• icon-facebook
  • icon-twitter
  • icon-google

30 วิธีแก้เมาค้าง & เคล็ดลับป้องกันอาการเมาค้างแบบขั้นเทพ !!

POSTED: เวลา 1:49 น. 07 กุมภาพันธ์ 2015, UPDATED: 22 ธันวาคม 2016
เมาค้าง

advertisement M13

สำหรับนักดื่มทั้งหลายคงจะไม่มีใครที่ไม่เคยผ่านอาการเมาค้าง หรือที่เรียกว่า “แฮงค์” (Hangover) ดื่มอย่างหนักหน่วงจนคลื่นไส้อาเจียน ทำให้มีอาการปวดหัวตึ้บจนลุกไปทำงานไม่ไหว ซึ่งมันไม่ดีเอาซะเลย อย่าปล่อยให้อาการเมาค้างแบบนี้เกิดขึ้นกับคุณบ่อย ๆ เพราะมันอาจจะทำให้เสียงานเสียการได้ วันนี้เราลองมาดู 30 วิธีป้องกันและวิธีแก้อาการเมาค้างที่จะช่วยทำให้สร่างเมาได้แบบง่าย ๆ ตื่นเช้าขึ้นมาแบบสดชื่น สบาย ๆ

อาการเมาค้าง

อาการเมาค้าง เป็นอาการที่คล้ายกับอาการเพิ่งฟื้นไข้ เนื่องจากร่างกายขาดน้ำทำให้เซลล์สมองเหี่ยวลง แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปจะทำให้เกิดการขับของเสียออกจากร่างกายในรูปของปัสสาวะ พร้อมกับขับสารอาหารสำคัญต่าง ๆ ของร่างกายออกไปด้วย เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 ฯลฯ ทำให้เกิดการคั่งของสารแอลดีไฮด์ (Aldehyde) ทำลายสมองและระบบประสาท เกิดพิษในร่างกายจากการดื่มมากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำ รบกวนการทำงานของฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ หรือปวดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และจะยิ่งปวดมากขึ้นหากมีการเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ ยังมีอาการคลื่นไส้ พะอืดพะอม แต่ไม่อาเจียน หมดแรง อ่อนเพลีย ลุกไม่ขึ้น เดินไม่ได้คล่องแคล่วตามปกติ มึน งุนงงสับสน นอนไม่หลับ ลืมตาไม่ขึ้น คอแห้ง ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออก ตัวเย็น กล้ามเนื้อเกร็งหรืออาจเป็นตะคริวร่วมด้วย เบื่ออาหาร ลิ้นไม่รับรส ปวดท้อง แล้วอาจจะเป็นต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ส่วนในบางรายจะมีอาการท้องเสีย ความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้น ชีพจนเต้นเร็วขึ้น มีเหงื่อออกมาก หรืออาจมีอาการบ้านหมุนร่วมด้วย และยิ่งคนที่ดื่มเป็นโรคหัวใจจะยิ่งเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ง่ายขึ้นด้วย

