• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

14 วิธีการเลือกเพศลูก (แบบธรรมชาติ & ใช้เทคโนโลยี) เห็นผล 100%

POSTED: เวลา 7:20 น. 14 พฤศจิกายน 2015, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
การเลือกเพศลูก

advertisement M34

การเลือกเพศลูก

มีหลายครอบครัวไม่น้อยเลยทีเดียวที่รู้สึกผิดหวังกับการมีลูกแล้วแต่ยังไม่ได้เพศที่ต้องการ อย่างบางครอบครัวที่คุณแม่เพิ่งตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก พอรู้ว่าได้ลูกสาวแล้วกลับรู้สึกเสียใจและผิดหวังมาก เนื่องจากสามีมีเชื้อสายจีนและต้องการลูกชายไว้สืบสกุล แต่ในทางกลับกัน บางครอบครัวก็มีแต่ลูกชาย ตั้งครรภ์มากี่ครั้งก็ยังต้องผิดหวังที่ไม่ได้ลูกสาวบ้างสักที อาจจะด้วยรู้สึกว่าลูกสาวนั้นเลี้ยงดูได้ง่ายและรักพ่อแม่มากกว่าลูกชาย ฯลฯ

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ความปรารถนาในการเลือกเพศลูกให้ได้ตามที่พ่อแม่ต้องการนั้นก็มีมานานหลายศตวรรษแล้ว แม้แต่นักปราชญ์อย่างอริสโตเติลก็เคยให้คำแนะนำแก่ชาวกรีกว่า “ถ้าอยากมีลูกชายก็ให้ร่วมเพศในฤดูที่มีลมเหนือ แต่ถ้าอยากได้ลูกสาวก็ควรร่วมเพศในฤดูของลมใต้” แต่ในทางวิทยาศาสตร์ได้มีการค้นคว้าทดลองจนได้ข้อพิสูจน์แล้วว่า ทำไมจึงเกิดมาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง นั่นเป็นเพราะว่าภายในเซลล์หรืออณูของร่างกายมนุษย์นั้นจะมีโครโมโซมเป็นตัวกำหนดลักษณะต่าง ๆ ของร่างกาย สามารถดูรายละเอียดได้ในหัวข้อถัดไปเลยครับ

การเลือกเพศของลูกสำคัญอย่างไร

การเลือกเพศลูกหรือการกำหนดเพศลูกจะมีความสำคัญอย่างมากในกรณีที่พ่อแม่หรือบรรพบุรุษมีโรคทางพันธุกรรมบางอย่างที่สามารถถ่ายทอดไปยังลูกเฉพาะเพศใดเพศหนึ่งได้ เช่น โรคสังข์ทอง (Anhidrotic Ectodermal Dysplasia), โรคเลือด G6PD, โรคดาวน์ซินโดรมบางประเภท, โรคผิวหนังบางประเภท (Sex-linked Ichthyosis) ฯลฯ ถ้าพ่อแม่หรือคนในครอบครัว (ปู่ย่า ตายาย พี่ป้า น้าอา) เคยมีประวัติว่าเป็นโรคเหล่านี้ลูกชายก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นได้ ในขณะที่ลูกสาวจะไม่เป็น จึงเป็นเหตุสำคัญให้บางครอบครัวจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการมีลูกชาย เป็นต้น

กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกเพศลูก

กฎหมายในบ้านเรา ณ ปัจจุบันถือว่าการเลือกเพศบุตรเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายครับ เพราะถือว่าผิดหลักมนุษยธรรมและไม่มีความจำเป็น เพราะการเลือกเพศจะทำให้โอกาสตั้งครรภ์มีน้อยลงและมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่มีข้อยกเว้นให้ทำได้หากมีเหตุผลทางการแพทย์ เช่น ถ้าลูกเป็นเพศนี้แล้วจะมีโอกาสไม่รอดสูง ฯลฯ โดยห้ามไม่ให้มีการขายไข่ รวมถึงการอุ้มบุญ เพราะจะเป็นการกระทำที่ผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 และตามประกาศแพทยสภา ในเรื่องมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งมีข้อกำหนดว่า “การตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมของตัวอ่อน ก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก จะทำได้เฉพาะการตรวจวินิจฉัยโรคตามความจำเป็น และต้องไม่กระทำในลักษณะการเลือกเพศ โดยสถานพยาบาลและแพทย์ผู้ให้บริการต้องได้รับหนังสือรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถทำได้

