• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

คล้า สรรพคุณและประโยชน์ของต้นคล้า 7 ข้อ ! (ต้นแหย่ง)

POSTED: เวลา 11:35 น. 15 กุมภาพันธ์ 2014, UPDATED: 01 มีนาคม 2016
คล้า

advertisement M10

ต้นคล้า

ต้นคล้า ชื่อสามัญ Catathea, Siver Catathea[4]

คล้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Schumannianthus dichotomus (Roxb.) Gagnep.[2] บ้างระบุว่าชื่อวิทยาศาสตร์คือ Donax arundastrum[1], Lour-Clinogyma dichotoma[1] จัดอยู่ในวงศ์ MARANTACEAE[2]

สมุนไพรคล้า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า คลุ่ม (เกาะช้าง), คลุ้ม (ภาคตะวันออก), แหย่ง (ภาคเหนือ), ก้านพร้า คล้า (ภาคกลาง), คล้าย (ภาคใต้), บูแมจีจ้ะบะแม เบอร์แม ( มลายู-นราธิวาส), บูแมจี่จ๊ะไอย์ (มลายู-ปัตตานี), บูแมจีจ้ะ ไอ (มลายู), คล้าใบเงิน, คล้ากั้นแหย่ง เป็นต้น[1],[2],[4],[5]

ลักษะของต้นคล้า

  • ต้นคล้า หรือ ต้นแหย่ง จัดเป็นไม้ล้มลุกหรือเป็นไม้ยืนต้นที่มีเนื้ออ่อน เจริญเติบโตขึ้นเป็นพุ่มหรือเป็นกอและมีอายุหลายปี ลำต้นมีทั้งแบบตั้งตรงและเป็นแบบเลื้อย มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน สามารถแตกหน่อได้ ลำต้นกลมเป็นสีเขียวเข้มออกเป็นข้อ ๆ และมีข้อปล้องยาว หากรวมทั้งก้านและใบจะมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร บ้างว่าสูงประมาณ 2-4 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อปลูก พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในที่เป็นน้ำหรือเป็นโคลนตามริมคลองริมสระหรือตามลำธาร มีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงอินโดนีเซียและปาปัวนิวกินี ส่วนในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาคตามริมห้วยหรือตามหุบเขาที่มีความชุ่มชื้น ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 800 เมตร และมักจะพบได้มากทางภาคตะวันออก ภาคกลาง และในจังหวัดจันทบุรี[1],[2],[3],[5]

ต้นคล้า

  • ใบคล้า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตามข้อ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ยาวหรือเป็นรูปรียาว ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 10-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-35 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว หลังใบและท้องใบเรียบ มักมีลวดลายและสีสันบนใบที่สวยงาม โคนต้นมีกาบใบหุ้ม แผ่นใบทั้งสองด้านของเส้นกลางใบจะไม่เท่ากัน ในขณะที่ใบยังอ่อนด้านใหญ่จะม้วนหุ้มด้านเล็กไว้ และตรงรอยต่อของก้านใบกับแผ่นใบจะโป่งออก ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไว้ของใบ ซึ่งในเวลากลางคืนใบจะกางออก และห่อขึ้นในช่วงเวลากลางวันคล้ายกับการพนมมือ ส่วนก้านใบยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร[1],[2],[3]

ใบคล้า

  • ดอกคล้า ดอกจะออกเป็นช่อบริเวณยอดอ่อนจากซอกกาบใบ ดอกจะออกเป็นคู่จากกาบรองดอกที่เรียงซ้อนกันเป็นแถวในระนาบเดียวกัน สลับซ้ายขวาจากแกนของช่อดอก หรืออาจจะเรียงสลับกันเป็นวง ดอกคล้าจะเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 3 กลีบ ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก แต่จะดอกสมบูรณ์เพศเพียง 1 อัน ส่วนที่เหลือจะเป็นหมันและจะเปลี่ยนรูปไปคล้ายกลีบดอก 1 กลีบ และลักษณะของช่อดอกจะมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ได้แก่ แบบช่อแขนง แบบช่อกระจะ แบบช่อเชิงลด และแบบช่อกระจุกอยู่ที่ปลายก้าน[3] โดยดอกย่อยจะเป็นสีขาว ดอกมีกลีบดอก 3 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ๆ ปลายกลีบมน ส่วนกลีบรองดอกมี 3 กลีบ[2] ดอกมีขนาดใหญ่และเป็นสีขาวล้วน[1] โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม[5]