อาการเมาค้าง

วิธีแก้อาการเมาค้าง

  1. หลังปาร์ตี้ก่อนที่คุณจะเข้านอน ถ้าจะให้ดีคุณควรดื่มน้ำ น้ำมะนาว หรือน้ำส้มในปริมาณมาก ๆ เพื่อเป็นการช่วยขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย และป้องกันไม่ให้สมองเกิดการหดตัวจากการที่ร่างกายดึงน้ำจากสมอง เนื่องจากวิตามินซีจะช่วยเร่งการเผาผลาญแอลกอฮอล์ในตับ หรือคุณจะเลือกดื่มน้ำวุ้นจากใบว่านหางจระเข้เพื่อช่วยสลายพิษในตับก็ได้
  2. เครื่องดื่มแก้เมาค้าง ให้เลือกดื่มได้ตามอัธยาศัย หรือคุณจะเตรียมไว้ก่อนไปดื่มก็ได้
    • น้ำเปล่า สาเหตุที่ทำให้แฮงค์ เกิดจากสภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากร่างกายต้องขับแอลกอฮอล์ออกไป จึงทำให้มีน้ำออกไปด้วย ทางแก้แบบง่าย ๆ ก็คือการดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ เพื่อช่วยชดเชยการเสียน้ำ
    • เครื่องดื่มร้อน ๆ เช่น น้ำชา ชามะนาว ฯลฯ
    • น้ำหวาน การดื่มน้ำหวานแบบไม่ซ่าอย่างเช่นเฮลซ์บลูบอย ก็ช่วยให้อาการเมาค้างดีขึ้นมาได้
    • น้ำอัดลมหรือโค้ก ชาวอังกฤษจะนิยมดื่มน้ำอัดลมแก้แฮงค์ เพราะน้ำอัดลมจะช่วยขับแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดออกไป รวมทั้งส่วนผสมของน้ำอัดลม โดยเฉพาะน้ำอัดลมกลิ่นโคล่า จะช่วยลดสารอะซิทัลดีไฮด์และเอทานอลที่เป็นสาเหตุของอาการปวดหัวได้ ถ้าคุณปวดหัวแต่ไม่ได้เมา ก็ให้ลองดื่มน้ำอัดลมเข้าไปก็ช่วยได้เหมือนกัน ส่วนน้ำสไปรท์ ก็ช่วยรักษาอาการเมาค้างได้เช่นกัน แต่ถ้าไม่ชอบน้ำที่มีรสหวาน คุณอาจจะเปลี่ยนมาดื่มโซดาเปล่า ๆ แทนก็ได้
    • นมอุ่น ๆ โดยดื่มทีเดียวให้หมดแก้ว การดื่มนมจะช่วยดูดซับแอลกอฮอล์ในร่างกายได้ แต่ไม่ควรดื่มมากกว่านี้เพราะจะทำให้อาเจียนหนักมากขึ้น
      นมอุ่น ๆ
    • เครื่องดื่มวิตามิน สำหรับใครที่รู้ตัวว่าจะต้องออกงานและต้องดื่มหนักแน่นอนก็ควรไปหาซื้อมาเตรียมไว้ได้เลยที่ร้านขายยาทั่วไป เนื่องจากเครื่องดื่มวิตามินจะมีวิตามินบีและวิตามินซี ซึ่งช่วยลดอาการแฮงค์และอาการปวดหัวได้ นอกจากนี้คุณยังต้องดื่มน้ำเปล่าควบคู่ไปด้วย หรือจะเป็นเครื่องดื่มแฮ้งหรือเวคกี้ที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อก็ได้เช่นกัน
    • เครื่องดื่มเกลือแร่ การดื่มเกลือแร่ชนิดละลายน้ำที่มีขายตามร้านขายยา (1 ซอง ชงกับน้ำต้มสุก 1 แก้ว) หรือเครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อ ก็สามารถช่วยฟื้นฟูอาการขาดน้ำได้ จะกระดกให้หมดขวด หรือจิบทั้งวันก็ได้ เพื่อเป็นการเติมน้ำให้ร่างกาย ช่วยทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
    • กาแฟเอสเพรสโซ่เข้ม ๆ สักชอต หรือกาแฟที่ไม่ใส่นมและน้ำตาล เป็นเครื่องดื่มแก้เมาค้างยอดฮิตของใครหลาย ๆ คน เพราะกาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟจะช่วยให้หายจากอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น และกระตุ้นให้ฟื้นจากอาการมึนและปวดศีรษะได้ดี แต่สำหรับบางคนดื่มกาแฟก็ไม่ได้ช่วยอะไร แต่กลับยิ่งแฮงค์หนักเข้าไปอีก เพราะกาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟจะทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้น
      กาแฟดำ
    • ชาเขียว ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวร้อนเพื่อช่วยล้างสารพิษในตับ ช่วยไม่ให้เกิดอาการปวดหัวและคลื่นไส้อาเจียน ทำให้คุณสามารถตื่นขึ้นมาทำงานได้โดยไม่กระทบกับหน้าที่การงาน
