Sections 
Font size

 

 

มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer) อาการ สาเหตุ การรักษาโรคมะเร็งรังไข่ 5 วิธี !

โรคมะเร็งรังไข่
IMAGE SOURCE : www.dramedical.com
Font size

 

 

Sections 

มะเร็งรังไข่

มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer) คือ โรคที่เกิดจากการที่มีเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตในรังไข่* จัดเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิง เพราะผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ในระยะที่มะเร็งลุกลามไปมากแล้ว เนื่องจากโรคนี้ในระยะแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดง หรือมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นมะเร็งรังไข่ (พบว่า มีผู้ป่วยเพียง 25% เท่านั้นที่จะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ได้ก่อนที่มะเร็งจะแพร่กระจาย ซึ่งการตรวจพบได้ในระยะแรกนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคให้หายขาดได้)

มะเร็งรังไข่เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั่วโลกรวมทั้งในผู้หญิงไทย (พบได้เป็นอันดับที่ 6 ของมะเร็งในผู้หญิง) พบได้ในผู้หญิงหลายช่วงวัยทั้งในวัยเด็กและวัยเจริญพันธุ์ แต่มักพบได้มากในช่วงอายุ 40-60 ปี (แต่มะเร็งรังไข่บางชนิดมักพบได้ในเด็กก่อนหรือหลังอายุ 10 ปี) ในปี พ.ศ.2557 ในสหรัฐอเมริกาพบโรคมะเร็งรังไข่ได้ประมาณ 1.3-1.4% ของผู้หญิงอเมริกัน ในประเทศที่กำลังพัฒนาพบโรคนี้ได้ประมาณ 5 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน (ในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2544-2546 รายงานจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบโรคนี้ได้ประมาณ 5.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน) ส่วนในประเทศที่พัฒนาแล้วพบโรคนี้ได้ประมาณ 9.4 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน

หมายเหตุ : รังไข่ (Ovary) เป็นอวัยวะคู่ (มีทั้งด้านซ้ายและด้านขวา) ที่อยู่ในช่องท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน และอยู่ในระยะสืบพันธุ์เฉพาะของผู้หญิง มีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและผลิตไข่เพื่อการผสมพันธุ์ ซึ่งรังไข่สามารถเกิดโรคมะเร็งได้ทั้ง 2 ข้าง โดยพบเกิดกับข้างซ้ายและข้างขวาได้ใกล้เคียงกัน และพบได้พร้อมกันทั้ง 2 ข้างประมาณ 25%

ชนิดของมะเร็งรังไข่

โรคมะเร็งรังไข่มีหลายชนิด สามารถแบ่งตามตำแหน่งเริ่มต้นของเซลล์มะเร็งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

  1. มะเร็งเยื่อบุผิวรังไข่ (Epithelial cell tumors) เป็นกลุ่มเกิดจากเซลล์เยื่อบุผิวรังไข่ (Epithelium) อาจเป็นเยื่อบุผิวของท่อนำไข่ ของเยื่อบุมดลูก หรือของเยื่อบุผิวของรังไข่ เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุดประมาณ 90% ของมะเร็งรังไข่ทั้งหมด พบเกิดในผู้ใหญ่ และพบได้สูงในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป (โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงโรคมะเร็งรังไข่ จึงมักจะหมายถึงโรคมะเร็งรังไข่กลุ่มที่เกิดจากเยื่อบุผิวรังไข่นี้) นอกจากนี้มะเร็งในกลุ่มนี้เยื่อบุผิวยังแบ่งได้เป็นอีก 2 แบบ คือ
    • มะเร็งรังไข่แบบ 1 (Ovarian cancer type 1) คือ มะเร็งรังไข่ที่มีความรุนแรงของโรคต่ำ (Low grade tumor) ธรรมชาติของโรคจะไม่ค่อยลุกลามแพร่กระจาย จึงมักพบโรคนี้ในระยะที่ 1 และเป็นมะเร็งกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคดี นอกจากนั้นโรคในกลุ่มนี้ยังมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือยีน เช่น KRAS, PTEN, BRAF แต่มักไม่พบความผิดปกติของยีน TP53 (Tumor protein 53) มะเร็งในกลุ่มนี้ที่พบได้บ่อย คือ มะเร็งในกลุ่ม Borderline adenocarcinoma
    • มะเร็งรังไข่แบบ 2 (Ovarian cancer type 2) คือ มะเร็งรังไข่ที่มีความรุนแรงของโรครุนแรง (High grade tumor) มักพบในระยะลุกลามออกนอกรังไข่ไปแล้ว เป็นโรคที่มักพบร่วมกับการมียีนผิดปกติชนิด TP53 และชนิด BRCA (Breast cancer) และเป็นโรคกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคไม่ดี
  2. มะเร็งฟองไข่ (Germ cell tumors) เป็นกลุ่มที่เกิดจากเซลล์ที่ผลิตไข่ เป็นกลุ่มที่พบได้น้อยประมาณ 5% ของมะเร็งรังไข่ทั้งหมด มักพบได้ในเด็กและในหญิงอายุน้อย
  3. มะเร็งเนื้อรังไข่ (Stromal cell tumors) เป็นกลุ่มเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งผลิตฮอร์โมนเพศหญิง เป็นกลุ่มที่พบได้น้อยมาก
ชนิดมะเร็งรังไข่
IMAGE SOURCE : www.myocjourney.com

