• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

ข้าวสารหลวง สรรพคุณและประโยชน์ของต้นข้าวสารหลวง 6 ข้อ !

POSTED: เวลา 12:51 น. 14 มีนาคม 2015, UPDATED: 02 มีนาคม 2016
ข้าวสารหลวง

advertisement M10

ข้าวสารหลวง

ข้าวสารหลวง ชื่อวิทยาศาสตร์ Maesa ramentacea (Roxb.) A. DC.[2] จัดอยู่ในวงศ์ PRIMULACEAE (MYRSINACEAE)[1]

สมุนไพรข้าวสารหลวง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ไคร้ยอย หลอดเขา (เชียงใหม่), กระดูกไก่ เม้าหมด (จันทบุรี), ขี้หนอน (ตราด), กะผ้าสะลาย เสียดนก (ชุมพร), ปัน (นครศรีธรรมราช), ลวย (ตรัง), ตุ๊ดเงย (ขมุ) เป็นต้น[1],[4]

ลักษณะของข้าวสารหลวง

  • ต้นข้าวสารหลวง จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง รูปทรงโปร่ง มีความสูงได้ประมาณ 5-10 เมตร แตกกิ่งแขนงแผ่เป็นพุ่ม กิ่งก้านโปร่งและห้อยลง เปลือกต้นด้านนอกมีรูอากาศหนาแน่น ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีครีมจนถึงสีชมพู ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดจะได้ผลดีที่สุด พบขึ้นทั่วไปในป่าที่ชุ่มชื้นและไร่ร้าง ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคกลาง ในต่างประเทศพบได้ในอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ คาบสมุทรอินโดจีน และมาเลเซีย[1],[2],[5],[6]

ต้นข้าวสารหลวง

  • ใบข้าวสารหลวง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี หรือรูปไข่แกมขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบแหลมเรียว โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบหรือหยักเกือบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-14 เซนติเมตร เส้นแขนงใบมีประมาณ 6-9 คู่ โค้งจรดขอบใบ แผ่นใบหยักเป็นลอนหยาบ ๆ หลังใบมน ก้านใบยาวประมาณ 0.6-1.3 เซนติเมตร ใบเมื่อแก่จะเกลี้ยงไม่มีขน ท้องใบมีต่อมยาว ๆ สีเข้ม[1],[2],[3],[5],[6]

ใบข้าวสารหลวง

  • ดอกข้าวสารหลวง ออกดอกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ช่อดอกแตกแขนงมาก ยาวประมาณ 4-12 เซนติเมตร ดอกย่อยมีจำนวนมากและมีขนาดเล็กเป็นสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ รูประฆัง ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ปลายกลีบมน โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน กลีบเลี้ยงเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง สีเขียว ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรเพศผู้ยาวเท่ากับอับเรณู ส่วนก้านเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 พู รังไข่ส่วนหนึ่งฝังอยู่ในฐานรองดอก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม[1],[2],[5],[6]

ดอกข้าวสารหลวง

  • ผลข้าวสารหลวง ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมและฉ่ำน้ำ สีเขียวอ่อนถึงสีน้ำตาลอ่อน ส่วนผลแก่เป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ผลมีขนาดเล็กหรือประมาณ 0.2-0.6 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กหลายเมล็ด ผลจะแก่ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน[1],[2],[5],[6]

ผลข้าวสารหลวง

สรรพคุณของข้าวสารหลวง

  1. ชาวเขาเผ่าเย้าจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำ ใช้ล้างแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (ทั้งต้น)[1],[3]
  2. รากใช้เป็นยารักษายาดแผล โดยนำมาบดใช้โรยแผลจะช่วยทำให้แผลแห้ง (ราก)[2]
  3. ใบใช้ตำพอกปิดบาดแผล แก้อาการปวดบวม (ใบ)[2]
advertisement M11

ประโยชน์ของข้าวสารหลวง

  1. ดอกและใบใช้รับประทานได้เหมือนผักสด[6]
  2. ชาวขมุจะใช้ลำต้นข้าวสารหลวงมาใช้ทำฟืนหรือใช้เป็นเชื้อเพลิง[4],[5]
  3. ต้นข้าวสารหลวงเป็นไม้ขนาดค่อนเล็ก มีทรงพุ่มเรือนยอดสวย ครั้นออกดอกจะมีดอกขาวโพลนหนาแน่น หากนำมาปลูกในพื้นที่จำกัด ขนาดกว้างยาวประมาณ 3 เมตร จะช่วยเพิ่มความสวยงามได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ควรปลูกในที่ชุ่มชื้นหรือที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200-500 เมตร[6]
References
  1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ).  “ข้าวสารหลวง”.  หน้า 79.
  2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ).  “ข้าวสารหลวง”.  หน้า 97.
  3. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา.  (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “ข้าวสารหลวง”.  หน้า 146.
  4. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน).  “ข้าวสารหลวง”.  อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th.  [14 มี.ค. 2015].
  5. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้.  “ข้าวสารหลวง (Maesa ramentacea)”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: biodiversity.forest.go.th.  [14 มี.ค. 2015].
  6. ทองไทยแลนด์.  “ข้าวสารหลวง”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: thongthailand.igetweb.com.  [14 มี.ค. 2015].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Yeoh Yi Shuen, Cerlin Ng, Ahmad Fuad Morad)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.