อะไรเป็นตัวกำหนดเพศลูก

ทำไมจึงเกิดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ? สาเหตุเป็นเพราะภายในเซลล์หรืออณูของร่างกายมนุษย์จะมีโครโมโซม (Chromosome) หรือแท่งพันธุกรรมอยู่ 23 คู่ หรือ 46 แท่ง ซึ่งในจำนวนนี้ 22 คู่ หรือ 44 แท่ง จะเป็นแท่งพันธุกรรมที่เป็นตัวกำหนดลักษณะต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ หน้าตา ความสูง ความเตี้ย สีผม สีผิวหนัง ฯลฯ และอีกที่เหลือ 1 คู่ หรือ 2 แท่งนั้นจะเป็นแท่งพันธุกรรมที่เป็นตัวกำหนดเพศ หรือที่เราเรียกกันว่า “โครโมโซมเพศ” ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าเด็กที่เกิดมานั้นจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง

โดยคุณแม่จะมีโครโมโซมเพศเป็น XX ส่วนคุณพ่อจะมีโครโมโซมเพศเป็น XY หมายความว่า ในน้ำอสุจิของคุณพ่อนั้นจะมีตัวอสุจิอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ อสุจิที่มีโครโมโซมเพศคู่ X ที่เป็นตัวกำหนดให้เป็นลูกสาว และโครโมโซม Y ที่เป็นตัวกำหนดให้เป็นลูกชาย ส่วนเซลล์ไข่ของคุณแม่นั้นจะมีโครโมโซมเพศแบบเดียว คือ โครโมโซม X ในเวลาที่มีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ จำนวนโครโมโซมจะลดลงครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 23 แท่ง เซลล์สืบพันธุ์ของพ่อและของแม่จะรวมกันเมื่อเกิดการปฏิสนธิ ทารกจึงเป็นผลรวมทางพันธุกรรมของพ่อและแม่อย่างละครึ่ง ซึ่งอัตราส่วนของอสุจิที่มีโครโมโซม X ต่ออสุจิที่มีโครโมโซม Y จะอยู่ที่ประมาณ 50% ต่อ 50% ดังนั้นในทางธรรมชาติแล้ว โอกาสที่จะได้ลูกชายหรือลูกสาวนั้นจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 ถ้าอสุจิของคุณพ่อตัวที่เจาะไข่เป็นตัว X ก็จะได้ลูกสาว แต่ถ้าเป็นตัว Y เจาะไข่ก็จะได้ลูกชาย

  • ถ้าไข่ของคุณแม่ (22 + X) ผสมกับอสุจิของคุณพ่อที่มีโครโซม X (22 + X) ลูกที่เกิดมาก็จะเป็นลูกสาว ซึ่งมีโครโมโซม 44 แท่ง (หรือ 22 คู่) + XX
  • ถ้าไข่ของคุณแม่ (22 + X) ผสมกับอสุจิของคุณพ่อที่มีโครโซม Y (22 + Y) ลูกที่เกิดมาก็จะเป็นลูกชาย ซึ่งมีโครโมโซม 44 แท่ง (หรือ 22 คู่) + XY

เพศของลูกในครรภ์

ดังนั้นการจะได้ลูกสาวหรือลูกชายนั้นจึงขึ้นอยู่กับอสุจิของคุณพ่อว่าเป็นชนิดใด

การกำหนดเพศลูก

การเลือกเพศด้วยวิธีธรรมชาติ (Shettles Method) นอกจากการจะได้ลูกชายหรือลูกสาวจะขึ้นอยู่กับอสุจิของคุณพ่อว่าเป็นชนิดใดแล้วยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย เช่น สภาพกรดด่างภายในช่องคลอดกับคุณสมบัติของอสุจิด้วย คือ อสุจิตัว X (เพศหญิง) จะมีตัวใหญ่ ทำให้เคลื่อนไหวได้ช้า มีความอดทน ตายได้ยาก และทนต่อสภาพความเป็นกรดได้ดี ส่วนอสุจิตัว Y (เพศชาย) จะมีความอดทนน้อยกว่า ตายได้ง่าย และชอบสภาพความเป็นด่างมากกว่าความเป็นกรด มีลักษณะตัวเล็ก เบา และผอมเพรียว จึงเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว ซึ่งเราพอจะกำหนดเพศลูกได้อย่างคร่าว ๆ คือ

