นไม้ที่ให้พลังงานสูงมาก[3]
  3. เนื้อไม้ตูมกาขาวสามารถนำมาใช้ทำที่อยู่อาศัยได้
  4. ผลตูมกาถูกนำมาใช้เป็นภาชนะใส่น้ำยางเพื่อจุดให้แสงสว่างไฟตูมกา หรือที่เรียกว่าการจุด “ไฟตูมกา” โดยนำผลตูมกาขนาดเท่ากำปั้นหรือใหญ่กว่ามาขูดเอาผิวสีเขียวออกและคว้านเอาเนื้อและเมล็ดข้างในออกให้หมด จากนั้นใช้มีดแกะเป็นลายต่าง ๆ ตามความต้องการ หลังจากจุดเทียนที่สอดขึ้นไปจารูที่เจาะไว้ส่วนล่าง แสงสว่างจากเปลวเทียนก็จะลอดออกเป็นลวดลายตามที่แกะเป็นลายไว้
  5. ต้นใช้ผสมกับรำให้ม้ากินเป็นยาขับพยาธิตัวตืด[1]
  6. เปลือกต้นใช้ผสมกับผลปอพรานและเหง้าดองดึง นำมาคลุกให้สุนัขกินเป็นยาเบื่อ (การฆ่าสัตว์ถือเป็นบาป ไม่ควรทำครับ)[1]
References
  1. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “แสลงใจ”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com.  [11 ก.ค. 2014].
  2. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “ตูมกาขาว, มะติ่ง”.  อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์), หนังสือสมุนไพรไทยตอนที่ 7 (ก่องกานดา ชยามฤต, ลีนา ผู้พัฒนพงศ์), หนังสือสมุนไพรใกล้ตัว เล่ม 13 : สมุนไพรแต่งสี กลิ่น รส (สมพร ภูติยานันต์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [11 ก.ค. 2014].
  3. ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน).  “ตูมกา”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [11 ก.ค. 2014].
  4. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้.  “ตูมกาขาว”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: biodiversity.forest.go.th.  [11 ก.ค. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by thammavong viengsamone, VanLap Hoàng), www.phargarden.com (by Sudarat Homhual), www.thaihof.org

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.