• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

ซาก สรรพคุณและประโยชน์ของต้นซาก 10 ข้อ ! (พันซาด)

POSTED: เวลา 10:32 น. 14 กันยายน 2014, UPDATED: 01 มีนาคม 2016
ต้นพันซาด

advertisement M10

ซาก

ซาก ชื่อวิทยาศาสตร์ Erythrophleum succirubrum Gagnep. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Erythrophleum teysmannii var. puberulum Craib)[1] จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)[4],[5]

สมุนไพรซาก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักฮาก (ภาคเหนือ), ชาด พันชาด ไม้ชาด ซาด พันซาด (ภาคอีสาน), ตะแบง (อุดรธานี), ซาก คราก (ชุมพร), ตร้ะ (ส่วย-สุรินทร์), เตรีย (เขมร-สุรินทร์) เป็นต้น[1],[2],[3],[4]

ลักษณะของต้นซาก

  • ต้นซาก หรือ ต้นพันชาด จัดเป็นพรรณไม้ผลัดใบยืนต้นขนาดใหญ่ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ลำต้นตั้งตรงมีความสูงประมาณ 20-35 เมตร ลำต้นมีขนาดใหญ่ ออกใบดกและหนาทึบ เปลือกลำต้นเป็นสีดำ แตกเป็นร่องค่อนข้างลึกตามยาวและตามขวางของลำต้น เนื้อไม้ด้านในเป็นสีขาว และแก่นกลางไม้มีเนื้อแข็งเป็นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลขึ้นปกคลุมเล็กน้อย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง โดยจัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดด มักพบขึ้นตามป่าราบและป่าผลัดใบ พบได้เป็นจำนวนมากในจังหวัดนครราชสีมา หรือพบได้มากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาควันออก ภาคกลาง และทางภาคใต้ตอนบน[1],[2],[4],[5]

พันซาด

  • ใบซาก ลักษณะของใบคล้ายกับใบมะค่าหรือใบประดู่[1] ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ มีช่อใบด้านข้าง 2-3 คู่ ในช่อใบมีใบย่อยประมาณ 8-16 คู่ ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปใบหอก รูปหัวใจ หรือรูปข้าวหลามตัด ปลายใบมน โคนใบสอบหรือเบี้ยว ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวสด ผิวท้องใบมีขนสั้น ๆ ปกคลุม มีเส้นแขนงใบข้างละประมาณ 5-7 เส้น ก้านใบย่อยยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร[3],[5]

พันซาก

  • ดอกซาก ออกดอกเป็นพุ่มหรือออกเป็นช่อยาวใหญ่ตามซอกใบใกล้ ๆ ปลายกิ่ง มีจำนวน 1-3 ช่อต่อหนึ่งซอกใบ มีดอกย่อยจำนวนมากเบียดกันแน่นอยู่ตามแกนดอก ดอกเป็นสีเหลือง สีเหลืองนวล หรือสีขาวปนเหลืองอ่อน ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบติดกันเป็นรูปถ้วยสีเขียว ขอบถ้วยแยกเป็นแฉก 5 แฉก ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นรูปใบพายแคบ ๆ สีเขียวแกมขาวติดกันเล็กน้อยที่ฐาน กลีบดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน แยกจากกันอย่างอิสระ ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยมักออกดอกพร้อมกับการผลิใบอ่อน เมื่อมีดอกจะมีกลิ่นเหม็นหืนคล้ายกลิ่นซากเน่าตายแห้งของสัตว์ จึงถูกเรียกชื่อว่า “ต้นซาก[1],[3],[5]

ซาด

  • ผลซาก ผลมีลักษณะเป็นฝัก ลักษณะของฝักจะค่อนข้างกลมคล้ายกับฝักประดู่[1] ส่วนอีกข้อมูลระบุว่าฝักมีลักษณะคล้ายกับฝักสะตอ ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร มีเมล็ดประมาณ 5-8 เมล็ดต่อฝัก เมล็ดมีลักษณะกลมแบน[2],[3],[5]

