• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

จุกโรหินี สรรพคุณและประโยชน์ของต้นจุกโรหินี 20 ข้อ ! (บวบลม)

POSTED: เวลา 5:54 น. 01 มีนาคม 2014, UPDATED: 01 มีนาคม 2016
จุกโรหินี

advertisement M10

จุกโรหินี

จุกโรหินี ชื่อวิทยาศาสตร์ Dischidia major (Vahl) Merr.[1] (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Dischidia rafflesiana Wall.[2]) จัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยนมตำเลีย (ASCLEPIADOIDEAE หรือ ASCLEPIADACEAE)[1]

สมุนไพรจุกโรหินี มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ข้าวฟ่าง (คนเมือง), บวบลม (นครราชสีมา, อุบลราชธานี), พุงปลา (จันทบุรี, ตราด), กล้วยมุสัง (พังงา), จุรูหินี (ชุมพร), กล้วยไม้ (ภาคเหนือ), โกฐพุงปลา จุกโรหินี พุงปลาช่อน (ภาคกลาง), เถาพุงปลา (ระยอง, ภาคตะวันออก), โกฎฐ์พุงปลา (ไทย), นมตำไร (เขมร) เป็นต้น[1],[3],[4]

ลักษณะของจุกโรหินี

  • ต้นจุกโรหินี จัดเป็นไม้ล้มลุกที่มีลำต้นเลื้อยทอดไปตามต้นไม้ เถากลมสีเขียว ตามข้อเถามีรากงอกออก มีไว้สำหรับใช้ยึดเกาะ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด สามารถพบได้ตามป่าดงดิบเขาทั่วไป ป่าชายเลน ป่าแพะ และตามป่าเบญจพรรณ[1],[2],[4]

ต้นจุกโรหินี

  • ใบจุกโรหินี ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ หรือออกเป็นใบเดี่ยว ใบมี 2 แบบ ลักษณะแตกต่างกันมาก ซึ่งจะอยู่บนต้นเดียวกัน คือ แบบแรกมีลักษณะรูปร่างคล้ายถุงปากแคบ แบนเป็นเหลี่ยม ๆ ผิวด้านนอกเกลี้ยงเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง ส่วนด้านในเป็นสีม่วง มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร ส่วนแบบที่สองเป็นแบบใบธรรมดา ลักษณะของใบเป็นรูปค่อนข้างกลม ปลายใบมน มีติ่งแหลมสั้น ๆ เนื้อใบหนาและอวบน้ำ ใบมีขนาดยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร[1],[4]

ใบจุกโรหินี

บวบลม

  • ดอกจุกโรหินี ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ ขนาดเล็ก ช่อละประมาณ 6-8 ดอก โดยจะออกตามง่ามใบตรงข้ามกับใบ ดอกเป็นดอกขนาดเล็ก ดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ และป่องเบี้ยวไปอีกข้างหนึ่ง ส่วนตรงปลายเป็นรูปกรวย ที่ปลายปากท้อดอกแต้มไปด้วยสีม่วง และมีขนอยู่ด้านนอก ส่วนกลีบเลี้ยงดอกหรือกลีบรองดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบเลี้ยงเป็นรูปรี หรือรูปไข่ ตามขอบกลีบดอกจะมีขน กลีบดอกกลมและยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร โคนดอกเชื่อมติดกันเล็กน้อย[1],[2],[4]

ดอกบวบลม

ดอกจุกโรหินี

  • ผลจุกโรหินี ออกผลเป็นฝัก ฝักเป็นสีเหลืองแกมสีส้ม ผิวของฝักมีลักษณะขรุขระ ฝักมีความยาวประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร[1],[4]

ผลจุกโรหินี

สรรพคุณของจุกโรหินี

  1. ผลนำมาต้มกับน้ำดื่ม จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (ผล)[2]
  2. ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยบำรุงกำลัง (ราก)[5]
  3. รากใช้เป็นยาแก้ไข้เพื่อโลหิต แก้ลมปลายไข้ (ราก)[2]
  4. ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ช่วยลดความร้อนในร่างกาย (ราก)[7]
  5. รากจุกโรหินี นำมาเคี้ยวกับพลู จะมีสรรพคุณช่วยแก้อาการไอ (ราก)[1],[2],[4]
  6. ช่วยแก้หอบหืด (ราก)[5]
  7. ช่วยแก้อาการอาเจียน (ใบ,ราก)[1],[2],[4]
  8. ช่วยแก้เสมหะผิดปกติ เสมหะพิการ (ใบ,ราก)[1],[2],[4]
  9. ผลนำมาดึงไส้ออก ใส่น้ำ นำไปเผาไฟให้อุ่น ใช้เป็นยาหยอดหู หรือจะนำผลมาเผาไฟเอาน้ำใช้หยอดหูน้ำหนวก (ผล)[2]
  10. ผลนำมาผสมกับมดแดงฮ้าง ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ลมพันไส้ (ผล)[2]
  11. เถานำมาต้มกับน้ำดื่ม จะช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ (เถา)[2]
  12. ผลนำมาผสมกับฝอยลม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับลมในกระเพาะอาหาร หรือจะนำผลมาเผาไฟเอาน้ำ ใช้ขับลม (ผล)[2]
  13. ทั้งต้นมีรสฝาดและสุขุม ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้อาการปวดท้อง อันเนื่องมาจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ (ทั้งต้น)[2],[5]
  14. ใบหรือรากใช้เป็นยาแก้อาการท้องเดิน ท้องร่วง ท้องเสีย (ใบ,ราก)[1],[2],[4],[5]
  15. ช่วยแก้บิด แก้ปวดเบ่ง มูกเลือด (ใบ,ราก)[1],[2],[4]
  16. ทั้งต้นใช้เข้ายาแก้โรคตับพิการ (ทั้งต้น)[2]
  17. ใบที่เปลี่ยนรูป เอาข้าวมายัดใส่แล้วนำไปเผาไฟจนข้าวสุก แล้วข้าวจะกลายเป็นสีม่วง นำมารับประทานเพื่อช่วยป้องกันอาการเจ็บม้าม ในขณะออกกำลังกายได้ (ใบ)[3]
  18. ใบมีรสฝาด ใช้ภายนอกเป็นยาฝาดสมาน สมานแผล หรือจะใช้รากปรุงเป็นยาฝาดสมาน หรือใช้ภายนอกนำมาทาแผลเพื่อเป็นยาสมานแผลก็ได้เช่นกัน (ใบ,ราก)[1],[2],[4]
advertisement M11

ประโยชน์ของจุกโรหินี

  1. ใบอ่อนใช้รับประทานได้ โดยใช้รับประทานร่วมกับขนมจีน[6]
  2. ผลนำมาผสมกับข้าวเย็นเหนือ ใช้เลิกบุหรี่[2]
References
  1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  “จุกโรหินี (Chuk Rohini)“.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 96.
  2. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “บวบลม“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com.  [1 มี.ค. 2014].
  3. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “จุกโรหินี“.  อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th.  [1 มี.ค. 2014].
  4. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  “โกฐพุงปลา“.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 80-82.
  5. ไทยเกษตรศาสตร์.  “จุกโรหินี“.  อ้างอิงใน: วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaikasetsart.com.  [1 มี.ค. 2014].
  6. ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร.  “โกฐพุงปลา“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: ftp://smc.ssk.ac.th/intranet/Research_AntioxidativeThaiVegetable/.  [1 มี.ค. 2014].
  7. พฤกษาน่าสน มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร.

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by epiforums, Jardin Boricua, wildsingapore)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.