• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

การทำหมันหญิง 8 ข้อดี-ข้อเสีย & วิธีทำหมันและแก้หมันหญิง !!

POSTED: เวลา 10:01 น. 21 ตุลาคม 2015, UPDATED: 27 พฤศจิกายน 2016
การทําหมันหญิง

advertisement M34

การทำหมัน

การทำหมันในบ้านเรามีมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2470 แล้ว ในสมัยแรกจะนิยมทำกันในหมู่คนที่มีการศึกษาสูงหรือผู้มีฐานะดี โดยจะทำกันเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ แต่ในปัจจุบันนี้การทำหมันได้รับความนิยมมากขึ้นและแพร่หลาย และเมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิตเราก็ต้องตัดสินใจได้แล้วว่าจะไม่มีลูกอีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การทำหมันก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ควรใช้ เพราะเป็นการคุมกำเนิดถาวรที่ทำได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย ใช้เวลาน้อย สุขภาพร่างกายไม่เปลี่ยนแปลง และได้ผลดีเกือบ 100% เพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเชื้ออสุจิของฝ่ายชายมาพบกับไข่ของฝ่ายหญิง ซึ่งก็สามารถทำได้ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการทำหมันหญิงครับ

การทําหมันหญิง

การทำหมันหญิง (Female Sterilization) คือ การคุมกำเนิดชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เป็นวิธีที่ประหยัด ปลอดภัย มีอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์น้อยมาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรเพียงพอแล้ว และเกิดจากการตัดสินใจร่วมกันทั้งสามีและภรรยา รวมถึงผู้ที่มีข้อห้ามในการตั้งครรภ์ โดยจะเป็นการทำให้ท่อนำไข่ (Fallopian Tube) อุดตัน โดยการใช้ไฟฟ้าจี้ (D), ผูกและตัด (A), ใช้คลิปหนีบ (C), หรือใช้วงแหวนพลาสติก (B) รัดทางเดินของท่อนำไข่ หรือที่เรียกกันว่าปีกมดลูกทั้งสองข้าง ไข่ที่ตกจากรังไข่เดือนละ 1 ใบ จะไม่สามารถเข้ามาผสมกับตัวอสุจิจากฝ่ายชายได้ เมื่อไข่ไม่ถูกผสมก็จะฝ่อไปเองภายใน 1 วัน ส่วนรังไข่ก็ผลิตไข่และฮอร์โมนไปตามปกติ หลังทำหมันแล้วก็สามารถทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ห้ามยกของหนักในช่วง 3-4 วันแรกเท่านั้น ไม่มีข้อห้ามอื่น ๆ สามารถร่วมเพศได้เลย เพราะให้ผลในการคุมกำเนิดแบบทันที ไม่ต้องรอนาน 3-4 เดือนเหมือนที่เข้าใจกัน

การทำหมัน

ในสมัยก่อนนั้นการทำหมันหญิงจะทำกันเฉพาะในรายที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ ๆ เพราะสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากหลังคลอดใหม่ มดลูกยังสูงอยู่ จึงง่ายที่จะผ่าแผลเล็ก ๆ แพทย์จะทำบริเวณใต้สะดือหรือในขอบสะดือ โดยผ่าประมาณ 2-3 เซนติเมตร เข้าไปหาท่อนำไข่แล้วทำให้อุดตัน ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า “การทําหมันเปียก” (การทำหมันหลังคลอด) เมื่อทำเสร็จแล้วต้องนอนพักโรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน จึงจะกลับบ้านได้ แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์พัฒนาไปมาก จึงทำให้การทำหมันหญิงเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว มีความปลอดภัย และประหยัดมาก ทั้งยังสามารถทำได้ในระยะเวลาปกติโดยไม่ต้องรอทำหลังการคลอดบุตร วิธีนี้จึงได้รับความนิยมกันมากขึ้นและแพร่หลายไปทั่วโลก หรือที่เรียกว่า “การทําหมันแห้ง” ซึ่งใช้เวลาไม่นานครับ เมื่อทำเสร็จแล้วหมอจะให้นอนพักประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้เลย

ประเภทของการทำหมันหญิง

1.) การทำหมันหลังคลอด (การทำหมันเปียก) เป็นการทำหมันภายใน 6 สัปดาห์แรกหลังการคลอดบุตร โดยนิยมทำในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังการคลอดบุตร เนื่องจากสามารถทำได้โดยง่าย แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เนื่องจากมดลูกยังมีขนาดโตลอยอยู่ในช่องท้องเหนืออุ้งเชิงกราน จึงทำให้สามารถหาท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างได้ง่าย วิธีที่นิยมทำกันก็คือ การลงแผลผ่าตัดใต้สะดือ ขนาดแผลยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร แล้วทำการผูกท่อนำไข่และตัดท่อนำไข่บางส่วนออกทั้งสองข้าง เมื่อทำเสร็จแล้วต้องนอนพักโรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน จึงจะกลับบ้านได้ หลังผ่าตัดประมาณ 6-7 วัน จึงมาตัดไหม ส่วนคนที่ผ่าท้องคลอด แพทย์จะทำหมันไปพร้อมกันเลย จะได้ไม่ต้องมาทำใหม่อีก ซึ่งจะต้องนอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 4-5 วัน และแพทย์ส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้ทำหมันด้วยวิธีนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว เพราะฉะนั้นผู้ที่คิดจะทำหมันด้วยวิธีนี้จะต้องคิดและตัดสินใจให้แน่วแน่ในขณะที่กำลังตั้งครรภ์ เมื่อคลอดเสร็จจะได้ทำหมันได้เลย

