ไฮดรอกไซซีน#
ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine) หรือยาที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อทางการค้าว่า อาทาแรกซ์ (Atarax) เป็นยาแก้แพ้ในกลุ่มไพเพอราซีน (Piperazine) โดยมีคุณประโยชน์ทางคลินิกของยาที่รู้จักกันดี ได้แก่ การใช้รักษาอาการลมพิษ ผื่นแพ้ อาการคันตามผิวหนัง แก้คลื่นไส้ อาเจียน เมารถ เมาเรือ และใช้เป็นยากล่อมประสาท/ลดความตึงเครียด
ยาไฮดรอกไซซีนจัดอยู่ในหมวดหมู่ของยาอันตราย และจัดอยู่ในประเภท Pregnancy Category C (ระดับความปลอดภัยในคนท้อง) เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาจึงควรใช้ยานี้ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น
ตัวอย่างยาไฮดรอกไซซีน#
ยาไฮดรอกไซซีน (ชื่อสามัญ) มีชื่อทางการค้า เช่น อาทาแรกซ์ (Atarax), อบาคัส (Abacus), แอลเลอแรกซ์ (Allerax), แอนตี้พรู (Antipru), แอนตี้ซีน (Antizine), อทาล็อก (Atalog), อทาโน 10 (Atano10), เซแลกซ์ (Cerax), ฮาดาแรกซ์ (Hadarax), ฮิสแตน หรือ ฮีสแทน (Histan), ไฮซิน (Hizin), ไฮดรอก-10 (Hydrox-10), ไฮซีน (Hyzine), คาแทรกซ์ (Katrax), โพลิซีน (Polizine), อาร์-แรกซ์ (R-RAX), ทาราซิน (Taraxin), ทรานโดรซีน (Trandrozine), ไซซีน (Xyzine) ฯลฯ
รูปแบบยาไฮดรอกไซซีน#
คณะกรรมการอาหารและยาของไทยได้บรรจุให้ยานี้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยมีรูปแบบการใช้ดังนี้
- ยาเม็ด ขนาด 10, 25 และ 50 มิลลิกรัม
- ยาน้ำเชื่อม ขนาด 10 มิลลิกรัม/5 มิลลิลิตร (1 ช้อนชา)
- ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ขนาด 25 และ 50 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร




สรรพคุณของยาไฮดรอกไซซีน#
- ยานี้มีสรรพคุณเช่นเดียวกับยาคลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine)* โดยเฉพาะการใช้รักษาอาการลมพิษ ผื่นแพ้ และอาการคันตามผิวหนัง อันมีสาเหตุมาจากสารฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ (ยานี้ช่วยแก้อาการแพ้ผื่นคันตามผิวหนังได้ดีมาก)
- ช่วยกล่อมประสาท ลดความตึงเครียด กระวนกระวาย ช่วยผ่อนคลายความกังวล ช่วยให้นอนหลับ และอาจใช้เป็นยาคลายกังวลในเบื้องแรกก่อนทำการผ่าตัด
- ใช้แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ที่มีสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหว หรือจากการเมารถเมาเรือ เมาเครื่องบิน
- มีบางกรณีที่แพทย์นำยานี้ไปใช้บำบัดอาการของผู้ติดยา
- ยานี้อาจใช้เพื่อรักษาโรคหรืออาการอื่น ๆ ได้ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
หมายเหตุ : คลอร์เฟนิรามีนมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น ลมพิษ ผื่นคัน หวัด ภูมิแพ้ เยื่อตาขาวอักเสบจากการแพ้ แพ้ยุง แมลง อาหาร แพ้ยาหรือน้ำเกลือ เป็นต้น ใช้บรรเทาอาการหวัด (ช่วยลดน้ำมูก) และอาการคัน
กลไกการออกฤทธิ์ของยาไฮดรอกไซซีน#
ยาไฮดรอกไซซีนมีกลไกการออกฤทธิ์คือ ตัวยาจะออกฤทธิ์โดยเข้าไปยับยั้งการทำงานของตัวรับ (Receptor) ที่เรียกว่า Histamine H1-receptor ซึ่งพบในระบบทางเดินอาหาร หลอดเลือด อวัยวะในระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังออกฤทธิ์กล่อมประสาท/ลดความตึงเครียด ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ทำให้หลอดลมมีการขยายตัว ลดและบรรเทาอาการอาเจียน รวมถึงช่วยบรรเทาอาการปวด
ทั้งนี้ ยาเม็ดรับประทานสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วจากระบบทางเดินอาหารและออกฤทธิ์หลังการรับประทานภายในประมาณ 15-30 นาที โดยระยะเวลาการออกฤทธิ์ยาจะอยู่ได้นานประมาณ 1-12 ชั่วโมง (โดยเฉลี่ยประมาณ 3-4 ชั่วโมง) ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย เมื่อตัวยาเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะเข้าไปจับกับพลาสมาโปรตีนประมาณ 93% และจะถูกส่งไปเผาผลาญหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีที่ตับ ร่างกายจะต้องใช้เวลาประมาณ 20-24 ชั่วโมง ในการกำจัดปริมาณยาครึ่งหนึ่งในกระแสเลือดโดยผ่านทิ้งไปกับปัสสาวะและอุจจาระ (ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ สามารถตรวจพบปริมาณยาที่ผิวหนังได้มากกว่าในเลือด ดังนั้น ยานี้จึงช่วยแก้อาการแพ้ผื่นคันตามผิวหนังได้ดีนั่นเอง)
ก่อนใช้ยาไฮดรอกไซซีน#
เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมถึงยาไฮดรอกไซซีน สิ่งที่ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบมีดังนี้
- มีประวัติการแพ้ยาไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine) หรือยาแก้แพ้ (Antihistamines) กลุ่มอื่น และประวัติการแพ้ยาอื่น ๆ ทุกชนิด รวมทั้งอาการจากการแพ้ยา เช่น รับประทานยาแล้วคลื่นไส้มาก ขึ้นผื่น หรือแน่น หายใจติดขัด/หายใจลำบาก ตาบวม เป็นต้น
- โรคประจำตัวหรือประวัติการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ยาที่แพทย์สั่งจ่ายและยาที่ใช้เอง รวมถึงอาหารเสริม วิตามิน และยาสมุนไพรต่าง ๆ ที่กำลังใช้อยู่หรือกำลังจะใช้ เพราะยาไฮดรอกไซซีนอาจส่งผลให้อาการของโรคเหล่านั้นรุนแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่น ๆ ที่รับประทานอยู่ก่อนได้ เช่น
- การใช้ยาไฮดรอกไซซีนร่วมกับยาโพรพอกซิฟีน (Propoxyphene) อาจทำให้ผู้ป่วยได้ผลข้างเคียงของยาไฮดรอกไซซีนมากขึ้น เช่น มีอาการวิงเวียน ง่วงนอน รู้สึกสับสน และขาดสติ ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็นใด ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกัน
- การใช้ยาไฮดรอกไซซีนร่วมกับยาโพแทสเซียมคลอไรด์ (Potassium chloride) สามารถก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นจนทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกได้ ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกัน
- การใช้ยาไฮดรอกไซซีนร่วมกับยาอะมิโอดาโรน (Amiodarone), โคลซาปีน (Clozapine), มอกซิฟลอกซาซิน (Moxifloxacin), โซทาลอล (Sotalol) สามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อตัวผู้ป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็นใด ๆ ไม่ควรใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับยาไฮดรอกไซซีนเป็นอันขาด
- เป็นหรือเคยเป็นโรคลมชัก โรคต้อหิน โรคหอบหืด โรคความดันโลหิตสูง โรคปอด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคลำไส้อุดตัน โรคต่อมไทรอยด์ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปัสสาวะลำบากหรือเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
- มีการตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะในช่วงระหว่าง 3 เดือนแรก) คาดว่าจะตั้งครรภ์ หรือกำลังวางแผนในการตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร เพราะยาหลายชนิดสามารถผ่านรกหรือผ่านเข้าสู่น้ำนมและเข้าสู่ทารก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อทารกได้
- หากกำลังเข้ารับการผ่าตัดหรือการทำทันตกรรมใด ๆ หรือเข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบด้วยว่ากำลังใช้ยานี้อยู่
ข้อห้าม/ข้อควรระวังในการใช้ยาไฮดรอกไซซีน#
- ห้ามใช้กับผู้ที่แพ้ยานี้หรือยาในกลุ่มไพเพอราซีน (Piperazine) เช่น อะมิโนฟิลลีน (Aminophylline), เซทิไรซีน (Cetirizine)
- ห้ามใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงที่คาดว่าจะตั้งครรภ์ และในหญิงให้นมบุตร เพราะยานี้อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ (เคยมีการทดลองใช้ยานี้กับสัตว์ทดลองที่ตั้งท้องแล้วพบว่า ตัวยาสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับตัวอ่อนของสัตว์ทดลองได้ ในทางคลินิกจึงไม่แนะนำให้ใช้ยานี้กับหญิงตั้งครรภ์)
- ห้ามใช้ยานี้กับทารกที่คลอดก่อนกำหนด
- ห้ามใช้ยานี้กับผู้ที่มีอาการหอบหืดกำเริบ
- ห้ามใช้ยานี้กับผู้ป่วยโรคพอร์ไฟเรีย (Porphyria) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยที่มีความผิดปกติในเม็ดเลือดแดง
- ห้ามใช้ยาไฮดรอกไซซีนฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะ Hemolysis (การแตกของเม็ดเลือดแดง) ได้
- ห้ามแบ่งยานี้ให้ผู้อื่นใช้
- ห้ามใช้และเก็บยาที่หมดอายุ
- ห้ามปรับขนาดรับประทานยานี้ด้วยตนเอง
- ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีอาการไอมีเสลด เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หืด เพราะยานี้อาจทำให้เสมหะหรือเสลดเหนียวและขับออกได้ยาก
- ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในเด็ก ผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยานี้ได้มากกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่น
