• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

ตกขาว ระดูขาว อาการ สาเหตุ และการรักษาตกขาว 13 วิธี !!

POSTED: เวลา 8:32 น. 13 กรกฎาคม 2016, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
ตกขาว

advertisement M1

ตกขาว

ตกขาว ระดูขาว หรือ มุตกิด (Leukorrhea, Leucorrhea หรือ Vaginal discharge) คือ สิ่งคัดหลั่งจากอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของสตรีไม่ว่าจะเป็นจากช่องคลอด ปากมดลูก หรือแม้กระทั่งจากตัวมดลูกเองก็ตาม โดยถือเป็นภาวะปกติของผู้หญิงทุกคน ซึ่งในช่วงเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีประจำเดือน ตกขาวจะมีมากขึ้นและมีปริมาณที่พอเหมาะไปจนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งจะเป็นช่วงที่ตกขาวมีปริมาณลดลงจนแทบไม่มีอีกครั้ง

ตกขาวปกติ (ที่เป็นธรรมดา) จะมีลักษณะเป็นมูกเหลวใส ไม่มีสี หรือเป็นสีขาวข้นคล้ายแป้งเปียก มีปริมาณเล็กน้อยพอชุ่มชื้นในช่องคลอด มีกลิ่นจำเพาะ ไม่เหม็น ไม่คัน และมีภาวะเป็นกรดอ่อน ๆ ส่วนปริมาณของตกขาวนั้นจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่โดยทั่วไปแล้วปริมาณของตกขาวจะมากขึ้นเป็นปกติในภาวะต่อไปนี้

  • ในช่วงหลังและก่อนการมีประจำเดือน ตกขาวจะมีลักษณะข้นเป็นสีออกขาว (คล้ายแป้งเปียก)
  • ช่วงกึ่งกลางระหว่างรอบเดือน (เป็นระยะที่มีการตกไข่) ตกขาวจะมีปริมาณมากและมีลักษณะเหลวใส
  • ในขณะตั้งครรภ์ก็พบว่ามีตกขาวมากขึ้นจนบางครั้งอาจจะเหนียวหนืด
  • การใช้ยาคุมกำเนิด
  • การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ (ในขณะที่มีอารมณ์ทางเพศจะทำให้มีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมากขึ้น) หลังจากมีเพศสัมพันธ์ก็จะมีตกขาวมากขึ้นได้เช่นกัน
  • ในขณะที่มีความวิตกกังวลมาก

ซึ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ โดยตกขาวที่ออกมานั้นอาจเป็นลักษณะปกติ แต่มีจำนวนมากขึ้นเป็นธรรมดาในแต่ละช่วงแต่ละภาวะ หรืออาจเป็นตกขาวผิดปกติที่มาจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งมีได้ทั้งสาเหตุที่มาจากการติดเชื้อและสาเหตุที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ

สาเหตุตกขาว

ตกขาวปกติ (Physiologic vaginal  discharge) คือ สิ่งคัดหลั่งที่สร้างมาจากอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของสตรีไม่ว่าจะเป็นจากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก หรือแม้กระทั่งจากตัวมดลูกเองก็ตาม โดยตกขาวจากแหล่งต่าง ๆ นี้จะมารวมกันในช่องคลอดเพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ช่วยคงความอ่อนนุ่มชุ่มชื้นให้กับช่องคลอด ช่วยหล่อลื่นช่องคลอด ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอดให้สมดุล ช่วยขับสิ่งแปลกปลอม และฆ่าเชื้อโรคที่เข้าไปในช่องคลอด

ตกขาวผิดปกติ (Pathologic vaginal discharge) มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (ทั้งการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และการติดเชื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์) ซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่ และตกขาวที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ

  • เกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่
    1. เชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis) เป็นการติดเชื้อที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ประมาณ 50% การติดเชื้อชนิดนี้มักสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น ในสตรีที่ชอบสวนล้างช่องคลอด การคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงอนามัย การรับประทานยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และอาจเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรืออาหารบางอย่าง (เช่น อาหารหมักดอง อาหารคาวจัด) โดยจะทำให้ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น สีขาวเนียนปนเทาอ่อน มีกลิ่นเหม็นอับคล้ายกลิ่นคาวปลาเค็ม กลิ่นมักจะรุนแรงหลังการร่วมเพศหรือหลังหมดประจำเดือนใหม่ ๆ ระดับความรุนแรงของกลิ่นจะแตกต่างกันออกไป บางคนไม่มีกลิ่น บางคนก็มีกลิ่นแรงจนคนใกล้ตัวได้กลิ่น อาจมีอาการระคายเคืองบริเวณปากช่องคลอด และเจ็บช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์
      ตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย
    2. เชื้อรา เป็นการติดเชื้อที่พบได้ประมาณ 25% โดยเฉพาะจากเชื้อรา Candida albicans ซึ่งจะทำให้มีตกขาวที่ผิดปกติไปจากเดิม คือ ตกขาวเป็นสีขาวข้นคล้ายคราบนมหรือเป็นสีเหลืองขาว มีขนาดเล็กเป็นก้อนคล้ายนมบูด มีกลิ่นเหม็นอับ แต่ไม่มีกลิ่นคาว ทำให้มีอาการแสบคันในช่องคลอด บางครั้งอาจคันที่อวัยวะเพศภายนอก (บริเวณแคมเล็กและแคมใหญ่) หรือมีปัสสาวะแสบขัดเป็นบางครั้ง การติดเชื้อชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากความอับชื้น, การใช้ยาปฏิชีวนะ, การใช้ยาสเตียรอยด์, การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด, ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ผู้ติดเชื้อเอดส์หรือโรคเชื้อราในช่องคลอด, หญิงตั้งครรภ์, ความเครียด เป็นต้น การสวมใส่เสื้อผ้าที่อบมากเกินไป การมีสภาพร่างกายที่อ้วนมาก รวมทั้งสภาพอากาศในบ้านเราที่ร้อนชื้นเป็นพิเศษ จะเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อราเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้หญิงไทยเรามีการติดเชื้อราในช่องคลอดได้ง่ายมาก บางทีอยู่เฉย ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรก็ยังเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้ ซึ่งผิดกับผู้หญิงในเมืองหนาวที่มีจะมีการติดเชื้อราน้อยกว่า เพราะส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะในรายที่เป็นโรคเบาหวานหรือเป็นโรคต้องรับประทานยากดภูมิต้านทานบางอย่าง
      ตกขาวจากเชื้อรา
    3. การติดเชื้อทริโคโมแนส หรือ เชื้อพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) ซึ่งเป็นพวกโปรโตซัวชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ทริโคโมแนส วาจินาลิส” (Trichomonas vaginalis) เป็นการติดเชื้อที่พบได้รองลงมาประมาณ 25% การติดเชื้อชนิดนี้จะสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งผู้ป่วยและคู่นอนต้องรับการรักษาด้วยเสมอ โดยจะทำให้มีอาการคัน แสบ แดง และเจ็บที่อวัยวะเพศ ในบางรายอาจมีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือมีตกขาวผิดปกติ เช่น ตกขาวเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มีปริมาณมากขึ้น มีกลิ่นเหม็นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ตกขาวมีลักษณะเป็นฟอง (ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อชนิดนี้) เป็นต้น
      ตกขาวจากเชื้อโปรโตซัว
    4. เชื้อไวรัส เกิดจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่เป็นเชื้อ “เฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์” (Herpes simplex) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม ทำให้มีตุ่มใส ๆ ขนาดเล็ก ต่อมาจะแตกออกกลายเป็นแผลและแสบคัน มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ปรากฏอาการ
    5. เชื้อบัคเตรีชนิดอื่น ๆ เช่น เชื้อสแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus), สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) เป็นต้น ทั้งนี้อาจพบเชื้อต้นเหตุได้มากกว่า 1 ชนิดก็ได้
    6. เชื้อวัณโรค เชื้อชนิดนี้พบได้น้อยมาก
  • เกิดจากเนื้องอกอวัยวะสืบพันธุ์หญิง เป็นสาเหตุที่พบได้รองลงมาจากการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรงหรือมะเร็งก็ตาม ก็อาจทำให้เกิดอาการตกขาวได้ โดยโรคมะเร็งที่มักก่ออาการตกขาวผิดปกติ คือ โรคมะเร็งช่องคลอด โรคมะเร็งปากมดลูก และโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • เกิดจากการมีวัตถุแปลกปลอมในช่องคลอด ทำให้ผนังช่องคลอดระคายเคือง มีตกขาวเพิ่มมากขึ้นและมักมีกลิ่นเหม็น ในเด็กอาจพบเป็นเมล็ดผลไม้ เศษกระดาษ เศษลูกโป่ง ส่วนในผู้ใหญ่อาจพบเป็นผ้าอนามัยชนิดสอด กระดาษชำระ สำลี เศษยาง ถุงยางอนามัย หรืออุปกรณ์ทางเพศ แต่เมื่อเอาวัตถุแปลกปลอมเหล่านี้ออกแล้วก็จะหายเป็นปกติ