2.) การทำหมันปกติ (การทำหมันแห้ง) เป็นการทำหมันในระยะที่ไม่ใช่ในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังการคลอดบุตร มดลูกจะมีขนาดปกติและอยู่ในอุ้งเชิงกราน การผ่าตัดจึงมีความยากในการหาท่อนำไข่มากกว่าการทำหมันเปียก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานครับ เพียงแค่ 10-15 นาที เมื่อทำเสร็จแล้วหมอจะให้นอนพักประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้เลย พร้อมกับให้ยาแก้ปวดไปกิน อีกประมาณ 6-7 วันจึงค่อยกลับมาให้หมอตัดไหม ซึ่งการทำหมันแห้งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ

  • การผ่าตัดหน้าท้อง (Laparotomy) เป็นการลงแผลผ่าตัดบริเวณเหนือหัวหน่าว จากนั้นหาท่อนำไข่เพื่อทำการผูกและตัด (A) ท่อนำไข่บางส่วนออกทั้ง 2 ข้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ในขั้นตอนแรกนั้น ผู้เข้ารับการผ่าตัดทำหมันจะถูกจัดให้อยู่ในท่านอนหงาย แล้วแพทย์จะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่จะทำการผ่าตัด (ในบางรายอาจใช้วิธีการบล็อกหลัง หรือในรายที่คาดว่าจะทำการผ่าตัดได้ยาก เช่น ผู้ที่อ้วนมาก แพทย์อาจเลือกใช้วิธีการดมยาสลบ ซึ่งการที่แพทย์จะเลือกใช้วิธีใดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมครับ) หลังจากนั้นพยาบาลจะทำความสะอาดบริเวณหน้าท้องด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และปูผ้าสะอาดปราศจากเชื้อโรคคลุมหน้าท้องเหลือไว้เฉพาะบริเวณที่จะทำการผ่าตัด แล้วคุณหมอจะทำการผ่าเป็นแผลขนาดเล็กในตำแหน่งที่เหมาะสม ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เมื่อผ่าเข้าไปในช่องท้องจะใช้อุปกรณ์จับท่อนำไข่ ไล่ไปจนเห็นปลายเปิดของท่อนำไข่ซึ่งมีลักษณะคล้ายปากแตร เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นท่อนำไข่ (ท่อนำไข่จะมีอยู่ 2 ข้าง ซ้ายและขวา มีขนาดยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางผิวนอก 3-4 มิลลิเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางในรูท่อ 1 มิลลิเมตร) แล้วใช้ไหมผูกท่อนำไข่ 2 ปม (แบบข้าวต้มมัด) แล้วตัดส่วนกลางของท่อนำไข่ให้แยกออกจากกัน (เนื่องจากท่อนำไข่มี 2 ข้าง การผูกและตัดจึงต้องทำกับท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง) หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจดูว่าบริเวณส่วนของปลายท่อที่เหลือมีเลือดออกหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะทำการเย็บปิดแผลหน้าท้องก็เป็นอันเสร็จ

การทำหมันหญิง

  • การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopy) เป็นการใช้จี้ไฟฟ้าจี้ท่อนำไข่ร่วมกับตัดท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างออกบางส่วน หรือใช้อุปกรณ์รัดท่อนำไข่ ใช้คลิปหนีบท่อนำไขทั้ง 2 ข้างให้เกิดการอุดตัน โดยส่วนที่ทำได้จะมีอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ บริเวณใกล้สะดือ แพทย์จะทำการฉีดยาชา แล้วเจาะรูเล็ก ๆ ขนาดเท่าปากกา และใช้กล้องสอดเข้าไปทำหมัน เมื่อเสร็จแล้วก็เย็บแผลปิดเพียงเข็มเดียว ส่วนอีกที่คือบริเวณเหนือหัวหน่าว แพทย์จะฉีดยาชาแล้วผ่าแผลเล็ก ๆ ประมาณ 2-3 เซนติเมตร เพื่อเข้าไปทำหมัน เสร็จแล้วจึงเย็บแผลปิด 1-2 เข็ม แต่การทำหมันผ่านกล้องนี้มีข้อจำกัดคือ ต้องดมยาสลบ นอนในท่าศีรษะต่ำ และต้องใช้ก๊าซในช่องท้องระหว่างการผ่าตัดทำหมัน ซึ่งเป็นข้อห้ามของผู้ป่วยโรคหัวใจหรือผู้มีภาวะผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด รวมทั้งอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะข้างเคียงในกรณีที่ใช้จี้ไฟฟ้า