    • น้ำส้มคั้น เครื่องดื่มแก้อาการแฮงค์ที่ใช้กันมานาน วิตามินซีที่มีมากในส้มจะช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะและยังช่วยชดเชยอาการขาดน้ำหลังการดื่มหนักได้อีกด้วย
      เครื่องดื่มแก้เมาค้าง
    • น้ำผึ้งผสมมะนาว หรือน้ำอุ่น ๆ ผสมมะนาว แอลกอฮอล์จะทำให้สมองขาดน้ำตาล การดื่มเครื่องดื่มที่มีวิตามินซีอย่างน้ำมะนาวจะช่วยลดปริมาณสารตกค้างที่มีอยู่ในตับได้
      น้ำแก้เมาค้าง
    • น้ำขิงอุ่น ๆ เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเรื่องของระบบหายใจ ช่วยทำให้เราฟื้นจากอาการปวดหัวเพราะแฮงค์ได้ และยังช่วยในเรื่องของระบบการขับถ่าย ขับเอาแอลกอฮอล์ออกมาได้ดีขึ้นอีกด้วย (www.dairyhome.co.th)
      สร่างเมา
    • น้ำผึ้งมะนาวผสมขิง เครื่องดื่มแก้วนี้เป็นการรวมเอา 3 ตัวท็อปอย่างน้ำผึ้งที่ช่วยทำลายแอลกอฮอล์ ขิงที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และน้ำมะนาว (หรือจะใช้น้ำเลมอนแทนก็ได้) ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับให้สามารถขับแอลกอฮอล์จากร่างกาย ทำเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ โดยส่วนผสมที่ใช้จะประกอบไปด้วยน้ำผึ้ง 1 ถ้วย, น้ำมะนาวหรือเลมอน 1 ถ้วย, ขิงขูดละเอียด 3/4 ถ้วย, น้ำร้อน 1/2 ถ้วย และน้ำแข็ง สำหรับวิธีทำให้เริ่มจากผสมน้ำผึ้งกับน้ำร้อนให้เข้ากัน ใส่ขิงขูดลงไปคนผสมให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จนขิงเข้ากันดีกับน้ำผึ้ง จากนั้นให้เติมน้ำมะนาวลงไป แล้วคนผสมให้เข้ากัน เสร็จแล้วยกลงกรองเอาแต่น้ำผ่านกระชอนหรือตะแกรง จากนั้นเทใส่แก้วที่มีน้ำแข็งพอประมาณ ก็พร้อมดื่มได้แล้ว
    • ชาโสม ชาวฮ่องกงจะนิยมดื่มชาโสมเพื่อช่วยบรรเทาอาการเมาค้าง ซึ่งหลังจากดื่มเข้าไปแล้วจะช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาก
      ชาโสม
    • ชาสะระแหน่ผสมน้ำผึ้ง ชาจากใบสะระแหน่เป็นชาที่มีกลิ่นหอม จึงช่วยแก้อาการคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าผสมน้ำผึ้งลงไปอีกนิด น้ำผึ้งจะไปทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ ช่วยชะล้างและทำลายแอลกอฮอล์ที่เราดื่มเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว แถมการดื่มชาเข้าไปยังช่วยทำให้คุณตื่นนอนตอนเช้าได้แบบสบาย ๆ ไม่ปวดหัวมากกว่าการดื่มกาแฟอีกด้วย สำหรับส่วนผสมนั้นให้ใช้ใบสะระแหน่สดหรือแบบตากแห้งบดละเอียด 2 ช้อนชา น้ำร้อน 1 แก้ว และน้ำผึ้งปริมาณตามใจชอบ แล้วนำใบสะระแหน่มาชงในน้ำร้อนก่อน จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น นำไปกรองเอาแต่น้ำชา เติมน้ำผึ้งลงไป แล้วจึงนำมาดื่ม
    • น้ำมะพร้าว แหล่งรวมของสารอีเล็กทรอไลท์ (Electrolytes) หรือสารชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในเครื่องดื่มเกลือแร่ การดื่มน้ำมะพร้าวจึงช่วยทดแทนน้ำให้กับร่างกายที่สูญเสียไปจากการดื่มหนัก ๆ ได้เหมือนกับการดื่มเกลือแร่
      น้ำดื่มแก้เมาค้าง
    • น้ำอ้อยคั้นสด การดื่มน้ำอ้อยคั้นสด ๆ เพียง 1 แก้ว (ไม่ต้องใส่น้ำแข็ง) จะช่วยแก้อาการเมาค้าง มึนงง และอาการอ่อนเพลียได้
    • น้ำแตงกวาดอง แค่ชื่อก็ทำให้สร่างเมาแล้ว ถ้าลองได้ซดเข้าไปสักอึก คงจะตาตื่นกันเป็นแถว ๆ เพราะน้ำแตงกวาดองจะมีเกลือผสมอยู่ ซึ่งถือเป็นเกลือแร่ชั้นดีเลยทีเดียว และยังมีน้ำส้มสายชูที่ช่วยในการย่อยอาหารและขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ส่วนวิธีการดื่มนั้นจะดื่มน้ำแตงกวาดองอย่างเดียวประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือจะเอาน้ำแตงกวาดอง 2 ช้อนโต๊ะมาผสมกับน้ำต้มสุก 1 แก้ว แล้วค่อยนำมาดื่มก็ได้