  1. จังหวะวันร่วมเพศ : ถ้าอยากได้ลูกชายให้ร่วมเพศวันที่ตกไข่ (ก่อนวันตกไข่ 1 วัน และ 2 วันหลังตกไข่) เนื่องจากช่องคลอดจะมีสภาพความเป็นด่างสูง ทำให้อสุจิตัว Y จะวิ่งได้เร็วกว่าและจะเข้าไปเจาะไข่ได้ก่อน แต่ถ้าคุณอยากได้ลูกสาว ก็ให้ร่วมเพศก่อนวันตกไข่ประมาณ 2-3 วัน (ในกรณีที่สตรีมีรอบเดือนปกติมาสม่ำเสมอเดือนละ 28 วัน วันตกไข่จะอยู่ประมาณวันที่ 14 หรือ 2 สัปดาห์ก่อนที่ประจำเดือนจะมาครับ) เพราะพอถึงจังหวะที่ไข่ตก อสุจิตัว X จะคงทนต่อสภาพความเป็นด่างซึ่งมีปริมาณมากกว่าได้
    เลือกเพศลูกด้วยวิธีธรรมชาติ
  2. ความถี่ในการร่วมเพศ : การมีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ จะทำให้อสุจิตัว Y มีจำนวนลดลง จึงมักจะได้ลูกสาว แต่ถ้าร่วมเพศน้อยครั้งลง ปริมาณของอสุจิตัว Y ก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสได้ลูกชายมากขึ้น หากคุณอยากได้ลูกชายควรงดการมีเพศสัมพันธ์หรือสำเร็จความใคร่ก่อนวันออกรบประมาณ 5 วัน เพื่อทำให้เชื้ออสุจิอยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  3. สุขภาพของฝ่ายชาย : หากคุณพ่อเป็นคนเครียด นอนน้อย ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ค่อยออกกำลังกาย สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มาก การใช้ยาเสพติด มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ จะมีผลต่อการสร้างอสุจิหรือขัดขวางการผลิตสเปิร์ม ทำให้อสุจิมีปริมาณน้อยลง ลูกที่ออกมาจึงมีโอกาสที่จะเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อีกทั้งอสุจิเพศหญิง (X) นั้นยังมีความทนทานและตายได้ยากกว่าอสุจิเพศผู้ (Y) อยู่แล้ว ถ้าคุณพ่อไม่แข็งแรง ก็ไม่แปลกเลยครับที่อสุจิเพศชายจะอ่อนแอและตายได้ง่ายตามไปด้วย
    เลือกเพศบุตรด้วยวิธีธรรมชาติ
  4. ระวังอย่าให้บริเวณอัณฑะร้อน : อัณฑะจะสามารถผลิตอสุจิได้สูงสุดเมื่อมีอุณหภูมิเย็นกว่าอุณหภูมิของร่างกายปกติ และอุณหภูมิที่เย็นสบายยังเหมาะต่อการอยู่อาศัยของอสุจิเพศชาย (Y) มากกว่า จึงทำให้มีโอกาสได้ลูกชายสูงขึ้น ดังนั้น ถ้าคุณอยากได้ลูกชายก็ควรจะหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นหรือแช่น้ำร้อน การนั่งมอเตอร์ไซค์ที่ตากแดดนาน การใส่กางเกงในรัดแน่น ฯลฯ ถ้าเป็นไปได้ในช่วงก่อนออกศึกก็ให้หลีกเลี่ยงและระวังไว้ก่อนก็ดีครับ แต่ในทางกลับกันถ้าคุณอยากได้ลูกสาวก็แนะนำให้ฝ่ายชายอาบหรือแช่น้ำอุ่นนาน ๆ และบ่อย ๆ ก็จะทำให้อสุจิเพศหญิง (X) ได้เปรียบกว่า
  5. ท่าร่วมเพศก็สำคัญ : ในกรณีที่อยากได้ลูกสาวก็ไม่ยากเลยครับ ฝ่ายชายเพียงแค่อย่าหลั่งน้ำอสุจิให้ลึกมากนักและอย่ากระตุ้นให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดก่อน แต่ในกรณีที่อยากได้ลูกชายนั้นควรจะร่วมเพศในท่าทางที่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศได้ลึกที่สุดในขณะหลั่งน้ำเชื้อเพื่อทำให้น้ำอสุจิได้สัมผัสกับมูกที่ปากมดลูกโดยตรงมากที่สุด เพราะอสุจิที่เป็นเพศชายที่มีขนาดเล็กจะว่ายได้เร็วและไปถึงเส้นชัยก่อนตัวอสุจิที่เป็นเพศหญิง ส่วนท่าที่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศได้ลึกก็เช่น ท่าที่ฝ่ายหญิงนอนหงายอยู่ล่าง ใช้หมอนหนุนรองก้น ส่วนฝ่ายชายอยู่บน, ท่าด็อกกี้ (หญิงคลานสี่ขา ชายสอดใส่เข้าทางบั้นท้าย) ก็จะสอดใส่ได้ลึกหน่อยครับ ส่วนท่านารีขี่ม้า (ชายนอนหงายอยู่ล่าง หญิงอยู่บน) และท่าช้อนซ้อนกัน (นอนตะแคงเข้าหากัน) จะสอดใส่ได้ไม่ลึกมากนักครับ จึงมีโอกาสที่จะได้ลูกสาวมากกว่า