หมันหญิง

วิธีทําหมันหญิง

ทำหมันหญิง

ในรายที่มีการตัดส่วนของท่อนำไข่ออกมา ถ้ายังไม่แน่ว่าเป็นท่อนำไข่จริงหรือไม่ แพทย์หรือพยาบาลที่ช่วยผ่าตัดจะทำการตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าเป็นท่อนำไข่อีกครั้ง (เพราะอาจไปตัดส่วนของเอ็นที่ยึดมดลูกออกมาก็ได้) ด้วยการร้อยไหมให้ผ่านรูของชิ้นเนื้อที่ตัดออกมา หากร้อยไหมได้แสดงว่าส่วนที่ตัดออกมาเป็นท่อนำไข่จริง แต่ในกรณีที่แพทย์ไม่สามารถมองเห็นส่วนปลายของท่อนำไข่หรือพยาบาลไม่สามารถร้อยไหมผ่านรูชิ้นเนื้อได้ หรือมีข้อสงสัยอื่น ๆ แพทย์อาจจะส่งชิ้นเนื้อที่ตัดออกมาไปตรวจทางพยาธิวิทยาว่าเป็นท่อนำไข่จริงหรือไม่

3.) การทำหมันแบบ Essure เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดมากกว่า 2 วิธีแรก โดยกระบวนการ Essure จะเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ไข่กับสเปิร์มมาเจอกัน โดยใช้วัตถุขนาดเล็กที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือนิกเกิลที่มีลักษณะเป็นขดลวด 2 ขด (ข้างละ 1 ขด) สอดเข้าไปในท่อนำไข่ โดยใช้กล้องส่องตรวจโพรงมดลูก ใส่เข้าไปทางช่องคลอด ผ่านปากมดลูก ซึ่งกล้องที่ใส่เข้าไปนี้สามารถหมุนเข้าไปอุดท่อนำไข่ได้ เพื่อสร้างปฏิกิริยากระตุ้นให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาปิดท่อนำไข่ ซึ่งใช้เวลาในการทำเพียง 5 นาทีเท่านั้น พูดได้ว่าพักงานเที่ยงไปทำหมันเสร็จกลับมาบ่ายก็ไม่มีใครรู้ เพราะไม่จำเป็นต้องพักฟื้น หลังทำเสร็จก็ไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดแต่อย่างใด แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำหมันด้วยวิธีนี้คือช่วงแรกหลังจากประจำเดือนหมด เนื่องจากเยื่อบุโพรงมดลูกจะบางมากจนสามารถมองเห็นท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างได้อย่างชัดเจน และเพียงชั่วเวลา 3 เดือนหลังทำหมัน เนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ขดลวดก็จะเจริญเติบโตจนท่อนำไข่ถูกอุดตันลงอย่างสมบูรณ์ หลังจากใส่อุปกรณ์เข้าไป ผู้ทำหมันสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเพื่อรอให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาปิดท่อรังไข่ได้ทั้งหมดก่อน

ทำหมัน

หลังจากใส่เครื่องมือไปแล้ว 3 เดือน แพทย์จะนัดกลับมาตรวจอีกครั้งเพื่อดูความคืบหน้าของการทำหมันว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ ด้วยการฉีดสีเข้าไป หรือเอกซเรย์ดูว่าตัวโลหะที่ใส่เข้าไปอยู่ในจุดที่ถูกต้องดีหรือไม่ ถ้าเรียบร้อยดีจึงจะถือว่าเป็นการทำหมันถาวรได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ในส่วนของผลข้างเคียงนั้น อุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปจะเป็นนิกเกิลกับไทเทเนียม ซึ่งเป็นโลหะที่มีปฏิกิริยาต่อร่างกายต่ำอยู่แล้ว จึงไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด

ทําหมันหญิง

4.) การทำหมันโดยการตัดมดลูกในเพศหญิง (Hysterectomy) เป็นการผ่าตัดเพื่อเอามดลูกออกไปจากร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงการตัดรังไข่ออกด้วย ซึ่งเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ได้แบบถาวร และวิธีนี้ยังใช้สำหรับการรักษาโรคบางโรคได้อีกด้วย เช่น มะเร็งของระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เช่น เนื้องอกมดลูก, มดลูกหย่อน, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่, ประจำเดือนมามาก, มะเร็งปากมดลูก มะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก มะเร็งท่อนำไข่ หรือมะเร็งรังไข่ เป็นต้น

การทําหมันหญิงถาวร

หมายเหตุ : ปกติแล้วถ้าพูดถึงการทำหมันสตรี ในความหมายของคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นการทำหมันเปียกหรือการทำหมันแห้งครับ

ประสิทธิภาพในการทำหมันหญิง

การทำหมันหญิงถือเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผลข้างเคียงน้อย และมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง (แม้จะไม่ 100% ก็ตาม) ซึ่งตามหลักการแล้วการทำหมันหญิงอย่างถูกต้อง (Perfect use) จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.5% ซึ่งหมายความว่า จำนวนการตั้งครรภ์ต่อปีของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการทำหมันแบบ Tubal ligation จำนวน 200 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 1 คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด วิธีการผ่าตัด ความยาวของท่อนำไข่ที่ตัดออก หรือผู้เข้ารับการผ่าตัดมีการตั้งครรภ์อยู่ก่อนแล้วก่อนการทำหมัน ฯลฯ และแม้ว่าจะทำการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำการผ่าตัดอย่างถูกต้อง แต่ก็ยังมีรายงานพบการเชื่อมต่อกันเองของปลายท่อนำไข่และทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้อยู่ และในส่วนของการทำหมันหญิงแบบ Essure อย่างถูกต้อง พบว่าจะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.26% หรือคิดเป็น 1 ใน 384 คน ส่วนด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคุมกำเนิดด้วยวิธีการทำหมันหญิงกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