สาเหตุของมะเร็งรังไข่

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ที่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยง* ที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคนี้ คือ

  • การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุมดลูก และ/หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะ
    • การมีญาติสายตรง (มารดา พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาว) เป็นมะเร็งรังไข่ 2 คน
    • การมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่ 1 คน เป็นมะเร็งเต้านม 1 คน ซึ่งเกิดก่อนอายุ 50 ปี
    • การมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่ และมีประวัติคนในครอบครัว 2 คน
    • เป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 60 ปี
    • การมีคนในครอบครัว 1 คนเป็นมะเร็งรังไข่ และมีคนในครอบครัว 3 คน เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (มี 1 คนเป็นก่อนอายุ 50 ปี)
  • การมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เพราะพบโรคนี้ได้สูงในช่วงอายุ 40-60 ปี
  • การมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หรือหมดประจำเดือนช้า (หมดช้ากว่าอายุ 55 ปี)
  • การคลอดบุตรคนแรกหลังจากอายุ 30 ปีไปแล้ว
  • การไม่มีบุตรหรือมีบุตรน้อย เพราะพบโรคนี้ในคนที่ไม่เคยตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์เพียง 1-2 ครรภ์ ได้สูงกว่าในคนที่ตั้งครรภ์มากกว่านี้
  • การใช้ยากระตุ้นการตกไข่เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตั้งครรภ์ เช่น ในภาวะมีบุตรยาก
  • การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือนติดต่อกันนานเกิน 5 ปี
  • การมีภาวะอ้วนตั้งแต่วัย 18 ปี เพราะพบโรคนี้ในคนอ้วนสูงกว่าในคนผอม
  • เคยเป็นโรคมะเร็งรังไข่มาแล้วข้างหนึ่ง โรคมะเร็งเต้านม และ/หรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • สภาพแวดล้อม เช่น สารเคมี อาหาร เนื่องจากพบโรคนี้ในประเทศอุตสาหกรรมมากกว่าประเทศเกษตรกรรม
  • มีการศึกษาพบว่า การใช้แป้งบริเวณอวัยวะเพศเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ แต่อาจเป็นเพราะแป้งในสมัยก่อนมีสารปนเปื้อนก็ได้

หมายเหตุ : ปัจจัยเสี่ยง หมายถึง การมีโอกาสเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างจะต้องกลายเป็นโรคมะเร็งเสมอไป หรือการที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ เลยก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางเป็นโรคมะเร็ง

อาการของมะเร็งรังไข่

ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดง แต่ต่อมาจะมีอาการคล้ายของโรคของกระเพาะปัสสาวะและทางเดินอาหารทั่วไป

เช่น แน่นท้อง รู้สึกอึดอัดในช่องท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ มีลมในท้อง เรอ รู้สึกอิ่มจนอึดอัดแม้จะรับประทานอาหารอ่อน ๆ คลื่นไส้ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่จนต้องรีบเข้าห้องน้ำ ปัสสาวะบ่อย ปวดท้องน้อย การขับถ่ายผิดปกติไปจากเดิม (เช่น ท้องผูก ท้องเสีย) อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผอมแห้ง น้ำหนักตัวลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดหลังตอนล่าง เจ็บในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเป็นอย่างต่อเนื่องและค่อย ๆ เป็นมากขึ้นทีละน้อย ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ในระยะที่โรคลุกลามแล้ว

