Sections 
Font size

 

 

มะเร็งหลอดอาหาร อาการ สาเหตุ การรักษาโรคมะเร็งหลอดอาหาร 7 วิธี !

โรคมะเร็งหลอดอาหาร
IMAGE SOURCE : www.moderncancerhospital.com.my
Font size

 

 

Sections 

มะเร็งหลอดอาหาร

มะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal cancer) คือ การที่เซลล์ภายในหลอดอาหารมีการแบ่งตัวในจำนวนมากขึ้นผิดปกติทำให้เกิดเป็นเนื้องอกร้ายหรือมะเร็งขึ้นมา* และบางครั้งเซลล์มะเร็งเหล่านี้อาจลุกลามเข้าสู่อวัยวะใกล้เคียง แพร่กระจายเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง และ/หรือแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ได้ทั่วร่างกาย

มะเร็งหลอดอาหารเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 7 ของโลก และมักพบได้บ่อยในประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศไทย (ในประเทศไทยพบได้บ่อยในภาคใต้มากกว่าภาคอื่น) จัดเป็นโรคของผู้ใหญ่ เพราะส่วนใหญ่มักพบในคนช่วงอายุ 55-65 ปี สามารถพบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่มักจะพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3-4 เท่า

หมายเหตุ : เนื้องอกที่หลอดอาหารเกือบทั้งหมดมักเป็นเนื้องอกร้ายหรือมะเร็ง ส่วนที่เป็นเนื้องอกไม่ร้ายนั้นพบได้น้อยมาก เช่น Adenoma, Granular cell tumor, Lipoma, Squamous cell papilloma ฯลฯ แต่ในบทความนี้จะกล่าวถึงมะเร็ง (เนื้อร้าย) ที่หลอดอาหารเป็นหลัก

สาเหตุของมะเร็งหลอดอาหาร

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของมะเร็งหลอดอาหารได้อย่างชัดเจน แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหาร ได้แก่