วิธีคุมกำเนิดการใช้แบบทั่วไปการใช้อย่างถูกต้องระดับความเสี่ยง
ยาฝังคุมกำเนิด0.05 (1 ใน 2,000 คน)0.05ต่ำมาก
ทำหมันชาย0.15 (1 ใน 666 คน)0.1ต่ำมาก
ห่วงอนามัยเคลือบฮอร์โมน0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนรวม)0.2 (1 ใน 500 คน)0.2ต่ำมาก
ทำหมันหญิงแบบไร้แผล (Essure)0.26 (1 ใน 384 คน)0.26ต่ำมาก
ทำหมันหญิงแบบทั่วไป0.5 (1 ใน 200 คน)0.5ต่ำมาก
ห่วงอนามัยหุ้มทองแดง0.8 (1 ใน 125 คน)0.6ต่ำมาก
ยาฉีดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนเดี่ยว)6 (1 ใน 17 คน)0.2ปานกลาง
แผ่นแปะคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
วงแหวนคุมกำเนิด (NuvaRing)9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ยาเม็ดคุมกำเนิด9 (1 ใน 11 คน)0.3ปานกลาง
ฝาครอบปากมดลูก (Diaphragm)12 (1 ใน 8 คน)6สูง
ถุงยางอนามัยชาย18 (1 ใน 5 คน)2สูง
การหลั่งนอก22 (1 ใน 4 คน)4สูงมาก
การหลั่งใน (ไม่มีการป้องกัน)85 (6 ใน 7 คน)85สูงมาก

หมายเหตุ : ตัวเลขที่แสดงเป็นจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีดังกล่าวจำนวน 100 คน โดยกำหนดให้ สีฟ้า = ความเสี่ยงต่ำมาก / สีเขียว = ความเสี่ยงต่ำ / สีเหลือง = ความเสี่ยงปานกลาง / สีส้ม = ความเสี่ยงสูง / สีแดง = ความเสี่ยงสูงมาก (ข้อมูลจาก : www.contraceptivetechnology.org, Comparison of birth control methods – Wikipedia)

ผู้ที่ไม่เหมาะจะทำหมันหญิง

  • ผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีลูกหรือไม่ในอนาคต หรือผู้ที่ยังต้องการมีลูกอีกในอนาคต (สำหรับผู้ที่มีอายุน้อยหรือลูกยังไม่โตควรคิดให้ดีก่อนทำหมัน)
  • ผู้ที่อายุยังน้อยและยังไม่มีลูกหรือมีลูกเพียง 1 คน ถ้าไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงจริง ๆ แพทย์มักจะไม่ยอมทำหมันให้ครับ เนื่องจากอายุยังน้อย ยังมีโอกาสเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตได้อีกมาก เพราะอนาคตไม่มีความแน่นอน เพราะลูกอาจป่วย มีพัฒนาการไม่ดี ลูกหรือสามีอาจเสียชีวิต อาจเกิดการหย่าร้าง แต่งงานมีครอบครัวใหม่ (สามีใหม่ต้องการมีลูกไว้สืบสกุล) ฯลฯ ในภายหลังเมื่อทำหมันไปแล้วเกิดอยากมีลูกใหม่ การผ่าตัดแก้หมันจะทำได้ยาก มีค่าใช้จ่ายสูง และโอกาสสำเร็จก็ไม่มาก เพราะเทียบกันแล้ว ยังมีการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการทำหมัน (หรือมากกว่า) อีกหลายวิธี เช่น การใช้ยาฝังคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย การฉีดยาคุมกำเนิด ฯลฯ ที่สามารถคุมกำเนิดได้ยาวนานกว่าปกติอะไรแบบนั้นจะดีกว่า แล้วรอให้คุณแม่อายุมากขึ้นหน่อยและมั่นใจจริง ๆ ว่าไม่ต้องการที่จะมีลูก แล้วจึงค่อยมาทำหมันก็ยังไม่สายครับ (ในกรณีที่ผู้ป่วยยืนยันจะทำหมัน แพทย์ก็คงต้องดูเป็นราย ๆ ไปครับ แต่โดยส่วนมากแล้วจะแนะนำทางเลือกอื่น ๆ ตามที่บอกมาแล้วมากกว่า)
  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือโรคปอด
  • ผู้ที่มีภาวะการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานหรือมีการอักเสบของเยื่อบุช่องท้อง หรือเป็นวัณโรคช่องท้อง
  • มีภาวะไส้เลื่อนที่หน้าท้องหรือกะบังลม
  • มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหน้าท้องบริเวณที่จะผ่าตัด หรือมีพังผืดในช่องท้องมาก
  • ผู้ที่เคยผ่าตัดในช่องท้องมาแล้วหลายครั้ง หรือมีก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ในท้อง