    • แพร์รี ออยส์เตอร์ (Prairie Oyster) เครื่องดื่มที่ชาวอเมริกันนิยมดื่มแก้แฮงค์ มีส่วนผสมของไข่ดิบ ซอสวูสเตอร์หรือซอสเปรี้ยว เกลือ พริกไทยดำ และซอสเผ็ด ชาวอเมริกันเชื่อว่าถ้าดื่มแก้วนี้แล้วจะทำให้รู้สึกดีขึ้น เพราะไข่ดิบมีโปรตีนที่ช่วยขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้ ส่วนของเหลวอื่น ๆ ทั้งบรั่นดี ซอสเปรี้ยว ซอสเผ็ด และน้ำส้มสายชู จะเป็นตัวช่วยทำให้หายจากอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยมีส่วนผสม ได้แก่ บรั่นดี 25 มิลลิลิตร, ซอสเปรี้ยวหรือวูสเตอร์ซอส (Worcesterfhire Sauce) 1/4 ช้อนชา, ซอสเผ็ดหรือซอสพริก 1 ช้อนชา, น้ำส้มสายชู 1/2 ช้อนชา และไข่แดง 1 ฟอง ส่วนวิธีทำก็ให้ใส่ส่วนผสมของเหลวลงในแก้ว แล้วตามด้วยไข่แดง เป็นอันเสร็จ
      แพร์รี ออยส์เตอร์
    • นมช็อกโกแลตผสมชีสพาย เป็นเครื่องดื่มแก้แฮงค์ที่นิยมของชาวนิวซีแลนด์ เพราะทั้งสองอย่างนี้จะให้โปรตีนแก่ร่างกายของเรา ซึ่งจะช่วยเพิ่มกรดอะมิโนต่าง ๆ ในร่างกาย รวมทั้งยังช่วยขับแอลกอฮอล์ที่ตกค้างออกจากร่างกายได้อีกด้วย
    • น้ำสต๊อกปลา (Fish Stock) เครื่องดื่มแก้แฮงค์ของชาวเปรู ด้วยการนำน้ำสต๊อกปลาผสมกับน้ำมะนาวคั้นประมาณ 2-3 ลูก น้ำเลมอน และน้ำเปล่าในปริมาณเท่ากัน จากนั้นใส่ขิงและกระเทียมลงไปเล็กน้อย เมื่อนำมาดื่มจะช่วยให้ร่างกายที่อ่อนเพลียรู้สึกดีขึ้น และในน้ำมะนาวยังมีกลูโคสและกรดซิตริกที่ช่วยให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญและขับแอลกอฮอล์ได้เร็วขึ้น
      น้ำสต๊อกปลา
    • น้ำผักผลไม้สีเขียว ผักสีเขียวอุดมไปด้วยโพแทสเซียมที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของคุณภายหลังการดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยล้างพิษในร่างกาย ลดอาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า หรือปวดเมื่อยตามตัวได้ดี โดยให้นำส่วนผสมซึ่งได้แก่ ผักกาดคอสหั่นเป็นชิ้น 100 กรัม, แตงกวาหั่นเป็นชิ้น 50 กรัม, แอปเปิ้ลเขียวปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้น 30 กรัม, กีวีปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้น 30 กรัม และเลมอนคั้นน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันจนละเอียด รินใส่แก้วเล็ก ๆ แล้วนำมาดื่มทันทีเป็นมื้อเช้า
    • น้ำผลไม้ผสมเกลือ คุณสามารถทำได้เองง่าย ๆ เพียงแค่ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยในน้ำผลไม้ที่ชอบ แล้วคนผสมให้เข้ากัน ก็นำมาดื่มได้แล้ว เครื่องดื่มแก้วนี้จะช่วยขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย และช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายของคุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผสมน้ำเปล่ากับน้ำผลไม้ที่มี
    • สมูทตี้ผลไม้ การดื่มสมูทตี้ผลไม้จะช่วยทำให้ร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่ามากขึ้น เพราะผลไม้เป็นแหล่งของโพแทสเซียมชั้นดี โดยเฉพาะสมูทตี้กล้วยหอมนมสดน้ำผึ้ง ถ้ารู้ว่าจะเมาจนแฮงค์ก็ให้ปั่นแช่เย็นเตรียมไว้ก่อนก็ได้ โดยส่วนผสมที่ใช้ก็จะมีกล้วยหอมแช่แข็ง 1 ลูก, นมพร่องมันเนยแช่เย็นจัด 1 1/2 ถ้วย, โยเกิร์ตรสธรรมชาติแช่เย็นจัด 1 ถ้วย และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อเตรียมครบแล้วให้นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในเครื่องปั่น แล้วปั่นผสมกันจนเนียนละเอียดเข้ากันดี แล้วเทใส่แก้ว
