Sections 
Font size

 

 

13 วิธีรักษาสิวอักเสบ ! หน้าเป็นสิวอักเสบทำไงดี ?

สิวอักเสบ
สิวอักเสบ
Font size

 

 

Sections 

สิวอักเสบ

สาเหตุของสิวอักเสบ ในบรรดาสิวทั้งหลายต้องยอมรับเลยว่า “สิวอักเสบ” นั้นเป็นสิวที่มีผลในทางลบต่อผิวหน้ามากที่สุดเลยล่ะ เพราะเจ้าสิวอักเสบนั้นถือเป็นสิวภาคต่อของสิวอุดตัน เมื่อสิวอุดตันเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย Propionibacterium acne หรือ พีแอกเน่ (P. acne) มันก็จะกลายร่างเป็นสิวอักเสบ ซึ่งจากสิวอุดตันที่ดูเหมือนไม่มีอะไร มันก็จะดันตัวนูนขึ้นมากลายเป็นจุดแดง ๆ หรือเป็นหัวหนองที่แถมความเจ็บปวดมาให้ พอยุบตัวลงมันยังทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เจ็บชอกช้ำระกำใจอีกด้วย

หนึ่งในสิวอักเสบที่เรารู้จักกันดีคือ “สิวหัวหนอง” แต่นอกจากสิวหัวหนองแล้ว ก็ยังมีสิวประเภทอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งแต่ละประเภทจะถูกแบ่งออกตามลักษณะและความยากง่ายในการรักษา เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักสิวอักเสบแต่ละประเภทกันดีกว่า จะได้รู้ว่าสิวอักเสบที่มันผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเรานั้นจัดเป็นสิวอักเสบประเภทใด

ประเภทของสิวอักเสบ

  • สิวอักเสบแบบตุ่มนูนแดง (Papule) เป็นสิวอักเสบที่พัฒนามาจากสิวอุดตันและสิวที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวของเรา เป็นสิวที่รักษาได้ง่าย ถ้ารู้ตัวว่าเป็นละก็ ก่อนนอนให้โปะด้วยคลินดามัยซินลงบนหัวสิว พอตื่นมาสิวก็จะไม่เพิ่มขนาดขึ้น แถมยังช่วยลดความแข็งของหัวสิวลงได้อีกด้วย แต่สำหรับบางคนยาชนิดนี้อาจออกฤทธิ์ดีจัด จนทำให้สิวยุบลงไปเลยก็มี
    สิวอักเสบแบบตุ่มนูนแดง