- ควรระมัดระวังในการใช้ยานี้กับผู้ที่มีประวัติเป็นโรคลมชัก ผู้ป่วยโรคต้อหิน โรคต่อมลูกหมากโต โรคตับ โรคไต โรคหอบหืด โรคหัวใจหรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตสูง โรคต่อมไทรอยด์ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ป่วยด้วยโรคความจำเสื่อม ผู้ที่มีปัสสาวะขัด ผู้ที่มีภาวะกระเพาะอาหาร-ลำไส้เคลื่อนตัวหรือบีบตัวได้น้อยลง
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกับยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้ซึมเศร้า ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้อื่น ๆ หรือแอลกอฮอล์ เพราะอาจเสริมฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนมากขึ้น (ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้มากกว่าปกติ)
- ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาแก้แพ้ทางผิวหนัง เช่น ครีมไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine cream) เพราะจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน
- ยานี้มักทำให้เกิดอาการง่วงนอน มึนงง เวียนศีรษะ ตาพร่า ผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะ ขับรถ ขับเรือ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือของมีคม ควรระมัดระวังในการใช้ยานี้ให้มาก ถ้าหากมีอาการง่วงนอน ให้หยุดทำงานเหล่านี้ทันทีจนกว่าฤทธิ์ยาจะหมดไป
- ยานี้อาจทำให้ตาแห้งและการมองเห็นไม่ชัดเจนได้ ดังนั้น สำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์แล้วรู้สึกไม่สบายตา ให้ปรึกษาจักษุแพทย์
วิธีใช้ยาไฮดรอกไซซีน#
ขนาดการรับประทานยาไฮดรอกไซซีนจะขึ้นอยู่กับอาการ อายุของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษา ดังนี้
- สำหรับแก้อาการลมพิษ ผื่นแพ้ และอาการคันตามผิวหนัง ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 25 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ให้รับประทานวันละ 50 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง ส่วนในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ให้รับประทานวันละ 50-100 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง[1],[5]
- สำหรับใช้ลดความตึงเครียด คลายความกังวล ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 50-100 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 50-100 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ตามความจำเป็น ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ให้รับประทานวันละ 50 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง ส่วนในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ให้รับประทานวันละ 50-100 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง[1],[5]
- สำหรับใช้กล่อมประสาท ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 50-100 มิลลิกรัม หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 25-100 มิลลิกรัม (อาจใช้ฉีดก่อนและหลังผ่าตัดหรือใช้ฉีดก่อนและหลังการคลอด) ส่วนในเด็กให้รับประทานในขนาด 0.6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 1.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (อาจใช้ฉีดก่อนและหลังการผ่าตัด) [1],[5]
- สำหรับแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เมารถเมาเรือ ในผู้ใหญ่ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 25-100 มิลลิกรัม ส่วนในเด็กให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 1.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม[1],[5]
คำแนะนำในการใช้ยาไฮดรอกไซซีน#
- ยานี้สามารถรับประทานก่อนหรือพร้อมอาหารก็ได้
- ควรใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุไว้ในฉลากยาอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาในขนาดที่น้อยกว่าหรือมากกว่าที่ระบุไว้ หรือใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
- ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งการใช้ยาของแพทย์ได้ การใช้ยาที่เหมาะสมจึงต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
- ในผู้สูงอายุควรใช้ยานี้ในปริมาณน้อยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะการกำจัดยาออกจากร่างกายในผู้สูงอายุจะทำงานได้น้อยลง