  • การสูบบุหรี่ ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นตามปริมาณและระยะเวลาที่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะมะเร็งหลอดอาหารชนิด Squamous cell carcinoma
  • การดื่มแอลกอฮอล์ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร โดยเฉพาะมะเร็งหลอดอาหารชนิด Squamous cell carcinoma (การสูบบุหรี่มีความเสี่ยงมากกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ และทั้ง 2 สาเหตุเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมทำให้เกิดมะเร็งหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น)
  • เพศชาย เพราะพบโรคนี้ได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3-4 เท่า
  • ผู้สูงอายุ เพราะมักพบโรคนี้ในช่วงอายุประมาณ 45-70 ปี
  • เชื้อชาติ เพราะพบอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้สูงขึ้นในชาวอิหร่าน โซเวียต จีน และชาวผิวดำแอฟริกัน แต่พบได้น้อยในชาวอเมริกา
  • การมีภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน
  • กินผักและผลไม้น้อย
  • การขาดสารอาหารบางชนิดอย่างต่อเนื่องจากการบริโภคอาหารไม่ครบ 5 หมู่
  • การบริโภคอาหารบางชนิดอย่างต่อเนื่อง เช่น อาหารที่มีสารไนโตรโซ (Nitroso compound) หรือไนโตรซามีน (Nitrosamine) ซึ่งมีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ใส่สารนี้เป็นสารกันบูด อาหารประเภทย่าง (เช่น ปลาหมึกย่าง ปลาทะเลย่าง) อาหารหมักดองหรืออาหารที่มีเชื้อรา นอกจากนี้สารบางอย่างที่ใช้ในการปรุงรสอาหารอาจเป็นตัวการเพิ่มการเกิดสารไนโตรซามีนได้ เช่น พริก พริกไทย ซึ่งใส่ในอาหารที่มีเนื้อสัตว์และเครื่องแกง
  • ภาวะที่หลอดอาหารโดนกรดในกระเพาะกัดซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น โรคกรดไหลย้อน (GERD) ที่ทำให้เยื่อบุภายในหลอดอาหารเกิดการบาดเจ็บเสียหายต่อเนื่องเรื้อรัง, กลุ่มอาการโซลลิงเจอร์-เอลลิสัน (Zollinger-Ellison syndrome) ที่ทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดไฮโดรคลอริกออกมามากเกินไป, ภาวะการอักเสบเรื้อรังของหลอดอาหาร (Barrett’s esophagus) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดในผู้ที่มีการอักเสบของหลอดอาหารจากกรดในกระเพาะอาหารไปทำลายเซลล์เยื่อบุของหลอดอาหารเป็นเวลานาน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุเหล่านี้จะทำให้เกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารชนิด Adenocarcinoma ได้
  • ความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้อาหารไม่ผ่านลงกระเพาะโดยง่าย แต่กลับไปสะสมอยู่ในหลอดอาหารเป็นเวลานาน เช่น โรคอะคาเลเซีย (Achalasia), กลุ่มอาการพลัมเมอร์วินสัน (Plummer-Vinson syndrome), ไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia) รวมทั้งภาวะที่มีการตีบแคบของหลอดอาหารจากสาเหตุต่าง ๆ
  • การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุของหลอดอาหารจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การกลืนน้ำกรดหรือด่าง การกลืนน้ำยาล้างห้องน้ำ ซึ่งอาจทำให้เยื่อบุภายในหลอดอาหารเกิดความเสียหายต่อเนื่องเรื้อรังและกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
  • การกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนจัด ๆ เป็นประจำ
  • การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดของหลอดอาหาร
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมของแต่ละคน ซึ่งไม่ใช่ชนิดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
  • เคยได้รับการฉายรังสีรักษาบริเวณทรวงอกตั้งแต่ยังเด็ก
  • เคยได้รับการตัดกระเพาะอาหารทิ้งบางส่วนหรือทั้งหมดมากว่า 20 ปีแล้ว
  • เคยเป็นมะเร็งปอด มะเร็งในช่องปาก มะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ

อาการของมะเร็งหลอดอาหาร

โรคมะเร็งหลอดอาหารในระยะเริ่มแรกมักจะไม่ค่อยก่อให้เกิดอาการ (เนื่องจากมะเร็งหลอดอาหารมักจะลุกลามจากเยื่อบุผิวลงไปที่ผนัง ไม่ได้โตออกมาในท่อจนกว่ามันจะมีขนาดใหญ่แล้วจริง ๆ ดังนั้น โรคจึงมักตรวจพบในระยะที่ลุกลามแล้ว) แต่เมื่อเป็นมากขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการแสดงคล้ายกับอาการของโรคที่พบในบริเวณหลอดอาหาร คือ

  • มีอาการกลืนลำบาก* กลืนไม่ลง รู้สึกกลืนแล้วเจ็บหรือติดขัดที่ตำแหน่งต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับคำจนถึงระดับลิ้นปี่ และสักพักอาจขย้อนกลับออกมา โดยอาการจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในตอนแรกผู้ป่วยจะกลืนอาหารแข็ง ๆ (เช่น ข้าวสวย เนื้อสัตว์ ขนมปัง หรือผักสด) ได้ลำบาก แต่ต่อมาเมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นจนไปอุดตันหลอดอาหารทั้งหมดก็จะทำให้กลืนอาหารอ่อน ๆ (เช่น ข้าวต้ม) หรืออาหารที่บดแล้วไม่ได้ จนในที่สุดแม้แต่กลืนน้ำหรือน้ำลายก็ยังลำบากหรือกลืนไม่ได้
  • แน่นหน้าอกหรือแสบร้อนในช่องอก ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดเจ็บที่กระดูกหน้าอกหรือในลำคอด้วย
  • รู้สึกท้องอืด อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน สะอึก สำลักอาหารบ่อย (ผู้ป่วยบางรายอาจถึงขั้นเป็นปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร) หรือไอในขณะกินอาหาร
  • อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกินอาหารไม่ได้
  • อาจมีน้ำลายหรือเสมหะปนเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • อาจถ่ายอุจจาระเหลวเละเป็นสีดำ (เนื่องจากมีเลือดออกจากก้อนมะเร็ง)
  • เมื่อโรคลุกลามเข้าประสาทกล่องเสียง ผู้ป่วยอาจมีเสียงแหบลง
  • อาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองที่ไหปลาร้าหรือที่คอโต (เนื่องจากมะเร็งที่แพร่กระจายไป)
  • มีอาการแสดงที่เกิดจากโรคมะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ปวดหลัง เมื่อโรคแพร่กระจายเข้าสู่กระดูกสันหลัง