  6. การถึงจุดสุดยอดของฝ่ายหญิง : ถ้าอยากได้ลูกชาย ฝ่ายชายจะต้องกระตุ้นให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดก่อนหรือพร้อม ๆ กับฝ่ายชายให้ได้ เพราะในระหว่างการสำเร็จความใคร่ของผู้หญิงจะหลั่งเมือกที่เป็นด่างออกมาลดความเป็นกรดภายในช่องคลอด ทำให้ช่องคลอดมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อตัวอสุจิเพศชาย จึงเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสการมีชีวิตรอดของอสุจิเพศชาย อีกทั้งการสำเร็จความใคร่ของฝ่ายหญิงยังช่วยผลักดันให้อสุจิเข้าไปในปากมดลูกได้รวดเร็วมากขึ้นอีกด้วย แต่ถ้าอยากได้ลูกสาวก็อย่าให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดครับ เพราะอสุจิเพศหญิงจะชอบอยู่ในสภาพช่องคลอดที่เป็นกรด
  7. ล้างช่องคลอดก่อนร่วมเพศ โดยมีคำแนะนำหรือความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า ถ้าหากคุณอยากได้ลูกชายให้ใช้ผงฟูหรือโซเดียมไบคาบอเนตประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำสะอาด 1 ลิตร แล้วใช้ล้างช่องคลอดก่อนการร่วมเพศประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อทำให้ช่องคลอดมีฤทธิ์เป็นด่างมากที่สุด แต่ถ้าอยากได้ลูกสาวก็ให้ล้างช่องคลอดด้วยส่วนผสมของน้ำส้มสายชู 3-5% ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ที่ผสมกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ก่อนร่วมเพศประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อทำให้ช่องคลอดมีสภาพความเป็นกรดมากที่สุด แต่ไม่แนะนำให้ปฏิบัติตามนะครับ เพราะทางการแพทย์ได้ทำการวิจัยมาแล้วและพบว่ามันไม่ได้ผลครับ !! มีแต่จะก่อให้เกิดอันตราย เนื่องจากความเป็นกรดหรือด่างบางชนิดอาจทำให้เกิดอันตรายต่อช่องคลอดได้แถมยังลำบากอีกต่างหาก (เขียนให้ทราบ อธิบายให้เข้าใจ และอย่านำไปปฏิบัติครับ)
  8. อุปนิสัยของคุณแม่ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุว่าอุปนิสัยของคุณแม่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับเพศของลูก ถ้าคุณแม่เป็นคนไม่ค่อยประนีประนอมหรือไม่ค่อยยอมใครอยู่แล้ว ก็มักจะได้ลูกชาย แต่กลับกันหากคุณแม่เป็นคนประนีประนอมและยอมผู้อื่นก็มักจะได้ลูกสาวมากกว่าลูกชาย
  9. รูปร่างของพ่อแม่ อย่างที่ทราบกันแล้วว่าอสุจิที่เป็นตัวกำหนดเพศชายจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าอสุจิที่เป็นตัวกำหนดเพศหญิง หากคุณพ่อตัวสูงใหญ่และคุณแม่ตัวเล็ก (มีช่องคลอดสั้น) ลูกที่ออกมาก็มักจะเป็นเพศชาย หรือถ้าหากคุณแม่เป็นคนอ้วนหรือสูงใหญ่ (ช่องคลอดลึก) และพ่อตัวเล็ก ลูกที่ออกมาก็มักจะเป็นลูกสาว

แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็ใช่ว่าจะได้ผล 100% เพียงแต่เป็นการช่วยเพิ่มโอกาสความน่าจะเป็นให้มีมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย และยังไม่มีการวิจัยรับรองผลที่ได้ เพียงแต่เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ที่สำคัญก็คือ คุณจะต้องปฏิบัติร่วมกันทุกวิธีที่กล่าวมาอย่างเคร่งครัดด้วยครับจึงจะมีโอกาสเพิ่มขึ้น !! (ผู้เชี่ยวชาญบอกได้ผลประมาณ 70-80% แต่เมื่อนำมาปฏิบัติจริง ๆ ก็อาจจะไม่แตกต่างจากการโยนเหรียญหัวก้อยเท่าไรนัก แต่ผมว่าก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะครับ)

สรุปการเลือกเพศลูกด้วยวิธีธรรมชาตินั้น ถ้าคุณอยากได้ลูกชาย ให้อดใจไว้ก่อน ไม่ร่วมเพศกันบ่อย แล้วค่อยมีเพศสัมพันธ์ในวันตกไข่หรือ 2 วัน หลังวันตกไข่ โดยให้ร่วมเพศกันในท่าที่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศได้ลึกที่สุดในขณะหลั่งน้ำอสุจิ และที่สำคัญจะต้องกระตุ้นให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดก่อนหรือพร้อม ๆ กับฝ่ายชายด้วย ส่วนในกรณีที่อยากได้ลูกสาวก็ต้องร่วมเพศกันบ่อย ๆ เมื่อถึงในวันเผด็จศึก คือ ก่อนวันไข่ตกประมาณ 2-3 วัน ในขณะร่วมเพศจะต้องไม่สอดใส่อวัยวะเพศให้ลึกมากนักในขณะหลั่งน้ำอสุจิและอย่าให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอด (อย่าร่วมเพศในวันตกไข่หรือหลังวันตกไข่ เพราะจะทำให้อดได้ลูกสาวได้)