ผู้ป่วยบางรายอาจมีประจำเดือนผิดปกติ เช่น ปวดประจำเดือน หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอย บางรายอาจมีอาการปวดท้องเฉียบพลันแบบถุงน้ำรังไข่ที่มีขั้วบิด

ในระยะท้ายของมะเร็งรังไข่ ผู้ป่วยจะมีอาการคลำได้ก้อนในท้องน้อย ปวดท้องน้อย มีน้ำในช่องท้องหรือท้องมาน (ท้องบวมหรือเสื้อผ้าคับท้องหรือเอว) และมีอาการของภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากมะเร็งลุกลามไปยังบริเวณข้างเคียงและ/หรือไปยังปอดและตับ (เช่น ดีซ่าน ตับโต ไอเรื้อรัง หายใจหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก เป็นต้น)

อาการมะเร็งรังไข่
IMAGE SOURCE : www.gleneagles.com.sg

ระยะของมะเร็งรังไข่

  • ระยะที่ 1 แบ่งออกเป็นระยะ IA, IB และระยะ IC
    • ระยะ IA เป็นระยะที่พบเซลล์มะเร็งในรังไข่ (Ovary) หรือท่อนำไข่ (Fallopian tube) เพียง 1 ข้าง
    • ระยะ IB เป็นระยะที่พบเซลล์มะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง
    • ระยะ IC เป็นระยะที่พบเซลล์มะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ 1 ข้าง หรือพบทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับ (a) หากมะเร็งเป็นถุงน้ำและถุงน้ำได้แตกออก หรือ (b) พบเซลล์มะเร็งอยู่ที่ผิวด้านนอกของรังไข่หรือท่อนำไข่ หรือ (c) พบเซลล์มะเร็งที่เยื่อบุอุ้งเชิงกราน (Pelvic peritoneum)
      มะเร็งรังไข่ระยะแรก
  • ระยะที่ 2 แบ่งออกเป็นระยะ IIA, IIB และระยะ IIC
    • ระยะ IIA เป็นระยะที่พบมะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ 1 ข้าง หรือทั้ง 2 ข้าง และเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังมดลูก (Uterus) และ/หรือท่อนำไข่ และ/หรือรังไข่อีกข้าง
    • ระยะ IIB เป็นระยะที่พบมะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ 1 ข้าง หรือทั้ง 2 ข้าง และเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังลำไส้ใหญ่ (Colon)
    • ระยะ IIC เป็นระยะที่พบมะเร็งในเยื่อบุอุ้งเชิงกราน (Pelvic peritoneum) โดยที่มะเร็งไม่ได้แพร่กระจายมาจากส่วนอื่นของร่างกาย
      มะเร็งรังไข่ระยะที่2
  • ระยะที่ 3 แบ่งออกเป็นระยะ IIIA, IIIB และระยะ IIIC
    • ระยะ IIIA เป็นระยะที่พบมะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ 1 ข้าง หรือทั้ง 2 ข้าง และเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองเฉพาะบริเวณด้านหน้าหรือด้านหลังของเยื่อบุช่องท้อง (Peritoneum) เท่านั้น หรือแพร่กระจายไปยังโอเมนตัม (Omentum) โดยที่เซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายมาส่วนนี้ยังมีขนาดเล็กมาก สามารถมองเห็นเฉพาะจากการส่องกล้อง และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงได้
      มะเร็งรังไข่ระยะที่3
    • ระยะ IIIB เป็นระยะที่พบมะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ 1 ข้าง หรือทั้ง 2 ข้าง และมะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังโอเมนตัม (มะเร็งที่แพร่กระจายมาส่วนนี้ยังมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และมะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลังเยื่อบุช่องท้องได้)
      มะเร็งรังไข่ระยะ3
    • ระยะ IIIC เป็นระยะที่พบมะเร็งในรังไข่หรือท่อนำไข่ 1 ข้าง หรือทั้ง 2 ข้าง และมะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังขั้วลำไส้ (มะเร็งที่แพร่กระจายมาส่วนนี้ยังมีขนาดใหญ่กว่า 2 เซ
    • นติเมตร และมะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลังเยื่อบุช่องท้องหรือผิวของตับหรือม้ามได้)
      อาการมะเร็งรังไข่ระยะสุดท้าย
  • ระยะที่ 4 เป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย โดยแบ่งออกเป็นระยะ IVA และระยะ IVB
    • ระยะ IVA เป็นระยะที่พบเซลล์มะเร็งในของเหลวซึ่งสร้างขึ้นรอบ ๆ ปอด
    • ระยะ IVB เป็นระยะที่มะเร็งมีการแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดออกนอกช่องท้องไปยังอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ของร่างกาย ได้แก่ ปอด ตับ สมอง กระดูก และต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ

      มะเร็งรังไข่ระยะสุดท้าย
      IMAGE SOURCE : www.cancer.gov

การวินิจฉัยมะเร็งรังไข่

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ได้จาก

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย
  • การตรวจภายในช่องคลอด (Pelvic exam) การตรวจภายในจะช่วยตรวจหามะเร็งปากมดลูกได้ แต่จะไม่สามารถตรวจมะเร็งรังไข่ในระยะแรกได้ (มักจะตรวจพบมะเร็งรังไข่ในระยะท้ายของโรค ซึ่งมักจะคลำพบก้อนที่รังไข่) แต่การตรวจภายในก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องตรวจเป็นประจำ โดยมีคำแนะนำให้เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุมากกว่า 18 ปี

    การตรวจมะเร็งรังไข่
    IMAGE SOURCE : www.cancer.gov
  • การตรวจเลือดดูค่าสารมะเร็งที่สร้างจากเซลล์มะเร็งรังไข่ (CA 125 assay)
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound exam)

    การตรวจโรคมะเร็งรังไข่
    IMAGE SOURCE : www.cancer.gov
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  • การตรวจเพทสแกน (PET scan)
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  • การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest x-ray)
  • การใช้กล้องส่องเข้าช่องท้อง (Laparoscopy) ซึ่งแพทย์จะวางยาสลบ กรีดแผลประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วสอดกล้องตัวเล็ก ๆ เข้าไปในช่องท้องเพื่อดูอวัยวะในช่องท้อง
  • การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) ในโรคที่เกี่ยวกับการมีก้อนเนื้อในรังไข่ แพทย์จะไม่ตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์ก่อนให้การรักษาเหมือนในโรคอื่น ๆ เพราะอาจมีผลข้างเคียงจากการตัดชิ้นเนื้อได้สูง เช่น การเกิดเลือดออกในช่องท้อง ลำไส้ทะลุจากเข็มที่เจาะพลาดไปโดนลำไส้ และหากเป็นมะเร็งก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าสู่เยื่อบุช่องท้อง อีกทั้งเมื่อแพทย์ตรวจพบก้อนเนื้อในรังไข่ การรักษาหลักจะเป็นการผ่าตัดเสมอ ดังนั้น การจะวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ได้อย่างแน่นอน จึงทำได้จากการตรวจรังไข่ในขณะทำการผ่าตัดและจากการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อหลังการผ่าตัดแล้วส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

หลังจากวินิจฉัยโรคได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหรือระยะของโรคเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะผ่าตัดทางหน้าท้องเพื่อดูว่ามีการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นหรือไม่ และจะตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา พร้อมกับตัดก้อนเนื้องอกและอวัยวะที่เป็นมะเร็งออกด้วย

การรักษามะเร็งรังไข่

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งรังไข่ แพทย์จะให้การรักษาด้วยการผ่าตัด (ผ่าตัดรังไข่ทั้งสองข้างร่วมกับผ่าตัดมดลูกและท่อนำไข่ทั้งสองข้าง เพราะเป็นอวัยวะที่โรคมะเร็งอาจลุกลามไปได้) และให้การรักษาต่อเนื่องด้วยการให้ยาเคมีบำบัดหรือร่วมกับยารักษาตรงเป้าเมื่อเป็นโรคที่เซลล์มะเร็งเป็นชนิดรุนแรงและ/หรือเมื่อโรคลุกลามแล้ว ส่วนการใช้รังสีรักษาอาจใช้ในกรณีที่โรคแพร่กระจายไปแล้วเพียงเพื่อช่วยบรรเทาอาการ (เช่น แพร่กระจายเข้ากระดูกและก่ออาการปวดกระดูก) แต่ยังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก

  • วิธีการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ การรักษาโรคมะเร็งรังไข่มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะของโรค สภาพโดยรวมของผู้ป่วย ซึ่งการรักษาจะประกอบไปด้วยแพทย์หลายแผนก เช่น สูตินรีแพทย์ แพทย์ทางรังสีวิทยา แพทย์ทางเคมีบำบัด ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วยแต่ละรายไป
    1. การผ่าตัด (Surgery) การผ่าตัดมะเร็งรังไข่มีอยู่หลายวิธี ได้แก่
      • การผ่าตัดมดลูกและปากมดลูก (Hysterectomy) มีทั้งการผ่าตัดเฉพาะปากมดลูกออก (Subtotal hysterectomy) และการผ่าตัดมดลูกและปากมดลูกออกทั้งหมด (Total hysterectomy) ถ้าผ่าตัดทางหน้าท้องจะเรียกว่า “Abdominal hysterectomy” ถ้าผ่าตัดทางช่องคลอดจะเรียกว่า “Vaginal hysterectomy” และถ้าผ่าตัดผ่านกล้องจะเรียกว่า “Laparoscopic hysterectomy
      • การผ่าตัดรังไข่และท่อนำไข่ในข้างที่เป็นมะเร็งออก (Unilateral salpingo-oophorectomy)
      • การผ่าตัดรังไข่และท่อนำไข่ออกทั้งสองข้าง (Bilateral salpingo-oophorectomy)
      • การผ่าตัดโอเมนตัมหรือเนื้อเยื่อที่บุช่องท้องออก (Omentectomy)
      • การผ่าตัดเอาส่วนของต่อมน้ำเหลืองออกเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (Lymph node biopsy)

        การผ่าตัดรักษามะเร็งรังไข่
        IMAGE SOURCE : www.cancer.gov
    2. การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหรือยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ในปัจจุบันแพทย์นิยมใช้ยาหลายตัวสลับกันเป็นระยะ เพราะได้ผลดีกว่าการใช้ยาเพียงตัวเดียว หลังจากกินยาหรือฉีดยาเคมีบำบัดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อแล้ว ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าทางกระแสเลือดและจับกับเซลล์มะเร็งที่อยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งเรียกว่า “Systemic chemotherapy” แต่ในบางกรณีแพทย์อาจฉีดยาเคมีบำบัดเข้าทางช่องไขสันหลัง ในอวัยวะ หรือในช่องท้องเพื่อหวังผลในการทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ ซึ่งเรียกว่า “Regional chemotherapy
    3. การให้ยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy) เป็นการรักษาโดยการใช้ยาหรือสารอื่น ๆ ที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งและก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ปกติน้อยกว่ายาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา แต่ยานี้ค่อนข้างจะมีราคาแพงเกินกว่าที่ผู้ป่วยทั่วไปจะเข้าถึงได้ โดยยาที่นำมาใช้รักษามะเร็งรังไข่จะเป็นยาในกลุ่มโมโนโคลนอล แอนติบอดี (Monoclonal antibody) เช่น บีวาซิซูแมบ (Bevacizumab) และยาในกลุ่ม PARP inhibitors เช่น Olaparib และ Niraparib ที่ใช้ในการรักษามะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม
    4. การใช้รังสีรักษา (Radiation therapy) เป็นการใช้รังสีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งและทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง ซึ่งการใช้รังสีรักษานั้นมี 2 ประเภท คือ ประเภทที่ใช้เครื่องฉายรังสีจากภายนอกร่างกาย (External radiation therapy) ซึ่งเป็นที่นิยมกว่าอีกประเภท คือ การฝังแร่ในร่างกาย (Internal radiation therapy) ส่วนการนำมาใช้รักษามะเร็งรังไข่นั้นยังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก
    5. การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการรักษาโรคมะเร็งโดยอาศัยหลักการทำงานของภูมิคุ้มกัน กล่าวคือ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นให้ทำการกำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกจากร่างกาย เป็นการส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเพื่อกำจัดหรือควบคุมเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ แต่การนำมาใช้รักษามะเร็งรังไข่ยังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก
  • การรักษามะเร็งรังไข่ตามระยะของโรค
    1. ระยะที่ 1 หรือมะเร็งระยะแรก (Early cancer) การรักษาจะประกอบไปด้วย
      • การผ่าตัดมดลูกและปากมดลูก (Hysterectomy), การผ่าตัดรังไข่และท่อนำไข่ออกทั้งสองข้าง (Bilateral salpingo-oophorectomy), การผ่าตัดโอเมนตัม (Omentectomy), การตัดเอาส่วนของต่อมน้ำเหลืองออกเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (Lymph node biopsy) และอาจตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดภายหลังการผ่าตัดร่วมด้วย