    • สมูทตี้ขิงกับส้ม เป็นเครื่องดื่มล้างพิษที่สามารถช่วยแก้อาการเมาค้างได้ เพราะขิงจะช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และส้มจะช่วยเพิ่มรสชาติที่กลมกล่อมทำให้ดื่มง่ายและยังอุดมด้วยวิตามินซีอีกด้วย โดยส่วนผสมที่ใช้จะต้องมีขิงหั่นแว่น 3-5 ชิ้น, น้ำส้มคั้น 1 ถ้วย, น้ำผึ้งตามชอบ, เกลือป่นเล็กน้อย และน้ำแข็ง 1 ถ้วย เมื่อเตรียมครบแล้วก็ให้ใส่ทุกอย่างลงไปในเครื่องปั่น แล้วปั่นผสมกันจนเนียนละเอียด เทใส่แก้วพร้อมดื่ม
    • สมูทตี้แตงโมผสมแตงกวา เครื่องดื่มที่ช่วยเรียกความสดชื่นให้กับร่างกาย วิธีทำก็แค่นำแตงกวาปอกเปลือกหั่นชิ้นเล็ก 1/2 ลูก, เนื้อแตงโมหั่นชิ้นเล็กแกะเมล็ดออก 100 กรัม, น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ, ใบสะระแหน่ 1/4 ถ้วย, น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่นเล็กน้อย ใส่ลงในเครื่องปั่น ปั่นผสมจนเนื้อเนียนละเอียดแล้วเทใส่แก้วนำไปแช่ในตู้เย็นเตรียมไว้ ถ้าจะดื่มก็ให้นำมาเทใส่แก้วน้ำแข็งและโซดา เพิ่มให้เย็นซ่าชื่นใจ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดอาการเมาค้างได้มากเลยทีเดียว
    • สมูทตี้เนยถั่ว เป็นเครื่องดื่มที่ให้โปรตีนมาก ซึ่งโปรตีนนี้เองจะเป็นตัวช่วยให้คุณหายจากอาการเมาค้างได้เร็วขึ้น โดยส่วนผสมที่ใช้จะต้องมีกล้วยหอมแช่แข็ง 1 ลูก, นมสด 1 ถ้วยตวง, กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา, เนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำแข็ง 1 ถ้วยตวง เมื่อเตรียมครบแล้วก็ให้นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นให้เข้ากันจนละเอียด รินใส่แก้วแล้วนำไปแช่ตู้เย็นเตรียมไว้
      สมูทตี้เนยถั่ว
    • สมุนไพรแก้เมาค้าง ได้แก่ น้ำเก๊กฮวย, น้ำกระเจี๊ยบ, ดอกคำฝอย, ลูกใต้ใบ, เปลือกต้นควินินแห้ง (Quinine) ประมาณ 3 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน, ผงปลาไหลเผือกชงกับน้ำอุ่นดื่ม 1 แก้ว (Eurycoma longifolia Jack.), ดอกประยงค์ (Aglaia odorata Lour.), ใบหรือรากรางจืด (Thumbergia laurifolia Lindl.), ถั่วแปบ (Lablab purpureus (L.) Sweet), บ๊วย (Prunus mume Siebold & Zucc.), มัลเบอร์รี่ (Mulberry), หอมแดง (Allium cepa Linn.) เป็นต้น
    • ส่วนสูตรอื่น ๆ ที่พอจะรวบรวมได้จากหลาย ๆ แหล่ง ก็ได้แก่ สูตรยาคูลท์กับซุปไก่แล้วตามด้วยน้ำอุ่น, สูตรน้ำแคร์รอตผสมแอปเปิ้ล, สูตรจิบน้ำมันดอกคำฝอยผสมน้ำมันงา, สูตรน้ำขิงผสมโซดา น้ำ น้ำมะนาวหรือน้ำส้ม, สูตรน้ำกะหล่ำปลีดองผสมน้ำมันมะกอก, สูตรน้ำจับฉ่าย, น้ำวุ้นจากว่านหางจระเข้, สูตรดื่ม Bloody Mary (คอกเทลชนิดหนึ่ง) ฯลฯ
  3. อาหารแก้เมาค้าง อย่าปล่อยให้ท้องว่างในตอนเช้า แต่ควรพยายามรับประทานอาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่าย ๆ และหลีกเลี่ยงอาหารประเภทมัน ๆ ทอด ๆ เพราะมันจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกอยากอาเจียนมากขึ้น โดยอาหารที่คุณควรเลือกรับประทานหลังตื่นนอนที่สามารถช่วยแก้อาการเมาค้างได้ ก็อย่างเช่น
    • อาหารประเภทโปรตีน อย่างเช่น ไข่ต้ม เพราะโปรตีนมีหน้าที่จับสารพิษในร่างกาย
