• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

ชะมดต้น สรรพคุณและประโยชน์ของต้นชะมดต้น 39 ข้อ !

POSTED: เวลา 3:44 น. 07 มกราคม 2015, UPDATED: 02 มีนาคม 2016
ชะมดต้น

advertisement M10

ชะมดต้น

ชะมดต้น ชื่อสามัญ Abelmosk, Ambrette seeds, Annual hibiscus, Bamia moschata, Galu gasturi, Muskdana, Musk mallow, Musk okra, Musk seeds, Ornamental okra, Rose mallow seeds, Tropical jewel hibiscus, Yorka okra[1],[6]

ชะมดต้น ชื่อวิทยาศาสตร์ Abelmoschus moschatus Medik. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Abelmoschus moschatus var. betulifolius (Mast.) Hochr., Hibiscus abelmoschus L., Hibiscus abelmoschus var. betulifolius Mast., Hibiscus chinensis Roxb.) จัดอยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE)[1],[3]

สมุนไพรชะมดต้น มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ชะมัดต้น, ฝ้ายผี (ภาคกลาง), เทียนชะมด (ทั่วไป), จั๊บเจี๊ยว (ไทยบางแห่ง), หวงขุย (จีนกลาง) เป็นต้น[1],[2],[3]

ลักษณะของชะมดต้น

  • ต้นชะมดต้น จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกเนื้ออ่อนขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม มีอายุได้ประมาณ 1-2 ปี ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร ทั้งต้นมีขนสีขาวขึ้นปกคลุม พรรณไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำกิ่ง ชอบขึ้นบริเวณที่รกร้างและที่ลุ่มทั่วไป มีการนำมาปลูกทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อน เป็นพรรณไม้พื้นเมืองในแถบเอเชีย มักปลูกกันในเมืองร้อน เช่น จีน อินเดีย พม่า หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบกระจายทุกภาค โดยมักขึ้นตามที่โล่งหรือริมลำธาร ตามป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และชายป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูงประมาณ 200-1,000 เมตร[1],[2],[3]

ต้นชะมดต้น

  • ใบชะมดต้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบมีลักษณะเป็นหยักหรือเป็นแฉกประมาณ 3-5 แฉก ใบบริเวณยอดต้นมีแฉกเล็กและเร็วกว่าใบที่อยู่บริเวณโคนต้นและกลางต้น ลักษณะของใบเป็นรูปดาวหรือรูปฝ่ามือ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเข้าหากันคล้ายรูปหัวใจ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยไม่เป็นระเบียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-15 เซนติเมตร ผิวใบสากและมีขนกระจายทั้งสองด้าน หูใบเป็นเส้นด้าย ยาวประมาณ 7-15 มิลลิเมตร[1],[2],[3]

ใบชะมดต้น

  • ดอกชะมดต้น ออกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ ก้านดอกยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ริ้วประดับมี 6-12 อัน ลักษณะเป็นรูปเส้นด้ายหรือรูปใบหอก ยาวประมาณ 8-13 มิลลิเมตร โค้งเข้า ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นรูปใบหาย ยาวได้ประมาณ 2-3 เซนติเมตร แยกจรดโคนด้านเดียว ปลายกลีบมี 5 แฉกตื้น ๆ ด้านนอกมีขนสั้นนุ่ม ส่วนกลีบดอกเป็นสีเหลืองนวลและมีสีม่วงเข้มหรือสีม่วงแดงตรงกลางทั้งด้านในและด้านนอก กลีบเป็นรูปไข่กลีบ ดอกเมื่อบานจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-12 เซนติเมตร เส้าเกสรเกลี้ยงยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร รังไข่มีขนขึ้นหนาแน่น ก้านเกสรเพศเมียแยกออกเป็น 5 แฉก มีขนขึ้นหนาแน่น ยอดเกสรเป็นรูปจาน แคปซูลรูปไข่แกมขอบขนาน ยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร ปลายแหลม มีขนหยาบขึ้นหนาแน่น ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม[3]

ดอกชะมดต้น

  • ผลชะมดต้น ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมยาวเป็นเฟือง 5 เฟือง คล้ายผลมะเฟือง และมีขนแข็งคมคายสีเหลืองขึ้นปกคลุมทั้งฝัก ผลเป็นแบบผลแห้งแตก รูปรีปลายผลแหลม เปลือกผลบาง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร ขนาดยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียวแก่ เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไต มีปุ่มเล็ก ๆ เป็นร่างแหกระจาย มีกลิ่นหอมแรงเหมือนชะมดเชียง[1],[2],[3],[4]

ฝ้ายผี

ผลชะมดต้น

หมายเหตุ : เมล็ดของชะมดต้นทางแพทย์แผนไทยจะเรียกว่า “เทียนชะมด[6]

เมล็ดชะมดต้น

สรรพคุณของชะมดต้น

  1. เมล็ดมีรสขมเย็น มีสรรพคุณเป็นยาช่วยเจริญอาหาร (เมล็ด)[1]
  2. เมล็ดใช้เป็นยาบำรุงธาตุ (เมล็ด)[6]
  3. ใช้อาการปวดศีรษะ ด้วยการใช้เมล็ดประมาณ 5-10 กรัม นำมาบดให้เป็นผงชงกับน้ำดื่ม (เมล็ด)[2]
  4. น้ำมันหอมระเหยจากเมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาระงับประสาท ช่วยคลายความเครียด ลดอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า หรืออาการต่าง ๆ ที่มีสาเหตุมาจากความเครียด (น้ำมันหอมระเหย)[9]
  5. รากใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ มีไข้ไม่ยอมลด ไอร้อน ไอเรื้อรัง(ราก)[2]
  6. ใช้รักษาอาการกระหาย (เมล็ด)[1]
  7. เมล็ดใช้เป็นยาขับลม (เมล็ด,น้ำมันหอมระเหย)[4],[5],[9]
  8. ดอกและรากใช้เป็นยาแก้บิดของเชื้ออะมีบา แก้อาการท้องผูก (ดอกและราก)[2]
  9. ช่วยในการย่อยอาหาร (น้ำมันหอมระเหย)[9]
  10. เมล็ดใช้เป็นยาขับลม ช่วยรักษาอาการอักเสบของกระเพาะอาหาร (เมล็ด)[1]
  11. ใช้แก้อาการปวดกระเพาะ ด้วยการใช้เมล็ดประมาณ 5-10 กรัม นำมาบดให้เป็นผงชงกับน้ำดื่ม (เมล็ด)[2]
  12. ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ ส่วนดอกใช้เป็นยารักษาโรคพยาธิและขับไส้เดือน (ใบ,ดอก)[1]
  13. ดอกและรากใช้เป็นยารักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ (ดอกและราก)[2]
  14. รากใช้เป็นยารักษาโรคหนองใน ส่วนเมล็ดใช้เป็นยารักษาโรคกามโรคหรือโรคหนองใน (ราก,เมล็ด)[1]
  15. ใช้รากและใบพอประมาณนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยารักษากามโรค (รากและใบ)[1]
  16. ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ (aphrodisiac) (น้ำมันหอมระเหย)[9]
  17. ดอกใช้เป็นยาแก้น้ำกามเคลื่อนในขณะหลับ (ดอก)[5]
  18. ช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต (น้ำมันหอมระเหย)[9]
  19. ใช้รักษาแผลพุพอง แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้รากนำมาบดให้เป็นผงพอประมาณ แล้วนำมาพอกหรือโรยบริเวณทีเป็นแผล (ราก,ดอกและราก)[1],[2]
  20. เมล็ดนำมาบดรวมกับแป้งผสมกันในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใช้รักษาผดผื่นคัน (Prickly heat) (เมล็ด)[1]
  21. ใบใช้เป็นยารักษากลากเกลื้อน (ใบ)[1],[4],[5]
  22. ต้นใช้เป็นยารักษาเกลื้อนช้าง เกลื้อนใหญ่ เรื้อนน้ำเต้า เรื้อนกวาง (ต้น)[1]
  23. ผลสดใช้ตำพอกรักษาฝีและเร่งหนองนั้นให้แตกเร็ว (ผลสด)[1]
  24. ใบใช้เป็นยาทาภายนอกแก้ฝีบวม ฝีหัวช้าง (ใบ)[2]
  25. รากใช้เป็นยาแก้พิษฝีหนอง (ราก)[2]
  26. ใช้เมล็ดประมาณ 1 กำมือ นำมาบดให้ละเอียด ใส่น้ำนมคนผสมให้พอแฉะ ใช้เป็นยาทาบริเวณที่เป็นหิดวันละ 1-2 ครั้ง จนกว่าจะหาย (เมล็ด)[1],[6]
  27. เมล็ดใช้รักษาการขาดสีผิวของผิวหนังหรือผิวหนังด่างเผือก (เมล็ด)[1]
  28. รากใช้เป็นยารักษารังแค ช่วยฆ่าเชื้อตามขุมขนและรากผม (ราก)[1]
  29. รากใช้เป็นยาแก้อาการปวดบวม (ราก)[2]
  30. ใช้รากและใบพอประมาณนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยารักษาโรคปวดข้อ (รากและใบ)[1]
  31. ช่วยลดอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ คล้ายกล้ามเนื้อ (antispasmodic) (น้ำมันหอมระเหย)[9]
  32. รากมีสรรพคุณช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังการคลอดบุตร (ราก)[2]
  33. ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเชื่อว่าผลแก่ไม่ควรเก็บมาใช้ เพราะจะทำให้คน ๆ นั้น ทำอะไรไม่รู้เนื้อรู้ตัวคล้ายคนสติไม่ดี (ผลแก่)[4]
    นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่ระบุว่า รากใช้เป็นยาแก้วัณโรค ทั้งต้นใช้เข้ายารักษาฝีภายใน ส่วนเมล็ดใช้เป็นยาแก้เสมหะและดีพิการ แก้ลมให้ลื่นเหียน และแก้อาการเกร็ง[8]