อาการตกขาว

อาการตกขาวปกติ (ที่เป็นธรรมดา) จะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบประจำเดือน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณของฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ถ้าเป็นในช่วงกึ่งกลางรอบเดือน ตกขาวจะมีลักษณะเป็นมูกเหลวใส ไม่มีสี แต่ถ้าเป็นในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือนตกขาวจะมีลักษณะข้นเป็นสีออกขาว (คล้ายแป้งเปียก) แต่ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงไหนก็จะไม่มีกลิ่นเหม็น มีปริมาณไม่มากกว่าปกติ และไม่ก่อให้เกิดอาการคัน รวมทั้งไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ (เช่น ปวดท้อง มีไข้ ขัดเบา) เป็นต้น โดยจะมีปริมาณเพียงพอให้ช่องคลอดและบริเวณโดยรอบมีความชุ่มชื้น แต่อาจมีกลิ่นได้บ้างเล็กน้อยตามลักษณะของกลิ่นตัวเฉพาะบุคคล

ดังนั้น การมีตกขาวในผู้หญิงทุกคนจึงเป็นภาวะปกติ ไม่ใช่อาการแสดงถึงการเกิดโรคแต่อย่างใด แต่ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดหลั่งของตกขาวจะมากหรือน้อยนั้น เป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในร่างกายของผู้หญิงแต่ละคน เช่น ความร้อน ความอับชื้น อารมณ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เป็นต้น

อาการตกขาว

อาการตกขาวผิดปกติ

  • มีปริมาณตกขาวเพิ่มมากขึ้นจนผิดสังเกตหรือทำให้บางครั้งต้องใช้ผ้าอนามัย
  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ (กลิ่นคล้ายปลาเน่าหรือมีกลิ่นคาวมาก)
  • ตกขาวมีลักษณะหรือมีสีที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่น จากใสไม่มีสีหรือสีขาวกลายเป็นสีเหลือง สีเขียว หรือเป็นลักษณะข้นขึ้นหรือจับตัวเป็นก้อน ปนหนอง เป็นมูกเลือด หรือมีลักษณะเป็นฟองปนออกมา
  • เป็นตกขาวติดต่อกันมานานเกิน 2 สัปดาห์
  • มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คันในบริเวณปากช่องคลอด ปวดแสบปวดร้อนบริเวณปากช่องคลอด มีรอยโรคหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศ มีอาการปวดท้องน้อย มีไข้ ขัดเบา มีอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หรือมีอาการถ่ายปัสสาวะแสบขัด เป็นต้น