ซาก

สรรพคุณของซาก

  1. เนื้อไม้นำมาเผาให้เป็นถ่านแล้วบดให้เป็นผง ใช้ปรุงเป็นยาแก้โรคเกี่ยวกับเด็กได้ดี (ถ่าน)[1]
  2. ช่วยดับพิษตานซาง (ถ่าน)[4]
  3. ถ่านที่ได้จากการเผาเนื้อไม้มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษไข้ แก้อาการเซื่องซึม [1] หรือใช้ปรุงผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเป็นยาแก้พิษไข้ เซื่องซึม (ถ่าน)[3]
  4. ต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ที่มีพิษร้อน กระสับกระส่าย และช่วยแก้ไข้เซื่องซึม (ต้น)[4]
  5. ช่วยแก้ไข้สันนิบาต (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[4]
  6. ช่วยดับพิษโลหิต (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[4]
  7. ใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง (ถ่าน)[4]

ข้อควรระวัง : ทุกส่วนของต้นซากมีรสเมาและมีพิษมาก กระพี้ เนื้อไม้ แก่น ราก และใบ หากนำมารับประทานเดี่ยวแบบชนิด ๆ หรือต้มกับน้ำดื่มก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นก่อนนำมาปรุงเป็นยาจึงต้องนำเนื้อไม้มาเผาให้เป็นถ่านก่อนเสมอ เพื่อทำลายพิษให้หมดไป และด้วยความเป็นพิษของต้นซากนี่เอง บรรดามิจฉาชีพจึงในสมัยก่อนจึงได้นำเอาไปใช้ในทางที่ไม่ดี เลยทำให้ต้นซากไม่เป็นที่นิยมในการปลูกและหาได้ยากมากในปัจจุบัน[3]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของซาก

  • ส่วนจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าซากมีฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ กระตุ้นหัวใจ กระตุ้นการหดตัวและคลายของกล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อลาย เพิ่มความดันโลหิตโลหิต และเป็นพิษต่อหัวใจ และทำให้ตายได้[4]
  • พืชชนิดนี้มีสารองค์ประกอบอยู่ในกลุ่มแนนนินส์ ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ และคาร์ดิแอคไกลโคไซด์[5]
  • สารสกัดจากลำต้นของซากด้วย 50% แอลกอฮอล์ พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ แต่มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ทั้งในภาวะที่มีและไม่มีการทำงนของเอนไซม์ร่วมด้วย ไม่มีฤทธิ์ในการกระต้นภูมิคุ้มกันโดยตรง แต่สามารถกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดทีเซลล์ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย S. aureus (เชื้อที่ทำให้เกิดโรคแผลฝีหนอง), เชื้อ Shigella (เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคบิด), เชื้อ V. cholerae (เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคอหิวาตกโรค) ที่ความเข้มข้น ≤ 0.78 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีฤทธิ์ต้านเชื้อ Salmonella ที่ความเข้มข้น 1.56 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีฤทธิ์ต้านเชื้อ E. coli และ Ps. aeruginosa ที่ความเข้มข้น 6.25 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก ที่ความเข้มข้น 4 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเริม Herpes simplex virus type 1 มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งตับปานกลาง นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถชักนำการตายของเซลล์มะเร็งตับแบบอะพอพโทซิต่ำเมื่อเซลล์ได้รับสารกสัดนาน 1 วัน[5]

ประโยชน์ของซาก

  1. เนื้อไม้เมื่อนำมาเผาให้เป็นถ่านจะให้ไฟแรงได้ดี หรือที่เรียกกันว่า “ถ่านทำทอง[1] ชาวบ้านชนบทในสมัยก่อนจะนิยมตัดเอาต้นซากไปเผาทำถ่านบรรจุกระสอบขาย ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ซื้อกันอย่างแพร่พลาย เนื่องจากเป็นถ่านที่ให้แรงและไม่มอดง่ายนั่นเอง[3]
  2. เนื้อไม้ยังสามารถนำไปใช้ทำหมอนรองรางรถไฟ ทำเสาอาคารบ้านเรือ เสาเข็ม ลอด ตง ขื่อ พื้นกระดาน เพลาเกวียน ฯลฯ เนื่องจากเนื่องไม้มีความทนทานและแข็งแรงมาก[3] ส่วนแก่นนิยมนำมาใช้ทำด้ามขวานหรือเครื่องมือทางการเกษตร[4]
  3. ต้นซากสามารถนำมาปลูกเพื่อเป็นไม้อนุรักษ์หรือปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพป่า และจะช่วยรักษาหน้าดินได้ดีมาก เพราะเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่[3]

