มะเร็งตับอ่อน#
มะเร็งตับอ่อน (ภาษาอังกฤษ: Pancreatic cancer) คือ เนื้องอกร้ายหรือมะเร็งซึ่งเกิดขึ้นจากเซลล์ของตับอ่อน ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนมักมาพบแพทย์เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ เนื่องจากอาการในระยะแรกมักไม่เฉพาะเจาะจงหรือไม่มีอาการแสดงเลย จนกระทั่งเป็นมากแล้วจึงจะแสดงอาการ เช่น ปวดท้องหรือปวดหลังเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคของผู้ใหญ่ที่พบได้เรื่อย ๆ แต่ไม่ถึงกับบ่อยนัก (แต่จำนวนผู้ป่วยก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดและมีแนวโน้มเกิดกับบุคคลในวัยหนุ่มสาวด้วย) โดยพบได้ประมาณ 1% ของมะเร็งทางเดินอาหาร ส่วนใหญ่พบเกิดกับบุคคลในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ มักพบในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป (พบได้สูงมากในช่วงอายุ 60-80 ปี) และพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1.3-3 เท่า
ในประเทศไทยโรคมะเร็งตับอ่อนไม่จัดอยู่ใน 10 ลำดับของโรคมะเร็งที่พบบ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยรายงานจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ.2553 ซึ่งรวบรวมผู้ป่วยในช่วงปี พ.ศ.2544-2546 พบโรคมะเร็งตับอ่อนในผู้ชายคิดเป็น 1.7 คน ต่อประชากรชาย 100,000 คน ส่วนในผู้หญิงพบได้ 1.2 คน ต่อประชากรญิง 100,000 คน อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งตับอ่อนก็เป็นโรคที่รุนแรงมากชนิดหนึ่ง เพราะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 7 ของการเสียชีวิตจากมะเร็งทั่วโลกและเป็นอันดับ 4 ในสหรัฐอเมริกา โดยในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ.2551 พบผู้ป่วยใหม่เป็นโรคนี้ 37,680 ราย ซึ่งในจำนวนนี้จะเสียชีวิตประมาณ 34,290 ราย
หมายเหตุ : ตับอ่อน (Pancreas) เป็นอวัยวะที่ในช่องท้องส่วนลึกที่อยู่ใต้ต่อกระเพาะอาหาร (อยู่ระหว่างกระเพาะอาหารและกระดูกสันหลัง) จัดเป็นอวัยวะในระบบทางเดินอาหารเช่นเดียวกับตับ (แต่ตับอ่อนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตับ เป็นคนละอวัยวะและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน) มีลักษณะและขนาดคล้ายกล้วยหอม มีความยาวประมาณ 6 นิ้ว ประกอบไปด้วยเซลล์หลัก 2 ชนิด คือ เซลล์จากต่อมมีท่อ (Exocrine gland) ที่มีหน้าที่ในการสร้างน้ำย่อยอาหาร ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารในลำไส้เล็ก และเซลล์จากต่อมไร้ท่อ (Endocrine gland) ที่มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนหลายชนิด ซึ่งที่เรารู้จักกันดี คือ ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของน้ำตาลในเลือด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวาน
ชนิดของมะเร็งตับอ่อน#
โรคมะเร็งตับอ่อนมีหลายชนิด เช่น ชนิดนิวโรเอ็นโดคราย (Neuroendocrine tumor) ซึ่งเกิดจากเซลล์ต่อมไร้ท่อ เป็นชนิดที่พบได้ค่อนข้างน้อย (ซึ่ง Steve Jobs ก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งชนิดนี้) ส่วนใหญ่จะมีความรุนแรงข้างต่ำ มีระยะอาการค่อนข้างนาน และวิธีการรักษาก็จะแตกต่างกับมะเร็งตับอ่อนอีกชนิดที่พบได้เป็นส่วนใหญ่อยู่บ้าง โดยชนิดที่ว่าคือ ชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarcinoma) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ประมาณ 90-95% ซึ่งเกิดจากเซลล์ต่อมมีท่อ และเป็นมะเร็งชนิดที่มีความรุนแรงค่อนข้างสูง ดังนั้น โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงโรคมะเร็งตับอ่อนจึงมักจะหมายถึงมะเร็งชนิดนี้
สาเหตุของมะเร็งตับอ่อน#
ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
- อายุ ดังที่กล่าวไปแล้วว่ามะเร็งชนิดนี้เป็นโรคของผู้ใหญ่ เพราะโดยทั่วไปจะพบได้ในคนอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
- เชื้อชาติ เพราะพบโรคนี้ได้สูงในคนอเมริกันผิวดำเมื่อเปรียบกับคนผิวขาว
- ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่าง
- การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า
- โรคเบาหวาน
- โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง เพราะสามารถพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับอ่อนได้
- การมีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่าง
- ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน การขาดการออกกำลังกาย
- การสูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นมะเร็งตับอ่อนได้มากกว่าคนที่ไม่สูบประมาณ 2-3 เท่า
- การดื่มแอลกอฮอล์
- การบริโภคอาหารไขมันสัตว์มากและผักผลไม้น้อย
- การสัมผัสสารเคมี เช่น สารดีดีที (DDT), น้ำมันเบนซิน หรืออนุพันธ์ของปิโตรเลียม
กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนสูง#
- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี มีรูปร่างค่อนข้างอ้วน และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดีนัก เช่น ชอบสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ชอบบริโภคอาหารไขมันสัตว์มากและผักผลไม้น้อย เป็นต้น
- ผู้ที่ทานอาหารมันเลี่ยนแล้วท้องเสีย โดยเฉพาะผู้ที่ถ่ายออกมาแล้วพบว่ามีไขมัน ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่าสมรรถภาพของสารคัดหลั่งของต่อมมีท่อในตัอ่อนถูกทำลาย
- คนวัยหนุ่มสาวที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน แต่กลับเป็นโรคเบาหวานขึ้นมากะทันหัน ซึ่งอาจเป็นการล่วงหน้าของโรคมะเร็งตับอ่อนได้ และผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมามากกว่า 5 ปีจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนได้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 1.2 เท่า
อาการของมะเร็งตับอ่อน#
ในระยะแรกมักไม่มีอาการแสดง แต่เมื่อมะเร็งลุกลามไปมากแล้วก็จะทำให้มีอาการปวดท้องส่วนบนและปวดร้าวไปที่หลัง ซึ่งมักจะปวดเวลาหลังอาหารหรือนอนลง เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง มีอาการแบบอาหารไม่ย่อย ดีซ่าน (อาการตัวเหลือง ตาเหลือง คันตามตัว ปัสสาวะสีเข้ม ซึ่งเกิดจากก้อนมะเร็งกดเบียดทับช่องเปิดของท่อน้ำดีจากตับเข้าสู่ลำไส้เล็ก จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ และทำให้เกิดอาการดีซ่านขึ้นมา) อุจจาระสีซีด (เนื่องจากก้อนมะเร็งอุดกั้นทางเดินน้ำดี) คันตามผิวหนัง อาจคลำได้ก้อนในท้อง ตับโต ถุงน้ำดีโต คลื่นไส้อาเจียน (เนื่องจากลำไส้อุดกั้นจากก้อนมะเร็ง) มีอาการของโรคเบาหวาน (เนื่องจากมะเร็งไปยับยั้งการผลิตอินซูลิน) ท้องเสียเรื้อรัง (เนื่องจากผลิตเอนไซม์ย่อยอาหารได้น้อย ทำให้การดูดซึมผิดปกติ) หรือมีอาการที่เกิดจากมะเร็งแพร่กระจายไปยังที่อื่น เช่น ลำไส้ กระเพาะอาหาร ปอด ตับ กระดูก สมอง เป็นต้น
ส่วนความรุนแรงของโรคมะเร็งตับอ่อนนั้นจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่
- ระยะของโรค ยิ่งมะเร็งระยะสูงขึ้นความรุนแรงก็มากขึ้น
- สภาพร่างกายของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงก็จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา
- โรคร่วมอื่น ๆ ที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา
- อายุของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุก็มักจะทนการรักษาได้ไม่ดี


ผู้ที่มีอาการปวดท้องหรือปวดหลังเรื้อรัง น้ำหนักตัวลดลง อาจเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนได้
ระยะของมะเร็งตับอ่อน#
โรคมะเร็งตับอ่อนมี 4 ระยะเช่นเดียวกับโรคมะเร็งอื่น ๆ ทั่วไป และในระยะต่าง ๆ ยังแบ่งย่อยได้อีก เพื่อใช้ในการศึกษาและการรักษาโรค ได้แก่
- ระยะที่ 1 เป็นระยะที่พบมะเร็งเกิดขึ้นในตับอ่อนเท่านั้น ยังไม่ลุกลามออกนอกตับอ่อนและยังไม่มีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองทั้งที่อยู่ใกล้เคียงและอยู่ห่างไกลออกไป โดยในระยะนี้จะแบ่งออกเป็นระยะ IA และ IB ตามขนาดของก้อนมะเร็ง
- ระยะ IA มะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร
- ระยะ IB มะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร

- ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มะเร็งอาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง และอาจแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง โดยแบ่งออกเป็นระยะ IIA และ IIB ตามการแพร่กระจายของมะเร็ง
- ระยะ IIA มะเร็งลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

- ระยะ IIB มะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง และอาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง

- ระยะ IIA มะเร็งลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
- ระยะที่ 3 เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามออกนอกตับอ่อนและเข้าสู่หลอดเลือดใหญ่ที่อยู่ใกล้ตับอ่อน และอาจมีไม่มีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

- ระยะที่ 4 เป็นระยะที่มะเร็งอาจมีขนาดใดก็ได้และมีการลุกลามไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น ตับ ปอด ช่องท้อง (ที่พบได้บ่อยคือ ตับ) และอาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้ตับอ่อนหรือแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง

IMAGE SOURCE : www.cancer.gov
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อน#
โรคมะเร็งตับอ่อนเป็นโรคมะเร็งที่วินิจฉัยได้ยาก เพราะเป็นอวัยวะที่อยู่ลึกและถูกห้อมล้อมด้วยอวัยวะต่าง ๆ และผู้ป่วยมักมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง แพทย์จึงมักวินิจฉัยได้ต่อเมื่อมีการลุกลามแล้ว อย่างไรก็ตามจากการซักประวัติอาการและการตรวจร่างกาย ถ้าแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนก็มักจะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูพยาธิสภาพของตับอ่อนและตับ (เพราะมะเร็งตับอ่อนจะแพร่กระจายไปที่ตับได้สูง) เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ถ้าผลการตรวจออกมาพบว่ามีก้อนเนื้อของตับอ่อน แพทย์มักจะทำการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกเลยเพื่อการรักษาและเพื่อนำก้อนเนื้อไปตรวจพิสูจน์ทางพยาธิวิทยาว่าใช่มะเร็งตับอ่อนหรือไม่
โดยทั่วไปมักจะไม่ตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาก่อนการผ่าตัด เพราะจะเสี่ยงต่อการทะลุเข้าลำไส้ เกิดการอักเสบรุนแรงของช่องท้อง และ/หรือทะลุเข้าหลอดเลือด หรือก่ออาการเลือดออกรุนแรงในช่องท้องได้ นอกจากนั้นเมื่อพบก้อนเนื้อในตับอ่อนไม่ว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่ก็ตาม การรักษามักจะเป็นการผ่าตัดตับอ่อนเสมอ ดังนั้นเมื่อพบก้อนเนื้อในตับอ่อน การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับอ่อนจึงทำได้จากการผ่าตัดตับอ่อนก่อน แล้วจึงตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อหลังผ่าตัดเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (ก่อนการผ่าตัดแพทย์จะทำการตรวจเลือดเพิ่มเติม ตรวจปัสสาวะ และตรวจภาพเอกซเรย์ปอด เพื่อดูสภาพร่างกายของผู้ป่วยและดูว่ามีโรคแพร่กระจายไปที่ปอดและตับหรือไม่)
สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งตับอ่อนนั้นมีวิธีดังนี้
- การประวัติอาการและการตรวจร่างกาย เป็นสิ่งชี้นำในการตรวจขั้นตอนต่อไป แต่ในรายที่เป็นมะเร็งตับอ่อนระยะเริ่มแรกมักจะตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ
- การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) เป็นการตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือเนื้อเยื่อเพื่อตรวจวัดปริมาณสารบางอย่าง เช่น สาร CA 19-9 หรือ Carcinoembryonic antigen (CEA) ซึ่งอาจมีระดับเพิ่มสูงขึ้น
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เป็นการภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่จะแสดงให้เห็นตำแหน่งและขนาดของจุดเกิดโรค นอกจากนี้ยังช่วยวินิจฉัยได้ว่าโรคมีการลุกลามไปยังตับและต่อมน้ำเหลืองหรือไม่
- การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นการถ่ายภาพคอมพิวเตอร์อีกชนิดหนึ่งที่ไม่อาศัยรังสีเอกซ์ แต่อาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยทำให้เห็นภาพของอวัยวะภายในและสามารถตรวจพบมะเร็งตับอ่อนได้
- การตรวจเพทสแกน (PET scan) เป็นการถ่ายภาพความเปลี่ยนแปลงทางชีวะเคมีในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย โดยการให้น้ำตาลกลูโคสชนิดพิเศษที่มีกัมมันตรังสีในตัวเอง (FDG) ฉีดเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งน้ำตาลชนิดนี้จะซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อเกือบทุกชนิดในร่างกาย โดยเฉพาะเนื้อเยื่อที่มีการแบ่งตัวมาก (เช่น มะเร็ง) จะจับกำน้ำตาลนี้ไว้ในปริมาณมากกว่าเนื้อเยื่อปกติ และเปล่งรังสีออกมาในปริมาณสูง จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องตรวจเพทสแกนถ่ายภาพรังสีออกมา ซึ่งภาพที่ได้จะแสดงให้เห็นการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของมะเร็ง
- การตรวจอัลตราซาวนด์ในช่องท้องส่วนบน (Abdominal ultrasound) เป็นการตรวจที่สามารถแสดงโครงสร้างภายในของตับอ่อนและท่อน้ำดีได้ว่ามีการอุดตันหรือไม่
- การส่องกล้องที่ติดอัลตราซาวนด์ (Endoscopic Ultrasound – EUS) ซึ่งจะช่วยทำให้แพทย์สามารถมองเห็นภาพมะเร็งตับอ่อนและต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงว่ามีมะเร็งมีการแพร่กระจายไปถึงหรือยัง
- การส่องกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อน (Endoscopic retrograde cholangiopancreatography – ERCP) เป็นวิธีที่ใช้การส่องกล้องและเอกซเรย์ประกอบกัน โดยแพทย์จะทำการส่องกล้องจากปาก ผ่านเข้าสู่กระเพาะอาหารลงไปสู่ลำไส้เล็ก เพื่อหารูเปิดท่อน้ำดี และฉีดสีเข้าไปในท่อน้ำดี พร้อมกับเอกซเรย์ดูความผิดปกติของท่อน้ำดีและท่อตับอ่อน
- การใช้เข็มเจาะผ่านตับเข้าไปในท่อน้ำดี (Percutaneous transhepatic cholangiography – PTC) มักใช้ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจวิธี ERCP ได้ โดยจะเป็นการตรวจที่ใช้แทงเข็มผ่านทางผิวหนังเข้าไปที่ตับเพื่อการฉีดสีและสีจะผ่านเข้าท่อน้ำดีเพื่อให้มีการอุดตัน และการอุดตันนี้จะแสดงผลทางภาพถ่ายเอกซเรย์
- การส่องกล้องตรวจภายในช่องท้อง (Laparoscopy) ) เป็นการตรวจหามะเร็งและตัดชิ้นเนื้อตรวจ และเพื่อดูว่ามะเร็งที่ตรวจพบโดยวิธีอื่นแล้วนั้นมีการแพร่กระจายไปในช่องท้องแล้วหรือไม่ เพราะถ้าแพร่กระจายแล้วก็แสดงว่าการผ่าตัดใช้ไม่ได้
- การตัดชิ้นเนื้อตรวจพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา (Biopsy) เป็นสิ่งจำเป็นในการวินิจฉัยโรคที่แน่นอนว่าก้อนเนื้องอกในตับอ่อนเป็นมะเร็งหรือไม่ การตัดชิ้นเนื้ออาจจะทำได้หลายวิธี เช่น การแทงใช้เข็มเล็ก ๆ ผ่านช่องท้องภายใต้การนำวิถีโดยอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์ การตัดชิ้นเนื้อโดยการส่องกล้องในทางเดินอาหารส่วนต้นร่วมกับการทำอัลตราซาวนด์ หรือโดยการส่องภายในช่องท้องแล้วตัดชิ้นเนื้อ
การรักษามะเร็งตับอ่อน#
- วิธีรักษามะเร็งตับอ่อน โดยทั่วไปการรักษาหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 วิธี ได้แก่ การผ่าตัดเพื่อหวังผลให้โรคหายขาด (มักใช้ในรายที่ก้อนมีขนาดเล็กและอยู่ในตำแหน่งที่ไม่กดทำลายอวัยวะข้างเคียง) การให้ยาเคมีบำบัดและการใช้รังสีรักษาในรายที่ไม่สามารถผ่าตัดไม่ได้ นอกจากนั้นคือ การให้ยารักษาตรงเป้า, การรักษาแบบประคับประคองอาการ เป็นต้น ส่วนการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ไม่ต้องผ่าตัดวิธีใหม่ เช่น การใช้ไฟฟ้า (IRE), การใช้ความเย็น (Cryotherapy) การใช้สารกัมมันตภาพรังสี (I-125) ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบเพื่อหาข้อสรุป และอาจมีการมาใช้เพื่อลดอาการหรือลดขนาดของก้อน แต่ยังไม่มีใช้ในกรณีทั่วไป ส่วนการที่แพทย์จะเลือกใช้วิธีใดนั้นจะขึ้นอยู่กับอาการ อายุ สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ดุลยพินิจของแพทย์ และความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวเป็นหลัก
- การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งตับอ่อนที่ดีที่สุด ซึ่งจะทำได้ในกรณีที่ตรวจพบเร็วและมะเร็งยังไม่แพร่กระจาย โดยทั่วไปเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนแพทย์จะแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
- กลุ่มที่ผ่าตัดได้ คือ ผู้ผ่วยที่โรคยังลุกลามไม่มากและมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง เมื่อผ่าตัดแล้วแพทย์จะนำก้อนเนื้อไปตรวจพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา และถ้ามีข้อบางชี้ทางการแพทย์ก็จะมีการรักษาเพิ่มเติมโดยการให้ยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาร่วมด้วย
- กลุ่มที่ผ่าตัดไม่ได้ คือ กลุ่มที่โรคลุกลามมากแล้วแต่แข็งแรง แพทย์มักจะรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา (การรักษานี้จะไม่ช่วยให้โรคหายขาด แต่แพทย์จะใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด) แต่ถ้าผู้ป่วยมีร่างกายไม่แข็งแรง แพทย์จะให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ยาแก้ปวด การให้อาหารทางหลอดเลือดดำเมื่อผู้ป่วยกินได้น้อย
- การรักษามะเร็งตับอ่อนตามระยะของโรค
- ระยะที่ 1-2 การรักษาจะมีตั้งแต่การผ่าตัด (Surgery), การผ่าตัดแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือการผ่าตัดแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดคู่กับการใช้รังสีรักษา (Chemoradiotherapy) ส่วนวิธีการรักษาอยู่ในระหว่างการทดสอบทางคลินิก คือ การให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน (Combination chemotherapy), การให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy) และการให้ยาเคมีบำบัดและ/หรือการใช้รังสีรักษา (Radiation therapy) ก่อนการผ่าตัด
- ระยะที่ 3 การรักษาจะมีตั้งแต่การผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการ (Palliative surgery), การให้ยาเคมีบำบัดแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดคู่กับการใช้รังสีรักษา (Chemoradiotherapy), การให้ยาเคมีบำบัดคู่กับการใช้รังสีรักษาแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy), การให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับหรือไม่ร่วมกับยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy) ส่วนวิธีการรักษาอยู่ในระหว่างการทดสอบทางคลินิก คือ การใช้รังสีรักษาแบบภายใน (Internal radiation therapy)
- ระยะที่ 4 การรักษาจะมีตั้งแต่การรักษาแบบประคับประคองเพื่อบรรเทาอาการปวด, การผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการ (Palliative surgery) และการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับหรือไม่ร่วมกับยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy)
- การติดตามผลการรักษา เมื่อแพทย์ให้การรักษาครบแล้ว แพทย์จะนัดมาตรวจติดตามโรคและดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยในปีที่ 1-2 อาจนัดมาตรวจทุก 1-2 เดือน ส่วนในปีที่ 3-5 อาจนัดมาตรวจทุก 2-3 เดือน และในปีที่ 5 เป็นต้นไปอาจนัดมาตรวจทุก 6-12 เดือน ในการมาตรวจทุกครั้ง ผู้ป่วยควรนำญาติหรือผู้ดูแลมาด้วย เพื่อร่วมพูดคุยปรึกษากับแพทย์โดยตรง และถ้ารับประทานยาอะไรอยู่ หรือมีการตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์ท่านอื่น ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อจะได้ให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