    • ขนมปัง อาหารอีกชนิดที่ช่วยดูดซับสารพิษและป้องกันการอาเจียนได้เป็นอย่างดี
    • อาหารประเภทที่ย่อยง่าย ๆ (ถึงแม้คุณจะไม่หิวแต่ก็ควรกิน) อย่างเช่น โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำซุปใส เป็นต้น (ชาวจีนนิยมกินโจ๊กเพื่อช่วยแก้อาการเมาค้าง เนื่องจากโจ๊กสามารถช่วยลดอาการขาดน้ำของผู้ดื่มหนักและช่วยลดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งที่ประเทศจีนก็สามารถหาซื้อโจ๊กมากินได้หลากหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น โจ๊กไข่เค็ม โจ๊กไข่เยี่ยวม้า และยังมีเนื้อสัตว์อีกหลายแบบให้เลือก)
      แก้อาการเมาค้าง
    • ต้มยำน้ำใส ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เกาเหลา คนไทยจะนิยมรับประทานกันมากเพื่อบรรเทาอาการเมาค้าง (www.bloggang.com by mai-mee)
      อาหารแก้เมาค้าง
    • ซุปมิโซะ ในซุปมิโซะจะมีน้ำที่ช่วยเรียกความสดชื่น มีโซเดียมที่ช่วยดูดซึมน้ำเอาไว้ และมีของหมักดองที่เป็นแหล่งรวมของแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกาย มีประโยชน์ในการช่วยย่อยอาหาร สำหรับส่วนผสมที่จะต้องใช้ ได้แก่ มิโซะสำเร็จรูป, ฮอนดาชิ, สาหร่ายวากาเมะ, เต้าหู้นิ่มหั่นเต๋า และน้ำเปล่า ส่วนวิธีทำให้เริ่มจากใส่น้ำเปล่าลงในหม้อ ตามด้วยฮอนดาชิ แล้วคนผสมให้เข้ากัน จากนั้นใส่สาหร่ายวากาเมะตามลงไปต้มจนเดือด ใส่มิโซะลงไปต้มจนเดือด แล้วใส่เต้าหู้ต้มจนเดือดอีกครั้ง เสร็จแล้วตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ
      ซุปมิโซะ
    • แฮจังกุก ชาวเกาหลีใต้จะนิยมกิน “แฮจังกุก” เพื่อรักษาอาการเมาค้าง ช่วยกระตุ้นสมองในยามเช้า และยังช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารหลังจากการดื่มหนักได้อีกด้วย
      แฮจังกุก
    • รับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะม่วงดิบ มะขามเปียก เป็นต้น
    • ช็อกโกแลตแท่งหรือของหวานจัด ๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน โดยช็อกโกแลตจะอุดมไปด้วยสารเคมีที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสบายใจ สดชื่น และมีความสุข นอกจากนี้ช็อกโกแลตยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการล้างพิษแอลกอฮอล์ให้ออกไปจากร่างกายได้อีกด้วย และยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายกลับมามีสติได้ไวมากขึ้น แต่ถ้าจะให้เห็นผลคุณต้องกินสัก 2-3 ชิ้น
      ช็อกโกแลตแก้เมาค้าง
    • ส่วนสูตรอื่น ๆ ก็เช่น สูตรกินปลาทูน่าผสมน้ำมะนาว มะเขือเทศ กระเทียม แตงกวา พริก, สูตรกินซุปไก่ผสมหอมใหญ่ แคร์รอต เกลือ กระเทียม แป้งข้าวโพด เป็นต้น
  4. สูตรฝานมะนาวเป็นแว่นแล้วนำมาถูรักแร้ (อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยได้ยังไง)
  5. สูตรทิ่มเข็มบนจุกก๊อกตามจำนวนครั้งที่ดื่ม ออกแนวแก้เคล็ดซะมากกว่า ได้ผลหรือไม่ไปลองดู
  6. ช้อนกินข้าว หากบริเวณใต้ตาของคุณดูเหนื่อยล้า ให้ลองใช้วิธีนี้ดู โดยการนำช้อนกินข้าว 2 คัน ไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นสักพัก จากนั้นให้นำมาทาบบริเวณตาทั้งสองข้างประมาณ 5 นาที หรือจะทาบบริเวณใบหน้าด้วยก็ได้ ก็จะช่วยทำให้ตื่นจากอาการแฮงค์ ดวงตาสดใส ลดอาการบวมใต้ตา และทำให้ใบหน้าสดชื่น