ข้อควรระวัง : เนื่องจากพืชชนิดนี้มีพิษร้ายแรง จึงห้ามนำมาทำเขียง หากมีเห็ดที่คนกินได้งอกบนขอนไม้หรือต้นของพืชชนิดนี้ เห็ดก็จะมีพิษตามไปด้วย จึงห้ามนำมารับประทาน

advertisement M11

พิษของต้นซาก

  • ส่วนที่เป็นพิษ : เปลือกไม้ เนื้อไม้ ราก และใบ[2]
  • สารที่เป็นพิษ : สารในกลุ่ม alkaloids ได้แก่ acetylcassaidine, cassaine, cassaidine, coumingine, coumidine, erythrophleine, ivorine[2]
  • สาเหตุของการเกิดพิษ : การได้รับพิษมักจะเกิดจากสาเหตุความเข้าใจผิดที่คิดว่าเมล็ดของซากเป็นเมล็ดของไม้แดง เนื่องจากมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาก แต่เมล็ดของไม้แดงจะมีขนาดเล็กกว่า
  • อาการเป็นพิษ : อาการเริ่มแรกเมื่อกินเมล็ดซากเข้าไป คือ มีอาการอาเจียน โดยอาการมักจะเกิดขึ้นหลังการกินเข้าไปประมาณ 30-60 นาที หลังจากนั้นจะมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ต่อมาจะมีผลต่อระบบประสาท ซึ่งอาจเกิดพิษโดยตรงหรือเกิดจากผลทางอ้อมของการที่หัวใจทำงานผิดติแล้วเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และทำให้เสียชีวิตได้[2]
  • การรักษาพิษ : รีบให้สารน้ำ, NaHCO3, atropine และ dopamine เข้าหลอดเลือดดำ และทำการให้ออกซิเจน[2]
  • ตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับพิษ :
    • เด็กชายอายุ 2 ปี มีประวัติรับประทานเมล็ดซากพร้อมผู้ป่วยรายที่ 1 แต่รับประทานเพียงแค่ 3-4 เมล็ด หลังการรับประทานไปได้ 30 นาที เด็กมีอาการอาเจียนประมาณ 3-4 ครั้ง มีอาการปวดท้อง ผลการตรวจของแพทย์พบว่าเด็กมีอาการซึมลงเล็กน้อย ชีพจนเต้นไม่สม่ำเสมอ อุณหภูมิของร่างกายเป็นปกติ ความดันโลหิต 90/50 มิลลิเมตรปรอท หายใจ 32 ครั้งต่อนาที ส่วนชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ โดยเต้นประมาณ 100 ครั้งต่อนาที ส่วนระบบอื่น ๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์ทำการรักษาโดยให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำ วันต่อมาผู้ป่วยรู้สึกตัวดีขึ้น สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ และผู้ป่วยกลับบ้านได้ในวันที่ 3 ของการรักษา[2]
    • เด็กชายอายุ 3 ปี ได้รับประทานเมล็ดซากประมาณ 15 เมล็ด ผ่านไป 12 ชั่วโมงก่อนจะมาถึงโรงพยาบาล หลังการรับประทานไปได้ 30 นาที เด็กมีอาการอาเจียนหลายครั้ง ปวดท้อง ผลการตรวจของแพทย์พบว่าเด็กมีอาการซึมเล็กน้อย ชีพจนเต้นไม่สม่ำเสมอ มีอุณหภูมิของร่างกายปกติ ความดันโลหิต 100/100 มิลลิเมตรปรอท หายใจ 32 ครั้งต่อนาที ชีพจรเต้นเบาเร็วไม่สม่ำเสมอ โดยเต้น 96 ครั้งต่อนาที หัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่วนระบบอื่น ๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์ทำการรักษาผู้ป่วยโดยให้สารน้ำและ NaHCO3 เข้าทางหลอดเลือดดำ ให้ออกซิเจน 30 นาที ต่อมาผู้ป่วยมีอาการหมดสติและหัวใจหยุดเต้น คลื่นหัวใจมีลักษณะ cardiac standstill ไม่ตอบสนองต่อการรักษา และผู้ป่วยได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา[2]
    • เด็กอายุ 5 ปี ได้รับประทานเมล็ดซากประมาณ 10-15 เมล็ด ผ่านไป 7 ชั่วโมงก่อนจะมาถึงโรงพยาบาล หลังรับปะทานไปได้ 30 นาที เด็กมีอาการอาเจียนหลายครั้งและซึมลง เมื่อตรวจร่างกายพบว่าอุณหภูมิเท่ากับ 36.8 องศาเซลเซียส ความดันโลหิต 80/50 มิลลิเมตรปรอท หายใจ 40 ครั้งต่อนาที ชีพจรเต้น 50 ครั้งต่อนาที semicoma หายใจไม่สม่ำเสมอ หัวใจเต้นช้าและจังหวะไม่สม่ำเสมอ ส่วนระบบอื่น ๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์ทำการรักษาผู้ป่วยโดยให้สารน้ำ NaHCO3 atropine และ dopamine เข้าทางหลอดเลือดดำ และทำการให้ออกซิเจน ผลการรักษาพบว่าหัวใจของผู้ป่วยเต้นช้าอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยมีอาการซึมลงเรื่อย ๆ 3 ชั่วโมงต่อมาเริ่มหายใจช้าลง ความดันโลหิตลด และได้เสียชีวิตในที่สุด[2]