รูปดอกคล้า

ดอกแหย่งดอกคล้า

  • ผลคล้า ผลมีลักษณะกลม เป็นพู 3 พู ผลมีขนาดประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ผลเมื่ออ่อนเป็นสีเขียว พอแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-3 เมล็ด[2] บ้างว่าผลมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ และไม่ค่อยได้พบนัก ได้แก่ ผลแห้ง ที่เมื่อแก่แล้วจะแตกหรือไม่แตกออก และผลที่มีเนื้อนุ่ม และมีเมล็ดประมาณ 1-3 เมล็ด[3]

สรรพคุณของคล้า

  1. เหง้าหรือหัวมีรสเย็นและเบื่อ ใช้กินเป็นยาแก้ไข้ รักษาอาการพิษไข้ ไข้เหลือง ไข้เหนือ ไข้ปอดบวม ไข้กาฬ ไข้จับสั่น กระทุ้งพิษไข้หัว ไข้รากสาด ไข้หัด ช่วยดับพิษไข้ทั้งปวง (หัว)[1],[2],[5],[6]
  2. แก้เหือดหัด อีสุกอีใส ฝีดาษ ประดง (หัว)[1],[2],[5]
  3. ช่วยรักษาอาการร้อนในกระหายน้ำ ช่วยลดความร้อนในร่างกาย (หัว)[1],[2],[5]
  4. ในประเทศอินเดียใช้หัวเป็นยารักษาโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (หัว)[2],[5]

ประโยชน์ของคล้า

  1. ต้นนำมาตากแห้ง ใช้ในการจักสาน เช่น การสานเสื่อ เป็นต้น[1]
  2. ใช้ปลูกเป็นไม้ดับในบริเวณบ้านทั่วไป ใช้ตกแต่งสวนน้ำ หรือใช้ปลูกตามสถานที่ต่าง ๆ[3],[4],[5]
  3. คนไทยโบราณมีความเชื่อว่าหากบ้านใดปลูกต้นคล้าไว้เป็นไม้ประจำบ้าน จะช่วยคุ้มครองรักษาและให้มีความสงบสุข เพราะคำว่า “คล้า” หรือ “คลุ้ม” หมายถึง การคุ้มครองปกป้องรักษา และยังหมายถึงความคลาดแคล้วจากพิษภัยของศัตรูทั้งปวงอีกด้วย นอกจากนี้ยังเรียกต้นคล้าว่า “พุทธรักษาน้ำ” โดยถือว่าเป็นไม้มงคลนาม ที่มีความหมายว่า พระพุทธเจ้ารักษานั่นเอง (แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเป็นคล้าสายพันธุ์นี้หรือไม่ เพราะต้นคล้ามีอยู่ด้วยกันหลายชนิด)[6]
References
  1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  “คล้า“.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 169.
  2. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  “คล้า (Khla)“.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 75.
  3. สารานุกรมไม้ประดับในประเทศไทย เล่ม 1.  “คล้า“.  (กองบรรณาธิการวารสารบ้านและสวน).
  4. สวนพฤกษศาสตร์ โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม.  “คล้าใบเงิน“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.sppk.ac.th/garden/.  [15 ก.พ. 2014].
  5. ศูนย์รวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน).  “คล้ากั้นแหย่ง“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thaibiodiversity.org.  [15 ก.พ. 2014].
  6. ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน).  “คล้า“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th.  [15 ก.พ. 2014].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Wee Foong), www.magnoliathailand.com (by george), www.icwow.blogspot.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.