ข้อจำกัดในการทำหมันหญิง

  • ต้องเข้ารับการผ่าตัดในห้องผ่าตัด และทำการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้มีความรู้และความชำนาญในการผ่าตัดทำหมัน
  • ต้องใช้ยาระงับปวดและยาดมสลบในระหว่างการผ่าตัด
  • ผู้เข้ารับการผ่าตัดทำหมันจะมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง
  • ในบางรายที่เคยผ่าตัดในช่องท้องมาก่อนอาจจะมีพังผืดมาก หรือรายที่มีก้อนเนื้องอกบริเวณท่อนำไข่ซึ่งพบโดยบังเอิญ หรือท่อนำไข่มีหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่อยู่ใกล้ ๆ การผ่าตัดทำหมันอาจเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากได้ ในกรณีเหล่านี้แพทย์อาจยุติการผ่าตัดทำหมันเพื่อความปลอดภัยก็เป็นได้
  • ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดทำหมันจะต้องไม่มีภาวะแข็งตัวของเลือดผิดปกติ หากได้รับยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือดควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนและงดยาก่อนทำการผ่าตัดตามที่แพทย์สั่ง
  • ผู้ที่มีการเสียเลือดมากจากการคลอดจนความดันโลหิตต่ำ (ควรแก้ไขให้สัญญาณชีพคงตัวและร่างกายพร้อมรับการผ่าตัดก่อน)
  • หากการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ล้มเหลว จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูง
  • เนื่องจากวิธีนี้เป็นการคุมกำเนิดแบบถาวร หากต้องการกลับมาตั้งครรภ์หรือมีลูกอีกจะต้องมาผ่าตัดแก้ไข ซึ่งอัตราการประสบความสำเร็จจากการแก้หมันจะต่ำและมีค่าใช้จ่ายสูง

การเตรียมตัวก่อนการทำหมันหญิง

  • ควรเตรียมประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา ยาที่รับประทานอยู่ รวมทั้งยาที่ซื้อมารับประทานเอง หากรับประทานยา aspirin, ibuprofen ควรจะหยุดรับประทานยาก่อนทำหมันประมาณ 7 วัน แต่หากรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด warfarin ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนการหยุดยา
  • ก่อนเข้ารับการผ่าตัดทำหมันหญิงควรถอดฟันปลอมและคอนแทคเลนส์ออกก่อนเข้าห้องผ่าตัด
  • ควรปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะแฟบก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพื่อลดโอกาสการเกิดการบาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะ
  • การผ่าตัดในบางครั้งจำเป็นต้องใช้ยาดมสลบหรือยาฉีดให้สลบ ดังนั้น เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการสำลักอาหารจากกระเพาะอาหารระหว่างที่สลบ จึงควรงดน้ำ งดอาหารก่อนทำหมันอย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง

การดูแลตัวเองหลังการทำหมันหญิง

  1. ส่วนใหญ่ผู้เข้ารับการผ่าตัดทำหมันหญิงจะสามารถกลับบ้านได้เลยหลังจากตื่นจากยาสลบ แต่บางรายอาจจะต้องนอนโรงพยาบาลอีก 1 คืน
  2. หลังผ่าตัดทำหมันหญิงควรนอนพักเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง ในบางครั้งยังอาจมีอาการมึนงงจากยาชาและยาสลบ จึงควรมีญาติพากลับบ้าน ไม่ควรเดิน ขับรถ หรือกลับบ้านเพียงลำพัง จากนั้นจึงสังเกตอาการด้วยตนเอง หากมีอาการปวดแผลผ่าตัดมากหรือมีเลือดออกบริเวณผ่าตัด ให้รีบกลับไปโรงพยาบาล
  3. หลังการผ่าตัดแผลจะหายเป็นปกติภายใน 4-5 วัน ในระหว่างนี้ควรระมัดระวังไม่ให้แผลผ่าตัดถูกน้ำ ไม่ควรอาบน้ำร้อน หรือว่ายน้ำจนกว่าจะครบกำหนดเปิดแผล หรือประมาณ 1 สัปดาห์หลังการผ่าตัด
  4. ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน เช่น การยกของหนัก การเดินนาน ๆ การเล่นกีฬาที่ต้องออกแรงมาก ๆ หรือการทำงานหนักหลังการผ่าตัดทำหมันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหายสนิทดีแล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการตกเลือดหรืออาการปวดแผลหลังการผ่าตัด (หากเย็บแผลด้วยไหมละลาย หลังเปิดแผลถ้าแผลหายดีก็สามารถอาบน้ำได้เลย แต่ถ้าเป็นการเย็บแผลด้วยไหมธรรมดา ต้องไปตัดไหมก่อนเมื่อครบ 7 วัน แล้วจึงจะอาบน้ำได้)
  5. สำหรับการทำหมันแห้งควรงดมีเพศสัมพันธ์หลังการทำหมันอย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าจะไม่เจ็บแผลผ่าตัด ส่วนการทำหมันเปียก สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หลังจากคลอดบุตรแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์
  6. หากมีอาการปวดแผลผ่าตัดให้รีบประทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวด เช่น พาราเซตามอล (แต่ส่วนมากจะมีอาการปวดเพียงเล็กน้อย และไม่จำเป็นต้องใช้ยาครับ) แต่หากมีอาการปวดมากก็ควรรีบไปพบแพทย์ครับ และหากมีอาการดังต่อไปนี้ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เช่นกัน เช่น มีอาการปวดท้องมาก ทานยาแก้ปวดแล้วยังไม่หายปวด, มีน้ำหรือเลือดออกจากแผลผ่าตัด, มีอาการตกเลือดมาก, หายใจหอบ หน้ามืด, มีไข้มากกว่า 100.5 °F หรือหนาวสั่น, คลื่นไส้อาเจียน
  7. ในระยะยาวอาจมีอาการปวดแปลบ ๆ บริเวณท้องน้อยทั้งสองข้างเล็กน้อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากพังผืดจากการผ่าตัด ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ตามปกติ แต่หากมีอาการปวดท้องน้อยมาก ควรรีบไปพบแพทย์
  8. ในกรณีที่ประจำเดือนขาดหลังทำหมันควรรีบตรวจการตั้งครรภ์ เพราะการทำหมันหญิงไม่สามารถคุมกำเนิดได้เต็ม 100% หากพบมีการตั้งครรภ์ควรรีบไปพบแพทย์ เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูง
  9. เมื่อครบกำหนดเวลานัด หรือครบกำหนด 1 เดือนหลังการผ่าตัดทำ หรือมีอาการผิดปกติ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอีกครั้ง และควรมาตรวจสุขภาพทั่วไปและตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกปีละ 1 ครั้ง
advertisement M35