advertisement M35
  • กินอาหารเลือกเพศ เป็นวิธีของนายแพทย์ Stoloski ที่อ้างว่าได้ผลถึงร้อยละ 10 โดยอาศัยหลักการที่ว่าอาหารบางอย่างทำให้ภาวะในช่องคลอดมีความเป็นกรดหรือด่างได้ตามต้องการ และในระหว่างการกินอาหารเหล่านี้ก็ต้องไม่กินยาอื่นใดแม้จะเป็นไข้หรือเป็นหวัด และจะต้องกินอาหารที่จะกล่าวถึงอย่างน้อยสองเดือนครึ่งก่อนที่เริ่มจะตั้งครรภ์ วิธีนี้จึงจะได้ผลสูงสุด โดยถ้าคุณแม่อยากได้ลูกชาย ก็ต้องกินอาหารที่มีเกลือโซเดียมและโพแทสเซียมสูง เช่น เนื้อสัตว์ที่สดหรือไม่สุก ปลาทุกชนิด ไส้กรอก ผักทุกชนิดที่ไม่แช่เย็น ถั่ว มันฝรั่ง กล้วยหอม ของหวาน แยม ผลไม้ตากแห้งต่าง ๆ เช่น ลูกพรุน ลูกเกด ลูกเกาลัด อิทผลัม ผลไม้กวน ผลมะกอก แตงต่าง ๆ ขนมปังที่ไม่มีนม รวมทั้งชา กาแฟ น้ำอัดลมที่มีแอลกอฮอล์ และห้ามรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมทุกชนิด อาหารที่ทำจากนมทุกชนิด ขนมปังที่มีนมเป็นส่วนผสม กะหล่ำปลีสด ดอกกะหล่ำ ผักบุ้ง ผักกาดหอม ผักสลัด ลูกนัด โกโก้ ช็อกโกแลต และมัสตาร์ด แต่ถ้าอยากได้ลูกสาวให้คุณแม่กินอาหารที่มีโพแทสเซียมน้อย เช่น นม แป้ง ไข่ ผักสีเขียวสดหรือแช่เย็น ผลไม้แห้งและเนยที่ไม่เค็ม ผลไม้ทุกชนิด ยกเว้นสับปะรด และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม ชา กาแฟ เนยเค็ม น้ำผลไม้สด เหล้าองุ่น
  • การฉีดเชื้อผสมเทียมในโพรงมดลูก (Intrauterine Insemination – IUI) หรือจะเรียกว่าการคัดเลือกเชื้ออสุจิก็ได้ครับ ก่อนที่จะนำไปฉีดกลับสู่มดลูกของฝ่ายหญิงในวันที่ไข่ตกหรือคาดว่าไข่จะตก (ในขั้นตอนการรักษานั้นคุณแม่จะต้องกินยาหรือได้รับการฉีดยากระตุ้นไข่และทำการตรวจติดตามการเจริญเติบโตของไข่และการตกไข่ด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ เมื่อถึงวันตกไข่แล้ว ก็ทำการเก็บน้ำอสุจิจากฝ่ายชาย แล้วมาทำการคัดแยกอสุจิทางห้องปฏิบัติการ และฉีดน้ำเชื้อที่คัดแยกมาแล้วเข้าสู่โพรงมดลูก ด้วยการใช้ท่อพลาสติกขนาดเล็กสอดผ่านปากมดลูกแล้วทำการฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในช่วงที่มีการตกไข่) จึงช่วยให้การตั้งครรภ์มีแนวโน้มที่จะได้บุตรตามเพศที่ต้องการได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์มานานแล้วครับว่าได้ผลจริง เพียงแต่ยังไม่สามารถเลือกเพศบุตรได้ 100% เท่านั้น แต่ก็ให้โอกาสสูงถึง 70-80% เพราะอันที่จริงแล้วการคัดอสุจินั้นไม่ได้เอาอสุจิมาคัดทีละตัว ๆ แล้วนำมาตรวจโครโมโซมหรอกครับ แต่จะใช้วิธีการดังต่อไปนี้ครับ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีครับ
    • Ericsson’s Technique เป็นการคัดเลือกกลุ่มอสุจิ โดยอาศัยหลักการที่ว่า ความเร็วในการเคลื่อนไหวของอสุจิที่เป็นตัวกำหนดเพศชายได้เร็วกว่าอสุจิที่เป็นตัวกำหนดเพศหญิงไม่เท่า แล้วนำอสุจิมาว่ายผ่านโปรตีนอัลบูมินในหลอดทดลอง ปล่อยให้อสุจิว่ายลงมาจากด้านบน เมื่อเวลาผ่านไปก็ดูดเอาอสุจิที่อยู่ก้นหลอดออกมา เพียงเท่านี้ก็จะได้อสุจิที่เป็นตัวกำหนดเพศชายเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่ายเก่งกว่าจึงว่ายถึงก้นหลอดก่อน ส่วนความแม่นยำจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ทิ้งอสุจิเอาไว้ในหลอดทดลอง เพราะถ้าทิ้งไว้นาน ๆ อสุจิที่เป็นตัวกำหนดเพศหญิงจะว่ายปนลงไปมาก แต่ถ้าทิ้งไว้เพียงครู่เดียวก็อาจจะได้อสุจิในจำนวนน้อยเกินไปที่จะนำมาฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อให้ไปปฏิสนธิกับไข่ในท่อนำไข่ของคุณแม่ได้ เพราะฉะนั้นความแม่นยำจึงขึ้นอยู่กับปริมาณอสุจิ และรวมถึงคุณภาพของอสุจิของฝ่ายชายด้วย และในขณะเดียวกันก็มีการแยกตัวอสุจิที่มีโครโมโซมเพศ X เพื่อหวังจะได้ลูกสาวเช่นกัน โดยอาศัยหลักการที่ว่าอสุจิเพศหญิงจะหนักกว่าเพศชาย เมื่อนำน้ำอสุจิมาปั่นให้ตกตะกอนผ่านสารที่มีความเข้มข้นสูงบางชนิดเป็นตัวกลางช่วยกรองตัวอสุจิ จะทำให้ได้อสุจิเพศหญิง (X) ที่อยู่ในส่วนน้ำยาชั้นล่าง แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะทำให้อสุจิที่นำมาใช้งานมีจำนวนน้อยลง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการปฏิสนธิน้อยลงตามไปด้วย โดยอัตราการตั้งครรภ์ต่อการทำ 1 รอบ จะอยู่ที่ประมาณ 15-20% แต่มีความแม่นยำในการเลือกเพศบุตรได้ตรงความต้องการประมาณ 70-80% หรือประมาณ 2 ใน 3 ครั้ง (บางข้อมูลระบุว่าความแม่นยำในการเลือกเพศชายได้ตรงตามความต้องการจะอยู่ประมาณร้อยละ 71 ส่วนเพศหญิงจะอยู่ประมาณร้อยละ 75) และจะมีค่าใช้จ่ายต่อรอบอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป
    • Microsort Method เป็นวิธีที่ทันสมัยขึ้นมาหน่อย ซึ่งจะเป็นวิธีการใช้ทั้ง Laser light Fluorescent dye และ Flow Cytometry/Cell sorter technology โดยก่อนอื่นนั้นอสุจิจะถูกนำไปย้อมสีที่จะเรืองแสงได้เมื่อเจอแสงอัลตราไวโอเลต หลังจากนั้นจะถูกใส่เข้าไปในเครื่องให้อสุจิไหลผ่านอุปกรณ์ที่จะช่วยเขย่าทำให้แตกตัวออกเป็นเหมือนหยดน้ำเล็ก ๆ ซึ่งแต่ละหยดนั้นจะมีอสุจิเพียงตัวเอง พอหยดน้ำนี้ผ่านเข้าไปในเครื่องมือที่ใช้วัดและจะมีการปล่อยแสงอัลตราไวโอเลตออกมา อสุจิก็จะเรืองแสงครับ คราวนี้คอมพิวเตอร์ก็จะทำการวัดขนาดได้ โดยปกติในหัวอสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศหญิงนั้นจะบรรจุ DNA เอาไว้มากกว่าอสุจิที่บรรจุโครโมโซมเพศชายประมาณ 2.8% ดังนั้นเครื่องก็จะแยกได้ว่าอสุจิตัวไหนคือเพศชายหรือเพศหญิง เทคนิคนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก มีความซับซ้อน จึงไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทยมากนัก โดยอัตราการตั้งครรภ์ต่อการทำ 1 รอบ จะอยู่ที่ประมาณ 20% และมีความแม่นยำในการเลือกเพศตรงได้ตามความต้องการประมาณ 80-90 % (บางข้อมูลระบุว่าความแม่นยำในการเลือกเพศชายได้ตรงตามความต้องการจะอยู่ประมาณร้อยละ 76 ส่วนเพศหญิงจะอยู่ประมาณร้อยละ 91) มีค่าใช้จ่ายต่อรอบประมาณ 85,000 บาทขึ้นไป