ลักษณะตกขาว

  • ตกขาวเป็นน้ํา หรือ ตกขาวเป็นเมือกใส เป็นอาการที่ผู้หญิงทุกคนอาจเป็นกันได้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีตกขาวมากกว่าปกติ ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงกึ่งกลางระหว่างรอบเดือน (เป็นระยะที่มีการตกไข่) ตกขาวจะมีปริมาณมากและมีลักษณะเหลวใส ไม่มีสี ไม่คัน และไม่มีกลิ่น ซึ่งถือว่าเป็นอาการตกขาวที่ปกติและจะหายไปได้เอง แต่ทั้งนี้หากอาการตกขาวเป็นน้ำ ไหลออกมาเป็นฟอง และมีอาการคันร่วมด้วย อาจเกิดจากช่องคลอดอักเสบหรือติดเชื้อแบคทีเรียก็เป็นได้
    ตกขาวเหลวใส
  • ตกขาวสีเทา เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis) ทำให้ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น สีขาวเนียนปนเทาอ่อน มีกลิ่นเหม็นอับคล้ายกลิ่นคาวปลาเค็ม กลิ่นมักจะรุนแรงหลังการร่วมเพศหรือหลังหมดประจำเดือนใหม่ ๆ การติดเชื้อชนิดนี้มักสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น การสวนล้างช่องคลอด การคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงอนามัย การรับประทานยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
  • ตกขาวเป็นก้อนสีขาว เป็นตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อรา Candida albicans ทำให้ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อนคล้ายนมบูด เป็นสีขาวข้นหรืออาจเป็นสีเหลืองขาว มีกลิ่นเหม็นอับ แต่ไม่มีกลิ่นคาว ทำให้มีอาการแสบคันในช่องคลอดหรือมีปัสสาวะแสบขัดเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานหรือเป็นผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ
    ตกขาวเป็นก้อน
  • ตกขาวสีเหลือง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย (แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วตกขาวที่เกิดจากเชื้อชนิดนี้จะมีสีขาวปนเทา แต่ก็มีในหลายกรณีที่ตกขาวอาจเป็นสีเหลืองขุ่นได้ ร่วมกับจุดเด่นของตกขาวชนิดนี้ คือ “กลิ่นคาวปลา” และอาจมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์), การติดเชื้อหนองใน ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “ไนซีเรีย โกโนเรียอี” (ทำให้ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น เป็นหนองสีเหลืองหรือมีสีเขียวปน มีกลิ่นเหม็น ไม่คัน และจะมีอาการปวดแสบขณะปัสสาวะร่วมด้วย), การติดเชื้อรา (เช่นเดียวกับตกขาวที่เป็นก้อนสีขาว), การติดเชื้อไวรัส (เกิดจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม ทำให้มีตุ่มใส ๆ ขนาดเล็ก ต่อมาจะแตกออกกลายเป็นแผลและแสบคัน มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ปรากฏอาการ), การติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด (ส่วนใหญ่ตกขาวที่เกิดจากเชื้อชนิดนี้จะเป็นสีเขียว แต่ก็มีบ้างในบางกรณีที่ตกขาวอาจเป็นสีเหลือง ดูเพิ่มเติมในตกขาวสีเขียว) นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้มีอาการตกขาวสีเหลืองได้ด้วย เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia ปากมดลูกอักเสบ และช่องคลอดอักเสบ แต่ก็พบได้ไม่บ่อยเท่ากับสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น
    ตกขาวสีเหลือง
  • ตกขาวสีเขียว มักเกิดจากการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) ซึ่งเป็นพวกโปรโตซัวชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ทริโคโมแนส วาจินาลิส” (Trichomonas vaginalis) การติดเชื้อชนิดนี้มักสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ โดยจะทำให้มีอาการคัน แสบ แดง และเจ็บที่อวัยวะเพศ ในบางรายอาจมีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือมีตกขาวผิดปกติ เช่น ตกขาวเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มีปริมาณมากขึ้น มีกลิ่นเหม็นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ตกขาวมีลักษณะเป็นฟอง (ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อชนิดนี้) เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (ถ้าตกขาวเป็นสีเขียวแต่ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น ให้ลองสังเกตตอนที่ออกมาใหม่ ๆ ถ้าเป็นสีขาว ไม่มีกลิ่น แต่พอออกมาถูกอากาศข้างนอกสักพักแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียว อาจจะเป็นตกขาวปกติที่ไม่จำเป็นต้องรักษาก็ได้)
    ตกขาวสีเขียว
  • ตกขาวสีน้ําตาล หรือ ตกขาวปนเลือด อาจเกิดจากการมีเลือดออกผิดปกติแล้วปนออกมากับตกขาว (เช่น เลือดออกจากประจำเดือนมาช้าหรือมาผิดปกติไม่ตรงรอบ, เลือดออกจากการตกไข่ ซึ่งมักเป็นในช่วง 2 สัปดาห์หลังมีประจำเดือนวันแรก อาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย ตกขาวในช่วงนี้มักเป็นมูกเหลวใส, เลือดออกจากการฝังตัวของตัวอ่อนหรือที่เรียกว่าเลือดล้างหน้าเด็ก มักเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 หลังการมีประจำเดือนวันแรก มักเป็นเลือดสีชมพูจาง ๆ หรืออาจจะเป็นสีน้ำตาลก็ได้ในปริมาณไม่มาก และมักไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย, เลือดออกจากฮอร์โมนผิดปกติหรือแปรปรวน, เลือดออกจากภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก โดยอาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยร่วมกับมีอาการปวดท้องน้อยอย่างมาก, เลือดออกผิดปกติจากมะเร็งโพรงมดลูกหรือมะเร็งปากมดลูก) หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อที่ปากมดลูกหรือช่องคลอด ทำให้มีตกขาวปริมาณมาก มีกลิ่นเหม็น อาจมีเลือดเก่าหรือสีน้ำตาลปน
    ตกขาวสีน้ำตาลตกขาวเป็นเลือด
  • ตกขาวสีชมพู มักพบได้ในหญิงหลังคลอด เนื่องจากการลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก หรืออาจเป็นสีของเลือดล้างหน้าเด็กซึ่งมักจะเป็นสีชมพูจาง ๆ (Lighter shade of pink)
    ตกขาวสีชมพู
advertisement M2