  • สิวอักเสบแบบหัวหนอง (Pustule) สิวอักเสบหัวหนองแบบแรกจะเป็นสิวแบบตื้น ๆ รับมือได้ง่าย ไม่มีอาการเจ็บ มีลักษณะเป็นหนองเกาะนูนอยู่บนผิว โดยปกติแล้วถ้าเราจะใช้บีพี (BP หรือ Benzoyl peroxide) เป็นประจำ สิวอักเสบหัวหนองแบบตื้นก็แทบจะไม่มากวนใจเราเลย ส่วนอีกแบบจะเป็นสิวอักเสบแบบลึก จะใช้ระยะเวลาการรักษานานกว่าแบบแรก แถมยังเจ็บอีกด้วย เป็นสิวที่พัฒนามาจากแบบแรกจนกลายร่างเป็นแบบลึก เพราะเราปล่อยปละละเลยไม่ยับยั้งมันตั้งแต่แรก ถ้าเป็นถึงขั้นนี้ก็ให้รีบรักษา เพราะถ้าลุกลามไปมากกว่านี้จะรักษาได้ยากและทิ้งรอยไว้ให้หนักใจกันนานเลยทีเดียว
    สิวอักเสบแบบหัวหนอง
  • สิวอักเสบแบบตุ่มแดงก้อนลึก (Nodule) จะมีลักษณะคล้ายกับสิวอักเสบแบบตุ่มนูนแดง แต่สิวแบบนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าและจะรู้สึกได้ว่ามันแข็งเป็นไต เมื่อสัมผัสหรือกดดูจะรู้ว่าสิวนั้นลึกลงไปถึงข้างใน ไม่ใช่แข็งเป็นไตนูนแค่บนผิว สิวแบบนี้จะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะยุบ แต่ถ้าเราดูแลดี ๆ สิวชนิดนี้ก็จะไม่ทิ้งรอยแผลไว้บนใบหน้าของเรา (ไม่สนับสนุนให้กด เพราะยิ่งกดจะยิ่งเห่อ)
    สิวอักเสบแบบตุ่มแดงก้อนลึก
  • สิวอักเสบแบบถุงใต้ผิวหนัง (Cyst acne) ถ้าเป็นสิวชนิดนี้แนะนำว่าให้รีบไปหาหมอโดยด่วน อย่าคิดรักษาด้วยตัวเองหรือลองใช้อะไรด้วยตัวเอง เพราะสิวชนิดนี้นับว่าเป็นสิวอักเสบที่รุนแรง มีลักษณะเป็นถุงขนาดใหญ่ รูปร่างไม่จำกัดอยู่แค่รูปวงกลมเท่านั้น เพราะบางทีก็เป็นตุ่มแดง ๆ บางทีก็เป็นถุงที่มีหนองอยู่ข้างใน ซึ่งมักจะอยู่รวมตัวเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ๆ เมื่อเจ้าสิวชนิดนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องใจเย็นกับการรักษา หยุดทุกการกระทำกับใบหน้า เรื่องแต่งหน้าเลิกคิดไปได้ แล้วรีบไปหาหมอ แล้วอย่าลืมทำใจเอาไว้ด้วยว่าอาจมีรอยแผลเป็นแน่ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องรักษาสิวให้หายก่อน ส่วนรอยแผลเป็นต่าง ๆ เดี๋ยวค่อยมาหาทางรักษาทีหลังก็ยังไม่สาย
    สิวอักเสบแบบถุงใต้ผิวหนัง