ผลข้างเคียงจากการทำหมันหญิง

อันตรายจากการผ่าตัดทำหมันหญิงมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เพราะในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทันสมัยและมีความปลอดภัยมาก ส่วนอาการแทรกซ้อนอาจพบได้บ้างแต่ก็มีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย หรือพบได้น้อยกว่า 1% (การทำหมันหญิงอันตรายน้อยกว่าการคลอดลูกและการทำแท้งหลายสิบเท่า และมีเพียง 1-2 คนใน 100,000 คน เท่านั้นที่เสียชีวิตจากการทำหมัน) เพราะโดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดทำหมันเป็นหัตถการที่สามารถทำได้โดยง่าย ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนจะใช้เวลาในการผ่าตัดไม่เกิน 15-30 นาที จึงจัดเป็นหัตถการที่พบภาวะแทรกซ้อนได้น้อยมาก ซึ่งภาวะแทรกซ้อนส่วนใหญ่มักมาจากการดมยาสลบ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนด้วยการเปลี่ยนมาใช้ยาชาเฉพาะที่พร้อมกับงดน้ำและอาหารก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก็จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนส่วนนี้ได้ โดยผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หลังการผ่าตัดทำหมันหญิงมีดังนี้

  1. อวัยวะข้างเคียงภายในอาจได้รับบาดเจ็บร่วมด้วย เช่น มดลูก กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้
  2. อาจเกิดภาวะเสียเลือด ในระหว่างการผ่าตัดอาจมีการฉีกขาดของหลอดเลือดบริเวณท่อนำไข่ได้ หรือไหมที่ผูกบริเวณท่อนำไข่ที่เป็นตัวช่วยห้ามเลือดจากแผลผ่าตัดท่อนำไข่หลุด ทำให้มีเลือดออกในช่องท้องได้
  3. การติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน การติดเชื้อที่แผลผ่าตัดทำหมัน เป็นต้น
  4. หลังการทำหมันอาจเกิดอาการดังต่อไปนี้ได้ประมาณ 2-4 วัน ได้แก่ เจ็บไหล่ แสบคอ ท้องใหญ่และเกร็งหน้าท้อง อาจมีเลือดออกทางช่องคลอด และมีตกขาว
  5. ในบางรายอาจพบว่ามีอาการปวดท้องน้อย ส่วนมากแล้วจะเป็นอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังหรือปวดพอรำคาญ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการมีพังผืดบริเวณที่ตัดผูกท่อนำไข่ แต่ไม่พบว่าเป็นอันตรายแต่อย่างใด
  6. ในบางรายอาจพบว่ามีอาการแพ้ยาชาหรือยาดมสลบ หรือมีปัญหาต่อระบบไหลเวียนเลือดและการหายใจในกรณีที่ได้รับการดมยาสลบ
  7. การตั้งครรภ์นอกมดลูก แม้ว่าการทำหมันจะเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง แต่ก็ยังมีโอกาสทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ซึ่งถ้ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูง
  8. ผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น การแพ้ยา การติดเชื้อ ปอดบวม โรคแทรกซ้อนทางหัวใจ เป็นต้น

ข้อดีของการทำหมันหญิง

  1. การทำหมันหญิงเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการวางแผนครอบครัว
  2. เป็นวิธีที่ประหยัด สะดวก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการคุมกำเนิด ไม่ต้องกลัวลืมรับประทานหรือฉีดยาคุมกำเนิด และไม่ต้องเสียเวลาในการเข้ารับบริการการคุมกำเนิด
  3. เนื่องจากไม่ใช่วิธีการคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมน จึงช่วยลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนได้
  4. ไม่ขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคในการมีเพศสัมพันธ์
  5. ไม่มีผลต่อการให้นมบุตร

ข้อเสียของการทำหมันหญิง

  1. ผู้เข้ารับการผ่าตัดทำหมันจะมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง
  2. หากการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ล้มเหลว จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูง
  3. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

ทำหมันหญิงแล้วเขาลือกันว่า… ?