หมายเหตุ : อาการหลักของโรคมะเร็งหลอดอาหาร คือ อาการกลืนอาหารแล้วเจ็บหรือกลืนลำบาก และมีน้ำหนักตัวลดลง (ผู้ป่วยมากกว่า 90% มักมาด้วยอาการที่เกี่ยวกับการกลืนและน้ำหนักตัวลดลง) อย่างไรก็ตาม หากมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารเสมอไป แต่อาจเป็นโรคอื่นที่เกี่ยวข้องกับหลอดอาหารก็ได้ แต่ก็ควรไปตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อให้สามารถชี้ชัดได้ว่าเกิดจากมะเร็งหรือโรคอื่น ๆ

มะเร็งหลอดอาหารอาการ
IMAGE SOURCE : www.usnews.com

การแพร่กระจายของมะเร็งหลอดอาหาร

มะเร็งหลอดอาหารสามารถแพร่กระจายได้ 3 ลักษณะ ดังนี้

  • ลุกลามเข้าสู่อวัยวะข้างเคียงได้โดยตรงจากตัวก้อนมะเร็งที่โตขึ้น เช่น ลุกลามไปที่หลอดลมข้างเคียง
  • แพร่กระจายเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง เช่น แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง
  • แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด เช่น แพร่กระจายไปที่ปอด กระดูกสันหลัง เป็นต้น

ชนิดของมะเร็งหลอดอาหาร

มะเร็งหลอดอาหาร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  • มะเร็งหลอดอาหารชนิด Squamous cell carcinoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุของหลอดอาหาร ซึ่งมักเกิดที่ส่วนบนและส่วนกลางของหลอดอาหาร
  • มะเร็งหลอดอาหารชนิด Adenocarcinoma เป็นชนิดที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ประมาณ 50-80% ของมะเร็งหลอดอาหาร โดยเกิดจากเซลล์แกลนดูลาร์ที่อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร (ส่วนปลายของหลอดอาหาร) มักเกิดต่อเนื่องมาจากภาวะการอักเสบเรื้อรังของหลอดอาหาร (Barrett’s esophagus) หรืออาจเกิดจากภาวะอื่น ๆ ที่ทำให้เซลล์เยื่อบุของหลอดอาหารซึ่งปกติเป็น Squamous cells เปลี่ยนแปลงเป็น Gland cells