  7. ฟังเพลงดี ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นให้มีสติและสมาธิ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยซันเวย์คอลเลจ ในมาเลเซียพบว่า เพลงบางประเภทสามารถช่วยกระตุ้นสมองและทำให้คุณมีสมาธิดีขึ้นได้ ยอมรับมาเถอะว่าตื่นเช้ามาคุณหาสมาธิแทบไม่เจอเลยทีเดียว เลือกเพลงที่มีจังหวะประมาณ 120 bpm เช่น เพลง Melodic House หรือ Detroit Techno ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ความจำดีขึ้นแล้ว การฟังดนตรีแนวนี้ยังช่วยกระตุ้นร่างกายได้ดีที่สุดอีกด้วย แต่ถ้าคุณยังไม่พร้อมจะฟังเพลงแนวอิเล็กโทรนิกา เราก็มีโมสาร์ตให้เลือกแทน โดยเฉพาะเพลงในยุค 1781 อย่างเพลง Sonata for Two Pianos in D Major ซึ่งจะช่วยทำให้สมองปลอดโปร่งและคิดอะไรได้ดีขึ้น ยังไงก็ลองไปหาฟังกันดูนะครับ
  8. ช่วยให้ผู้ที่เมาค้างรู้สึกสดชื่นและลดอาการปวดศีรษะได้ด้วยการเช็ดหน้าและเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และควรใช้ผ้าประคบบริเวณใบหน้าและศีรษะเอาไว้ หรือถ้าจะให้ดีก็ควรอาบน้ำเย็น ๆ บ่อย ๆ จากฝักบัว ก็ช่วยทำให้อาการเมาค้างดีขึ้นได้
  9. หากมีอาการปวดศีรษะ คุณควรเลือกรับประทานแอสไพรินในตอนเช้า ห้ามรับประทานก่อนเข้านอนหรือในขณะที่แอลกอฮอล์ยังสะสมอยู่ในร่างกายมาก ส่วนพาราเซตามอลควรหลีกเลี่ยง เพราะส่งผลต่อตับและอาจทำให้เกิดอันตรายได้
  10. หากคุณยังรู้สึกว่ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนอยู่คุณอาจลดอาการเหล่านี้ได้โดยการดมยาดม ยาหอม หรือน้ำมันหอมระเหย
  11. พยายามเดินช้า ๆ เบา ๆ หรือนั่งใต้ต้นไม้เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจน
  12. ออกกำลังกายขับแอลกอฮอล์ หลายคนอาจจะร้องโอยแน่ ๆ ว่าใครจะไปออกกำลังกายไหวตอนมึนหัว แต่ไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะไปต้องออกกำลังกายหนัก ๆ นะ แต่แค่เลือกวิ่งสักนิด วิดพื้นสักหน่อยเพื่อให้มีเหงื่อออกบ้างเล็กน้อย เพราะเหงื่อจะขับเอาแอลกอฮอล์ออกมา หลังจากนั้นก็ให้ดื่มเกลือแร่ที่ไม่มีน้ำตาลสักหน่อยเพื่อชดเชยการเสียเหงื่อและคืนความสดชื่นให้กับร่างกาย แล้วอาการแฮงค์ของคุณก็จะดีขึ้น
  13. ยาลดกรดปรับสมดุล สำหรับผู้ที่มีอาการแสบท้องอย่างรุนแรงหลังจากการดื่มหนัก ๆ ก็ไม่ต้องแปลกใจ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์เป็นกรด มันจึงกัดกระเพาะได้เต็ม ๆ ดังนั้นการรับประทานยาลดกรดที่ประกอบไปด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนตควบคู่กับน้ำเปล่า ก็จะช่วยคลายความเป็นกรด บรรเทาความเจ็บปวด และคืนสมดุลให้กับร่างกายได้
  14. จั่งซี้มันต้อง..ถอน !! หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ดื่มเบียร์เย็น ๆ สักกระป๋อง รอสักครู่อาการปวดหัวก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ไม่ใช่จัดหนัก ๆ แบบเมื่อคืนละ ไม่งั้นแฮงค์ยกกำลังสองได้
  15. นอนพักผ่อนให้ได้อีกสักระยะ แต่ไม่ควรนอนจมอยู่บนเตียงทั้งวัน ควรจะลุกขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง เพราะออกซิเจนจะช่วยทำให้เกิดกระบวนการเมทาบอลิซึมมากขึ้น ทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดลดลงจนรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ไม่มีนัดไปไหน ก็นอนเถอะครับ จะได้ไม่เป็นภาระของสังคมและตัวเอง 555
  16. หากอาการไม่ดีขึ้น และพบว่ามีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาเจียนมาก ตัวเย็น ใจสั่น ความดันโลหิตต่ำ ท้องเสียไม่หยุด อ่อนเพลียนานเกิน 1 วัน คุณควรรีบไปพบแพทย์ เพราะคุณอาจเกิดอาการขาดน้ำได้
    advertisement M14