  • ทำหมันแล้วโทรม ทำงานหนักไม่ไหว !! : ไม่จริง เพราะการทำหมันหญิงจะเป็นการผูกท่อนำไข่ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับอวัยวะส่วนอื่นของร่างกายแต่อย่างใด ส่วนที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรมนั้นมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น หลงเชื่อข่าวลือผิด ๆ เกี่ยวกับการทำหมันหรือมีความกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งเหล่านี้เป็นภาวะทางด้านจิตใจ หรือบางคนอาจมีโรคอยู่ก่อนแล้วหรือเพิ่งเกิดโรคหลังจากที่ทำหมัน ซึ่งเป็นไปตามกาลเวลา แต่ไม่รู้จะโทษอะไรดี ก็เลยไปโทษว่าสาเหตุเป็นเพราะการทำหมัน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่เกี่ยวข้องกันเลย หรือในอีกกรณีที่บางคนใช้การทำหมันเป็นข้ออ้างไม่อยากทำงานหนัก แต่ความจริงแล้วไม่เกิน 1 สัปดาห์แผลก็หายสนิทแล้วครับ สามารถทำงานหนักได้ทุกชนิด ไม่ต่างจากช่วงก่อนทำหมันเลย
  • ทำหมันหญิงแล้วจะอ้วนขึ้นหรือผอมลงหรือไม่ ? : ไม่เกี่ยวครับ เพราะการทำหมันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อต่อมหรืออวัยวะใด ๆ ที่เกี่ยวกับการกินอาหารและระบบการย่อยอาหารแต่อย่างใด การที่คนเราจะอ้วนหรือผอมนั้นหลัก ๆ แล้วจะขึ้นอยู่กับอาหารการกินหรือเกี่ยวกับสุขภาพทั่วไปของคน ๆ นั้นมากกว่า คนที่อ้วนขึ้นก็อาจเป็นเพราะพันธุกรรมเดิมหรือเกิดความสบายใจทำให้กินดีอยู่ดีจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น ส่วนคนที่ผอมลง ก็อาจเกิดจากการเจ็บป่วยอย่างอื่นก็ได้ ซึ่งมีอยู่หลายปัจจัยครับ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหมันอย่างแน่นอน
  • ทำหมันหญิงแล้วก็ยังตั้งท้องได้ : ได้ครับ แต่โอกาสมีก็น้อยมาก ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ปีกมดลูกที่ตัด ผูก หรือใช้ไฟฟ้าจี้ มาต่อกันเองได้สำหรับบางคน หรือใช้วงแหวนพลาสติกรัด แล้ววงแหวนเกิดหลุดก็ทำให้ตั้งครรภ์ได้ หรืออีกกรณีก็คือคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์อ่อน ๆ แล้ว แต่ยังไม่รู้ตัว คือไข่มีการผสมและผ่านท่อนำไข่มาแล้ว ก่อนที่จะมาทำหมันโดยการผูกท่อนำไข่ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าทำหมันแล้วเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาจริง ๆ ลูกน้อยในครรภ์ก็ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด ขอให้สบายใจได้เลยครับ
  • ทำหมันแล้วจะเป็นโรคประสาท : ไม่เกี่ยวกันครับ เพราะการทำหมันไม่ได้ทำลายระบบประสาทแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดอาการหงุดหงิด ปวดศีรษะ หรือเป็นโรคประสาทได้ ถ้าจะเป็นก็เป็นเองครับ ไม่เกี่ยวกับการทำหมัน อย่างบางคนที่เคยมีอาการดังกล่าว พอทำหมันแล้วอาการหายไปเลยก็มี ซึ่งอาจเพราะไม่ต้องมากังวลเรื่องจะมีลูกนั่นเอง
  • ทำหมันแล้วจะไม่มีประจำเดือน : ไม่จริง การทำหมันหญิงจะไม่มีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะมดลูกและรังไข่ยังคงมีอยู่ตามปกติ จึงไม่มีผลต่อรังไข่และมดลูก ไม่มีผลรบกวนฮอร์โมนเพศในร่างกาย ผู้ที่ทำหมันแล้วยังสามารถมีประจำเดือนได้ตามปกติเหมือนเดิมจนถึงอายุ 49-50 ปี
  • ทำหมันแล้วมดลูกจะอักเสบ : ไม่จริง เพราะการทำหมันไม่ได้ไปแตะต้องส่วนของมดลูกเลย
  • ทำหมันแล้วจะเป็นมะเร็งที่มดลูก : ไม่จริง 100% เพราะในทางกลับกันคนที่มีลูกน้อยจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกน้อยกว่าคนที่มีลูกมากครับ
  • ทำหมันแล้วไข่ที่ตกออกมาจากรังไข่จะไม่มีทางออก จึงตกค้างและเกิดอันตรายได้ : ก็ไม่จริงอีกแหละครับ ถ้าไข่ตกและไม่ได้รับการผสมก็จะฝ่อไปเองตามธรรมชาติ ไม่สะสมไว้ในร่างกาย
  • ทำหมันหญิงแล้วจะเจ้าชู้มากขึ้น : ไม่เกี่ยวกันอย่างแน่นอนครับ เพราะเรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับอุปนิสัยของแต่ละคน บางคนอาจจะเป็นคนเจ้าชู้มาตั้งแต่ยังไม่ได้ทำหมันก็ได้ โดยที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้แสดงออกเพราะกลัวจะไปทำผู้หญิงอื่นท้อง หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็อาจจะกลัวท้องขึ้นมาแล้วทำให้อับอายจึงยับยั้งชั่งใจไว้ พอทำหมันจนแน่ใจแล้วว่าไม่ตั้งท้อง ก็เลยปล่อยตัวตามนิสัยตัวเอง พอถูกจับได้ก็ไปโทษว่าการทำหมันทำให้เสียคน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด
  • ทำหมันแล้วเซ็กซ์จัด : ไม่เกี่ยว น่าจะเป็นเพราะหมดความกังวลเรื่องการตั้งครรภ์หรือเป็นข้ออ้างของคนที่มีนิสัยอย่างนี้มากกว่า
  • ทำหมันแล้วหมดความรู้สึกทางเพศ : ไม่จริง 1,000% ถ้าจะเป็นก็เพราะเราคิดไปเอง อีกทั้งจากการศึกษาส่วนใหญ่ก็ยังพบว่าผู้ที่ทำหมันแล้วจะมีเพศสัมพันธ์บ่อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำหมัน ซึ่งสาเหตุก็น่าจะมาจากหมดความกังวลเรื่องปัญหาการตั้งครรภ์ สรุปก็คือ การทำหมันหญิงไม่มีผลแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงที่ทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง

การแก้หมันหญิง

ในกรณีของผู้ที่ต้องการจะมีบุตรอีกหลังการทำหมัน เช่น มีการแต่งงานใหม่ บุตรเสียชีวิต หรืออยากมีบุตรเพิ่มอีก และอยากทำการแก้หมันหรือต่อหมันหญิง ก็สามารถตั้งครรภ์ใหม่ได้โดย

  • การผ่าตัดแก้หมันหญิง (Tubal ligation reversal) เป็นการผ่าตัดเชื่อมต่อท่อนำไข่ที่ถูกตัดให้ขาดออกจากกัน ต้องทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญและได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีโอกาสกลับมาตั้งครรภ์ได้อีกประมาณ 15-90% ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดแก้หมัน เครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัด การใช้กล้องขยายช่วยในการผ่าตัด วิธีการผ่าตัดทำหมันที่ใช้ ความยาวของท่อนำไข่ที่เหลือ ตำแหน่งที่ถูกตัดท่อนำไข่ ระยะเวลาหลังจากการผ่าตัดทำหมัน อายุของผู้ทำหมัน สุขภาพของผู้ทำหมันและสามี เป็นต้น ถ้าเน้นประหยัดหรือมีงบประมาณจำกัดก็เลือกทำที่โรงพยาบาลรัฐครับ ราคาประมาณ 1-3 หมื่นบาท แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนก็ประมาณ 8 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาทขึ้นไป

แก้หมันหญิง

  • การใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ ได้แก่ การทำเด็กหลอดแก้ว (In vitro fertilisation – IVF) โดยการใช้ยากระตุ้นไข่และใช้เข็มดูดเก็บไข่จากรังไข่ จากนั้นจึงนำมาผสมกับอสุจิภายนอกร่างกาย จนได้ตัวอ่อน แล้วจึงย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งจะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 25-40% ต่อรอบ ขึ้นอยู่กับอายุและอีกหลายปัจจัย (บางข้อมูลระบุว่า มีอัตราการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5-80% ต่อรอบ) วิธีนี้เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง ค่าใช้จ่ายต่อรอบก็หลักแสนขึ้นไป และต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน มีอุปกรณ์ และห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือพิเศษ

ทําหมันแล้วอยากมีลูกอีก

References
  1. หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  “การทำหมัน…ตัดสินใจที่จะไม่มีลูกอีก”.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ).  หน้า 456-465.
  2. หาหมอดอทคอม.  “การทำหมันหญิง (Tubal ligation)”.  (พญ.กีรติ ลีละพงศ์วัฒนา).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [21 ต.ค. 2015].
  3. Siamhealth.  “การทำหมันหญิง”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.siamhealth.net.  [21 ต.ค. 2015].
  4. ThaiLady Clinic.  “การแก้หมัน การต่อหมัน ในผู้หญิง”.  (นพ.ฉัตรชัย ตรีธรรมพินิจ).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.thailadyclinic.com.  [21 ต.ค. 2015].
  5. นิตยสาร M&C แม่และเด็ก.  “บอกลา..แผลผ่าตัด “คุมกำเนิด” ทางเลือกใหม่”.  (นพ.วิบูลย์ กมลพรวิจิตร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : motherandchild.in.th.  [21 ต.ค. 2015].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M36

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.