ระยะของมะเร็งหลอดอาหาร

มะเร็งหลอดอาหารแต่ละชนิดจะมีการแบ่งระยะของโรคที่แตกต่างกันไป ดังนี้

  1. ระยะของมะเร็งหลอดอาหารชนิด Squamous cell carcinoma ตำแหน่งที่เกิดมะเร็งจะมีส่วนในการกำหนดระยะด้วย เพราะมีผลต่อการรักษามาก
    • ระยะที่ 0 (ระยะก่อนเป็นมะเร็ง) เป็นระยะที่ตรวจพบเซลล์เยื่อบุของหลอดอาหารที่เจริญผิดปกติ แต่ยังไม่มีการลุกลามที่บ่งบอกว่าเป็นมะเร็ง
    • ระยะที่ 1 ในระยะนี้จะแบ่งออกเป็นระยะ IA และระยะ IB
      • ระยะ IA เป็นระยะของมะเร็งที่ตำแหน่งใด ๆ ยังลุกลามอยู่เฉพาะในชั้นเยื่อบุของหลอดอาหาร
      • ระยะ IB เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของหลอดอาหารส่วนล่าง ร่วมกับลักษณะของเซลล์มะเร็งที่มีการเปลี่ยนแปลงคล้ายกับเซลล์ปกติ
    • ระยะที่ 2 ในระยะนี้จะแบ่งออกเป็นระยะ IIA และระยะ IIB
      • ระยะ IIA เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของหลอดอาหารส่วนล่าง ร่วมกับลักษณะของเซลล์มะเร็งที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างจากเซลล์ปกติทั่วไป หรือเป็นระยะที่มะเร็งลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของหลอดอาหารส่วนบนหรือส่วนกลาง ร่วมกับลักษณะของเซลล์มะเร็งที่มีการเปลี่ยนแปลงคล้ายกับเซลล์ปกติ
      • ระยะ IIB เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของหลอดอาหารส่วนบนหรือส่วนกลาง ร่วมกับลักษณะของเซลล์มะเร็งที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างไปจากเซลล์ปกติทั่วไป หรือเป็นระยะของมะเร็งที่ตำแหน่งใด ๆ ของหลอดอาหารที่ลุกลามอยู่ในชั้นเยื่อบุของหลอดอาหารหรือถึงชั้นกล้ามเนื้อ ร่วมกับตรวจพบการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองไม่เกิน 2 ต่อม
    • ระยะที่ 3 ในระยะนี้จะแบ่งออกเป็นระยะ IIIA, IIIB และระยะ IIIC
      • ระยะ IIIA เป็นระยะของมะเร็งที่ตำแหน่งใด ๆ ของหลอดอาหารที่ลุกลามอยู่ในชั้นเยื่อหลอดอาหารหรือถึงชั้นกล้ามเนื้อ ร่วมกับตรวจพบการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่ 3-6 ต่อม หรือเป็นระยะของมะเร็งที่ตำแหน่งใด ๆ ของหลอดอาหารที่ลุกลามถึงชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ร่วมกับตรวจพบการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองไม่เกิน 2 ต่อม หรือเป็นระยะของมะเร็งที่ตำแหน่งใด ๆ ของหลอดอาหารที่ลุกลามไปถึงกะบังลมหรือชั้นเยื่อหุ้มปอดหรือชั้นเยื่อหุ้มหัวใจ แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง
      • ระยะ IIIB เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามถึงชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ร่วมกับตรวจพบการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่ 3-6 ต่อม
      • ระยะ IIIC เป็นระยะของมะเร็งที่ตำแหน่งใด ๆ ของหลอดอาหาร ร่วมกับการตรวจพบการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองเท่ากับหรือมากกว่า 7 ต่อม หรือเป็นระยะของมะเร็งที่ตำแหน่งใด ๆ ของหลอดอาหารที่ลุกลามไปถึงกะบังลมหรือชั้นเยื่อหุ้มปอดหรือชั้นเยื่อหุ้มหัวใจ ร่วมกับการตรวจพบการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง หรือเป็นระยะของมะเร็งที่ตำแหน่งใด ๆ ของหลอดอาหารที่ลุกลามไปถึงหลอดเลือดแดงใหญ่หรือหลอดลมหรือกระดูกสันหลัง
    • ระยะที่ 4 เป็นระยะของมะเร็งที่ตำแหน่งใด ๆ ของหลอดอาหาร ร่วมกับมีการแพร่กระจายไปถึงอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลจากหลอดอาหาร
  2. ระยะของมะเร็งหลอดอาหารชนิด Adenocarcinoma ตำแหน่งของรอยโรคไม่มีผลต่อการกำหนดระยะ ดังนั้น ระยะที่ 0, 3 และ 4 จึงเหมือนกับชนิดแรกทุกประการ ในที่นี้จะแสดงเฉพาะที่ระยะที่แตกต่างกัน คือ ระยะที่ 1 และระยะที่ 2
    • ระยะที่ 1 ในระยะนี้จะแบ่งออกเป็นระยะ IA และระยะ IB
      • ระยะ IA เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามอยู่เฉพาะในชั้นเยื่อบุของหลอดอาหาร ร่วมกับลักษณะของเซลล์มะเร็งที่มีการเปลี่ยนแปลงคล้ายกับเซลล์ปกติ
      • ระยะ IB เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามอยู่เฉพาะในชั้นเยื่อบุของหลอดอาหาร ร่วมกับลักษณะของเซลล์มะเร็งที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างไปจากเซลล์ปกติทั่วไป หรือเป็นระยะที่มะเร็งลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อ ร่วมกับลักษณะของเซลล์มะเร็งที่มีการเปลี่ยนแปลงคล้ายกับเซลล์ปกติ
    • ระยะที่ 2 ในระยะนี้จะแบ่งออกเป็นระยะ IIA และระยะ IIB
      • ระยะ IIA เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อ ร่วมกับลักษณะของเซลล์มะเร็งที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างไปจากเซลล์ปกติทั่วไป
      • ระยะ IIB เป็นระยะของมะเร็งที่ลุกลามถึงชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของหลอดอาหาร หรือเป็นระยะที่มะเร็งลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อ ร่วมกับตรวจพบการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองไม่เกิน 2 ต่อม

