• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

กล้วยบัวสีชมพู สรรพคุณและประโยชน์ของต้นกล้วยบัวชมพู !

POSTED: เวลา 7:16 น. 23 มิถุนายน 2015, UPDATED: 22 พฤศจิกายน 2016
กล้วยบัวสีชมพู

advertisement M10

กล้วยบัวสีชมพู

กล้วยบัวสีชมพู ชื่อสามัญ Flowering Banana[3]

กล้วยบัวสีชมพู ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa ornata Roxb.[1] (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Musa rosacea N. J. von Jacquin., Musa speciosa M. Tenore, Musa carolinae A. Sterler, Musa rosea J. G. Baker, Musa rosea Jacq., Musa salaccensis H. Zollinger, Musa mexicana E. Matuda[2],[3]) จัดอยู่ในวงศ์กล้วย (MUSACEAE)[1]

สมุนไพรกล้วยบัวสีชมพู มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กล้วยบัว (กรุงเทพฯ) เป็นต้น[1]

ลักษณะของกล้วยบัวสีชมพู

  • ต้นกล้วยบัวสีชมพู จัดเป็นกล้วยไม้ล้มลุก มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นอยู่ใต้ดิน กาบใบห่อหุ้มกับลำต้นเทียม ส่วนมากลำต้นเทียมจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ต้องการน้ำมากและแสงแดดจัด เมื่ออยู่ในที่รำไรลำต้นจะสูง หากอยู่ในที่กลางแจ้งต้นจะเตี้ย พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย พม่า และบังกลาเทศ[1],[3]

ต้นกล้วยบัวสีชมพู

  • ใบกล้วยบัวสีชมพู ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบมนหรือตัด โคนใบเบี้ยว ด้านหนึ่งมน อีกด้านหนึ่งเรียวแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2 เมตร หลังใบเรียบ แผ่นใบเป็นนวลสีขาวเล็กน้อยทั้งสองด้าน เส้นกลางใบเป็นสีแดง ก้านใบยาวได้ประมาณ 60 เซนติเมตร[1],[3]

ใบกล้วยบัวสีชมพู

  • ดอกกล้วยบัวสีชมพู ปลีช่อดอกตั้งตรง ก้านช่อหนา ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใบประดับมี 2 ใบ ลักษณะคล้ายใบ ยาวได้ประมาณ 30 เซนติเมตร กาบประดับเป็นสีชมพู ปลายกาบแหลม กาบด้านล่างยาวได้ประมาณ 10 เซนติเมตร มีขนาดเล็กลงช่วงปลายช่อ ปลายกลีบเป็นสีเหลือง กาบดอกเพศเมียอยู่ช่วงล่าง มีกาบประมาณ 7 กาบ ดอกเพศเมียจะมี 3-5 ดอก ในแต่ละกาบ เรียงแถวเดียว กลีบดอกรวมเป็นสีเหลืองอมส้ม กลีบรวมที่ติดกันยาวประมาณ 3.5 เซนติเมตร กลีบที่แยกยาวได้ประมาณ 3 เซนติเมตร ปลายหยักเป็นพูตื้น ๆ 5 พู พับงอ เกสรเพศผู้ที่หมันยาวได้ประมาณ 1/3 หรือ 1/2 ส่วนของความยาวก้านเกสรเพศเมีย รังไข่ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ดอกเพศผู้มี 3-6 ดอก ในแต่ละกาบ เรียงแถวเดียวกัน กลีบรวมเป็นสีส้มครึ่งบน ด้านล่างมีสีอ่อนกว่า กลีบรวมที่ติดกันยาวประมาณ 3.5-4 เซนติเมตร คล้ายกับดอกเพศเมีย กลีบรวมที่แยกกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร เกสรเพศผู้ยาวเท่ากับกลีบรวมที่แยก ก้านชูอับเรณูยาวกว่าอับเรณู อับเรณูเป็นสีม่วง[1],[3]

กล้วยบัว

ดอกกล้วยบัวสีชมพู

กล้วยบัวชมพู

  • ผลกล้วยบัวสีชมพู ผลเป็นสีเขียว เรียงชิดกันคล้ายนิ้วมือ ผลย่อยยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร มี 4-5 สัน ก้านผลนั้นสั้น ผลมีลักษณะเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนานเป็นเหลี่ยม ปลายและโคนเรียว ผิวเปลือกเรียบ หวีหนึ่งมีแถวเดียวเรียงไม่เป็นระเบียบ เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง ข้างในผลมีเมล็ดสีดำ เมล็ดมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและแบน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร[1],[2],[3]

รูปกล้วยบัวสีชมพู

ผลกล้วยบัวสีชมพู

หมายเหตุ : กล้วยบัวสีชมพูมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับกล้วยบัว (Musa laterita Cheesman) แต่จะมีการเจริญของลำต้นชิดกันมากกว่า มีเหง้าสั้นกว่า ก้านช่อดอกไม่มีขน และใบประดับเป็นสีชมพู ส่วนผลสั้นกว่าเล็กน้อย3]

สรรพคุณของกล้วยบัวสีชมพู

  • แพทย์ตามชนบทจะใช้กาบหัวปลี ผล และรากเหง้าของกล้วยบัวสีชมพู เป็นยาแก้ท้องเสียในเด็กได้เป็นอย่างดี (หัวปลี, ผล, รากเหง้า)[1],[2]

ประโยชน์ของกล้วยบัวสีชมพู

  • นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป โดยนิยมปลูกเป็นไม้ประดับมานานแล้ว ก่อนที่จะมีการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ (ตั้งในปี 1824) อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีชื่อวิทยาศาสตร์ผิด โดยเฉพาะชื่อ Musa rosacea Jacq. ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงไม้ดอกไม้ประดับ นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ผสมที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกล้วยบัวสีชมพูเป็นจำนวนมาก จนทำให้ใบประดับแต่ละพันธุ์มีหลากหลายสี โดยเฉพาะพันธุ์ที่ผสมขึ้นมาเองเพื่อเป็นไม้ตัดดอกแล้วนำมาตั้งชื่อเป็น Musa ornata ตามด้วยพันธุ์ผสมอื่น ๆ เช่น African Red, Bronze, Costa Rican Stripe, Macro, Lavender Beauty, Leyte White เป็นต้น[3]

References

  1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “กล้วยบัวสีชมพู (Kluai Bua Si Chom Phu)”.  หน้า 37.
  2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ).  “กล้วยบัวสีชมพู”.  หน้า 66.
  3. สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “กล้วยบัวสีชมพู”.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/botany/.  [23 มิ.ย. 2015].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Marcus Vinicius Lameiras, Nor Azzua, Dinesh Valke, IceCool77, Julia Sumangil, Kannan – Impulsive Photog, Scot Nelson, dani_photos2008, AiNuN MaRdiAh)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

advertisement M12

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.