วิธีรักษาตกขาว

  • โดยทั่วไปตกขาวปกติ (ตกขาวธรรมดา) ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาแต่อย่างใด เพียงแต่ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามสุขอนามัยก็เพียงพอแล้ว
  • หากมีอาการตกขาวผิดปกติดังที่กล่าวมา หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย หรือสงสัยว่าอาจมีสาเหตุที่ผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์หรือสูตินรีแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจภายในช่องคลอดและให้การรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น
    1. ตกขาวจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยการให้รับประทานยาเมโทรไนดาโซล (Metronidazole) 500 มิลลิกรัม วัน 2 ครั้ง นาน 7 วัน (ได้ผลประมาณ 95%) หรือรับประทาน 2,000 มิลลิกรัม เพียงครั้งเดียว (ได้ผลประมาณ 84%) ส่วนในรายที่แพ้ยาเมโทรไนดาโซลหรือดื้อยา แพทย์จะให้รับประทานยาคลินดามัยซิน (Clindamycin) 300 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน (ได้ผลประมาณ 94%) หรือให้ยาผสมอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) 500 มิลลิกรัม กับกรดคลาวูลานิก (Clavulanic acid) รับประทานวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน ส่วนยาอื่น ๆ เช่น Ampicillin, Cephalexin, Ciprofloxaim, Erythromycin, Tetracycline พบว่าไม่ค่อยได้ผล หรืออาจพิจารณาให้การรักษาด้วยการใช้ยาทาเฉพาะที่ซึ่งพบว่าได้ผลพอ ๆ กับยารับประทาน และมีข้อดีกว่าตรงที่ไม่มีผลข้างเคียง เช่น เมโทรไนดาโซล (Metronidazole) 500 มิลลิกรัม ใช้สอดทางช่องคลอดวันละ 1 ครั้ง นาน 7 วัน, เจลเมโทรนิดาโซล (Metronidazole gel) 0.75 % ครั้งละ 5 กรัม ทางช่องคลอดวันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน หรือให้ใช้ครีมคลินดามัยซิน  (Clindamycin cream) 2 % ครั้งละ 5 กรัม ทางช่องคลอด วันละ 1 ครั้งก่อนนอน นาน 7 วัน
    2. ตกขาวจากการติดเชื้อรา สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาเหน็บช่องคลอดโคลไตรมาโซล (Clotrimazole vaginal tablets) ขนาด 100 มิลลิกรัม สอดทางช่องคลอดวันละ 1 ครั้ง นาน 7 วัน หรือสอดครั้งละ 2 เม็ด นาน 3 วัน ส่วนขนาด 500 มิลลิกรม ให้ใช้สอดทางช่องคลอดเพียงครั้งเดียว (ได้ผลประมาณ 85-90%), ยาเหน็บช่องคลอดไนสแตติน (Nystatin vaginal tablets) 100,000 IU สอดทางช่องคลอดวันละ 1 ครั้ง นาน 14 วัน (ได้ผลประมาณ 75-80%) หรือให้ยาแบบรับประทาน ได้แก่ ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) 150 มิลลิกรัม เพียงครั้งเดียว, คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) 200 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือ 400 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง นาน 5 วัน, ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) 200 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง นาน 3 วัน หรือ 400 มิลลิกรัม เพียงครั้งเดียว เป็นต้น ในบางครั้งแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ชนิดครีมทาในช่องคลอดร่วมด้วย เช่น ครีมโคลไตรมาโซล (Clotrimazole cream) 1% ครั้งละ 5 กรัมทางช่องคลอด นาน 7-14 วัน, ครีมไมโคนาโซล (Miconazole cream) 2% ครั้งละ 5 กรัม ทางช่องคลอด นาน 7 วัน
    3. ตกขาวจากการติดเชื้อพยาธิหรือโปรโตซัว สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยา เช่น เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) 2,000 มิลลิกรัม เพียงครั้งเดียว หรือแบ่งให้ครั้งละ 1,000 มิลลิกรัม ในตอนเช้าและตอนเย็นเพื่อลดอาการคลื่นไส้อาเจียนลง (ถ้ารักษาทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะได้ผลมากกว่า 95%) หรือให้รับประทาน 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือบางคนให้ 250 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน ส่วนในรายที่ดื้อยาอาจเพิ่มขนาดยาเป็น 2,000 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง นาน 3-5 วัน หรือใช้ยาทา (Topical therapy) ร่วมด้วย ส่วนในรายที่แพ้ยาเมโทรนิดาโซล อาจให้ใช้ยาทาโคลไตรมาโซล (Topical clotrimazole) แทนโดยการสอดทางช่องคลอด นาน 6 วัน (ได้ผลประมาณ 48-66 %)
  • คำแนะนำในการดูแลตนเองเมื่อเป็นตกขาวที่ผิดปกติ ควรปฏิบัติดังนี้