วิธีรักษาสิวอักเสบ

  1. ห้ามบีบสิวอักเสบ เมื่อใดก็ตามที่สิวเกิดขึ้นบนใบหน้า สิ่งที่ควรมากที่สุดก็คือ อย่าไปประหัตประหารเอาเป็นเอาตายกับมันด้วยการบีบเค้นอย่างรุนแรง เพราะมันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง อย่างแรกเลยคือต้องดูให้ออกว่าตัวเป็นสิวประเภทใด เพื่อจะได้หาทางรับมืออย่างเหมาะสมและถูกวิธี
  2. ดูแลสิวอักเสบ หากสิวอักเสบที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กและเป็นไม่มาก คุณแค่ดูแลรักษาความสะอาดบนใบหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อลดความมันบนใบหน้า ไม่ไปแกะ แคะ เกา หรือเอามือไปจับบ่อย ๆ จนทำให้แบคทีเรียมันตกลงไปในรูขุมขน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้สิวไม่อักเสบและระบมเพิ่มขึ้นได้แล้ว แต่ถ้าสิวอักเสบนั้นมีขนาดใหญ่แบบที่เราเรียกกันว่า “สิวหัวช้าง” คุณก็ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้เป็นคนจัดการ ที่สำคัญคือต้องใจเย็น อย่าพยายามบีบมันออกเอง เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุทำให้สิวอักเสบมากขึ้น และทำให้สิวอุดตันรอบข้างอักเสบไปด้วย คราวนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ เพราะจากสิวอักเสบเพียงเดียว มันก็จะกลายเป็นสิวอักเสบแผงใหญ่ ๆ ที่รวมตัวกันอยู่บนใบหน้าของเราทันที
  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สิวอักเสบไม่ได้มีแค่สาเหตุหลักอย่างแบคทีเรีย P. acne เพียงอย่างเดียวที่ตกลงไปในรูขุมขนจากการสัมผัสหรือรบกวนผิวหน้าจนทำปฏิกิริยากับสิวอุดตันแล้วกลายเป็นสิวอักเสบ แต่สิวอักเสบยังเกิดได้จากมลภาวะ การล้างหน้าไม่ถูกวิธี ความเครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ และฮอร์โมนในร่างกาย ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ด้วย
  2. เบนซอยเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide – BP) เมื่อเรารู้สาเหตุหลักของการเกิดสิวอักเสบนั้นมาจากแบคทีเรีย P.acne เราก็แค่แก้ปัญหาโดยการกำจัดแบคทีเรียตัวนี้ออกไป ด้วยตัวยาบีพี (BP) เพราะตัวยาชนิดนี้สามารถฆ่าเชื้อพีแอกเน่ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบได้ บีพี เป็นยาที่ได้รับอนุญาตให้ขายได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ ในปัจจุบันมีทั้งรูปแบบทำละลายในแอลกอฮอล์และแบบที่ละลายกับน้ำ ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับคนที่แพ้แอลกอฮอล์ได้เป็นอย่างดี โดยยาบีพีจะมีความเข้มข้นอยู่ 3 ระดับด้วยกัน คือ 2.5%, 5% และ 10% ผู้ที่เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ก็ให้ใช้ในระดับความเข้มข้นน้อยสุดก่อน (แนะนำให้ใช้ 2.5% ก็พอครับ ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันเท่าไหร่กับความเข้มข้นที่สูงขึ้น แถมยังระคายเคืองน้อยกว่าด้วยครับ ถ้าใช้ไม่ได้ผลจริง ๆ ค่อยปรับไปใช้ 5% และ 10% ครับ) แต่ยาชนิดนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับยากลุ่มกรดวิตามินเอ (Tretinoin) ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือไม่สามารถใช้ทาพร้อมกันได้ครับ แต่มีตัวยาตัวหนึ่งที่ได้รับการยกเว้น นั่นก็คือ Adapalene อย่างยี่ห้อ Differin (ดิฟเฟอริน) ซึ่งเป็นสารที่พัฒนามาจากกรดวิตามินเอตัวอื่น คุณจึงสามารถใช้ควบคู่ไปกับ Benzoyl Peroxide ได้ครับ ส่วนรูปด้านล่างนี้คือยาบีพี ยี่ห้อ Benzac AC ซึ่งมีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide 2.5%