วิธีการเลือกเพศลูก

  • การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF or ICSI) และการคัดเพศด้วยการตรวจ PGD (Preimplantation Genetic Diagnosis) การคัดเลือกตัวอ่อนนี้ทำได้โดยการนำไข่และอสุจิมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกายเสียก่อน แล้วเพาะเลี้ยงไว้เป็นตัวอ่อนในระยะบาลโตซิสท์ (เลี้ยงไว้ภายนอกร่างกายประมาณ 5 วัน) ซึ่งตัวอ่อนในระยะนี้จะมีการแบ่งเซลล์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเซลล์เด็กและกลุ่มเซลล์รกเด็ก ทำให้เราสามารถนำเซลล์บางส่วนจากกลุ่มเซลล์รกจากตัวอ่อนที่ได้ไปทำการตรวจ PGD หรือตรวจโครโมโซมได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อเซลล์ที่เจริญเติบโตไปเป็นเด็ก และเนื่องจากเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนมีโครโมโซมครบ 23 คู่ (มาจากอสุจิ 23 แท่ง และไข่ 23 แท่ง) จึงทำให้ทราบได้ว่าตัวอ่อนนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง เมื่อเราคัดเลือกตัวอ่อนได้เพศที่ต้องการและไม่มีความผิดปกติแล้ว ก็จะนำตัวอ่อนนั้นย้ายกลับเข้าไปในมดลูกให้เจริญเติบโตต่อไป นอกจากจะเลือกเพศที่ต้องการได้อย่าง 100% (หากตั้งครรภ์สำเร็จ) เรายังสามารถตรวจหาความผิดปกติอื่น ๆ ของทารกได้อีกด้วย เช่น Down’s syndrome, Edward’s syndrome เป็นต้น วิธีนี้จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าจะได้ลูกตามเพศที่ต้องการและไม่เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น โรคที่เกิดจากโครโมโซมผิดปกติ หรือ Hemophilia เพราะเราสามารถทำการตรวจหาโครโมโซมที่ผิดปกติก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ครับ โดยอัตราการตั้งครรภ์ต่อการทำ 1 รอบ จะอยู่ที่ประมาณ 60% มีความแม่นยำในการเลือกเพศบุตรได้ตรงความต้องการ 100% และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อรอบประมาณ 150,000 – 200,000 บาทขึ้นไป

การกำหนดเพศของลูก

  • การเลือกเพศภายหลังปฏิสนธิ มีวิธีการโดยคร่าว ๆ คือ ถ้าอายุครรภ์น้อย ๆ ก็ใช้วิธีดูดเซลล์รกมาเลี้ยงโครโมโซม หรือใช้วิธีการเจาะเอาน้ำคร่ำมาเลี้ยงโครโมโซม หากว่าไม่ได้ทารกเพศตามที่ต้องการ ก็จะทำแท้งออกมา ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เหมาะที่จะทำนักในเมืองพุทธอย่างบ้านเรา และผมเองก็ไม่แนะนำให้ทำด้วยครับ

อย่างไรก็ตาม ลูกที่เกิดมานั้นไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ต้องถือว่าเป็นลูกของเรา อย่าไปโกรธหรือเกลียดเพราะไม่สมปรารถนาตามที่พ่อแม่ต้องการเลยครับ คุณควรจะให้ความอบอุ่น ความรัก และให้การดูแลเอาใจใส่เหมือน ๆ กัน โตขึ้นแล้วเขาก็อาจจะน่ารัก เป็นลูกที่ดี และดูแลคุณได้เป็นอย่างดีก็ได้ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของแฟนผมที่คุณพ่อมีแต่ลูกชายและมีลูกสาวเพียงคนเดียว ซึ่งตอนเล็ก ๆ ก็ไม่ใช่ลูกรักของคุณพ่อเลยครับ อาจจะปล่อยปละละเลยเสียด้วยซ้ำ แต่พอลูกสาวโตมาก็ขอรับหน้าที่เลี้ยงดูคุณพ่อแทนทั้งหมด สุดท้ายจากลูกที่คุณพ่อไม่เคยเหลียวแลกลับกลายเป็นลูกสุดรักอันดับหนึ่ง และคุณพ่อมักจะพูดอยู่เสมอว่า “เขาโชคดีมากที่มีหนู และก็รู้สึกผิดมากด้วยที่ไม่เคยสนใจดูแลให้มากพอ” สุดท้ายก็ขอให้โชคดีและสมหวังกันทุกครอบครัว สวัสดี 😉

References
  1. นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 ฉบับเดือนพฤษภาคม 2547.  “การเลือกเพศบุตร”.  (นพ.ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ่).
  2. นิตยสารบันทึกคุณแม่ ฉบับเดือนพฤษภาคม 2554.  “เลือกเพศลูก ทำได้จริงหรือ ?”.
  3. หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  “การกำหนดเพศของลูก”.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ).  หน้า 21.
  4. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 199 คอลัมน์ : เรื่องน่ารู้.  “การเลือกเพศลูก”.  (พ.ต.ท.นพ.เสรี ธีรพงษ์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th.  [14 พ.ย. 2015].

ภาพประกอบ : www.wikihow.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M36

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.