    1. ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งให้ครบและไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
    2. รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้แห้งสะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องของความอับชื้น
    3. งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย ถ้าจำเป็นควรให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยด้วยทุกครั้ง
    4. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะรับการรักษา เพราะอาจมีผลกับยาที่รักษาทำให้ไม่สบาย ปวดเมื่อยตัว หน้าแดง หรือใจสั่นได้
    5. ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง เพราะสาเหตุที่ทำให้ตกขาวผิดปกตินั้นมีได้หลากหลาย ซึ่งการซื้อยามารับประทานเองอาจทำให้ไม่หายเพราะใช้ยาไม่ตรงกับโรค อาจทำให้มีโรคอื่นแทรกซ้อนตามมา และอาจเป็นสาเหตุให้กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังจากเชื้อดื้อยาได้ (การใช้ยาทุกชนิดควรอยู่ภายใต้คำแนะของแพทย์หรือเภสัชกร)
    6. อาการตกขาวผิดปกติมักเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาทั้งผู้ป่วยและคู่นอนไปด้วยพร้อม ๆ กัน นอกจากนั้นอาการตกขาวผิดปกติยังอาจเกิดได้จากโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งการไปพบแพทย์ตั้งแต่แรกจะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และให้ผลในการรักษาที่ดีกว่าการพบโรคในระยะรุนแรงที่มีอาการมากแล้ว
    7. ตกขาวผิดปกติที่เกิดจากการติดเชื้อ ถึงแม้จะได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว แต่ถ้ากลับไปติดเชื้ออีกก็จะมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก ส่วนในรายที่เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกนั้น ผลการรักษามักจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคมะเร็ง
    8. ในรายที่เป็นโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อก็ต้องรักษาหรือควบคุมโรคให้ดี เช่น โรคเบาหวาน
  • สมุนไพรรักษาตกขาว มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด (ที่รวบรวมไว้ในบทความนี้มี 49 ชนิด) เช่น
    1. กระชายดํา (Kaempferia parviflora Wallich. ex Baker.) อาจเลือกกินแบบสด ๆ โดยนำมาปรุงใส่อาหาร หรือกินแคปซูลวันละ 2-3 เม็ด
    2. กระท่อมเลือด (Stephania venosa Spreng.) ใช้หัวสด ๆ นำมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ สัก 3-4 แว่นตำละเอียด ผสมรวมกับน้ำซาวข้าว หรือเหล้าขาว 40 ดีกรี แล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำมากิน 1 ถ้วยชา ในช่วงเช้า เย็น และก่อนนอน
    3. กะตังใบ (Leea indica (Burm.f.) Merr.) ใช้รากผสมกับสมุนไพรอื่น นำมาต้มกับน้ำกินวันละ 3 ครั้ง จนยาหมดรสฝาด
    4. กะเม็ง (Eclipta prostrata (L.) L.) ใช้ต้นประมาณ 30 กรัม นำมาต้มกินกับหมูหรือเป็ดก็ได้
    5. ก้ามปูหลุด (Tradescantia zebrina var. zebrina) ใช้ต้นสดประมาณ 60-120 กรัม, น้ำตาลกรวด 30 กรัม, และต่าฉ่าย (Mytilum crassitesta Lischke) อีก 30 กรัม นำมาผสมน้ำต้มให้เหลือครึ่งชาม ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง
    6. กุยช่าย (Allium tuberosum Rottler ex Spreng.) ใช้ต้นกุยช่าย น้ำตาลอ้อย ไข่ไก่ นำมาต้มรับประทาน
    7. ข้าวเย็นใต้ (Smilax glabra Roxb.) ใช้หัวข้าวเย็นใต้ 1 บาท, หัวข้าวเย็นเหนือ 1 บาท, ต้นบานไม่รู้โรย (ดอกขาว) ทั้งต้นรวมราก 1 ต้น, ต้นตะไคร้ทั้งต้นรวมราก 20 บาท และเกลือทะเล นำมาต้มกับน้ำ 3 ส่วน จนเหลือ 1 ส่วน แล้วนำมาใช้ดื่มก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยตะไล วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น จะช่วยแก้ระดูขาวได้ผลชะงัดดีนัก
    8. เจตมูลเพลิงแดง (Plumbago indica L.) นำรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม 2 แก้ว แล้วเทดื่มครั้งละ ¼ ของแก้ว จะช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในช่องคลอดให้กลับมาหายได้เร็ววัน
    9. ฉัตรทอง ( Alcea rosea L.) ให้นำดอกสดประมาณ 150 กรัม นำมาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม แล้วนำไปบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งรับประทาน แต่ก่อนรับประทานจะต้องดื่มเหล้าก่อน 1 ถ้วยชา หรือจะใช้รากสด ๆ ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินก็ได้เช่นกัน