    เบนซอยเพอร์ออกไซด์ส่วนข่าวดีสำหรับคนที่ต้องการใช้บีพีร่วมกับดิฟเฟอรินก็คือ ตอนนี้มียาที่ผสมเจ้าสองตัวนี้เข้าไว้ด้วยกันแล้ว แต่มันเป็นยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้น ถ้าคุณอยากใช้ก็ลองปรึกษาแพทย์ดูได้เลย ตัวอย่างเช่นยี่ห้อนี้ครับ “Epiduo gel
    EpiduoEpiduo
  3. คลินดามัยซิน (Clindamycin) นอกจากบีพีแล้วยังมียาอีกตัวที่มักนำมาใช้กำจัดสิวอักเสบและก็ได้ผลดีเช่นกัน ซึ่งยาตัวนี้สามารถใช้ควบคู่กันกับบีพีได้ แถมยังทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย เพราะคลินดามัยซินนั้นมีฤทธิ์กำจัดโปรตีนอันเป็นอาหารของแบคทีเรีย จึงทำให้แบคทีเรียตายเรียบ แพร่ขยายพันธุ์ต่อไม่ได้ เพราะไม่มีอาหารไปหล่อเลี้ยง ถ้าเราใช้ร่วมกับยาบีพีก็จะสามารถช่วยกำจัดแบคทีเรียและลดการติดเชื้อได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยคลินดามัยซินนั้นจะมีทั้งแบบที่เป็นน้ำและแบบที่เป็นเจล (ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็จะมีส่วนผสมของคลินดามัยซินเพียง 1%) ส่วนการใช้ก็นำมาแต้มลงบนหัวสิวอักเสบเท่านั้น ถ้าใช้ร่วมกับบีพีก็ให้ใช้บีพีก่อนก่อนแล้วล้างหน้า หลังจากนั้นก็ให้ทาคลินดามัยซินก่อนการทาครีมบำรุง แต่ในปัจจุบันยาบางยี่ห้อก็ผสมบีพีร่วมกับคลินดามัยซินในหลอดเดียวกัน แต่ค่อนข้างจะหาซื้อยากหน่อย แม้กระทั่งในเมืองไทยเองก็ยังต้องใช้ใบสั่งแพทย์เพื่อซื้อยาตัวนี้ ส่วนชื่อในทางการค้าของยาคลินดามัยซิน ก็มีหลายอยู่หลายยี่ห้อ เช่น clindalin gel (กลิ่นไม่แรง สิวยุบแน่นอน), CLINDA-M (มีกลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์ ช่วยฆ่าเชื้อสิวอักเสบ ทำให้สิวแห้งหายเร็ว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นหลังสิวหาย) ฯลฯ
    คลินดาลิน
  4. เจลแต้มสิว หรือ ครีมแต้มสิว ยี่ห้ออื่น ๆ ก็สามารถนำมาใช้แต้มสิวอักเสบให้ยุบลงได้เช่นกัน เช่น Smooth-E Acne Hydrogel ที่มีส่วนผสมของ Salicylic acid 2% และ Rice bran & boswellia serrata (ภาพก่อนและหลังใช้จากเว็บไซต์ jeban.com @i3uppha) ส่วนยี่ห้ออื่น ๆ ที่ใช้ได้ผลดีก็มีอีกเยอะครับ แต่ผมจะขอแนะนำเฉพาะตัวหลัก ๆ พอ
    เจลแต้มสิวครีมแต้มสิว
  5. การฉีดสิวอักเสบ เป็นการฉีดโดยใช้ยาสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งมีคุณสมบัติลดการอักเสบ โดยตัวยาที่นิยมนำมาใช้ในการฉีด คือ ยาไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) นิยมใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนหรือมีงานสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานรับปริญญา หรือดาราที่ต้องใช้ใบหน้าในการเข้าฉาก หรือมีสิวอักเสบเม็ดใหญ่เพียง 1-2 เม็ด แต่ไม่อยากทานยาหรือทานยาไม่ได้ เป็นต้น