- ผลการรักษามะเร็งตับอ่อน อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าโรคมะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงมาก เป็นมะเร็งที่เมื่อนับรวมทุกระยะรวมกันแล้วถือว่ามีการพยากรณ์โรคไม่ดี เพราะผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ในระยะท้าย ๆ แล้ว (เนื่องจากตับอ่อนเป็นอวัยวะที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยอวัยวะอื่น ๆ การตรวจร่างกายทั่วไปจึงทำให้เห็นถึงความผิดปกติได้ยาก และอาการจะปรากฎก็ต่อเมื่อมะเร็งลุกลามไปมากแล้ว) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน คือ ตั้งแต่พบอาการของโรคจนถึงเสียชีวิตนั้นมักเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 5 เดือนเท่านั้น จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น “ราชามะเร็ง” เลยทีเดียว โดยเมื่อนับรวมทุกระยะจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 1 ปีประมาณ 25% และที่ 5 ปีประมาณ 5-6% และจะมีผู้ป่วยเพียง 15-20% เท่านั้นที่สามารถรับการรักษาโดยการผ่าตัดได้ (ผู้ป่วยที่สามารถรักษาผ่าตัดก้อนเนื้อออกได้หมดจะมีโอกาสอยู่รอดได้ถึง 3 ปี ประมาณ 30%) สำหรับผู้ป่วยระยะไม่ลุกลามจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 20% ส่วนผู้ป่วยระยะลุกลามอวัยวะข้างเคียงและระยะแพร่กระจาย (ซึ่งเป็นผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 80%) อยู่ที่ 10 และ 6 เดือน ตามลำดับ
การป้องกันมะเร็งตับอ่อน#
โรคมะเร็งตับอ่อนยังไม่มีวิธีป้องกันอย่างได้ผล อย่างไรก็ตามก็ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์จัด
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และผักผลไม้ให้มาก ๆ
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจสุขภาพทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ อาจจะทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุและไม่มีอาการบ่งชี้เฉพาะก็อย่าได้นิ่งนอนใจหากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เพราะหลายครั้งที่แพทย์กว่าจะตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ ผู้ป่วยก็เป็นมากแล้วและไม่สามารถผ่าตัดได้ จึงมีอัตราการรอดชีวิตที่ต่มากำ
การตรวจคัดกรองมะเร็งตับอ่อน#
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับอ่อนให้พบตั้งแต่ยังไม่มีอาการ แต่โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน ควรเลือกตรวจคัดกรองแบบไม่เกิดบาดแผลก่อน เช่น การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง การตรวจตัวอย่างอุจจาระ เป็นต้น จากนั้นผู้ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งตับอ่อนก็สามารถตรวจวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อนในขั้นตอนต่อไป
เอกสารอ้างอิง#
- หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “มะเร็งตับอ่อน (Pancreatic cancer)”. (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). หน้า 1171.
- National Cancer Institute. “Pancreatic cancer”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.cancer.gov. [12 เม.ย. 2017].
- สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. “มะเร็งตับอ่อน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.nci.go.th. [26 เม.ย. 2017].
- หาหมอดอทคอม. “มะเร็งตับอ่อน (Pancreatic cancer)”. (ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : haamor.com. [27 เม.ย. 2017].
- หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. “มะเร็งตับอ่อน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : med.mahidol.ac.th/ramaclinic/. [27 เม.ย. 2017].
- โรงพยาบาลวัฒโนสถ. “โรคมะเร็งตับอ่อน”. (นพ.วุฒิ สุเมธโชติเมธา). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.bangkokhospital.com/wattanosoth/. [28 เม.ย. 2017].
- โรงพยาบาลมะเร็งสมัยใหม่กว่างโจว. “มะเร็งตับอ่อน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.moderncancerthai.com. [29 เม.ย. 2017].
- สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. “มะเร็งตับอ่อน”. (นพ.ชวลิต เลิศบุษยานุกูล). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.chulacancer.net. [30 เม.ย. 2017].
เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)
มาตรฐานเนื้อหา Medthai
บทความสุขภาพควรระบุผู้เขียน วันที่เผยแพร่/อัปเดต แหล่งอ้างอิง และเปิดเผยนโยบายบรรณาธิการอย่างชัดเจน
อ่านนโยบายบรรณาธิการ →