    10. ดอกกระดาษ (Helichrysum bracteatum (Venten.) Willd.) ใช้ต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคหนองใน หรือระดูขาว ตกขาว
    11. ถั่วฝักยาว (Vigna unguiculata (L.) Walp.) ใช้เมล็ดแห้งหรือสดและผักบุ้ง นำมาตุ๋นกับเนื้อไก่รับประทาน
    12. บานเย็น (Mirabilis jalapa L.) ใช้รากหรือหัวจากต้นดอกสีขาวนำมาหั่นเป็นแผ่น ผสมกับโป่งรากสน นำมาต้มกินก่อนอาหารวันละ 2 เวลา
      สมุนไพรแก้ตกขาว
    13. พริกนายพราน (Tabernaemontana bufalina Lour.) ใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ตกขาวของสตรี
    14. พุทธรักษา (Canna indica L.) ใช้เหง้าแห้งผสมกับข้าวเหนียวนำมาตุ๋นกับไก่กิน
    15. เฟื่องฟ้า (Bougainvillea glabra Choisy) ใช้ดอกที่เป็นยาแห้งครั้งละ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยาตามที่ต้องการ
    16. ย่านาง (Limacia triandra Miers) นำใบสดมาโขลกหรือขยี้ในน้ำดื่ม แล้วกรองกากออก ใช้ดื่มตอนท้องว่างหรือก่อนอาหารวันละ 2-3 ครั้ง
    17. รากสามสิบ (Asparagus racemosus Willd.) ส่วนใหญ่แล้วมักนิยมกินสมุนไพรชนิดนี้แบบสำเร็จรูป
    18. ว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia Roscoe) นำมาหั่นเป็นแว่น นำไปตากแดดแล้วจึงนำมาต้มกินเป็นประจำ
    19. ว่านลูกไก่ทอง (Cibotium barometz (L.) J.Sm.) ให้ใช้เหง้าที่เอาขนออกแล้ว, เต็งย้ง (เขากวางอ่อนนึ่งด้วยน้ำส้ม แล้วเผา), แปะเกี่ยมสด นำมาบดให้เป็นผง ใช้ต้นหนาดใหญ่ต้มกับน้ำส้มสายชูผสมข้าวเหนียว นำไปต้มแล้วบดให้เหนียว ผสมทำเป็นยาเม็ด ใช้กินตอนท้องว่างครั้งละประมาณ 50 เม็ด
    20. สบู่เลือด (Stephania pierrei Diels) ให้นำหัวมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ สัก 3 แว่น นำมาตำโขลกกับน้ำซาวข้าวหรือสุราให้ละเอียด แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มประมาณ 1 ถ้วยชา เช้า เย็น และก่อนนอน
    21. สะพ้านก๊น (Sambucus javanica Blume) ใช้ราก 90 กรัม นำมาตุ๋นกับลำไส้เล็กของหมูรับประทานเป็นยาติดต่อกันประมาณ 3-5 วัน
    22. หงอนไก่ไทย (Celosia argentea L.) ใช้ดอกสดประมาณ 30-60 กรัม (แห้งใช้ 15-30 กรัม) นำมาต้มกับน้ำกิน
    23. หงอนไก่เทศ (Celosia argentea var. cristata (L.) Kuntze, Celosia cristata L.) นำมาต้มกับเหล้าขาวรับประทานก็ได้
    24. เห็ดหูหนู (Auricularia auricula-judae (Bull.) J.Schröt.) ใช้เห็ดหูหนูอบแห้งนำมาบดให้เป็นผง ใช้ชงกับน้ำรับประทานครั้งละ 3-6 กรัม วันละ 2 ครั้ง
    25. เหงือกปลาหมอ (Acanthus ebracteatus Vahl) ใช้ใบและต้น นำมาตำเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ
      สมุนไพรรักษาตกขาว
    26. นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่มีสรรพคุณเป็นยาแก้ตกขาว เช่น เหง้ากระชาย (Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ), รากโกฐสอ (Angelica dahurica (Hoffm.) Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav.), ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.), ต้น ราก และใบขี้ครอก (Urena lobata L.), รากคดสัง (Combretum trifoliatum Vent.), รากครอบฟันสี (Abutilon indicum (L.) Sweet), เถาของเถาวัลย์เปรียง (Derris scandens (Roxb.) Benth.), รากและลำต้นทานตะวัน (Helianthus annuus L.), รากเทียนบ้าน (Impatiens balsamina L.), เกสรตัวผู้ของต้นบัวหลวง (Nelumbo nucifera Gaertn.), ใบเบอะคะปุ่ย (Myosoton aquaticum (L.) Moench), ทั้งต้นผักโขมหนาม (Amaranthus spinosus L.), รากผักบุ้ง (Ipomoea aquatica Forssk.), เมล็ดสุดของต้นฝอยทอง (Cuscuta chinensis Lam.), ราก เปลือกราก และเมล็ดฝ้ายขาว (Gossypium herbaceum L.), ต้นและรากมะเม่า (Antidesma puncticulatum Miq.), ทั้งต้นมะแว้งนก (Solanum nigrum L.), ต้นและรากเม่าไข่ปลา (Antidesma ghaesembilla Gaertn.), ลูกเดือย (Coix lacryma-jobi L.), รากลําไย (Dimocarpus longan Lour.), เมล็ดเล็บมือนาง (Combretum indicum (L.) DeFilipps), รากส้มลม (Aganonerion polymorphum Spire), น้ำมันยางของต้นเหียง (Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Miq.), เปลือกต้นหูกวาง (Terminalia catappa L.), เหง้าเอื้องหมายนา (Cheilocostus speciosus (J.Koenig) C.D.Specht) ฯลฯ