การแบ่งระยะของโรคมีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดวิธีการรักษาและการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหาร สำหรับผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารในระยะที่ 1 จะมีอัตราการมีชีวิตอยู่ 5 ปีหลังการผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 80-90% (การรักษาในระยะแรกเริ่มนี้จะมีเป้าหมาย คือ การควบคุมมะเร็งและยืดอายุของผู้ป่วย) ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในระยะสุดท้าย (ระยะที่ 3 และระยะที่ 4) จะมีอัตราการมีชีวิตอยู่ 5 ปีหลังการผ่าตัดไม่ถึง 15% (การรักษาในระยะสุดท้ายจะมีเป้าหมาย คือ การควบคุมอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น)

อาการมะเร็งหลอดอาหาร
IMAGE SOURCE : www.gastrointestinalatlas.com, www.laparoscopyhospital.com, en.wikipedia.org, www.aafp.org

การวินิจฉัยมะเร็งหลอดอาหาร

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จาก

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย เช่น การถามปัจจัยเสี่ยง การคลำก้อน การตรวจร่างกายทั่วไป อย่างไรก็ตาม การตรวจร่างกายอาจไม่พบความผิดปกติอะไร ยกเว้นที่ผู้ป่วยเป็นโรคในระยะลุกลามแล้ว ซึ่งอาจคลำต่อมน้ำเหลืองที่ไหปลาร้าหรือที่คอโตได้ หรืออาจพบอาการที่เกิดจากการลุกลามของโรคไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ปวดหลัง เมื่อโรคแพร่กระจายเข้าสู่กระดูกสันหลัง เป็นต้น
  • การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest x-ray) เป็นการตรวจทางรังสีวิทยาอย่างหนึ่ง โดยการถ่ายภาพทรวงอกด้วยรังสีเอกซ์ ซึ่งจะช่วยหาตำแหน่งของการอุดตันได้
  • การกลืนแป้งสารทึบรังสี (Barium swallow test) การตรวจนี้เป็นที่นิยมมาก การตรวจจะทำโดยการให้ผู้ป่วยกลืนน้ำที่ผสมด้วยสารทึบแสงคล้ายแป้ง ซึ่งจะไปเคลือบหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก แล้วแพทย์จะทำการเอกซเรย์ทรวงอกเป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจหาตำแหน่งของการอุดตัน ซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นก้อนเนื้อได้