วิธีป้องกันอาการเมาค้าง

  1. ก่อนไปปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ คุณควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรไปในขณะกำลังหิว และไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมก่อนไป เพราะจะยิ่งทำให้ดื่มมากขึ้น
  2. ก่อนดื่มแอลกอฮอล์ คุณไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ในขณะท้องว่าง การรับประทานอาหารเพื่อรองท้องก่อนจะช่วยป้องกันไม่ให้แอลกอฮอล์ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป
    • รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อช่วยเคลือบกระเพาะอาหารไม่ให้แอลกอฮอล์ซึมผ่านเข้าสู่อวัยวะต่าง ๆ ได้เร็วเกินไป เช่น หมูทอด เค้ก นม ขนมหวาน เนย หรืออื่น ๆ
    • รับประทานอาหารประเภทโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปลา ไก่ ไข่ ถั่ว นม ฯลฯ
    • รับประทานผักที่มีไฟเบอร์สูง เช่น กะหล่ำปลี บรอกโคลี ฯลฯ หรือรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีนที่มีไขมันรองท้องไว้ก่อน
    • พยายามรับประทานผักที่มีกรดโฟลิก (Folic acid) เพื่อช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่จะถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์
    • กล้วย สุดยอดอาหารอีกชนิดหนึ่งของนักดื่ม ก่อนนอนให้กินกล้วยไปสักลูกสองลูก จะช่วยป้องกันอาการเมาแฮงค์ได้อย่างชะงัด เนื่องจากโพแทสเซียมที่มีอยู่ในกล้วยจะช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยเคลือบกระเพาะไปด้วยในตัว ทำให้ร่างกายดูดซึมแอลกอฮอล์ได้น้อยลง และขับออกได้รวดเร็วขึ้น
      กล้วยแก้เมาค้าง
    • นมสักแก้ว การดื่มนมจะช่วยดูดซับแอลกอฮอล์ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้คุณจะต้องดื่มนมอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนจะไปดื่มแอลกอฮอล์ เพราะหลังจากนั้น นมจะไม่ช่วยอะไรคุณแล้ว
    • น้ำเปล่าผสมไส้กรอก แค่พูดชื่อก็อาจจะฟังดูแปลกสักหน่อย แต่ชาวสกอตแลนด์เขาบอกว่า การนำไส้กรอกไปผสมกับน้ำเปล่าแล้วนำไปดื่ม จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง แถมยังช่วยทำให้ท้องไม่ว่างและเมาช้าลงนั่นเอง
    • ครื่องดื่มป้องกันอาการเมาค้าง ในปัจจุบันนี้มีเครื่องดื่มป้องกันอาการเมาค้างที่ดื่มก่อนไปดื่มแอลกอฮอล์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่พอจะช่วยได้ โดยมักมีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป
  3. ในขณะดื่มแอลกอฮอล์ควรรับประทานอาหารหรือกับแกล้มของขบเคี้ยวสลับไปกับการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะช่วยชะลออาการเมาได้มาก ส่วนอาหารประเภทไขมันควรหลีกเลี่ยงในขณะดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้อาเจียนได้ง่ายขึ้น
  4. ทานแปะก๊วยไปด้วย นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นพบว่าเมล็ดแปะก๊วยมีเอนไซม์ที่ช่วยให้ร่างกายขจัดแอลกอฮอล์ได้เร็วขึ้น การรับประทานเมล็ดแปะก๊วยจึงช่วยลดอาการเมา ป้องกันการเมา และอาการเมาค้างได้ (www.bangkokbiznews.com)
    แปะก๊วยแก้เมาค้าง
  5. การรับประทานวิตามินบี 6 เพิ่มในระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์ก็ช่วยลดอาการเมาค้างลงได้ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้การทำงานของวิตามินบี 6 ลดลง จึงทำให้ร่างกายขาดพลังงาน
  6. เลือกดื่มเหล้าที่มีดีกรีน้อย ดื่มให้น้อยลง แล้วยิ่งถ้าได้ดื่มเหล้าที่แช่เย็นเจี๊ยบแบบที่เพิ่งออกมาจากช่องฟรีซในตู้เย็น ก็จะทำให้ดื่มได้โดยไม่บาดคอและยังช่วยให้ดื่มได้นานขึ้นโดยไม่เมาเร็วเกินไปด้วย
  7. เลือกผสมน้ำแทนการผสมด้วยโซดา เพราะโซดาจะทำให้การดูดซึมไปสู่สมองเร็วขึ้น
  8. ขณะดื่มแอลกอฮอล์ควรทำให้ร่างกายลดการดูดซึมของแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุดและขับออกทางปัสสาวะ ด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ ดื่มเสร็จแก้วหนึ่งก็ตามด้วยน้ำเปล่าแก้วหนึ่งแบบเนียน ๆ
  9. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หลายชนิดสลับกันไปมา
  10. เอาตัวรอดเป็นยอดคน ในบางครั้งคุณอาจตกอยู่ในสภาพของผู้น้อยที่น่าสงสารที่ต้องไปนั่งดื่มกับรุ่นพี่ ก็มักจะเจอกับคำพูดหว่านล้อมต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น “อ้าววว…ยกครับยก“, “หมดแก้วววว เพื่อวันที่ดีกว่า” (ตรงไหน – -“) ฯลฯ โดยสิ่งที่ต้องทำให้ได้คือการประคองสติตัวเองไว้ให้ดี อย่าไปหลงตามคำพูดของเขาง่าย ๆ รู้จักปฏิเสธหรือประนีประนอมเพื่อเอาตัวรอดไว้บ้าง
  11. ถ้าไม่ไหวก็ปล่อยให้มันพุ่งพรวดออกมาซะ การนำของเก่าออกจากร่างกายโดยที่เราเองยังมีสติอยู่ถือเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของมืออาชีพ อย่าคิดว่าเสียศักดิ์ศรี เพราะยอมปล่อยให้พุ่งตอนนี้ ดีกว่าไปอมทุกข์ไว้ในวันหน้านะครับ ^^”
  12. ที่สำคัญที่สุดก็คือ การคอยเตือนตัวเองไม่ให้ดื่มมากจนเกินไป ดื่มให้พอเหมาะ รู้จักลิมิตของตัวเองว่าดื่มได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นครับ อย่ายัดเข้าไปอีก
  13. หลังดื่มเสร็จควรดื่มน้ำส้มหรือเครื่องดื่มจำพวกเกลือแร่ ดื่มน้ำให้มาก ๆ จะเป็นน้ำเปล่า น้ำผลไม้ หรือน้ำผสมเกลือแร่ก่อนเข้านอนเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ร่างกายขับแอลกอฮอล์ออกไป
  14. หลังจากนั่งดื่มสังสรรค์จนเสร็จแล้ว ให้ทานยาแก้ปวดสักเม็ดดักไว้ก่อนจะปวดหัวในวันรุ่งขึ้น ก็จะช่วยลดอาการปวดหัวและอาการไม่สบายตัวได้ แต่ระวังอย่ากินจนเกินขนาดล่ะ

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

แสดงความคิดเห็น
  • ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาจะไม่ได้รับการเผยแพร่ในทุกกรณี
  • ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแฟนเพจ
Recommended for you

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โปรดอ่านเพิ่มเติมหน้านโยบายและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์

© 2013-2016 MedThai
All Right Reserved.