วิธีป้องกันตกขาว

  • หลีกเลี่ยงการใส่ชุดรัดรูป สวมใส่ชุดที่ไม่คับหรืออึดอัดและทำจากผ้าฝ้ายหรือผ้าลินิน
  • ในผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกิน ควรหาทางลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนักตัวอย่างเหมาะสม
  • เมื่อรู้สึกร้อนหรือเหนอะหนะบริเวณปากช่องคลอด ควรทำความสะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง
  • อย่าปล่อยให้บริเวณช่องคลอดอับชื้นหรือชื้นแฉะ เพราะสภาพเหล่านี้จะทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี
  • ในเด็กผู้หญิงที่ใส่กางเกงในใยสังเคราะห์ บางครั้งอาจไม่รู้จักรักษาความสะอาดและปล่อยให้อบหรืออับชื้น ก็อาจทำให้มีน้ำเมือกจากช่องคลอดออกมาเปื้อนกางเกงในได้ ซึ่งจะไม่มีกลิ่นและไม่คัน ให้รักษาความสะอาดด้วยการใช้น้ำสะอาดชะล้างและเปลี่ยนมาใช้กางเกงในผ้าฝ้ายแทน
  • หลังจากล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ในการทำความสะอาดอวัยวะเพศควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง ไม่เช็ดจากหลังมาหน้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากทวารหนักมาที่ช่องคลอด เนื่องจากผู้หญิงจะมีช่องคลอดและทวารหนักอยู่ใกล้กัน ซึ่งต่างจากผู้ชาย จึงทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด การใช้ยาดับกลิ่น หรือการใช้น้ำยาอนามัยล้างเฉพาะที่โดยไม่จำเป็น เพียงแต่ทำความสะอาดภายนอกด้วยน้ำสะอาดอย่างเดียวและซับให้แห้งก็เพียงพอแล้ว เพื่อช่วยรักษาความสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแผ่นบางติดต่อกันทุกวัน เพราะอาจจะทำให้เกิดความอับชื้นและเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยที่มีน้ำหอม
  • หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน และเพื่อความปลอดภัยจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ควรให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยด้วยทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
  • ควบคุมและรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคเบาหวาน
  • ปฏิบัติตามสุขบัญญัติเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง เช่น รับประทานอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด, ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย, ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด, งดการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติด, หลีกเลี่ยงการสำส่อนทางเพศ, ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ, ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
  • หากพบว่ามีตกขาวผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษา รวมถึงรับคำแนะนำต่าง ๆ จากแพทย์และพยาบาล เพื่อสุขอนามัยที่ดี
References
  1. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ตกขาวธรรมดา”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 879.
  2. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.  “ตกขาวปกติ”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.si.mahidol.ac.th.  [11 ก.ค. 2016].
  3. ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.  “เชื้อรา…ปัญหาของตกขาวคันในสตรี”.  (รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.si.mahidol.ac.th.  [11 ก.ค. 2016].
  4. ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  “ภาวะตกขาว (Vaginal Discharge)”.  (นพ.ชัยเลิศ พงษ์นริศร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.medicine.cmu.ac.th.  [11 ก.ค. 2016].
  5. หาหมอดอทคอม.  “ตกขาว (Leucorrhea)”.  (นพ.ธีรยุทธ เต็มธนะกิจไพศาล).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [11 ก.ค. 2016].
  6. Siamhealth.  “ตกขาว”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.siamhealth.net.  [11 ก.ค. 2016].
  7. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.  “การอักเสบและโรคติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : kanchanapisek.or.th/kp6/.  [12 ก.ค. 2016].
  8. ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ.  “ตกขาวที่เกิดจากเชื้อรา”.  (นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.bangkokhealth.com.  [12 ก.ค. 2016].

ภาพประกอบ : www.wikihow.com, www.atsu.edu, www.gponline.com, quizlet.com, www.yeastinfectiondischarge.org

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M3

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.