    การวินิจฉัยมะเร็งหลอดอาหาร
    IMAGE SOURCE : www.cancer.gov
  • การส่องกล้องเพื่อดูภายในหลอดอาหาร (Esophagoscopy) เพื่อดูความผิดปกติ หากตรวจพบรอยโรคหรือสิ่งผิดปกติที่น่าสงสัย แพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาต่อไป (หากตรวจพบว่ามีต่อมน้ำเหลืองที่ไหปลาร้าหรือที่คอโต แพทย์อาจทำการตัดต่อมน้ำเหลืองนั้นไปตรวจแทนได้เช่นกัน)

    การวินิจฉัยโรคมะเร็งหลอดอาหาร
    IMAGE SOURCE : www.cancer.gov
  • การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา โดยทั่วไปแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อในระหว่างการส่องกล้องออกมาตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูลักษณะของเซลล์มะเร็งและเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง

หากผลทางพยาธิวิทยาออกมาพบว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะทำการตรวจหาระยะหรือการแพร่กระจายของมะเร็งหลอดอาหารเพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาต่อไป ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ซึ่งจะแสดงภาพอวัยวะภายในแบบสามมิติ ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นตำแหน่งของโรคและการกระจายของโรคได้ละเอียดมากกว่าการเอกซเรย์ธรรมดา ทั้งนี้อาจต้องกลืนแป้งสารทึบรังสีหรือฉีดสารทึบรังสีร่วมด้วยเพื่อช่วยในการวินิจฉัยได้ดียิ่งขึ้น
  • การตรวจ MRI (Magnetic resonance imaging) เป็นการตรวจที่ใช้หลักการของสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำร่างกายให้ส่งสัญญาณไฟฟ้าออกมา
  • การตรวจ PET (Positron emission tomography) เป็นการฉีดสารเภสัชรังสีเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเซลล์มะเร็งจะมีความสามารถในการจับกับสารเภสัชรังสีได้มากกว่าเซลล์ปกติ แล้วเซลล์มะเร็งจะปลดปล่อยรังสีออกมาเพื่อช่วยระบุตำแหน่งที่อยู่ของเซลล์มะเร็งร่วมกับ CT scan
  • การส่องกล้องตรวจคลื่นความถี่สูง (Endoscopic ultrasound – EUS) เป็นการส่องกล้องที่มีหัวตรวจคลื่นความถี่สูงซึ่งจะช่วยระบุการลุกลามของก้อนมะเร็งผ่านชั้นหลอดอาหารได้ และมีความแม่นยำในการตรวจค่อนข้างสูง (มีความแม่นยำมากกว่า 90% ในการตรวจการลุกลามของมะเร็งไปที่ผนังหลอดอาหาร และแม่นยำกว่า 75% ในการตรวจการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง)
  • การส่องกล้องผ่านทางทรวงอก (Thoracoscopy) เป็นการผ่าตัดกระดูกซี่โครงเพื่อส่องกล้องเข้าไปดูในทรวงอก และเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อที่อยู่นอกหลอดอาหารหรือต่อมน้ำเหลืองที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อหาการแพร่กระจายของมะเร็ง
  • การส่องกล้องผ่านช่องท้อง (Laparoscopic) เป็นการส่องกล้องผ่านผนังหน้าท้องที่กรีดเปิดไว้เพื่อดูการแพร่กระจายของมะเร็ง และเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อที่สงสัยไปตรวจทางพยาธิวิทยาต่อไป
  • การส่องกล้องตรวจหลอดลมส่วนต้น (Bronchoscopy) เป็นการตรวจเพื่อดูว่ามะเร็งมีการลุกลามไปถึงหลอดลมหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาได้ด้วย
  • การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เช่น การสแกนกระดูก ในรายที่สงสัยว่าโรคแพร่กระจายไปกระดูก

นอกจากนี