    • เด็กหญิงอายุ 6 ปี ได้รับประทานเมล็ดซาก 2 เมล็ด ภายหลังการรับประทานเด็กมีอาการอาเจียนหลายครั้งและซึมลง จึงมารับการรักษาที่โรงพยาบาล ผลการตรวจร่างกายพบว่า อุณหภูมิของร่างกายเป็นปกติ ความดันโลหิต 100/60 มิลลิเมตรปรอท หายใจ 40 ครั้งต่อนาที ชีพจรเต้น 100 ครั้งต่อนาที ผู้ป่วยมีอาการซึมลงเล็กน้อย หายใจไม่สม่ำเสมอ หัวใจเต้นเร็วเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ส่วนระบบอื่น ๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ วันต่อมาผู้ป่วยรู้สึกตัวดี สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วยกลับบ้านได้ในวันที่ 3 ของการรักษา[2]
    • เด็ก 4 คน อายุประมาณ 10 ขวบ ได้กินเมล็ดซากเข้าไปตั้งแต่ตอนเที่ยงจนถึงเวลา 9 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น จึงได้พาเด็กมาโรงพยาบาล เนื่องจากเด็กมีอาการอ่อนเพลียมากเกือบไม่รู้ตัว มีอาการหอบ และเสียชีวิต 1 คน ในขณะมาถึงโรงพยาบาลได้ประมาณ 5-10 นาที ก่อนจะได้รับการรักษา ผลการตรวจร่างกายพบว่า เด็กไม่ค่อยรู้สึกตัว มีอาการหอบ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ม่านตาหดเล็กมาก ส่วนเด็กอีก 3 คนที่เหลือได้ทำการรักษาแบบประคับประคองไปตามอาการ ผลการรักษาหายเป็นปกติ ซึ่งจากการสอบถามเด็กที่รอดชีวิตพบว่าได้กินเมล็ดซากเข้าไปคนละประมาณ 2-3 เมล็ดเท่านั้น[2]
    • เด็กหญิงอายุ 12 ปี ได้รับประทานเมล็ดซาก 3 เมล็ด 1 ชั่วโมงก่อนมาถึงโรงพยาบาล หลังรับประทานเด็กมีอาการอาเจียนหลายครั้ง ปวดท้อง วิงเวียนศีรษะ ผลการตรวจร่างกายพบว่า อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ความดันโลหิต 130/90 มิลลิเมตรปรอท หายใจ 24 ครั้งต่อนาที ชีพจรเต้น 94 ครั้งต่อนาที ต่อมาผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยกลับบ้านได้ในวันที่ 3 ของการรักษา[2]
References
  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “ซาก”.  หน้า 280-281.
  2. ระบบวินิจฉัยและการรักษาอาการอันเนื่องจากพืชพิษในประเทศไทย, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “หูปลาช่อน”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.medplant.mahidol.ac.th/tpex/.   [14 ก.ย. 2014].
  3. ไทยรัฐออนไลน์.  (นายเกษตร).  “ซาก กับที่มาชื่อประโยชน์และโทษ”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaicrudedrug.com.  [14 ก.ย. 2014].
  4. ศูนย์ปฏิบัติการโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.  “ซาก, ชาด, พันชาด”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.goldenjubilee-king50.com.  [14 ก.ย. 2014].
  5. โครงการจัดทำฐานข้อมูลพืชสมุนไพรที่สำรวจและวิจัยภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็กพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.), มหาวิทยาลัยขอนแก่น.  “พันซาด”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: home.kku.ac.th/orip2/thaiherbs/.  [14 ก.ย. 2014].

ภาพประกอบ : pg.pharm.su.ac.th, www.htp.ac.th, www.medplant.mahidol.ac.th, home.kku.ac.th

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.