เพราะเมื่อฉีดแล้วสิวจะยุบตัวได้รวดเร็ว จึงช่วยลดการทานยา และลดโอกาสการเกิดแผลเป็นได้ แต่การฉีดยานั้นแพทย์จะต้องระวังในเรื่องของปริมาณยาที่ใช้ฉีด เพราะถ้าฉีดในปริมาณมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดผลแทรกซ้อน เช่น ผิวบุ๋มหรือยุบลงไป และมีโอกาสเกิดการแพ้ยาได้ (ปกติแล้ว 2 วันสิวยุบถือว่าปลอดภัยครับ แต่ถ้าฉีดไปแล้วยุบเร็วเกินไปหรือไม่เกิน 24 ชั่วโมงก็อาจทำให้เกิดรอยบุ๋มได้ครับ) ส่วนราคาการฉีดต่อครั้งก็ไม่แพงมากครับ ประมาณ 100-200 บาท
    ฉีดสิวอักเสบ
  6. ยาสีฟันลดสิวอักเสบ เป็นสูตรง่าย ๆ เหมาะใช้ยามฉุกเฉิน หายาไม่ทันจริง ๆ (ถ้ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าก็ขอให้เลี่ยงนะครับ) ก็ให้คุณใช้ยาสีฟันมาแต้มลงบนหัวสิว พอตื่นมาก็จะพบว่าสิวที่สุกปลั่งเมื่อคืนจะแห้งจนพอให้เราสะกิดมันออกมาได้ แต่ถ้าสะกิดออกมาแล้วอย่าลืมทายาฆ่าเชื้อ รักษาความสะอาดและเตรียมรักษารอยสิวที่กำลังจะตามมาด้วยล่ะ
  7. น้ำผึ้ง หลาย ๆ คนคงเคยรักษาสิวด้วยการบดยาแอสไพรินผสมกับน้ำหรือป้ายยาสีฟันแล้วนำมาทาตรงที่เป็นสิวอักเสบ แม้วิธีนี้จะช่วยให้สิวยุบตัวลงได้ แต่มันก็ทำให้ผิวแห้งมากหรือทิ้งรอยไหม้ไว้ได้ ทางที่ดีให้คุณลองเปลี่ยนมาใช้น้ำผึ้งทาลงไปเบา ๆ ตรงที่เป็นสิวอักเสบ เพื่อช่วยลดการอักเสบและผิวแดง โดยให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วเช็ดออกด้วยกระดาษทิชชู่เปียก แค่นี้สิวก็จะค่อย ๆ ยุบตัวลงแล้ว
  8. น้ำแข็งประคบหัวสิว วิธีนี้เป็นการปฐมพยาบาลผิวเมื่อเริ่มเป็นจุดแดง ๆ และยังไม่ทันเป็นสิวอักเสบหัวหนอง ให้เราใช้น้ำแข็งมาประคบที่หัวสิวที่มีอาการบวมแดง ใช้ผ้าหรือทิชชูซับแล้วมาส์กหน้าด้วยโคลนมาส์กหน้าเย็นที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เพียงเท่านี้เราก็สามารถลดอาการบวมแดงที่เกิดจากการอักเสบได้แล้วล่ะ
  9. ผงพิเศษ+คลินดามัยซิน อีกสูตรรักษาสิวอักเสบ สูตรนี้เหมาะสำหรับสิวอักเสบที่เป็นหัวหนอง อุปกรณ์มีแค่ 2 อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือผงพิเศษตราร่มชูชีพ และอย่างที่สองคือยาคลินดามัยซิน (จะแบบน้ำหรือแบบเจลก็ได้) วิธีการทำก็คือ หลังจากคุณล้างหน้าแล้วให้ทาคลินดามัยซิยลงบนหัวสิวอักเสบก่อน จากนั้นก็ตามด้วยผงพิเศษทิ้งไว้ทั้งคืน วิธีนี้จะช่วยทำให้สิวแห้งและยุบตัวลงได้
    วิธีรักษาสิวอักเสบ
  10. ทีทรีออย ให้คุณเลือกเอสเซนเชียลออลอย่างทีทรีออยที่เป็นน้ำมันสกัดแท้ ๆ เท่านั้น นำมาแต้มบนหัวสิวอักเสบประมาณ 2-3 วัน สิวก็จะแห้ง แม้จะได้ผลช้ากว่าวิธีอื่น แต่ก็ไม่ค่อยทิ้งรอยดำหลังจากสิวแห้งไว้ให้กวนใจครับ
  11. ขมิ้น สมุนไพรรักษาสิวอักเสบ สูตรโบร่ำโบราณที่เคยเป็นที่นิยมอย่างล้นหลาม สูตรนี้เราจะใช้ขมิ้นสดหรือขมิ้นผงก็ได้ ถ้าใช้ขมิ้นผงต้องมั่นใจว่าเป็นขมิ้นแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมอื่น ๆ วิธีการก็คือ ให้เรานำขมิ้นมาทาลงบนหัวสิวอักเสบ ถ้าใช้ขมิ้นสดก็อาจนำมาผสมกับน้ำมะนาว ขมิ้นผงให้นำมาผสมกับน้ำเปล่า สิวก็จะสุกและแห้งไปในที่สุดครับ

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

แสดงความคิดเห็น
เรื่องที่น่าสนใจ