ขนาดและวิธีใช้ : การใช้ตาม [2] ดอก ราก หรือต้นแห้ง ให้ใช้ 10-15 กรัม ส่วนใบสดให้ใชภายนอกกะตามความเหมาะสม หรือใช้ตำพอกแผล[2]

advertisement M11

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของชะมดต้น

  • ในผลชะมดต้นพบสารน้ำมันและน้ำมันระเหย เช่น Linoleic acid และยังพบสาร Myricetin, Methionine sulfoxide, a-Cephalin ส่วนเมล็ดและต้นพบ Phosphatidylserine, Plasmalogen ส่วนดอกและเมล็ดพบสารกลิ่นหอม Ambrettolid เป็นต้น[2]
  • องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย ประกอบไปด้วย ambrettolide, ambrdttolic acid, decyl acetate, dodecyl acetate, alpha-macrocyclic lactone, farnesol, 5-dodecnyl acetate, 5-tetradecenyl acetate[9]
  • ใบชะมดต้นมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ Staphelo coccus ในบริเวณผิวหนังที่เป็นฝีมีหนอง[2]
  • เมล็ดใช้รักษาอาการปวดหัวใจและยังมีฤทธิ์ดับพิษงูด้วย[2]
  • กลิ่นของชะมดต้น (Ambrettolid) ไม่มีผลต่อการกระตุ้นหัวใจ[2]
  • เมื่อให้สาร myricetin จากส่วนที่อยู่เหนือดินของชะมดต้น ในขนาด 0.3, 0.5 และ 1 มก./กก. กับหนูอ้วนที่มีภาวะไขมัน ระดับน้ำตาล และอินซูอินในเลือดสูง โดยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ พบว่า myricetin ขนาด 1 มก./กก. มีผลลดระดับน้ำตาลและเพิ่มอินซูลินในเลือดได้ และเมื่อฉีดวันละ 3 ครั้ง เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ (ขนาด 1 มก./กก.) เปรียบเทียบกับการป้อนยา metformin ซึ่งเป็น insulin sensitizer ในขนาด 320 มก./กก. วันละ 3 ครั้ง พบว่าสาร myricetin มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นเดียวกับยา metformin นอกจากนี้ยังมีผลทำให้ค่า glucose-insulin index ซึ่งเป็นตัวชี้วัดภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลง กระตุ้นการทำงานของ Akt (serine/threonine kinase protein B) เพิ่มการแสดงออกของ glucose transporter subtype 4 เพิ่มโปรตีนและขบวนการ phosphorelation ของ insulin receptor substrate-1 ในเซลล์กล้ามเนื้อหนู และเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ phosphatidylinositol 3-kinase ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความไวต่ออินซูอิน ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น ดังนั้นสาร myricetin จึงมีประโยชน์ที่จะนำมาใช้พัฒนาเป็นยาต้านเบาหวานได้[7]

ประโยชน์ของชะมดต้น

  1. ใบใช้รับประทานเป็นผัก[6]
  2. มีการนำมาปลูกกันบ้างเพื่อเอาใยของเปลือกมาใช้ทำเชือกและกระสอบ[1]
  3. เมล็ดนำมาบดให้เป็นผงใช้โรยตู้เสื้อผ้าเพื่อป้องกันแมลง[6]
  4. รากมีสารเหนียวใช้เป็นกาวในการทำกระดาษ[4]
  5. เมล็ดเมื่อนำมาเคี้ยวจะได้กลิ่นเหมือนชะมดเช็ด สามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นกาแฟได้[6]
  6. เมล็ดให้มีน้ำมันที่ทำให้มีกลิ่นหอม จึงนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องหอม[1] ใช้ทำน้ำหอม[6] และใช้แต่งกลิ่นอาหารได้[4],[9]

เทียนชะมด

References
  1. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “ชะมดต้น”.  หน้า 196.
  2. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “ชะมดต้น”.  หน้า 248-249.
  3. สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “ชะมดต้น”.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th/botany/.  [07 ม.ค. 2015].
  4. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “ชะมดต้น, ฝ้ายผี”.  อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์), หนังสือสมุนไพรไทยตอนที่ 6 (ก่องกานดา ชยามฤต).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th.  [07 ม.ค. 2015].
  5. อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “ชะมดต้น”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/.  [07 ม.ค. 2015].
  6. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.  “ชะมดต้น”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: th.wikipedia.org.  [07 ม.ค. 2015].
  7. หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “ผลเพิ่มความไวต่ออินซูอินในหนูอ้วนของสาร myricetin จากชะมดต้น”.  เข้าถึงได้จาก: www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/.  [07 ม.ค. 2015].
  8. ศูนย์รวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน).  “ชะมดต้น”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaibiodiversity.org.  [07 ม.ค. 2015].
  9. ตำราวิชาการ สุคนธบำบัด (ดร.จงกชพร พินิจอักษร, ภญ.วัจนา สุจีรพงศ์สิน).  “ชะมดต้น”.  หน้า 128.

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Vuon Hoa 06, 翁明毅, Russell Cumming)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.