- หากใช้ยานี้แล้วมีอาการปากแห้ง จมูกและคอแห้ง แนะนำให้เคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกกวาดที่ไม่หวานมาก หรือให้ดื่มน้ำ ก็จะช่วยบรรเทาอาการข้างเคียงนี้ได้ แต่หากใช้แล้วเกิดอาการตัวสั่น รู้สึกสับสน เกิดอาการของลมชัก กล้ามเนื้อในลิ้น-ที่กราม หรือที่คอมีอาการกระตุก ให้หยุดการใช้ยานี้แล้วรีบมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที
- ผู้ที่รับยานี้เกินขนาดโดยการตั้งใจหรือจากอุบัติเหตุจะทำให้มีอาการง่วงซึม (ง่วงนอนมากกว่าปกติ) หากพบผู้ป่วยหลังจากรับประทานยานี้ไม่นานและยังคงรู้สึกตัวอยู่ต้องรีบกระตุ้นให้อาเจียน อาจจะโดยการให้กินไข่ขาวและใช้ช้อนแยงคอก็ได้ หลังจากนั้นให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ส่วนผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวแล้วห้ามกระตุ้นให้อาเจียน เพราะจะทำให้ผู้ป่วยสำลักอาหารได้
การเก็บรักษายาไฮดรอกไซซีน#
- ควรเก็บยานี้ในภาชนะบรรจุเดิมที่บรรจุมา ปิดให้สนิท และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
- ควรเก็บยานี้ในอุณหภูมิห้องที่เย็น ไม่เก็บยาในบริเวณที่เปียกหรือชื้น (เช่น ในห้องน้ำ ช่องแช่แข็งของตู้เย็น) และเก็บยาให้พ้นแสงแดด ไม่ให้อยู่ในที่ร้อนมากกว่า 30 องศาเซลเซียส (เช่น ในรถยนต์ บริเวณใกล้หน้าต่าง)
- ให้ทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุ
เมื่อลืมรับประทานยาไฮดรอกไซซีน#
โดยทั่วไปเมื่อลืมรับประทานยาไฮดรอกไซซีน ให้รับประทานยาในทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อต่อไปได้เลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า
ผลข้างเคียงของยาไฮดรอกไซซีน#
- อาจทำให้มีอาการง่วงนอนตั้งแต่ระดับต่ำ ๆ ไปจนถึงระดับกลาง ๆ ตื่นไม่ไหว มึนงง หลงลืม พูดไม่ชัด ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว ปาก จมูก และคอแห้ง ปัสสาวะลำบาก[1],[3]
- อาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ง่วงซึม (ง่วงนอนมากกว่าปกติ) ซึมเศร้า หงุดหงิด กระสับกระส่าย ใจสั่น มือสั่น เบื่ออาหารหรือเจริญอาหาร (น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น) คลื่นไส้ อาเจียน ไม่สบายท้อง ปวดท้อง ท้องเดิน ท้องเสีย หรือท้องผูกจากฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก มีสารคัดหลั่งออกมามากในระบบทางเดินหายใจ และอาจพบภาวะหลอดลมเกร็งตัว ชีพจรเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ ตัวบวม[3]
- ในบางกรณีกับผู้ป่วยบางรายยานี้อาจกระตุ้นให้เกิดลมพิษ ผื่นคันขึ้นเสียเอง ผิวแพ้แสงแดดได้ง่าย[3]
- ในเด็กเล็ก ถ้าใช้ยานี้ในขนาดมากเกินไป อาจทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายหรือชักได้[1]
- ผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยานี้ คือ หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดปกติ มีความวิตกกังวลมากขึ้น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปัสสาวะลำบาก ตัวสั่น เกิดภาวะชักกระตุก ความคิดสับสน เกิดอาการพูดคำคละละเลือน (Slurred speech)[2]
เอกสารอ้างอิง#
- หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 1. “ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine)”. (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). หน้า 266.
- ยากับคุณ (Ya & You), มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา (วพย.). “HYDROXYZINE”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.yaandyou.net. [16 ก.ย. 2016].
- หาหมอดอทคอม. “ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine)”. (ภก.อภัย ราษฎรวิจิตร). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : haamor.com. [16 ก.ย. 2016].
- Siamhealth. “ยาแก้แพ้ Hydroxyzine”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.siamhealth.net. [17 ก.ย. 2016].
- Drugs.com. “Hydroxyzine”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.drugs.com. [17 ก.ย. 2016].
เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)
มาตรฐานเนื้อหา Medthai
เนื้อหาของ Medthai จัดทำภายใต้มาตรฐานบรรณาธิการที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ความโปร่งใส และแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ




